ด้วยรัก...จากทะเลทรายployapha.j
ใต้เงาโทริอิในวันสุดท้ายของปี
  • 22 December 2016




    ไปญี่ปุ่นครั้งแรก


    เดือนนี้เรามีบินไปโอซาก้า 2 ครั้ง นับว่าเป็นความสำเร็จของการขอไฟล์ทที่แท้จริงเพราะไฟล์ทญี่ปุ่นนั้นได้ยากมากกกกกกกกกกกก เนื่องจากสายการบินของเราบินไปญี่ปุ่น 3 ไฟล์ทต่อวัน คือ นาริตะ ฮาเนดะ และโอซาก้า เครื่องที่บินคือ B777 ที่จำนวนลูกเรือน้อยและต้องกันที่ไว้ให้ลูกเรือชาวญี่ปุ่นที่เป็น Language Speaker อีกด้วย


    นอกจากนี้ไฟล์ทญี่ปุ่นคือไฟล์ทในฝันที่ทุกคนกล่าวขานถึงความเงียบเชียบเรียบร้อยเป็นระเบียบของชนชาติแดนอาทิตย์อุทัย ไม่มีคอลเบล ห้องน้ำสะอาด ผู้โดยสารน่ารัก โอ้...♡ นี่แหละคือ Ideal คือโลกของแบบของเพลโตที่แท้จริง ฉะนั้นเราได้ไฟล์ทนี้มา 2 ครั้งใน 1 เดือนถือว่าเป็นบุญที่จะต้องรอไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนกว่าเราจะได้ Priority สูงพอที่จะขอใหม่ได้






    พอไปทำงานจริงๆก็พบว่านี่ไม่ใช่ Ideal Japan Flight อย่างที่เขากล่าวขานกันแหะ ยุ่งๆนิดหน่อย มีคอลเบลบ้าง ห้องน้ำไม่ได้สะอ๊าดสะอาดขนาดกริ๊บกริ๊ง ผู้โดยสารพอจะพูดภาษาอังกฤษได้บ้างนิดหน่อย ซึ่งดีเพราะไม่มีปัญหาเวลาเสิร์ฟ (เรียนรู้ศัพท์ไม่คือ ซูซุกิ แปลว่า ปลา) พูดตามความจริงแล้วไฟล์ทนี้คือไฟล์ทปกติที่ทำๆนั่นแหละ ขาไปเราทำงานกับซีเนียร์ญี่ปุ่นที่ค่อนข้างดุและเป๊ะมากตามแบบฉบับญี่ปุ่น ซึ่งทุกคนจะแอบขำเวลาที่นางประกาศอะไรบนเครื่อง คือใช้เสียงประกาศภาษาอังกฤษเสียงนึง และประกาศภาษาญี่ปุ่นอีกเสียงหนึ่งที่แบ๊วกว่าเดิมคูณเข้าไปอีก 420%



    ความดีงามที่แท้จริงของไฟล์ทนี้คือ CRC เพราะนี่คือครั้งแรกที่เราได้ใช้ CRC บนเครื่องโบอิ้ง หลังจากที่ต้องค่อยๆแทรกตัวเข้าไปใน CRC ของแอร์บัสมานานแสนสนาน

    สำหรับโบอิ้งนั้นพื้นที่กว้างขวางวิ่งเล่นได้ สามารถนั่งบนเตียงใต้ (แอร์บัสต้องค่อยๆกระดึ๊บตัวเข้าไป มันแคบมากยิ่งกว่านอนอยู่ในโรงแรมแคปซูล) และไฟล์ท 9 ชั่วโมง ได้นอนพัก 2 ชั่วโมง ประเสริฐเหลือเกิน





    เราถึงโอซาก้าพร้อมฝนที่ตกกระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา สองทุ่มนิดๆเราถึงโรงแรม ก็รีบเปลี่ยนชุดออกมาขึ้นบัสฟรีไปที่ Osaka Station และด้วยความที่ฝนตกก็เลยเดินวนเวียนอยู่ในนั้น กินซูชิสายพานและซื้อไดฟุกุสตรอเบอร์รี่ลดราคา คืนนั้นเรานอนไม่หลับเพราะ jet lag เลยตื่นตลอดคืนทั้งที่ตั้งใจว่าจะตื่นไปเที่ยวแต่เช้า เมื่อนอนไม่หล้บเลยนั่งแลกไฟล์ทบินจนถึง 7 โมงเช้า นอนยาวจนถึงหกโมงเย็น ไม่ได้ออกไปไหนเลย แย่มาก ทำได้แค่สั่งทงคัตสึจากรูมเซอร์วิสมากิน สไกป์หาคนที่ไทย งอแงว่าแลกไฟล์ทไม่ได้เลยและได้กรุงเทพมาแค่ไฟล์ทเดียวเอง เอาจริงๆ... นี่คือการมาญี่ปุ่นครั้งแรกแต่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเท่าไรเลย ไม่อยากทำไฟล์ทอะไรทั้งนั้นนอกจากกรุงเทพ ฮืออออออออ


    หงอยเหงาและเศร้าสร้อยเลยนอนซุกตัวเองอยู่ในผ้าห่มอุ่น ม้วนตัวกลมๆเป็นแยมโรลจนกระทั่งได้เวลาเตรียมตัวไปบิน ขากลับได้พักใน CRC 3 ชั่วโมง ดีงามมาก มาถึงดูไบก็พยายามแลกไฟล์ทวนไปเรื่อยๆ












  • 30 December 2016




    สวัสดีโอซาก้า!

    รอบนี้เอาใหม่! เราจะไม่พังทลายแบบครั้งที่แล้ว สัญญากับตัวเองไว้เป็นอย่างดีกว่าจะต้องออกไปเที่ยวโว้ย ถ้าไม่ออกไปเที่ยวก็จะออกไปกินของอร่อย ต้องออก ลำบากแค่ไหนก็ต้องไปให้ได้ ห้ามขี้เกียจ!!!








    เราถึงโรงแรมประมาณทุ่มนึง รีบเช็คอีเมล ไลน์บอกคนที่บ้าน เปลี่ยนชุดและลงมารอรถบัสฟรีที่จะไปสถานีโอซาก้า โดยมีลูกสมุนติดตามไปสองคน คือ ฟง ขุ่นแม่ชาวเวียดนาม และ ฟรานเชสก้า ลูกเรือบิสเนสคลาส โดยเป้าหมายของพวกเราทั้งสามก็คือคือ ไปโซ้ยราเมงข้อสอบบบบบบบบบบ


    จากสถานีโอซาก้า เราก็หาทางไปย่านนัมบะ ซึ่ง... พวกเรายืนงงกันอยู่ข้างหน้าสิ่งนี้





    เฮ้ย...ใช้ยังไงวะ ภาษาญี่ปุ่นเต็มเลย โอ๊ะ! นั่นไงมีปุ่ม English ซึ่งกดไปปุ๊บก็ยังงงอยู่ดี เราสามคนยืนจิ้มมั่วๆแบบงงๆจนสายตาเราเหลือบไปเห็นคำว่า JR Ticket เลยบอกทุกคนว่านี่มันไม่ใช่ตู้ขายตั๋วรถไฟฟ้า แต่นี่เป็นตู้ขายตั๋วรถไฟ ฮาาาาา เลยวิ่งไปอีกจุดนึงและยืนงงอยู่ตรงนั้น จนกระทั่ง... เราได้ยินเสียงคนคุยกันเป็นภาษาไทยจ้อกแจ้ก



    โอเค... เราพูดญี่ปุ่นไม่ได้ แต่เราพูดไทยรู้เรื่อง ไป! ไปถามมมมมม และครอบครัวคุณพี่ที่เราไปถามก็สอนการกดซื้อตั๋วอย่างละเอียด ฮูเร่♡














    หนึ่งวันก่อนวันสิ้นปี ถนนและร้านอาหารเต็มไปด้วยผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนไปเชียงใหม่ ไปที่ไหนก็ได้ยินภาษาไทยแว่วๆ)









    ป้ายโฆษณาต่างๆอลังการงานสร้างมากๆ ต่าง
    แข่งขันเรียกร้องความสนใจจากผู้คนที่เดินขวักไขว่กันไปมา
















    เราเดินไหลตามคนมาเรื่อยๆ ดีที่โซนนี้มีไวไฟฟรีให้ใช้เลยเปิดดูแผนที่ไปที่ร้านราเมงได้ พอไปถึงหน้าร้านก็พบว่าแถวยาวมากกกกกก ยาวจนท้อใจ... แต่ไหนๆก็มาแล้ว เราสู้!!








    ซักพักก็มีพนักงานเดินมาหาที่แถว พยายามจะอธิบายอะไรบางอย่าง ในมือของเธอถือป้ายร้านและมีเส้นสีแดงๆลากจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ตีความได้ว่าราเมงข้อสอบนั้นมีสองสาขา

    ฟงพยายามถามว่าอีกสาขานึงคนน้อยกว่านี้รึเปล่า แต่พนักงานสาวดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก ฟรานเชสก้าเลยเสนอว่าเธอจะรออยู่ที่นี่ ให้เรากับฟงไปดูลาดเลาอีกสาขานึง ถ้าคนน้อยกว่าก็ค่อยมาเรียก















    อีกสาขานึงอยู่ไม่ไกลไม่ไกลจากกันซึ่งคนน้อยกว่ากันมากทีเดียว (ถ้าจะไปกินก็ศึกษาข้อมูลพร้อมแผนที่ให้ดีก่อนเด้อ) ฟงจะรออยู่ที่ร้านให้เราไปตามฟรานเชสก้า พอกลับมาก็ได้รับกระดาษแบบนี้ ให้วงกลมเลือกข้อที่ถูกต้องตรงใจ











    และก็ไปกดเลือกเซตราเมงที่ต้องการที่ตู้นี้ ก็จะได้ตั๋วสีขาวๆมา (ตามภาพบน)









    จากนั้นก็ขึ้นลิฟท์ไปด้านบนเพื่อรอราเมงของเรา จริงๆมีที่นั่งให้เลือกสองแบบคือแบบออริจินัล นั่งหันหน้าเข้าหาพ่อครัวและมีที่กั้นสองด้าน กับนั่งเป็นโต๊ะแบบปกติ ซึ่งพวกเราก็นั่งเป็นโต๊ะเพราะมาด้วยกัน จะได้คุยกัน เม้ามอยกันได้นั่นเอง











    และแล้ววินาทีที่รอคอยก็มาถึง ราเมงร้อนๆในวันที่อากาศประมาณ 5 องศานี่มันสุดยอดมากจริงๆ! พวกเราโซ้ยกันอย่างว่องไวแบบไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมาคุยกัน ไม่ถึงห้านาทีทุกอย่างหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป






    อร่อยมากกกกกแบบแสงพุ่งสว่างวาบ ทุกอย่างกลมกล่อมอุมามิไปหมดดดดดดด










    อิ่มหมีพีมันไปกับราเมงข้อสอบแล้ว เราก็ออกมาเดินย่อยก๊อกแก๊กพร้อมกวาดสายตาหาของกินอย่างอื่นต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ลืมที่จะไปถ่ายรูปคู่กับป้ายกูลิโกะ










    ตอนแรกตั้งใจว่าจะหาของหวานอะไรตบท้ายนิดๆหน่อยๆ แต่ก็เจอแต่ไอติมเมล่อน ซึ่ง...การกินไอติมตอนที่อากาศประมาณห้าองศาก็ไม่ใช่ไอเดียที่ดี ไปๆมาๆเลยไปโดนทาโกะยากิซะงั้น




























    ร้อนๆ หอมฉุย ปลาหมึกเต็มคำ ซอสกลมกล่อมกำลังดี อาห์















    และปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยขนมปังปลาไส้มันหวานร้อนๆ โอ้ยยยย มีความสุขจังเล้ยยยยย









    เรากลับถึงโรงแรมประมาณเที่ยงคืน รีบอาบน้ำและเข้านอนแต่ก็นอนไม่ค่อยจะหลับ jet lag อีกตามเคย (เกลียดมาก อยากร้องไห้) ก็หลับๆตื่นๆอยู่ตลอดเวลาจนถึงตอนเช้า









  • 31 December 2016




    สวัสดีวันสุดท้ายของปี

    เราลุกจากเตียงตอนประมาณหกโมงครึ่ง ทั้งๆที่นอนหลับไม่ค่อยสนิททั้งคืนแต่ก็ตื่นด้วยความสดชื่น รีบไปเปิดหน้าต่างดูแสงแรกของวันสุดท้ายของปี









    เป็นช่วงเวลาสั้นๆในตอนเช้าที่อากาศข้างนอกอยู่ที่ประมาณ 2 องศา เรายืนมองแสงแดดอุ่นๆ รถวิ่งไปมา คนขี่จักรยานและคนเดินบนทางเท้า เป็นโมเม้นที่คิดอะไรเกี่ยวกับชีวิตไปเรื่อยเปื่อย






    แปดโมงเช้าเราโดดขึ้นรถไปพร้อมฟง กินข้าวเช้าที่สตาร์บัคตรงสถานีโอซาก้า เราสั่ง Soy Latte และแซนวิชเบคอนราดซอสแอปเปิลมัสตาร์ด อร่อยมากเลยล่ะ




    ความใส่ใจเล็กๆน้อยๆที่สุดแสนจะญี่ปุ๊นญี่ปุ่น



















    จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้คือการไป ศาลเจ้าจิ้งจอก หรือ ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ นั่นเองงงง (โปรดจินตนาการเสียงพากย์แบบทีวีแชมเปี้ยนด้วยนะจ๊ะ)


    เรื่องของเรื่องคือตอนแรกเราก็กะว่าจะเดินช้อปปิ้งกินวนไปแถวๆนัมบะนั่นแหละ ก็แหม่...ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นป้ายเซล 50% ทั้งนั้นเลย จะปีใหม่ก็งี้ ทุกสิ่งทุกอย่างช่างน่ารักน่าซื้อไปหมดเล้ย แต่ขุ่นแม่ฟงอยากไปถ่ายรูปเก๋ๆชิคๆ นางเอารูปมาให้ดูว่าอยากไปที่นี่อะ อยากมีฟิลลิ่งแบบวิ่งผ่านโทริอิสีแดงแบบในหนังเรื่องเกอิชา


    โอเค ทริปสานฝันขุ่นแม่ เริ่มค่ะ!






    จากสถานีโอซาก้า เรานั่งไปที่เกียวโต และเปลี่ยนสายไปลงที่สถานีอินาริ ซึ่งพอไปถึงปุ๊บก็พบกับคนเป็นล้านนนนน เฮ้ย... ลืมไปเลยว่าวันนี้เป็นวันสิ้นปีนี่หว่า ผู้คนต่างหลั่งไหลมาที่นี่ซึ่งเป็นศาลเจ้าอินาริที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าอินาริทั้งหลายในญี่ปุ่น (และเป็นศาลเจ้าอันดับหนึ่งสำหรับมาขอพรปีใหม่อีกด้วย! ซึ่ง...เราก็มากันในวันสิ้นปีนะฮะ)






    มีร้านรวงน่ารักตั้งเรียงรายตลอดสองข้างทางที่จะเข้าไปยังศาลเจ้า กะว่าเดี๋ยวจะต้องมาเดินดูแน่นอน!












    คนเยอะมาก แต่ไม่ได้เบียดเสียดยัดเยียด ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
















    ไหลตามคลื่นมนุษย์มาเรื่อยๆก็ถึงแล้วจ้ะ
    สังเกตว่าตรงทางเข้ามีรูปสลักจิ้งจอกล่ะ

















    มีตำนานมากมายเกี่ยวกับจิ้งจอกและศาลเจ้าแห่งนี้
    แต่โดยสรุปแล้วคือจิ้งจอกเป็นตัวแทนที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และพืชพรรณธัญญาหาร

    สำหรับรูปสลักหน้าศาลเจ้า ตัวนึงจะคาบกระบอก อีกตัวนึงจะคาบลูกแก้วไว้













    ก่อนที่จะเข้าด้านในก็ต้องล้างมือ บ้วนปากให้สะอาดก่อนนะคะ
    (คือเห็นเขาทำกัน เลยไปมุงๆดูบ้าง มีป้ายภาษาอังกฤษอธิบายขั้นตอนไว้จ้ะ)















    พอเข้ามาปุ๊บก็จะเจอกับโต๊ะ information สำหรับนักท่องเที่ยว
    เราก็ได้รับแผนที่พร้อมคำอธิบายภาษาอังกฤษโดยย่อเกี่ยวกับศาลเจ้า
    และแผนพับเกี่ยวกับมรรยาทและข้อควรปฏิบัติของนักท่องเที่ยว














    เราเริ่มไหว้จากตรงอาคารหลักก่อนและตัดสินใจว่าไหนก็มาแล้ว ก็ปีนขึ้นไปบนยอดเขาเลยก็แล้วกัน
    การเดินทางจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงโดยประมาณ

    เป็นการไหว้ขอพรปีใหม่ที่จริงจังมาก















    สำหรับเราผู้มาเหยียบญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก (รอบแรกที่ตายอยู่ในห้องขอไม่นับ)
    การเห็นโทริอิเรียงรายไปตามทางครั้งแรกนั้นมันสุดยอดมาก

    แบบโอ้ยยยย กูมาถึงญี่ปุ่นแล้วว้อยยยยยยยยยยยย
    (หวีดร้องอยู่ในใจ)











































    เดินไปเรื่อยๆจะไปถึงจุดที่มี หินโอโมะคารุ-อิชิ ซึ่งเป็นหินเสี่ยงทาย โดยให้ตั้งคำถามไว้ในใจ ถ้ายกแล้วหินเบาแสดงว่าดี ซึ่ง... จุดนี้คนเยอะมากกกกกกกกกกก เยอะจนไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปได้จ้า










    จุดนี้คือจุดที่มีโทริอิหนาแน่นมาก ซึ่งความสูงของเสาจะเตี้ยลงกว่าทางด้านหน้า















    ตรงนี้แยกเป็นทางขึ้นกับทางลง
































    สำหรับ กระดานขอพร หรือ เอมะ ของที่นี่น่ารักมากกกกกกกกก เป็นรูปจิ้งจอกและให้วาดหน้าตาเติมเอาเองด้วย ซึ่งเราก็ไปยืนเล็งๆอันที่เราชอบมาได้ ดังต่อไปนี้...






    อันนี้แบ๊วๆน่ารัก ปกติ













    ชอบบบบบบ เห็นปุ๊บแล้วขำเลย
















    ไปขอสาวๆถ่ายรูปมาด้วยล่ะ อยากใส่บ้างแต่รู้สึกว่าอากาศหนาวเกินไป...






































    ด้านหลังของโทริอิจะสลักชื่อและวันที่ไว้















    ยิ่งขึ้นมาสูงก็ยิ่งหนาวและอากาศเริ่มชื้นขึ้นเรื่อยๆ เวลาพูดแล้วมีไอออกมาจากปากด้วยล่ะ
    เราก็ไม่ย่อท้อ ปีนบันไดกันต่อไป
















    เรามานั่งแวะพักที่จุดชมวิว
    กดชาเขียวมานั่งดื่ม (ชาเขียวคิริน ไม่หวาน อร่อยม๊ากกกก)
    เริ่มเมื่อยแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงซะที เริ่มเถลไถลไปดูร้านขายของที่ระลึกตามทาง ฮา

















    มีคนเอาสาเกและโทริอิจิ๋วมาถวายด้วยล่ะ

















    ระหว่างทางมีแผนที่และป้ายบอก เมื่อไรจะถึง เริ่มหอบแล้วจ้า






















































    เกือบแล้วจ้า อีกนิดเดียวเท่าน้านนนน
































    ถึงแล้ว ไฟนอลลี่ กับการเดินต๊อกแต๊กขึ้นมาชั่วโมงครึ่ง (ไม่รวมเวลาถ่ายรูปให้ขุ่นแม่)













    ต่อแถวไหว้ขอพร โยนเหรียญ สั่นกระดิ่ง













    ตอนลงนี่ง่ายมาก ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็โผล่มากระพริบตาสู้แสงแดดและมนุษย์มหาศาลด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้า เที่ยงพอดีก็ได้เวลาหาของกินนนน วู้ฮู้ววววว





    สิ่งนี่ช่างน่าเย้ายวนใจเสียเหลือเกินนนนน














    เราเป็นมนุษย์แป้ง รักการกินคาร์โบไฮเดรต
    สามารถกินขนมปังเปล่าๆไปเรื่อยอย่างมีความสุขจนบางทีก็คิดว่าชาติที่แล้วเราอาจเกิดเป็นปลาสวาย

    สิ่งนี้เลยตอบโจทย์ คืออะไรก็ไม่รู้ เป็นแป้งนุ่มๆหยุ่นๆ
    ปิ้งร้อนๆ ราดซอสหวานๆ สนนราคาอยู่ที่ 500 เยน

    ส่วนอีกเมนูที่ลองคือหมูย่าง เป็นหมูส่วนที่เป็นเบคอนหนาๆอะ ย่างร้อนๆ
    โห พีคมาก แสงพุ่งสุด ชิ้นใหญ่หนานุ่ม 500 เยนเช่นกัน
    ซึ่ง...ลืมถ่ายรูป มัวแต่กิน รู้ตัวอีกทีก็ซัดเกลี้ยงไปหมดแล้วจ้า










    ขนมอื่นๆก็มีเด้อ มีร้านขายตุ๊กตุ่นตุ๊กตาด้วยนะ
    ทุกอย่างล้วนน่ารักน่าอร่อย อยากกินไปหมดเลย








    แต่เราก็ไม่ได้กินทุกอย่างที่อยากกินเพราะโดนขุ่นแม่ลากไปขึ้นรถไฟก่อน ต้องรีบทำเวลากลับไปกินข้าวและนอนก่อนไปบิน ซึ่งอาหารกลางวันวันนี้ ขุ่นแม่ฟงมาไปกินซูชิที่อิเซตันตรงสถานีเกียวโตและนั่งรถไฟกลับโอซาก้า





    ระหว่างทางกลับเรานั่งรถไฟที่เป็น Local ไม่ใช่ Rapid เลยได้เห็นวิวสองข้างทางที่น่ารัก





    พอถึงโอซาก้าเราก็ขอแยกไปซื้อของจุ๊งจิ๊งเล็กน้อยจากร้านค้าแถวสถานี (ชื่อร้าน ร้าน kokoschka ล่ะ เราได้เครื่องสำอางนิดหน่อยและสมุดจดเล่มใหม่สำหรับปี 2017 ) จากนั้นก็นั่งรถบัสฟรีกลับโรงแรม ซึ่ง...ถามว่ากลับมาเร็วแล้วได้นอนพักก่อนไปบินมั๊ย ก็ไม่อะ เพราะด้วยความที่เวลามันต่างจากดูไบมาก ร่างกายเราเลยรวน เหนื่อยและอยากนอนมากแต่ก็นอนไม่หลับ ทรมานใจเหลือเกิน



    สำหรับไฟล์ทขากลับนั้นคือสวรรค์ที่แท้จริงเพราะมีผู้โดยสารเพียง 84 คนเท่าน้านนนนน งดงามเหลือเกินและ 30 นาทีหลังเทคออฟจากสนามบินก็เข้าสู่ปีใหม่ เราประกาศให้ผู้โดยสารทราบและเฮกันอยู่ในแกลลี่หลังเครื่องและตั้งเวลาตามไทม์โซนที่เครื่องบินจะผ่าน ก็เฮ Happy New Year กันทุกรอบจนมาถึงดูไบ







    ก็... นี่แหละไฟล์ทสุดท้ายของปี ขอให้ปีหน้ามีแต่เรื่องสนุกๆมาเล่าให้อ่านกันน้า
    ขอบคุณมากนะคะที่ติดตามกันมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา
    ขอให้ปี 2017 เป็นปีที่ดีของทุกคนเลยนะจ๊ะ




    ด้วยรัก...จากใต้เงาโทริอิ


















เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in