ด้วยรัก...จากทะเลทรายployapha.j
ไฟล์ทแรกของปีกับบาร์เซโลน่าในวันที่ทุกอย่างปิด
  • 6 January 2018









    สวัสดีปีใหม่ 2018

    ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่มิตรรักนักอ่านทุกท่านนะคะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านบันทึกประจำไฟล์ท "ด้วยรัก...จากทะเลทราย" ของเรามาตลอดปี (และบันทึกการเดินทางอื่นๆด้วย) จากจุดเริ่มต้นเล็กๆที่เขียนสรุปแต่ละไฟล์ทไว้ให้คุณแม่อ่าน ตอนนี้มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคอยให้ความสนับสนุนกันมากมาย




    ขอบคุณทุกๆท่านมากๆอีกครั้งจากใจนะคะ♡



    สำหรับปีใหม่ปีนี้ ขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง คิดหวังสิ่งใดก็ขอให้สมความปรารถนาทุกประการเลยนะคะ :)














    ตารางบินเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน

    ช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่เราค่อนข้างยุ่งวุ่นวายมากกว่าปกติ สืบเนื่องมาจากช่วงต้นเดือนเราไปดำน้ำที่เกาะมาลาปัสกัว ประเทศฟิลิปปินส์ (ตามไปอ่าน "ลมหายใจกลายเป็นฟองอากาศ" ตอน ตามหาฉลามหางยาว ณ เกาะมาลาปัสกัว ได้นะฮ้า)


    จากนั้นก็ไปเซี่ยงไฮ้มาแว้บนึง พอกลับมาปุ๊บก็ไปสอบ Annual SEP Recurrent ซึ่งเป็นการสอบทบทวนความรู้และต่อใบอนุญาตการบินประจำปีค่ะ ซึ่งผลคะแนนก็เป็นที่พอใจ ได้เต็มร้อยหมดเลย เย้เฮ!










    ตามรอยเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้กับบรรยากาศตึก The Bund ยามค่ำคืน


















    ขออวดประกาศนียบัตรหน่อย ฮาาา









    หลังจากสอบเสร็จเราก็จะมีบินไปอิสตันบูลและเซี่ยงไฮ้อีกรอบหนึ่งช่วงคริสมาสต์ค่ะ ซึ่งเซี่ยงไฮ้ในรอบนี้เราตั้งใจหมายมาดว่าจะไป Shanghai Disney ให้ได้! ก็ทำการจองตั๋วไว้เรียบร้อยแล้ว ปรากฎว่าทาง Crew Control โทรมาขอให้ไปช่วยทำไฟล์ทกรุงเทพ-ฮ่องกงให้หน่อย ลูกเรือขาดมากๆ เลยตกปากรับคำไปทำก็ได้


    ช่วงปีใหม่ก็เช่นกัน อันที่จริงเราจะได้หยุดอยู่บ้านเฉยๆในวันสิ้นปีแล้วไปบินเดลีที่ไม่อยากไปในวันที่ 1 ต่อด้วยไฟล์ทไปบริสเบน Crew Control เจ้าเก่าก็โทรมาไหว้วานอีกแล้ว ให้ไปบินกรุงเทพให้หน่อย เราเลยได้กลับไทยในวันปีใหม่พอดี ถือว่าเป็นของขวัญวันปีใหม่จากบริษัทที่เอะอะเมะเทิ้งเซิ้งกลับกรุงเทพกับเพื่อนๆพี่ๆลูกเรือคนไทยเยอะถึง 8 คนเลยทีเดียว เป็นทีมไทยมาเฟียมากๆ สนุ๊กสนุกกกกก ได้แฮปปี้นิวเยียร์ผู้โดยสารบนความสูง 40,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเลก็ครื้นเครงดีค่ะ และเราก็ได้ไฟล์ทบาเซโลน่านี้มาแทนบริสเบน (ตอนแรกเขาจะให้กรุงเทพ แต่เราก็คิดนะว่าเอ๊ะ.. กรุงเทพบ่อยไปแล้วนะ เราควรไปที่อื่นบ้างสิ!)








    ชักภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกกับไฟล์ทข้ามปี ฮี่ฮี่
    ปีใหม่ไปไหน อ้อออ ไปทำง๊านนนนนนน

    (ขอโทษเจ้โบว์มา ณ ที่นี้ด้วยจ้ะ แฮ่)















  • It's Christmas day!

    พอจะมาบินจริงๆก็เริ่มงอแง คิดว่าน่าจะไปกรุงเทพมากกว่าเพราะเราเช็คสภาพอากาศที่นู่นแล้วพบว่าฝนตก! ตกหนักทั้งวันเลยด้วยเพราะช่วงนี้ฝนฟ้าคะนองกระจายทั่วยุโรปรวมไปถึงคาบสมุทรไอบีเรีย






    โอ้ยยยย เค้าลางแห่งความเซ็งเริ่มปรากฎตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้าน








    พอขึ้นเครื่องมาปุ๊บก็ได้คุยกับผู้โดยสาร ได้ความว่าวันนี้นี่มันเป็นวันคริสมาสต์ของเขาล่ะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างปิดหมดเลย ห้างร้าน สถานที่ท่องเที่ยว ทุกคนอยู่ที่บ้านกับครอบครัวหมด







    ...




    แล้วเราจะมาที่นี่ทำไมในวันนี้วะ!










    เราหอบความเซ็งๆเบื่อๆฝ่าฟ้าครึ้มและลมหนาวกับอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสออกจากโรงแรมไปขึ้นรถไฟใต้ดินด้วยความคิดที่ว่า เออ...ไหนๆก็มาแล้วก็ออกไปดูตึกรามบ้านช่องที่ปิดๆของเขาก็ได้ว้าาาาา









    อันนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ข้างๆโรงแรมซึ่งปิด...



















    หน้าตาของตั๋วเป็นแบบนี้ เที่ยวละ 2.20 ยูโร
    ขึ้นได้หมดทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ รถราง

    สำหรับนักท่องเที่ยวก็มีตั๋วแบบ 48 ชั่วโมง (15 ยูโร) สามวัน ห้าวันไว้ด้วย
    ถ้านั่งรถขึ้นๆลงๆหลายรอบ ซื้อแบบนั้นก็ดี คุ้มกว่า





























    ในรถไฟใต้ดินก็เจอคุณลุงมาเล่นไวโอลินด้วย คนปรบมือตามจังหวะกันใหญ่


    อ้อ สภาพรถไฟใต้ดินจะดี-กลางๆ ขึ้นอยู่กับสาย
    อย่างในภาพที่คือสายในเมือง L2 สภาพรถก็จะดี สะอาด ไฟสว่าง
    แต่สายที่เรานั่งมาจากโรงแรมคือ L4 มันก็จะอึมครึมนิดนึง









    เรามาลงที่สถานี Sagrada Família เพื่อมาเยี่ยมชม Temple Expiatori de la Sagrada Família (เขียนแบบภาษาคาตาลัน) ซึ่งเป็นอาคารที่เด่นด้านสถาปัตยกรรม เป็นแลนด์มาร์คประจำเมืองบาร์เซโลนา


    Sagrada Família นั้นเป็นผลงานการออกแบบของ อันตอนี เกาดี สถาปนิกชาวคาตาลันที่ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมแนว Modernismo ด้วยศิลปะแบบ Art Nouveau ซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ลดทอนรูปแบบจากต้นไม้ ใบไม้ เปลือกหอย แมลงนี่นั่น















    เดิมที Sagrada Família มีแปลนว่าจะสร้างหอคอยทั้งหมด 18 หอคอยด้วยกัน แต่ลุงเกาดี้แกสิ้นไปเสียก่อน สร้างเสร็จแค่ 8 หอคอยเท่านั้น และตอนนี้โครงการก็ยังไม่ได้พับเก็บไป ก็ยังคงสร้างอยู่และบูรณะเพิ่มเติมตลอดมา สังเกตจากรถเครนและผ้าใบที่นั่น เขาว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์จริงๆก็ปี 2026 นู้น



















































































    ถ่ายรูปแล้วขัดใจในฟ้าฝนและรถเครน ฮืออออออ



























































    เปิดแค่ร้านขายของจุ๊กจิ๊กเท่านั้นแล



































  • ด้วยเหตุที่มันปิด เดินวนเวียนได้แค่ข้างนอกเท่านั้น เราก็สาวเท้าไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน นั่งไปลงที่สถานี Daigonal เพื่อไปชมผลงานของคุณลุงเกาดี้กันต่อที่ตึกประหลาดระดับมรดกโลก La Pedrera - Casa Milà ที่เราใฝ่ฝันว่าอยากเข้าไปดูข้างในม๊ากมากกกก 




























    ระหว่างทางก็สำรวจตึกรามบ้านช่องเขาไปด้วย สังเกตว่าไม่มีธงสเปนเลยนะฮะ
    มีแต่ธงของแคว้นกาตาลูญญาทั้งนั้นเลย





































    ตอนสมัยมัธยมก็เรียนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สเปน-แคว้นคาตาลูญญามาบ้าง
    ประกอบกับข่าวการแยกตัวเป็นเอกราชเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้เดินไปเดินมาที่นี่แล้วรู้สึกอินมาก


    หากอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถไปอ่านได้ที่เว็บไซต์ บีบีซีไทย ได้นะจ๊ะ
    เราว่าอ่านง่ายและสรุปไว้ได้ดี































    เอาล่ะ มาถึง Casa Milà กันเสียที!







    เป็นตึกที่ไม่มีเหลี่ยมนะจ๊ะ เก๋มากกกกกกกก
    ข้างในสวยมากกกกกก เหมาะแก่การเยี่ยมชมในวันที่ฟ้าใส ขึ้นไปชมวิวบนดาดฟ้า
















    ระเบียงเป็นเหมือนระลอกคลื่นเลย มีคล้ายๆกับเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด








    น่าเสียดายที่ฟ้าไม่ใสและปิด ไม่งั้นตีตั๋วเข้าไปดูแล้วววววววววว















  • จุดที่ Casa Milià ตั้งอยู่นั้นมันอยู่ตรงถนนเส้นหลักที่เป็นเส้นชอปปิ้งของบาร์เซโลน่า สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆที่ปิด! เราก็ทำได้แค่เดินเล่นดูวิวไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปตึกก๊อกแก๊กไปพลางๆ






























































































    เราเดินทอดน่องมาเรื่อยๆจนถึงสถานี Passeig de Gràcià เพื่อมาชมงานสถาปัตยกรรมของคุณลุงเกาดี้อีกแห่งหนึ่ง นั่นก็คือ Casa Batlló ที่อยากเข้าไปชมข้างในมากๆเช่นกัน ฮืออออออออ








    น่าย้ากกกกกกก อยากเข้าาาาา
    ไฟตรงระเบียงเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆด้วยนะ































    มุ้งมิ้งเหลือเกิน คุณพระะะะะ


















  • จาก Casa Batlló เราก็เดินต่อไปอย่างไม่ท้อถอย ตรงมาเรื่อยๆจนเข้าสู่ย่าน El Gòtic หรือ The Gothic Quarter ซึ่งเป็นย่านที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองบาร์เซโลน่า มีสิ่งปลูกสร้างเก่าๆให้ได้ชมมากมาย ซึ่งบางอาคารก็มาตั้งแต่ยุคโรมันโน้น เอาเป็นว่าแค่เดินตามตรอกซอกซอยต่างๆก็ฟินแล้ววววว
























    ตรงนี้คือสถานี Catalunya เป็นเหมือนสวนกลางเมือง


























    ในย่าน El Gòtic นี้มีสถานที่สำคัญหลายแห่ง แต่ด้วยเวลาอันจำกัดเพราะฟ้าเริ่มมืดแล้ว เราเลยเลือกไปที่ Catedral de la Santa Creu i Santa Eulàlia หรือ Barcelona Cathedral





































    วิหารแห่งนี้เป็นศิลปะแบบ Gothic (ยอดแหลมๆและกระจกสีใหญ่ๆ) และเป็นที่บรรจุอัฐิของนักบุญ Eulàlia ซึ่งเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของเมืองบาร์เซโลนา











    อยากเข้าไปเห็นด้านในมากกกกกกก
    และอยากขึ้นไปด้านบนของวิหารด้วย เขาว่าเป็นจุดชมวิวผังเมืองบาร์เซโลน่าที่งดงามอีกจุดหนึ่ง



    (พยายามถ่ายให้มันสมมาตรแล้ว เราว่าเราอาจจะตาเอียง ควรไปพบแพทย์)











    พอฟ้าเริ่มมืดเราก็เดินกลับ ตามความเชื่อส่วนตัวที่ว่า ยุโรปจะไม่ปลอดภัยเมื่อใกล้ค่ำ แต่ก็ขอแวะซื้อขนมจุ๊งจิ๊งนิดหน่อย











    นี่คือ Tortell หรือ King's ring เป็นขนมประจำแคว้นคาตาลูญญาล่ะ จะมีขายเฉพาะช่วงคริสมาสต์เท่านั้น (และแพร่หลายในทางใต้ของฝรั่งเศส เรียกว่า Gâteau des Rois และสเปนโดยทั่วไป เรียกว่า  roscón de Reyes) ไส้ข้างในมี 2 แบบคือ Mazipan ที่เราแสนเกลียดหรือวิปครีม




    ใน Tortell นี้จะมีของสองอย่างซ่อนไว้เป็นเซอไพร์สคือถั่วแห้งกับรูปพระราชา (โยงไปถึงศาสนาคริสต์ตอนนี้มีกษัตริย์/นักปราชญ์เอาทองคำ กำยาน และมดยอบมากราบนมัสการพระเยซูตอนประสูติไง) โดยคนที่ได้รูปพระราชาจะได้ใส่มงกุฎกระดาษ ส่วนคนที่ได้ถั่วแห้งจะต้องเป็นคนจ่ายค่าขนม ฮาาา









    ส่วนอาหารเย็นนั้นเราก็ไปกินที่ร้านอาหารโลคอลใกล้ๆโรงแรม ทดลองกินเมนู La Paella อาหารประจำชาติสเปน (สเปนอ่านออกเสียงว่า เป-อา-ยา คาตาลันอ่านว่า ปา-เอ็ลลล-ยา) มีต้นกำเนิดมาจากแคว้นบาเลนเซีย








    รสชาติตามราคา ไม่ได้ฟู่ฟ่ามากขนาดนั้น


    (สำหรับอาหารสเปนที่เรารักมากที่สุดคือไข่เจียว
    ใช่ค่ะ ดิฉันคือเด็กสามขวบที่ตอบว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วอยากเป็นไข่เจียวเพราะชอบกินมาก)







    คนส่วนใหญ่เข้าใจว่านี่เป็นข้าวผัดสเปน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะจ๊ะ เขาเอาไปหุงกับน้ำสต็อกบนกระทะต่างหาก ไม่ได้เอาไปผัดแต่อย่างใด พอกินอิ่มก็เดินฟ้าลมกรรโชกแรงกลับที่พัก



    และระหว่างทางเดินกลับห้านาทีจากร้านอาหารก็เจอผู้หญิงคนนึงร้องไห้ตาแดงวิ่งมาถามว่าเราพูดภาษาอังกฤษมั๊ย เนื้อตัวมีร่องรอยโดนทำร้าย มีพลาสเตอร์ปิดตรงคอนี่นั่น เราก็เออ พูดได้ เขาก็เล่าให้ฟังว่าตัวเองชื่อคิม เป็นคนอังกฤษ (แน่นอน ฟังจากสำเนียงก็ว่าใช่) เขาโดนโจรชิงกระเป๋าไป เพิ่งไปทำแผลที่โรงพยาบาลมา ติดต่อสถานทูตไม่ได้ ทุกอย่างหายหมดเลย เขาต้องเอาใบรับรองแพทย์ไปซื้อยา ช่วยหน่อยได้มั๊ยแล้วก็ร้องไห้โฮ



    เราก็ทำอะไรไม่ถูก ถามว่าค่ายาเท่าไร (แปดยูโรกับอีกกี่เซนก็ไม่รู้ ลืม) มีอะไรติดตัวมาบ้างมั๊ย แจ้งตำรวจรึยัง (แจ้งแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้ จะขอดูกล้องวงจรปิด) ด้วยความที่ขี้สงสาร (ใช้คำนี้ก็แล้วกัน) ก็ให้เขาไปสิบยูโร บอกว่าให้หายเร็วๆนะ แล้วก็เดินจากไป พร้อมความรู้สึกว่าเอ๊ะ กูโดนหลอกรึเปล่าวะ กูควรเดินไปร้านขายยากับเขาไหมจะได้รู้ว่ามาซื้อยาจริงๆ แต่ถ้าเขาเป็นโจรจริงๆแล้วลวงกูไปปลดทรัพย์หมดตัวจะทำยังไง ฟ้ามืดแล้วด้วย (ยุโรปไม่ปลอดภัยเมื่อใกล้ค่ำ!)


    ก็เอาเถอะ... สมมติว่าเขาเป็นโจร เอาสิบยูโรไปดีกว่าหายไปทั้งกระเป๋า เผลอๆตัวเราอาจจะโดนทำร้าย จะเอาเงินไปทำอะไรก็สุดแท้แต่ หรือถ้าเขาเป็นผู้เสียหายจริงๆก็ถือว่าได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน








    ทริปเยือนคาบสมุทรไอบีเรียครั้งแรกของเราก็จบลงแบบพีคๆประมาณนี้แหละ อยากมาเที่ยวอีกเพราะทุกอย่างมันปิดหมดเลย หงิดใจ อยากเข้าไปเห็นและสัมผัสสถาปัตยกรรมและผลงานของเกาดี้ให้มากกว่านี้ อยากไปดูของจริงข้างในเกี่ยวกับช่องแสงต่างๆ โอ้ยยย ต้องฟินมากแน่ๆ



    ต้องกลับมาอีกให้ได้ในวันที่ฟ้าใสและทุกอย่างเปิดทำการตามปกติ!










    ด้วยรัก...จากเมืองหลวงของแคว้นคาตาลูญญา
    ไว้ค่อยมาเที่ยวใหม่นะ!










เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in