with love from the desertployapha.j
เดินเล่นหาร้านวีแกนกุ๊กกิ๊กในฮัมบวร์ค
  • 21 March 2019







    ในที่สุดโลกก็หมุนเวียนเปลี่ยนฤดูมาเป็นช่วงใบไม้ผลิเสียที ซึ่งก็เป็นเวลาที่เราเริ่มกลับไปบินไฟล์ทยุโรปอีกครั้ง หลังจากหนีหนาวบินวนอยู่ในเอเชียเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็แหม่... เรามันเป็นสาวทรอปิคอลเกิร์ลนี่นะ เจออากาศเย็นแล้วไม่ขอจะต่อสู้ ออกไปเที่ยวไม่ไหวจริง ๆ จ้า



    และก็เป็นฤกษ์งามยามดีที่เราเอาไฟล์ทมิลานไปแลกเป็น ฮัมบวร์ค ได้สำเร็จ เพราะนี่คือเส้นทางการบินสู่เมืองสุดท้ายในเยอรมนีที่เรายังไม่เคยมา (เราไปแฟรงเฟิร์ตมาแล้ว แต่ไม่ได้ออกไปไหนเพราะไม่สบาย ต้องบินไปซ้ำอีกรอบ ส่วนมิวนิคบินไปมาแล้วสองครั้ง อยากไปอีกเป็นครั้งที่สามแต่อยากไปเที่ยวเองเพราะรู้สึกว่ามีอะไรให้ทำเยอะแยะ และดุสเซลดอร์ฟ ที่ก็อยากไปอีกครั้งเพราะอยากจับรถไฟไปเที่ยวโคโลญ เป็นที่น่าเสียดายว่าเราไม่บินไปลงเบอร์ลินแล้ว)



    ไฟล์ทนี้เราบินด้วยเครื่อง B777 อันแสนสบาย ผู้โดยสารน่ารัก เป็นชาวเยอรมันเกือบทั้งหมด ไม่วุ่นวายเหมือนแฟรงเฟิร์ตหรือมิวนิคที่เต็มไปด้วยผู้โดยสารสัญชาติอื่น (โดยเฉพาะพี่แขกรอบกัลฟ์และพี่แขกอินเดีย) บอร์ดดิ้งเรียบร้อย ปิดช่องเก็บสัมภาระด้วยตนเอง รัดเข็มขัด ปรับพนักที่นั่ง เปิดม่านหน้าต่างด้วยตนเอง อีแอร์ไม่ต้องคอยบอกคอยตามจี้ รักมากกกกกกกกก ยังคงครองความเป็นที่หนึ่งแห่งผู้โดยสารในดวงใจอย่างไม่เสื่อมคลาย♡











    นี่คือภาพจากหน้าต่างในห้องจ้า
    สวัสดีเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเยอรมนี!












    เรามาถึงโรงแรมตอนบ่ายสองนิด ๆ จัดแจงเปลี่ยนชุดแล้วก็รีบออกไปเดินเล่นชมเมืองด้านนอก ตอนแรกนั้น เราวางแผนว่าจะไปที่ Miniatur Wunderland (หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ Miniature Wonderland) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโมเดลเมืองจำลองเล็ก ๆ น่ารักปุกปิก แต่พอได้คุยกับลูกเรือบนไฟล์ทที่มาจากฮัมบวร์คก็ได้ความว่า ที่นี่มีย่านคาเฟ่ฮิป ๆ อยู่ด้วยแหละ เราเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปตามหาร้านวีแกนคาเฟ่ดีกว่า!













    ฟ้าครึ้มม๊ากมาก ไม่สปริงสดใสเลยแหะ




























    ความจริงแล้ว หน้าโรงแรมของเรามีสถานีรถไฟเลย สามารถโดดขึ้นรถไฟแล้วนั่งมาสถานีเดียวก็ถึงใกล้ ๆ แล้ว แต่เราเลือกที่จะเดินชมนกชมไม้ ถ่ายรูปอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเจื้อย











    เพราะถ้าไม่เดินก็ไม่เจออะไรแบบนี้ไงล่ะ






















































    และเราก็เดินมาถึง Hamburg Exhibition Hall ค่ะ มีหอคอยนี้เป็นสัญลักษณ์ตั้งเด่นเป็นสง่า สามารถมองเห็นได้จากเกือบทุกมุมเมืองฮัมบวร์ค







































    เท่มาก อย่างคูลลลลลล









    ส่วนฝั่งตรงข้ามนั้นก็มีสวนสาธารณะ (จริง ๆ ใน google map ใช้คำว่าอุทยาน คือมันใหญ่มาก) ชื่อว่า Planten un Blomen ที่เริ่มมีดอกไม้สีสันสดใสเข้ามาแซมความทึมเทาของอากาศให้ได้รู้สึกแช่มชื่นขึ้นมาบ้าง





































    และเราก็เดินมาเจอน้องชมพูที่ฟูฟ่องอยู่เพียงต้นเดียวทั้งสวนนี้
















    ขอบคุณแอป Focos ที่เสียตั้งซื้อมา บวกกับฟิลเตอร์ RNI
    หลังละลายด้วยไอโฟนเจ็ดพลัสที่แท้



















































  • ถัดจากสวนและฮอลล์แล้ว เราก็จะพบกับร้านค้าและคาเฟ่น่ารักเรียงรายอยู่ริมสองฝั่งถนนเลยค่ะ จุดตรงนี้หากนั่งรถไฟมาจะต้องมาลงที่สถานี Sternschanze นะจ๊ะ















    แล้วเราก็เดินวนไปตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยร้านขายเสื้อผ้าวินเทจมือสอง ร้านกาแฟเล็ก ๆ ร้านขายเสื้อผ้าต่าง ๆ (มีขายกระเป๋าและเสื้อกันฝน Rains ที่อยากได้ด้วย!)


























    อย่างร้านนี้ก็เทมาก เป็นร้าน vegan shop มีขายเสื้อผ้า รองเท้าผู้ชายเท่ ๆ หลากหลายแบบด้วย















    ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็จะยิ่งเจอกราฟฟิตี้เยอะขึ้น มีคนไถสเก็ตบอร์ดไปมา
    (แอบได้กลิ่นที่คุ้นเคยเหมือนเดินอยู่ในอัมสเตอร์ดัมด้วย)
    แต่ไม่ได้ดูน่าอันตรายใด ๆ นะฮะ มีโฮมเลสบ้างแต่เข้าก็ไม่ได้เข้ามายุ่มย่ามวุ่นวาย




















































  • และแล้วเราก็เดินมาถึง Rote Flora ซึ่งเปรียบเสมือนใจกลางของย่านนี้ค่ะ เดิมทีตัวอาคารนั้นเคยเป็นโรงละครมาก่อนและต่อมาก็เปลี่ยนเป็นสถานที่จัดแสดงดนตรี











    ตึกนี้นี่แหละจ้า
    ด้านหน้าฝั่งตรงข้ามมีรถ Food Truck และรถขายเนื้อมาจอดเรียงราย














    Rote Flora เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของผู้นิยมฝ่ายซ้ายในเยอรมันล่ะ
    เวลามีการชุมนุมกันก็จะมารวมตัวกันที่นี่ นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดแสดงศิลปะและดนตรีอีกด้วย











    และหลังจากที่เดินจนเริ่มปวดขา เราก็มาถึงจุดหมายแรกของเรา นั่นก็คือร้าน Mamalicious นั่นเองจ้า























    ที่นี่เขาเสิร์ฟ All Day Breakfast และเบอร์เกอร์ค่ะ
    นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มและขนมอีกมากมาย






















































    บรรยากาศภายในร้านก็น่ารักสบาย ๆ สไตล์โฮมคาเฟ่

















    เมนูแรกที่สั่งฮะ
    วิปครีมอร่อยมากกกกกกกก นุ่มมากกกกกกกกกก มะพร้าวละมุนมาก














    วีแกนแพนเค้กกกกก โอ้♡
    เราพยาย๊ามพยายามทำกินเองที่บ้านก็ไม่นุ่มฟูแบบนี้อะ
    ดี๊ดี แฮปปี้มาก

















  • หลังจากที่อิ่มหนำสำราญไปกับแพนเค้กนุ่มฟูและช็อคโกแลตร้อนวิปครีมหวานหอมไปเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินไปต่อที่คาเฟ่ร้านที่สองแถว ๆ ย่าน St Pauli ซึ่งหากนั่งรถไฟใต้ดินจะต้องมาลงที่สถานี Feldstraße ถึงจะใกล้ที่สุดเด้อ










    สิ่งที่น่าสนใจในย่านนี้คืออาคาร Feldstraße Bunker หรือ Flakturm IV นี้ เป็นหลุมหลบภัยที่ใหญ่ที่สุดที่สามารถรองรับคนได้มากถึง 18,000 คนด้วยกัน ปัจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นสถานที่จัดแสดงดนตรี มีไนท์คลับ และพื้นที่ด้านบนได้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นเป็นสวนลอยฟ้าด้วยนะเออ




    และฝั่งตรงข้ามนี่เองก็เป็นที่ตั้งของร้าน HAPPENPAPPEN คาเฟ่วีแกนร้านที่สองที่เราตั้งใจมาเยี่ยมเยือนนั่นเองงงง





























    ร้านเล็ก ๆ แห่งนี้มีพื้นที่ให้นั่งกินลมชมวิวด้านนอก (ที่ตอนนี้ไม่มีใครไปนั่ง) และมีโซนคาเฟ่ด้านในที่ตกแต่งไว้อย่างน่ารัก แม้พื้นที่จะไม่มากแต่ก็รู้สึกนั่งสบายไม่อึดอัด สามารถหยิบเอาหนังสือมาอ่าน เอาคอมมากางพิมพ์งานได้เล้ย



    ในช่วงกลางวันนั้นทางร้านจะเสิร์ฟแต่เมนูเครื่องดื่มและขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ตอนเย็นถึงจะมีเมนูวีแกนเบอร์เกอร์ให้ลองเลือกรับประทานจ้ะ










    Matcha Latte ของโปรด
    จริงๆ ควรสั่งเป็น Oat milk มากกว่าแหะ
    พลาดไปนิดนึง ดันไปสั่ง Almond milk ตามความเคยชิน
    (ส่วนกาแฟเราชอบใส่ Coconut milk ที่สุดค่ะ♡)


















     รอจนครัวเปิดก็ลองสั่งเบอร์เกอร์มาลองบ้าง
    อันนี้คือ Karate Kid  ตัวไส้เป็นถั่วลูกไก่+ข้าว+มะพร้าว
    ใส่โฮมเมดวาซาบิมายองเนส

    อ้อ มีขนมปังแบบ Gluten Free ให้เลือกด้วยนะจ๊ะ







    สารภาพจากใจจริงว่าไม่ได้ปลื้มเบอร์เกอร์ของเขาขนาดนั้น รู้สึกว่าฟากอเมริกานั้นทำอร่อยกว่านี้มาก (โน๊ตไว้นิดนึงว่าหากคุณไปอเมริกา จงไป Whole Food แล้วไปซื้อ Beyond Meat โอ้โห โคตรของความดีงามในชีวิตที่แท้)

















  • ฟ้าเริ่มมืดแล้วก็ได้เวลาเดินกลับโรงแรมแล้วนะเออ แต่ก็ยังขอไปแวะร้านอาหารร้านสุดท้ายที่ขายอาหารเวียดนาม ชื่อว่าร้าน Loving Hut (เอาจริง ๆ นี่เดินเกือบจะทั่วเมืองแล้วอะ)






    เมื่อเดินตรงมาจากถนน Feldstraße ก็จะเจอกับมวลหมู่ตึกอาคารราชการต่าง ๆ เช่น...







    ศาลอาญาเมืองฮัมบวร์ค



















      ศาลเมืองฮัมบวร์ค



















    เรื่อยมาจนกระทั่งถึง Johannes Brahms Platz ที่มีตึก Monument Hommage An Brahms ที่เป็นอาคารแสดงคอนเสิร์ต ตลอดจนตึกที่เป็นโรงเรียนสอนเต้นรำ









    จุดนี้เราก็หยิบหูฟังมาเปิดฟังเพลง Hungarian Dance No. 5 & 6
    แล้วเดินมองแสงไฟจากตึกรามบ้านช่องด้วยความสุขใจ























    และแล้วเราก็มาถึงร้าน Loving Hut ในที่สุดจ้า แถว ๆ นี้นั้นมีร้านอาหารซุกซ่อนอยู่ตามซอกซอยมากมาย ตลอดจนร้านกาแฟที่น่าสนใจ (ซึ่งแน่ล่ะ ปิดไปแล้วตอนที่เราไปถึง) ไว้รอบหน้าจะลองมาสำรวจพื้นที่แถวนี้ก็แล้วกันนะ














    ในร้านก็จะมีขายอาหารเวียดนาม จีน และมีอากาศไทยนิดหน่อย (ที่ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะไทยแต่ใช้ชื่อแกงเขียวหวานบังหน้ามากกว่า) เราก็ได้เต้าหู้ทอดพร้อมข้าวอบธัญพืชมาเด้อ










    น้ำจิ้มถั่วอร่อยดีฮะ นอกนั้นก็โอเคดีตามมาตรฐานร้านอาหารเอเชียในเมืองยุโรป
    (แปลความได้ว่าแกไม่ต้องคาดหวังมากนั่นเอง)











    เมื่อกินอิ่มจนท้องจะแตกตายกลายเป็นชูชกแล้ว เราก็เดินกลับโรงแรมที่อยู่ในละแวกเดียวกันนี้นั่นแหละฮะ นอนพักผ่อนเอาแรงก่อนที่จะลุกขึ้นไปทำงานในเช้าวันรุ่งขึ้น (อาหารเช้าที่โรงแรมดีมาก หากเพื่อนลูกเรือมาอ่านจงตื่นเช้าแล้วลงมาลองงงง)

















    ลากันไปด้วยภาพนี้
    ด้วยรัก...จากเยอรมนีเจ้าค่ะ





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in