Whose Fault ผิดที่ใครH.Rui
ผิดครั้งที่ 7
  •  

                ตัวร้อนมากเลยกฤษณะใช้หลังมือไล้ตั้งแต่หน้าผากใบหน้า ลำคอของชะเอมที่บัดนี้นอนซมอยู่บนเตียงใหญ่ เขาตกใจมากที่จู่ๆร่างบางก็เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตา ยังดีที่มาถึงคอนโดแล้วและเขาตัวใหญ่กว่ามากจึงมีแรงที่จะอุ้มเจ้าตัวขึ้นมาบนห้องได้แต่ก็เล่นเอากระดูกเกือบลั่น มือใหญ่ทุบป๊อกๆ เข้าตรงเอวและหลัง...แหมอายุเขามันก็เยอะพอควรแล้วนี่นะ ไม่เหมือนตอนหนุ่มๆ

                จะทำไงดีอีกเดี๋ยวก็ต้องเข้าเวรแล้วด้วย แต่ก็จะปล่อยให้ชะเอมอยู่คนเดียวก็ไม่ได้

                กฤษณะมองนาฬิกาในใจร้อนรน เอาเป็นว่าก่อนอื่นต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกชื้นนี้ออกก่อนแล้วน้ำอุ่นเช็ดตัวซึ่งเขาจัดการทั้งหมดอย่างรวดเร็วด้วยความแผ่วเบาสมกับมือที่ผ่าตัดอยู่เสมอโดยเฉพาะตรงแขนที่มีอาการบาดเจ็บ

    ทั้งๆ ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเช็ดตัวแล้วร่างบางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวตื่นมากกว่านั้นยังมีอาการหอบหายใจเหนื่อยอ่อนแถมยังพึมพำอะไรอยู่ตลอดเวลากฤษณะมองด้วยสายตาเป็นห่วง นี่ก็ได้เวลาข้าวเย็นและก็เป็นเวลาเดียวกับที่เขาต้องเข้าเวรในไม่กี่ชั่วโมงมือจึงตัดสินใจล้วงโทรศัพท์กดโทรออก

                ตรู๊ด...ตรู๊ด...

                กฤษณะยืนฟังเสียงรอสายอยู่นานไม่มีทีท่าว่าจะมีใครรับสาย จึงถอนหน้าจอออกจากหู ที่ขึ้นชื่อ คิน

              ทำไมไม่รับ?

                นายแพทย์ขมวดคิ้วแต่ก็ไม่มีเวลาลังเล หยิบมือถือชะเอมถือวิสาสะปลดล็อคและเลื่อนหาเบอร์ของคนที่คาดว่าน่าจะรู้จักกันนอกจากพี่เกษม ตัวเขาเองแล้วก็มีคิน...

                ราม?...นี่ล่ะมั้ง

                (“ฮัลโหล เอม”) กฤษณะยืนถือสายรอไม่นานก็มีคนรับ(“แปลกใจจังที่โทรมามีอะไรรึเปล่า?”)

                เอ่อ...สวัสดีครับ

                (“เอ๊ะ?”) กฤษณะได้ยินเสียงอีกฝ่ายอุทานด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินเสียงทักทายของเขาเสียงหายไปพักหนึ่งคาดว่าอีกฝ่ายน่าจะมองหน้าจอโทรศัพท์ว่าขึ้นชื่อชะเอมจริงๆ (“นั่นใคร?”)

                “คุณราม...ใช่มั้ย

                (“ใช่ ผมชื่อรามคุณเป็นใคร ทำไมคุณถึงใช้เบอร์ของชะเอมโทรมาได้ล่ะ”) เสียงอีกฝ่ายคาดคั้นอย่างไม่ไว้ใจทำให้ร่างสูงหัวเราะในลำคอ

                “ใจเย็นๆ นะครับผมชื่อกฤษณะ ผมเป็นหมอส่วนตัวของชะเอม ตอนนี้เอมไม่สบายหนักแล้วพอดีผมต้องไปธุระด่วนจึงอยากให้คุณราม...มาช่วยดูให้หน่อย คุณเป็นเพื่อนของชะเอมใช่มั้ย

                (“เอ่อ ครับ ใช่ครับ”) กฤษณะกลั้นยิ้มเมื่อได้ยินอีกฝ่ายละล่ำละลักพูดเพราะขึ้นมาอีกระดับเมื่อรู้ว่าเขาเป็นใคร(“แล้วตอนนี้ชะเอมเป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ”)

                “เอาเป็นว่าคุณมาที่คอนโดxxxก่อนก็แล้วกัน

                (“ได้ครับ ผมจะรีบไป”)

     

     

                เสียงกริ่งดังขึ้นทำให้กฤษณะลุกขึ้นไปเปิดประตูเจอเข้ากับชายหนุ่มสามคนที่ยืนรออยู่หลังประตู

                ผมรามครับชายตรงหน้าเขาที่ตัวเล็กสุดในบรรดาสามคนเอ่ยขึ้นเป็นหนุ่มผิวขาวเหลืองตาเรียว ปากนิดจมูกหน่อย...รวมๆแล้วดูหน้าจืดแต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ ส่วนนี่เพื่อนผมสินกับดินครับ

                “สวัสดีครับทั้งสามคนก้มหัวไหว้ทักทายด้วยความนอบน้อมกฤษณะก็พยักหน้ารับสายตาสำรวจทั้งสามคนที่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของชะเอมตัวจริงเสียงจริงไม่ได้โกหกแต่อย่างใด

                เข้ามาสิเสียงทุ้มอ่อนโยนเอ่ยขึ้นยิ่งทำให้ออร่าหนุ่มใหญ่เปล่งประกาย ถึงจะแก่แล้วแต่กฤษณะก็มีการดูแลตัวเองเหมือนกันทั้งสามคนเดินตามเข้ามายังห้องของชะเอม

                เอม

                กฤษณะยืนกอดอกมองเด็กทั้งสามคนยืนรุมอยู่รอบเตียงที่ชะเอมนอนอยู่ท่าทางเป็นห่วงทำให้เขาวางใจที่จะฝากให้ดูแลต่อได้ ยังไงอาฝากดูแลเอมต่อด้วยเพราะเดี๋ยวต้องรีบไปธุระต่อที่โรงพยาบาลแล้ว ข้าวกับยาของเอมที่ต้องทานวางอยู่บนโต๊ะ...ถ้ามีอะไรนอกจากนี้ให้โทรหาทันทีนะ

                “ครับ

                กฤษณะพูดกำชับเมื่อเห็นเด็กๆพยักหน้าก็คว้าเสื้อนอกที่แขวนอยู่บนพนักเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

                ท่าทางจะรีบจริงๆ แฮะดินพูดขึ้นหลังมองแผ่นหลังจนกระทั่งประตูปิดแล้ว...เอาไงต่อดีอ่ะ

                ก่อนอื่นปลุกเอมขึ้นมาทานข้าวก่อนดีกว่า ดินบอกในขณะที่รามก็เห็นด้วยมือเขย่าตัวร่างบางเบาๆ

    ที่นี่...ที่ไหน

    เปาะแปะๆๆ

    ซ่าาาา

    หยาดน้ำปรอยเปลี่ยนเป็นฝนกำลังเทกระหน่ำกระทบกับหลังคาสังกะสีเก่าๆ ดังลั่นราวกับกำลังจะถล่มพังลงมา

    ไม่เพียงหลังคาแต่ประตูก็เป็นแผ่นสังกะสีสนิมเหล็ก ที่บ้านหลังนี้ยังดูเหมือนแข็งแรงทรงตัวอยู่ได้เพราะมีไม้อันใหญ่คอยค้ำจุนวันดีคืนดีตกหนักเป็นเวลานานจนน้ำท่วมเจิ่งนองไม่มีที่ให้นอนหลับก็ยังมี

    เราจำได้

    เพราะนี่มัน...บ้านของเราเอง

    เด็กน้อยอายุไม่ถึงสี่ห้าขวบดีนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่มุมบ้าน กลิ่นอับชื้นโชยไม่ได้มาจากเพียงแค่ฝน ทั้งแมลงสาบ หนูสัตว์เลื้อยคลานวิ่งพล่าน แต่ก็ไม่ทำให้เด็กคนนี้กลัว เพราะเห็นจนชิน

    เปรี้ยง!

    ร่างเล็กๆสะดุ้งเฮือก เมื่อท้องฟ้ามืดครึ้มคำรามลั่นราวกับเทพเจ้าบนสวรรค์กำลังโกรธ ไม่รู้จะหลับตาหรือลืมตาดีเพื่อหนีจากเสียงดังๆนั่น

    เด็กน้อยกุมท้องเมื่อเสียงร้องประท้วงดังโครกครากวันนี้เขากินขนมปังไปชิ้นน้อยๆ ไปชิ้นเดียวเอง บ้านเขายากจน ไม่ค่อยมีเงิน แถมพ่อก็ยังออกไปไหนก็ไม่รู้ตั้งแต่เช้าปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว อันที่จริงก็เป็นอย่างนี้ประจำ

    ร่างเล็กรู้จักความยากจนเพราะว่าพ่อด่าเขาเป็นประจำว่าเป็นเพราะเขาเองที่ทำให้พ่อพบกับความยากลำบาก เป็นเพราะเขาทำให้เราไม่มีอะไรจะกินทุกวันที่พ่อกลับมาจากข้างนอก เขาจะได้กลิ่นเหม็นแปลกๆ แถมพ่อก็จะไม่เหมือนเดิม พ่อโมโหดุร้าย ทำร้ายเขาจนเจ็บไปทั้งตัว จนตัวเองเหนื่อยแล้วก็จะเลิกไปเอง

    และวันนี้ก็เช่นกัน

    แอ๊ด...

    เสียงเปิดประตูสังกะสีแม้จะเบากว่าเสียงฝนแค่ไหนก็ตามแต่ก็ทำให้ร่างเล็กๆที่ซุกอยู่ตรงมุมมืดสะดุ้งได้ไม่ต่างกับเสียงฟ้าผ่า

    "โฮ่ย เอม"

    "หายไปไหน" น้ำเสียงยานคาง ขาเดินโซซัดโซเซพยุงร่างเดินเข้ามาจะล้มแหล่มิล้มแหล่เมื่อเรียกแล้วไม่เห็นเจ้าของชื่อปรากฏตัว อารมณ์เมากรุ่นๆ ยิ่งทำให้โมโหขึ้นมาอย่างง่ายดาย"กูเรียกก็ออกมาสิวะไอ้เด็กเวร!"

    "เออ ต้องให้ขึ้นเสียงอยู่เรื่อย" แววตาพอใจเมื่อเห็นร่างเล็กๆยืนกำชายเสื้อที่ยืดย้วยสีคล้ำเก่าตัวสั่นระริกอยู่เบื้องหน้า "จะสั่นทำให้เหี้ยอะไรกลัวเหรอ...กลัวกูนักเหรอห้ะ"

    เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกๆกับเสียงตะคอกดุร้าย แม้จะสั่นมากแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจก้าวเท้าถอยหลังหนี เพราะเข็ดกับความเจ็บปวดจากการทุบตีลงโทษถ้าหากยอมแต่โดยดีอะไรๆ ก็จะจบลงโดยเร็ว

    วันนี้ก็เป็นแค่อีกเพียงหนึ่งวัน...

    "เอ้า เงียบ...เงียบ เป็นใบ้หรือไงวะห้ะ!"

    ผัวะ!

    มือใหญ่ตบลงที่ศีรษะทุยไม่ออมแรงร่างเล็กๆ กระเด็นก้นจ้ำเบ้า ร้องไห้ส่งเสียงอ้อนวอนดังแข่งกับสายฝน

    "ฮือ ฮือ พ่อ เอมเจ็บ เอมเจ็บ"

    พลั่ก!ตุ้บ! ผัวะ!

    "ใครพ่อมึง ไอ้เด็กเปรต อย่ามาเรียกกูว่าพ่อ!" ทั้งมือและเท้ากระหน่ำลงไปไม่ลืมหูลืมตาด้วยอารมณ์โมโหและคุมสติไม่อยู่เนื่องจากสารมึนเมาที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่าง ร้อนไปทั้งตัวต้องการระบายความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ

    เพราะไอ้เด็กเวรนี่กูถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้ ไอ้ลูกเวร ตั้งแต่มันเกิดมา เมียก็ตาย เขาก็ดันตกงาน แค่นี้ก็ไม่มีอันจะกินอยู่แล้วยังมีตัวซวยต้องมาทำให้ตกระกำลำบากมากขึ้นเป็นหลายเท่า ที่เขาทำได้ทุกวันนี้คือการเลียแข้งเลียขาไปประจบสอพลอพวกเสี่ยรวยๆเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ แถวนี้ พอทำให้พวกมันไม่พอใจอะไรเข้าหน่อยก็ใช้อำนาจยกพวกมารุมกระทืบเขาซะยับ

    ชีวิตเขามีแต่ความซวย

    บัดซบเอ๊ย!!

    สิ่งเดียวที่ทำให้ผ่อนคลายและสนุกสนานได้เห็นแต่จะมีการพนันและเหล้าที่เป็นของคู่กัน วันไหนดวงดีหน่อยก็ได้สูบของดีๆ จนได้เห็นสวรรค์ อารมณ์ดีไปครึ่งค่อนวัน

    แต่พอกลับมาเห็นหน้ามันก็อดไม่ได้ที่จะต้องระบายความโมโห

    ความจัญไรที่เขาต้องพบเจออยู่ทุกวันนี้มันจะเป็นเพราะใครถ้าไม่ใช่เพราะมันไอ้ชะเอม

    ถ้าไม่มีมัน...ถ้าไม่มีมัน!!!

    ยิ่งคิดยิ่งโมโหลงแรงไปกับสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่นอนขดตัวอยู่ ไม่รับรู้ว่านั่นคือลูกในไส้

    "เจ็บฮะพ่อ...พ่อ แค่กๆ" ผ่านไปหลายนาทีแต่สำหรับเด็กน้อยก็นานราวกับหลายชั่วโมงพอระบายอารมณ์จนพอใจ ชายฉกรรจ์ก็หยุดการกระทำ ยืนหอบหายใจมองร่างที่นอนร้องไห้น้ำตานองกอดตัวเองแน่นด้วยสายตาเหยียดๆ"ฮือ เอมเจ็บ ฮือ"

    "วันนี้กูจะพอแค่นี้ก่อนแล้วกัน เหนื่อย" พอได้ออกแรงก็เริ่มสร่างตาปรืออ้าปากกว้างหาวดัง เดินข้ามสิ่งมีชีวิตที่ยังนอนร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ ก็นึกรำคาญ"หยุดแหกปากได้แล้ว หนวกหูโว้ย!"

    "ฮึก...ฮึก..."

    "ยัง...ยังไม่หยุด เอาอีกซักยกดีมั้ยวะห้ะ อยากโดนอีกใช่มั้ย!?"

    "..." เด็กน้อยสะดุ้งยกมืออุดปากตัวเองแน่น แม้จะเจ็บร้าวไปทั้งตัว น้ำตาก็ยังคงไหลไม่หยุดแววตามีความสั่นกลัวอย่างถึงที่สุด

     

    "ก็แค่นั้น กูจะนอน ห้ามส่งเสียงอีก ไม่งั้นมึงโดนหนักแน่" ชายร่างใหญ่เหล่จนแน่ใจว่าจะไม่ได้ยินเสียงเล็ดลอดให้น่ารำคาญอีกก็หันหลังล้มตัวลงนอนบนพื้นแข็งเย็นไม่สนใจเด็กที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกในไส้อีก

    เด็กน้อยนอนร้องไห้อยู่ตรงนั้นจนทุกอย่างเงียบสงัดฝนที่ตกกระหน่ำหยุดลงแล้ว เหลือแต่เสียงคำรามจากท้องฟ้าอันมืดมิด และเสียงจิ้งหรีดอึ่งอ่างที่ดังตลอดทั้งคืน

     

     

     

    "อือ...ฮึก..."

    "เอม...เอม!"

    "แค่ก...น..." สัมผัสแรกคือแว่วเสียงของใครบางคน ต่อมาคือความเจ็บร้าวทั่วตัวและลำคอกระบอกตาร้อนผ่าวจนไม่อยากลืม รวมๆ คือรู้สึกแย่มากถึงมากที่สุด

    "น่าจะหิวน้ำ...ราม"

    "อืม"

    เสียง?...ใคร...

    "เอม..." ภาพตรงหน้าเบลอจนต้องกระพริบตาซ้ำหลายครั้ง สักพักก็โฟกัสเห็นหน้าใครบางคนที่รู้จัก"เอม" สัมผัสต่อมาที่รู้สึกคือแรงเขย่าเบาๆ ตรงหัวไหล่

    "อ...แค่ก...แค่ก!" เขาจะเรียกชื่อแต่ในลำคอแห้งผากเสียจนต้องไอโขลกอีกรอบในขณะที่มีมือมาพยุงให้เขาลุกขึ้นนั่ง

    เจ็บร้าว...ไปทั้งตัว

    "ค่อยๆ กินน้ำนะ" รามลูบหลังบางเบาๆ อีกมือคอยประคองแก้วน้ำอุ่นกลัวว่าเจ้าตัวจะถือไม่ไหวตัวชะเอมยังแผ่ความร้อนออกมา นี่ขนาดเช็ดตัวไปหลายครั้งแล้วนะ

    แต่ก็นั่นแหละเจ้าตัวปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น แถมละเมอเพ้อเสียงดังจนพวกเขาสามคนนั่งไม่ติด

    "ข...อบ...คุณนะ" หน้าเล็กส่ายไปมาน้อยๆ ไม่เอาน้ำแล้ว

    "นี่...มากันตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ แล้วมาได้ยังไง?"คิ้วบางขมวดมุ่น เขาจำได้ว่า...

    "พอดีคุณหมอของเอมโทรมาตามพวกเราให้มาดูแลนายหน่อยเพราะเขาติดธุระด่วนเขาเป็นคนบอกทางเรามาที่นี่" สินเป็นคนตอบ ดินก็พยักหน้าน้อยๆ ยืนยัน

    "แล้วเอมไปทำอะไรมาถึงไม่สบายหนักขนาดนี้ พวกเราปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น"

    ไปทำอะไรมา...

    ชะเอมนั่งนิ่งเขาจำได้ว่าเมื่อครู่เพิ่งฝันเห็นอดีตที่ไม่เคยลืม อดีตอันโหดร้าย แต่ตอนนี้เขาก็อยากจะฝันต่อไปแม้มันจะเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ไม่เท่าความจริงที่ยิ่งกว่าความฝัน

    ปริ๊นนนนโครม! ปั่ก!

    'ไม่นึกเลยว่านายจะโหดเหี้ยมขนาดนี้! เรย์เขาไปทำอะไรให้นายเหรอ!'

                นายจะรับผิดชอบยังไง

                ‘หมายถึงเงินของพ่อน่ะเหรอหึ เรย์เขาไม่ต้องการหรอก

    'เลิกกัน ทำได้มั้ยล่ะ ฉันกับนาย'

    'ต่อจากนี้ไป อย่ามายุ่งกับเรย์อีก'

    "..."

    "เอม..." เหมือนว่าเขาจะนิ่งเงียบนานเกินไป รู้สึกตัวอีกทีเหลือบไปเห็นรามกุมมือของเขาไว้สายตาที่มองมาเจือความห่วงใย และ...เจ็บปวด

    ไม่ใช่แค่รามสินกับดินก็ด้วย

    "หืม?" เขางุนงง "ทำไมเหรอ"

    "อย่าร้องไห้"

    "เอ๊ะ...?" อะไร...ร่างบางชะงัก น้ำตาไหลทะลักออกมาไม่รู้ตัว มือบางปาดตาหวังไม่ให้เห็นว่ากำลังเสียใจแต่ไม่อาจห้ามน้ำอุ่นที่ไหลออกมาจากขอบตาร้อนผ่าวได้ "อะ...ฮึก"

    ทำยังไงก็ไม่หยุดไหล

     

    ร่างทั้งร่างกระตุกเพราะแรงสะอื้นทั้งสามคนเงียบไม่รู้จะพูดอะไร ปล่อยให้คนไม่สบายที่ตอนนี้อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจร้องไห้อย่างน่าสงสารไม่มีใครรู้ว่าชะเอมไปเจออะไรมา

     

     

    ************************Whosefault? ************************

     

     

    "ยังไงก็กินข้าวก่อนนะ เลยเวลาอาหารเย็นมาตั้งนานแล้ว" รามให้สินไปอุ่นข้าวต้มที่ตั้งไว้จนเย็นให้กลับมาหอมกรุ่นน่ากินอีกครั้ง ชะเอมตาปรือขอบตาบวมแดงผ่านการร้องไห้กว่ายี่สิบนาทีกว่าจะหยุด ตอนนี้ร่างบางนั่งพิงหัวเตียงอย่างหมดแรง มองหน้ารามก่อนยิ้มอ่อนส่ายหน้าน้อยๆ

    "ไม่หิวเลย" ชะเอมบอกเสียงแผ่ว เขาทั้งเหนื่อยเพลีย เจ็บคอ แถมยังปวดหัวด้วย"อยากนอน"

    "ไม่ได้นะ เดี๋ยวไม่หาย"

    "กินยาอย่างเดียวได้มั้ย"

    "ไม่ได้ ยามันต้องกินหลังอาหาร"

    "แต่ว่า..." ก็เขาไม่หิวจริงๆ นี่นา แค่เห็นอาหารก็ผะอืดผะอมแล้วแบบนี้ใครจะกินลง

    รามมองคนดื้อแพ่งแล้วแอบถอนใจจะเรื่องไหนๆ ของชะเอมก็ทำให้เขาอ่อนใจได้ตลอดสิน่า

    จะเรื่องเมื่อกี้ก็ดีตอนนี้ก็ดี

    ถึงเขาจะอยากรู้มากเพียงใดแต่ถ้าเจ้าตัวไม่ปริปากเล่า เขาก็จะไม่ขอให้เล่า

    รามอยากเป็นที่พึ่งที่ดีของชะเอมไม่ใช่แค่เขา สินกับดินก็เช่นกัน

    ดังนั้นไม่ว่านานแค่ไหนก็จะรอ...จนกว่าร่างบางจะเชื่อใจพวกเขาและเอ่ยปากเล่าออกมาเอง

    "เอมกินข้าวเถอะนะ" ดินเงียบอยู่นานกว่าจะพูดออกมาบ้าง ตั้งแต่มาห้องนี้เขาเอ่ยปากแทบนับคำได้"กินข้าวเสร็จจะได้กินยา จะได้หายไวๆ"

    "ดิน..."

    "นายเป็นแบบนี้แล้วพวกเราไม่สบายใจเลยรู้มั้ย" ได้ยินร่างสูงพูดแล้วร่างบางเม้มปาก"พวกเราทุกคนเป็นห่วงเอมมาก คุณหมอคนเมื่อกี้ก็ด้วย แต่ว่าเขายุ่งมาก ไม่งั้นเขาคงไม่โทรตามพวกเรามาดูนายหรอก"

    อาหมอ...

    "ดินพูดถูกแล้วนะเอม กินบ้างสักหน่อยก็ยังดี" สินเอ่ยขึ้นมาบ้างเมื่อเริ่มเห็นว่าชะเอมเริ่มฟังที่พูด

    เพราะร่างบางจิตใจอ่อนโยนกว่าใครมักนึกถึงคนรอบข้างมากกว่าตัวเอง

    "อืม ก็ได้" เอมยิ้มบางเมื่อทั้งสามสีหน้าดีขึ้นหลังจากที่เขายอมกินข้าว

    ร่างบางดีใจจริงๆที่ได้เจอ ได้รู้จัก ได้เป็นเพื่อนกับทั้งสามคน

    ชะเอมเริ่มส่ายหน้าเมื่อช้อนที่สี่จ่อที่ปากรามขมวดคิ้วเป่าให้ข้าวต้มหายร้อนก่อนจ่อปากซีดอีกครั้ง แต่ร่างบางก็ส่ายหน้าเช่นเดิม

    "ไม่เอาแล้ว" รามยอมแพ้เมื่อเห็นสีหน้าผะอืดผะอม ก่อนส่งยาที่หมอกฤษณะจัดเตรียมไว้ให้ร่างบางโยนยาทั้งหมดเข้าปากแล้วดื่มน้ำตามอย่างว่าง่าย

    รามโล่งอก โชคดีที่ชะเอมไม่งอแงเรื่องทานยาขมๆ...โดยหารู้ไม่ว่าร่างบางกินยาเป็นประจำจนชินแล้วต่างหาก

    รามเดินไปเก็บแก้วชามสินจึงเข้ามาช่วยจัดผ้าห่มให้ชะเอมที่เอนตัวลงนอน

    "พักผ่อนซะ ถ้ามีอะไรก็เรียกได้ พวกเราจะอยู่ที่นี่จนกว่านายจะหาย"ชะเอมพยักหน้าด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนหลับตาเข้าสู่นิทราอย่างรวดเร็ว พิษไข้ที่ยังมีอยู่ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงสินก็บีบผ้าในกะละมังเช็ดตามตัวให้จะได้นอนสบายไม่เหนียวเหนอะเนื่องจากเหงื่อออกมาก

    ดินที่ยืนมองอยู่สักพักก็เดินออกจากห้องนอนไปไม่พูดอะไร

     

     

    ************************Whosefault? ************************

     

    เคร้ง...

    เสียงน้ำไหลและเสียงจานกระทบกันรามกำลังล้างชามอยู่ในครัวที่สามารถมองทะลุไปจนถึงห้องนั่งเล่นได้ เงยหน้าขึ้นก็พบดินนั่งบนเก้าสูงหน้าเคาเตอร์

    "อ้าวดิน มีไร"

    "เปล่า"

    "แล้วออกมาทำไมอะ"

    "เอมหลับไปแล้ว"

    "อ๋อ" ได้ยินดังนั้นรามก็ไล้ฟองสบู่กับจานที่เหลือ ล้างด้วยน้ำเปล่าแล้วตากบนตะแกรง ร่างโปร่งเช็ดมือกับผ้า เห็นดินยังนั่งขมวดคิ้วนิ่งอยู่ที่เดิม รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง

    "เป็นอะไร"

    "หืม กูเหรอ?" ดินงง

    "แถวนี้มีหมาซักตัวมั้ยล่ะ" รามถามกลั้วหัวเราะ แววตาขำเมื่อเห็นสีหน้ายุ่งๆบนใบหน้าคมเข้ม "กูถามมึงนั่นแหละ"

    "กู...ไม่รู้เหมือนกันว่ะ" ดินมีสีหน้าสับสน เหมือนไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง

    แต่เขารู้...

    "ให้กูเดา...เรื่องสินล่ะสิ" รามยิ้มกว้าง เกือบหลุดหัวเราะเมื่อดินหน้าเหวอตกใจ

    "มึงรู้ได้ไง" ดินไม่อยากจะเชื่อ นี่มันอ่านใจเขาเหรอ

    "กูแค่เดาน่ะ แค่เดา" รามไม่บอกหรอกว่าสีหน้าของดินมันชัดเจนขนาดไหนแล้วอีกอย่างนี่ดินไม่รู้จริงๆ เหรอว่าตัวเองรู้สึกกับสินแบบไหน น่าสงสารหมอนั่นชะมัด

    "แล้วมึงว่า...ไอ้สินมันชอบเอมป่ะวะ" คนตัวสูงผิวคล้ำลังเลไม่รู้จะพูดดีไม่พูดดี แต่สุดทายก็ตัดสินใจพูดออกมา

    รามนิ่งอึ้งก่อนหัวเราะออกมาเสียงดังไม่อยากเชื่อว่านอกจากหมอนี่จะไม่รู้ความรู้สึกตัวเองแล้วยังไม่รู้ว่าสินชอบตัวเองอีกด้วย

    ทั้งๆที่หมอนั่นแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเนี่ยนะ!

    ให้ตายสิ...นี่ไอ้ดินมันโง่หรือโง่

    "หะ...หัวเราะอะไรวะ! อะ ไอ้ราม หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะเว้ย"ดินเหรอหราหน้าแดง ไอ้เข้าอุตส่าห์ไว้ใจมาปรึกษามัน แต่ไหงมันหัวเราะเยาะท้องแข็งใส่เขาแบบนี้

    โอเคๆ กูไม่หัวเราะละอุ๊บ! หึหึรามยังคงกุมท้องที่แข็งเพราะหัวเราะหนักไปหน่อย

    ไอ้ราม ดินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกำหมัดแน่น คิ้วกระตุกจึ้กๆ มึงจะไม่หยุดใช่มั้ย

    หยุดๆ...หยุดแล้วรามทำท่าปรางห้ามญาติสูดลมหายใจลึกเข้าปอด นั่นทำให้ดินคลายมือ

    เออ นี่กูยิ่งเครียดๆอยู่...ที่ถามมึงนี่จริงจังนะเว้ย แล้วมึงดันมาหัวเราะเหมือนเป็นเรื่องตลก

    โทษทีรามเอ่ยก่อนมองหน้าขมวดคิ้วของคนตรงหน้าท่าทางจะเครียดจริงอย่างที่เจ้าตัวว่า ดิน กูถามอะไรมึงหน่อย

    ดินเหล่เห็นท่าทางจริงจังของรามแล้วค่อยน่าคุยด้วยหน่อย ก่อนพยักเพยิด ว่ามา

    มึงไม่ชอบเอมเหรอ ร่างโปร่งถาม

    หะดินเลิกคิ้ว มึงถามอะไรกำลังจะถามว่าจะล้อเล่นอะไรอีก...แต่พอเห็นหน้าจริงจังแล้วดินก็เงียบปาก

    รามไม่สนใจที่อีกคนถามแม้แต่น้อยก่อนพูดในสิ่งที่คิดออกมา กูชอบเอม

    หะดินเหวอ นี่มึง...ในหัวเขาตอนนี้มึนงงไปหมดรามกำลังจะสื่ออะไรเขาไม่เข้าใจ

    รามชอบเอม...แล้วสินล่ะสินก็ชอบเอมเหมือนกัน

    กูชอบเอมรามยิ้มรู้ว่าดินกำลังคิดอะไร เว้นจังหวะ แบบเพื่อน

    ...

    กูชอบเอมแบบที่เพื่อนที่เขาชอบกันอ่ะเพื่อนชอบเพื่อน มึงเข้าใจกูป่ะรามขยายความซึ่งยิ่งฟังดินยิ่งงงหนักกว่าเดิม

    ดินขมวดคิ้ว กูไม่เข้าใจว่ะ

    ...

    ระหว่างทั้งสองคนเงียบไปอึดใจ

    "เฮ้อ" ร่างโปร่งส่ายหน้าถอนหายใจ ทำหน้าเอือมระอากูล่ะเบื่อคนซื่อบื้อแถวนี้จริงจริ๊ง

    "มึงว่าใครซื่อบื้อ!?" ดินแหว

    จะใครซะอีกล่ะ...รามยิ้มส่งสายตาไปด้านหลังทำให้ดินรู้สึกถึงความผิดปกติ

    "ก็มึงไง" ดินตาเหลือก เมื่อไอ้คนตรงหน้าที่ยังหัวเราะคิกคักใส่เขาไม่ได้ตอบแถมเสียงนั้นก็ดังมาจากข้างหลัง ไม่ต้องเดาว่าเป็นใคร เสียงเข้มแบบนี้ไม่ใช่ชะเอมแน่นอน

    ดินหันไปดูก็พบว่าสินยืนอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสองเมตรได้ยินเสียงตัวเองกลืนน้ำลายดังเอื้อก

    "กูขอไปดูเอมก่อนแล้วกัน" รามบอกอย่างรู้หน้าที่ ส่วนคำถามของกูมึงลองเก็บเอาไปคิดดูละกัน ขาเรียวเดินเลี่ยงออกไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากเป็นกอขอคองอไม่ทันเห็นหน้าทมึงถึงของดินที่ถลึงตาคาดโทษเอาไว้ในใจ แต่สายตาคมของสินก็ยังเห็นเหงื่อซึมไรผมตรงขมับของคนที่ถูกตราหน้าว่าซื่อบื้อ

    "นี่มึงยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" ดินถาม ถ้าเป็นในการ์ตูนคงบรรยายเป็นรูปภาพได้ว่าตอนนี้เขาหน้าซีดปากสั่นขนาดไหน

    "ก็ตั้งแต่ที่กูได้ยินว่าพวกมึงพูดเรื่องของกู" สินยักไหล่ตอบเรียบๆดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจว่ากำลังโดนนินทา แต่เขานี่สิ...

    นั่นมันตั้งแต่แรกเลยนี่หว่า!!

    ไอ้ห่านี่มาก็ไม่ส่งเสียง แบบนี้เรียกว่าแอบฟังชัดๆ!!! ไม่สิ มันไม่แอบ มันอยู่ข้างหลังเขาฟังในระยะประชิดเลยด้วยซ้ำ

    งั้นมันก็ได้ยินที่เขาพูดเรื่อง...

    "กู...จะไปเซเว่น" ดินไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตอนนี้ดีแต่ตอนนี้เขายังไม่อยากคุย ไม่กล้าสู้หน้า ร่างสูงกระโดดลงจากเก้าอี้เคาน์เตอร์หน้าห้องครัวหันหลังจะเดินแต่ไม่ทันมือใหญ่ที่คว้าข้อมือเขาเอาไว้

    "ทำไร ปล่อยสิวะ" ดินยื้อข้อมือตัวเองออก แต่ก็ไม่หลุด"กูไม่อยากคุยกับมึง"

    "เดี๋ยวดิ อย่าเพิ่งหนี"

    "หนีเหี้ยไร ไม่ได้หนีเว้ย!" ดินว่าเสียงดัง ไม่ยอมรับความจริง

    "ที่มึงทำนี่แหละเขาเรียกว่าหนี!" สินเสียงดังกว่า ทำให้อีกคนเงียบแต่ก็ไม่หยุดยื้อ มือใหญ่กำแน่นจนอีกฝ่ายเจ็บ แต่เขาจะไม่มีทางปล่อยเด็ดขาด

    คราวหลังสงสัยอะไรก็ถามกูสิ

    ...ถามอะไร

    "คำถามเมื่อกี้นี้ไง ไม่อยากรู้คำตอบแล้วเหรอ"

    ดินชะงัก

    'มึงว่า ไอ้สินชอบเอมป่ะวะ'

    มันคือคำถามที่เขาถามรามเมื่อกี้ได้ยินจริงๆ ด้วยสินะ

    "กูไม่อยากรู้แล้ว" ดินหันหน้าหนี แววตาอ่อนโยนตอนที่ร่างสูงเช็ดตัวให้ชะเอมยังติดตา

    "แต่กูอยากบอก"

    "เรื่องของมึง แต่ไม่ต้องมาบอกกู ไปบอกชะเอมโน่น"

    "กูไม่ได้ชอบเอม" สินบอก แววตาจริงจังมองสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลของดินก่อนเลื่อนลงมามองริมฝีปากสีระเรื่อน่าจูบที่เม้มแน่น "กูชอบมึง"

    "..."

    "กูชอบมึง" สินบอกอีกรอบเมื่อเห็นอีกฝ่ายตาค้างไปแล้ว ไม่ได้ชอบแบบเพื่อน คราวนี้เจ้าคนคิดมากหน้าแดงเถือก หลังมือพยายามบังสีหน้าตัวเองแต่ไม่ทันแล้ว

    มึงเข้าใจที่กูพูดมั้ยดินต้องถามไว้ก่อนเผื่อคนซื่อบื้อจะไม่เข้าใจ

    มะ...ไม่เข้าใจกู...ไม่...ริมฝีปากขบกันแน่นแต่คนตัวเข้มก็หน้าแดงเกินกว่าจะพูดคำว่าไม่เข้าใจ

    ปฏิกิริยาที่แสดงออกทำเอาสินหยุดแกล้งไม่ได้

    "กูชอบมึง" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วข้างหูที่ตอนนี้มันแดงก่ำ สินดันร่างที่สูงเกือบเท่าเขาจนแผ่นหลังชิดกำแพงเจ้าตัวก็เหมือนจะเพิ่งรู้ว่าอยู่ในอ้อมกอดอุ่นและหนีไปไหนไม่ได้

    "กูชอบ..."

    "...กูได้ยินแล้ว หยุดพูดได้แล้ว" ในเมื่อหนีไปไม่ได้ เขาก็กดหน้าที่ร้อนผ่าวลงกับไหล่กว้างเสียเลยไม่อยากให้เห็นว่าเขาเขินแค่ไหน กับคำพูดที่ทำให้ใจเต้นแรง

    ไม่อยากเชื่อว่าแค่คนตรงหน้าบอกว่าชอบความน้อยอกน้อยใจ ความรู้สึกเคืองต่างๆ นานาก็ปลิวหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

    มึงไม่ชอบเอมเหรอ

    กูชอบเอม...แบบเพื่อนชอบเพื่อนอ่ะ มึงเข้าใจป่ะ

    มึงลองเก็บคำถามกูไปคิดดูละกัน

    กูเข้าใจแล้ว...

    กูไม่ได้ชอบเอม

    กูชอบมึง

    กูเข้าใจแล้ว...

    สินมองคนที่กดหน้าอยู่กับไหล่แต่ซ่อนหูแดงๆ ไม่มิดแล้วก็ยิ้ม สายตาอบอุ่นที่มอบให้แค่คนๆนี้คนเดียว แต่เจ้าตัวมักจะซื่อบื้อไม่รู้ว่าเขารู้สึกยังไง ทั้งๆ ที่เขามั่นใจว่าแสดงออกชัดเจนตลอด

    หรือบางทีอาจจะรู้สึกถึงการแสดงออกของเขาแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะอย่างนั้น

    "อยากจูบว่ะ..." สินพ่นลมหายใจร้อนๆ ใส่หูที่ยังแดงอยู่ทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ สามารถเรียกรอยยิ้มของร่างสูงกว่าได้เป็นอย่างดี "ได้ไหม"

    ดินนิ่งไปสักพักก่อนส่ายหน้าที่ยังกดกับไหล่แน่น พูดเสียงอู้อี้ สินชะงักก่อนหัวเราะหึหึออกมา

    "โอเคครับ" สินกดจมูกตรงขมับอย่างหมั่นเขี้ยว ทำตัวน่ารักแบบนี้กับเขาบ่อยๆเขาจะทนไม่ไหวเอา

    ดินขยำเสื้ออีกคนจนยับยู่ยี่โอย เขาอายจะตายอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะหัวใจยิ่งเต้นรัวหนัก และยิ่งหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินเสียงหัวใจของคนที่เขาซบหน้าอยู่ตรงอกกว้างดังไม่แพ้กัน

    'กลับหอก่อน ไม่ใช่ที่นี่'

    ไอ้เหี้ยเขิน!!พูดออกไปได้ไงวะเนี่ย!?

                งั้นขอมัดจำก่อนได้ป่ะกลัวรอไม่ไหว

                “...!”

     

     

    ************************Whosefault? ************************

     

    สนใจรูปเล่มทักได้ที่เพจเฟสบุ๊ค H.Rui Novels ค่ะ^^


     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in