wild rabbit #jaedohbrxnct
Chapter 15 : The first proof





  • นครลอสแอนเจลิสนั้นมีสถาบันนิติเวชวิทยาอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันที่อยู่ในสังกัดของกรมตำรวจนครลอสแอนเจลีส สถาบันที่อยู่ในสังกัดของกรมนายอำเภอ สถาบันที่เกิดจากความร่วมมือกันของกรมต่าง ๆ ไปจนถึงสถาบันที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมสอบสวนทางการแพทย์นครลอสแอนเจลีสโดยตรง แต่ใช่ว่าทุกสถาบันจะมีการชันสูตรพลิกศพ เพราะบางแห่งนั้นอาจรับเฉพาะการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว

    ตึกอิฐแดงสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนนอร์ธมิชชัน ไม่ไกลจากลานขนถ่ายตู้สินค้ารถไฟของบริษัทยูเนี่ยนแฟซิฟิกเท่าไหร่นั้น คือตึกของสถาบันนิติเวชวิทยาที่อยู่ในการดูแลของกรมสอบสวนทางการแพทย์แห่งนครลอสแอนเจลีส มันไม่ใช่ตึกใหม่ที่ดูทันสมัยอะไรมากนักหากมองจากภายนอก ทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ ๆ อันเป็นผลพวงมาจากเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างไม่มีหยุด

    เจย์เดนเป็นฝ่ายเดินนำร่างผอมโปร่งของแดนเนลเข้าไปด้านในของตัวตึก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้มาเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้ การสืบสวนคดีฆาตกรรมกับสถาบันนิติเวชวิทยานั้นถือเป็นของที่คู่กันอย่างไม่ต้องสงสัย และในบางครั้ง คดีอาชญากรรมไซเบอร์ก็มาพร้อมกันกับการฆาตกรรมเพื่อผลประโยชน์ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสักนิด หากเจย์เดนจะคุ้นชินกับการเดินไปเดินมาภายในตึกของสถาบันนิติเวชแห่งนี้อยู่พอสมควร

    เจ้าหน้าที่โลแกนและเจ้าหน้าที่วินเซนต์จากแผนกสืบสวนพิเศษคดีฆาตกรรมมาถึงอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาทั้งคู่ก็กำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับรายละเอียดของคดีนี้อยู่ จนกระทั่งเจย์เดนเดินเข้าไปทักทาย

    "ผมเจย์เดน จอง จากแผนกอาชญากรรมไซเบอร์ และนี่คือแดนเนล คิม เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบคอมพิวเตอร์ที่ผมร่วมงานอยู่ด้วยในตอนนี้"

    "ยินดีที่ได้รู้จักนะเจ้าหน้าที่จอง ผมโลแกน หว่อง จากแผนกสืบสวนพิเศษคดีฆาตกรรม ส่วนนี่วินเซนต์ ต่ง คู่หูผม"

    แดนเนลยืนมองคนทั้งคู่จับมือทักทายกัน กระทั่งถึงคราวของตัวเขาเองบ้างเมื่อเจ้าหน้าที่โลแกนยื่นมือมาตรงหน้า ความระแวดระวังอันเป็นปกตินิสัย รวมไปถึงความประดักประเดิดยามที่ต้องทำความรู้จักใครใหม่ ๆ ของแดนเนลนั้น ทำให้เขาเหลือบสายตามองมือที่ยื่นมาหาสลับกับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเป็นมิตรของเจ้าหน้าที่เอฟบีไอคนดังกล่าว ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ยื่นมือของตนออกไปจับตามมารยาทในที่สุด

    "ได้ยินชื่อของพวกคุณสองคนมานาน ยินดีที่ได้มาร่วมงานกับพวกคุณ"

    เจย์เดนเอ่ยขึ้นเมื่อการเวียนจับไม้จับมือทักทายกันระหว่างพวกเขาทั้งหมดเสร็จสิ้น เขาสังเกตเห็นความตึงเครียดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อแดนเนลต้องเจอกับคนแปลกหน้า และเขาไม่อยากให้มันคงอยู่นานนัก อย่างน้อยที่สุดเขาก็อยากให้แดนเนลรู้ว่าทุกคนในที่นี้เป็นมิตรกับเจ้าตัวและอยากให้อีกฝ่ายผ่อนคลายมากกว่านี้ เพราะถ้าหากว่าการตายของชายปริศนาคนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ริชาร์ดกำลังจะทำขึ้นมาแล้วล่ะก็ เจย์เดนคิดว่าพวกเขาทั้งสี่คนคงได้ร่วมงานกันอีกยาว

    "เช่นกัน ผมเองก็ได้ยินชื่อเสียงของคุณกับคู่หูมาไม่น้อยเลยเจ้าหน้าที่จอง"

    "เรียกผมว่าเจย์เดนเถอะ" เขาเอ่ยกับคนตรงหน้าด้วยท่าทีเป็นกันเอง "ตอนนี้คุณรู้อะไรเกี่ยวกับศพนั้นแล้วบ้าง ผมไม่ได้เข้าเรื่องเร็วไปใช่ไหม?"

    "โอเค ไม่เลย" โลแกนหัวเราะขณะเอ่ยตอบ ดูเหมือนว่าเขาจะอัธยาศัยดีกว่าคู่หูของตนไม่น้อย "ผู้ตายชื่อเชสเตอร์ อัน เขาเป็นผู้ดูแลเซิฟเวอร์นั่น แพทย์ชันสูตรประมาณเวลาเสียชีวิตเอาไว้ว่าอยู่ในช่วงห้าทุ่มถึงตีสี่"

    "ห้าทุ่มถึงตีสี่..." เจย์เดนเหลือบมองแดนเนลที่ยืนนิ่งไปเมื่อได้ยินช่วงเวลาเสียชีวิต ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่พวกเขาแอบลักลอบเข้าไปในตึกนั่น แววตาของอีกฝ่ายฉายแววกังวลในอะไรบางอย่างอยู่ลึก ๆ ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นว่าวินเซนต์เองนั้นก็กำลังจ้องมองมายังแดนเนลอยู่เช่นกัน "ช่วงเวลากว้างเหมือนกันนะ ห้าชั่วโมงเลยเหรอ?"

    เจย์เดนขยับกายไปใกล้คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กระทั่งแขนของเขาชนเข้ากับแขนของอีกฝ่ายเบา ๆ จนเจ้าตัวหันมามอง และมันก็ทำให้แดนเนลรู้สึกตัวว่าตนเองเผลอหลุดอาการออกมา พวกเขาทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะถูกโลแกนเรียกความสนใจกลับไป

    "ผมก็ว่าอย่างนั้น ถ้าการชันสูตรเริ่มเมื่อไหร่เราคงได้รู้สาเหตุและเวลาเสียชีวิตที่แน่นอน"






    นายแพทย์เคลวิน เฉียน แพทย์ชันสูตร และจูเลียน ไคลน์ เจ้าหน้าที่สืบสวนทางการแพทย์ คือผู้ดูแลรับผิดชอบเรื่องการชันสูตรพลิกศพในคดีนี้ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาสองคนได้ร่วมงานกับเจ้าหน้าที่โลแกนและเจ้าหน้าที่วินเซนต์ บรรยากาศเมื่อคนทั้งสี่อยู่ด้วยกันจึงไม่ค่อยอึดอัดเท่าไหร่นัก การทักทายกันตามประสาคนรู้จัก ไปจนถึงการแนะนำผู้เข้าร่วมการชันสูตรในครั้งนี้อีกสองคนเริ่มต้นขึ้นก่อนจะจบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการเดินเข้ามาแจ้งกับนายแพทย์หนุ่มว่าใกล้ถึงเวลาเริ่มผ่าชันสูตรแล้ว

    แดนเนลดูกระอักกระอ่วนนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าตัวเองจะต้องเข้าไปในห้องชันสูตรด้วย ในตอนแรกเขาคิดว่าเจย์เดนจะปล่อยให้เขานั่งรออยู่ด้านนอก ทว่าเขาคิดผิด เพราะดูเหมือนเจย์เดนนั้นจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องที่จะไม่ยอมปล่อยให้เขาคลาดสายตาอีกต่อไปมากพอดู

    ภายในห้องนั้นมีเตียงชันสูตรเรียงรายอยู่หลายเตียง ทว่าในตอนนี้มีเพียงเตียงเดียวเท่านั้นที่มีผ้าสีขาวสะอาดคลุมอยู่ พวกเขาทุกคนในที่นี้รู้ดีว่าภายใต้ผ้านั่นคือร่างไร้วิญญาณของเชสเตอร์ อัน แดนเนลย่นหน้าเล็กน้อยเมื่อประตูห้องชันสูตรนั้นถูกผลักให้เปิดออก และมันก็ทำให้กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่แม้แต่หน้ากากอนามัยบนจมูกยังช่วยกันเอาไว้ไม่ได้แผ่กระจายออกมา ทว่าทุกคนกลับมีท่าทีเป็นปกติ ราวกับว่าไม่มีใครรับรู้ถึงกลิ่นของร่างกายมนุษย์ที่กำลังเน่าสลายอย่างช้า ๆ นี้ยกเว้นเขา

    "คุณโอเคนะ?"

    เจย์เดนหันมาเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเขามีท่าทางไม่สู้ดี และแน่นอนว่าเขายอมรับความจริงด้วยการส่ายศีรษะ ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็ดูออกอยู่แล้ว เขาจึงไม่นึกที่จะปิดบังอะไร

    "ถ้าบอกว่าไม่โอเค คุณจะยอมให้ผมออกไปไหม?"

    "คงไม่ได้หรอก" เจ้าหน้าที่หนุ่มปฏิเสธทันควัน ก่อนจะชี้นิ้วไปยังเคาน์เตอร์รอบห้องชันสูตรที่มีเครื่องมือทดลองต่าง ๆ วางอยู่ "แต่คุณสามารถไปยืนตรงนั้นและหลับตาลงได้นะ ถ้าคุณไม่อยากเห็น"

    "คุณจงใจทรมานผมชัด ๆ"

    "นั่นมันไม่จริงเลย" เจย์เดนเอ่ยอย่างใจเย็นเมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงเจือแววหงุดหงิดเล็กน้อยจากอีกฝ่าย "เราจำเป็นต้องติดตามการสืบสวนของคดีนี้นะ คุณเข้าใจใช่ไหมว่าทำไม ผมอยากรู้ว่าเชสเตอร์ อัน ที่นอนอยู่ตรงนั้นตายได้อย่างไร และเขาเข้าไปทำอะไรที่ห้องเซิฟเวอร์นั่น เรื่องทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับเรา...เราสองคน"

    คำว่า 'เราสองคน' ที่เจย์เดนเน้นย้ำนั้นสร้างความรู้สึกอบอุ่บอันแปลกประหลาดให้กับคนฟัง เขารู้ว่าเจย์เดนเชื่อเขาเรื่องที่เขาไม่ได้เป็นคนทำ เขาไม่ได้ฆ่าคน ๆ นั้น และมันก็เหมือนกับว่าอีกฝ่ายพยายามจะไถ่โทษเขาเรื่องที่ทำให้เขาต้องเสียความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการแสดงออกว่าพร้อมที่จะอยู่ข้าง ๆ และจะไม่ทิ้งให้เขาต้องเผชิญกับเรื่องราวทั้งหมดเพียงลำพังก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

    แดนเนลรู้ดีว่าหากเชสเตอร์ อัน เสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขากำลังอยู่ในห้องเซิฟเวอร์นั่น และถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่สืบสวนที่อยู่ในห้องนี้รู้เรื่องเมื่อคืนเข้า เขาจะกลับไปเป็นผู้ต้องสงสัยอีกครั้ง คำว่า-เราสองคน-ของเจย์เดนนั้นทำให้เขารู้สึกอุ่นใจที่ได้รู้ว่ามีใครสักคนอยู่ฝั่งเขา แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เขารู้สึกแย่

    เพราะว่ามันควรจะเป็นเขาเพียงแค่คนเดียวที่ต้องเดือดร้อน ไม่ใช่  เรา

    "โอเค" แดนเนลถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ก่อนที่เขาจะหันไปยังเคาน์เตอร์ตรงมุมห้องที่ห่างจากเตียงชันสูตรที่มีร่างของเชสเตอร์ อัน นอนแน่นิ่งอยู่มากที่สุด "ถ้าอย่างนั้นผมขอใช้สิทธิ์ไปยืนตรงนั้นก็แล้วกัน"

    การที่ได้เห็นแดนเนลยอมโอนอ่อนให้นั้นทำให้เจย์เดนหลุดยิ้มออกมา และก็เป็นเรื่องที่โชคดีไม่น้อยที่ตอนนี้เขากำลังสวมหน้ากากอนามัยอยู่บนใบหน้า เพราะมันคงไม่เหมาะเท่าไหร่หากเขาจะดูอารมณ์ดีมากจนเกินไปในสถานการณ์แบบนี้

    ผ้าคลุมศพสีขาวถูกดึงให้เปิดออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าดูซีดจางที่ได้รับการทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้วของเชสเตอร์ วัตถุพยานอย่างเสื้อผ้า ไปจนถึงคราบเลอะต่าง ๆ ที่ติดอยู่ตามร่างกายของศพนั้นถูกเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการเก็บออกและส่งต่อไปยังแผนกนิติวิทยาศาสตร์เพื่อทำการวิเคราะห์หลักฐานด้วยวิธีการอื่น ๆ แดนเนลยืนมองใบหน้าของศพนั้นจากจุดที่ห่างที่สุดของห้องด้วยสายตาอ่านยาก ก่อนจะเบือนหน้าหนีออกไปทางอื่นเมื่อนายแพทย์หนุ่มเริ่มลงมือปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง เขาไม่ได้อยากจะมายืนดูการผ่าศพเลยแม้แต่น้อย ทว่าคำพูดของเจย์เดนเมื่อครู่นั้นคือสิ่งทำให้เขายังยืนอยู่ตรงนี้

    ปฏิเสธไม่ได้เลยเช่นกันว่าลึก ๆ แล้วเขาเองก็อยากรู้คำตอบพวกนั้นเหมือนกัน

    เขาอยากรู้ว่าชายคนนั้นตายได้อย่างไร และกำลังทำอะไรอยู่ในห้องควบคุมเซิฟเวอร์นั่นขณะที่ตัวเองกำลังจะโดนฆ่า

    "นี่คือนายแพทย์เคลวิน เฉียน แพทย์ชันสูตร และจูเลียน ไคลน์ เจ้าหน้าที่สืบสวนทางการแพทย์" การชันสูตรเริ่มต้นขึ้นเมื่อนายแพทย์หนุ่มกดเปิดเครื่องอัดเสียงที่ติดอยู่เหนือเตียง มือเรียวของเขาคว้าป้ายเล็ก ๆ ที่ห้อยติดอยู่บริเวณข้อเท้าของศพนั้นขึ้นมา ก่อนจะกวาดสายตามองข้อมูลเบื้องต้นที่อยู่ในนั้น "กำลังจะทำการผ่าชันสูตรพลิกศพนายเชสเตอร์ อัน อายุสี่สิบเอ็ดปี เอาล่ะ...เรารู้อะไรเกี่ยวกับเขาอีกบ้าง"

    "เชสเตอร์ อัน มีประวัติเคยติดคุกข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา เขายื่นเรื่องขอให้ปล่อยตัวก่อนกำหนดและออกจากคุกมาเมื่อสามปีก่อน" ประวัติของศพที่นอนอยู่บนเตียงนั้นถูกเอ่ยออกมาโดยวินเซนต์ ในมือของเขามีสมุดจดขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยที่เขาเอาไว้ใช้จดสรุปข้อมูลต่าง ๆ ของคดีที่เขาได้รับ "หลังจากออกมาเขาก็เข้าทำงานที่ไอเซิร์ฟ เป็นบริษัทโฮสติ้งที่ให้เช่าพื้นที่เซิฟเวอร์สำหรับดาร์กเว็บโดยเฉพาะ ในตำแหน่งของผู้ดูแลเซิฟเวอร์"

    "เขาได้งานทันทีที่ออกจากคุกเลยเหรอ?" เจย์เดนที่ยืนฟังอยู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย "แถมยังเป็นถึงผู้ดูแลเซิฟเวอร์ด้วย"

    คนที่ให้โอกาสคนมีประวัติได้กลับมาทำงานนั้นมีอยู่จริง ทว่าก็หาได้น้อยนัก ยิ่งกับคดีฆ่าคนตายด้วยแล้วยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ดังนั้นการที่เชสเตอร์ อัน มีงานทำในทันทีที่เขาออกจากคุกมาจึงฟังดูแปลกประหลาดอยู่พอสมควร ยิ่งตำแหน่งงานนั้นเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและรายได้ดีอย่างผู้ดูแลเซิฟเวอร์ด้วยแล้วยิ่งฟังดูไม่เข้าทีเข้าไปใหญ่

    "ใช่ เขามีปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์น่ะ และก็มีญาติที่ทำงานอยู่ในไอเซิร์ฟ ผมคิดว่าเขาคงจะใช้เส้นสายนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อให้ตัวเองได้มีงานทำ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็คงไม่น่าแปลกอะไร"

    เจย์เดนพยักหน้ารับ ก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับการชันสูตรพลิกศพที่อยู่ตรงหน้าของเขาต่อ

    "อืม ตามตัวมีร่องรอยของการต่อสู้นะ" นายแพทย์หนุ่มเอ่ยขณะใช้แว่นขยายส่องไปตามมือของศพที่มีรอยฟกช้ำบริเวณข้อนิ้วอย่างชัดเจน เสียงกดชัตเตอร์จากกล้องในมือของจูเลียนดังตามขึ้นมาติด ๆ ก่อนที่นายแพทย์หนุ่มจะเอ่ยต่อ "ขึ้นฟิล์มเอ็กซ์เรย์บริเวณมือของเขาหน่อยสิ"

    สิ้นคำ บนหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่สามารถเคลื่อนไปไหนมาไหนได้ด้วยขาตั้งและล้อที่ถูกปรับแต่งเสริมเข้าไปนั้น ก็ปรากฎเป็นรูปเอ็กซ์เรย์ในตำแหน่งที่เขาร้องขอ ก่อนที่สายตาของทุกคนภายในห้องนี้ รวมทั้งแดนเนลจะจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ ตรงบริเวณที่เคลวินใช้ปลายนิ้วของเขาชี้วนไปรอบ ๆ นั่น

    "เห็นนี่ไหม กระดูกบริเวณนิ้วมือส่วนต้นของเขาร้าว แสดงว่าการต่อสู้จะต้องรุนแรงมากพอดู ผมคิดว่าเขาอาจจะชกเข้ากับอะไรบางอย่างซ้ำ ๆ ซึ่งนั่นอาจเป็นคู่ต่อสู้ของเขา"

    "หมายความว่าใครก็ตามที่สู้กับเขาในตอนนั้นเองก็จะต้องเจ็บตัวกลับไปไม่น้อยเหมือนกันใช่ไหม?"

    เป็นเจย์เดนที่เอ่ยถามออกมา ก่อนจะนิ่งฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าของตนอย่างตั้งใจ

    "ใช่" เคลวินพยักหน้ารับ "เขาไม่ได้มีร่องรอยการจับมัดใด ๆ นั่นหมายความว่าเขาสามารถตอบโต้คู่ต่อสู้ได้ และผมคิดว่าฝ่ายนั้นเองก็จะต้องได้รับแผลจากการต่อสู้นี้เหมือนกัน"

    คำตอบนั้นทำให้คนฟังอย่างเจย์เดนรู้สึกโล่งอก เพราะนอกจากรอยช้ำที่ข้อนิ้วมือของแดนเนลแล้วนั้น อีกฝ่ายก็ไม่มีร่อยรองการเจ็บตัวใด ๆ อีกเลย เขารู้ว่าคำพูดของนายแพทย์หนุ่มจะกลายเป็นสิ่งที่สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ให้กับแดนเนลได้ในระดับหนึ่ง หากพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่สืบสวนอีกสองคนในที่นี้จับได้ว่าแอบลักลอบเข้าไปในห้องเซิฟเวอร์นั่นเมื่อคืน

    สำหรับเขาแล้วนั้น การเข้าร่วมชันสูตรพลิกศพในครั้งนี้ไม่ได้มีเพื่อตามหาฆาตกรตัวจริงเพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีเพื่อตามหาข้อยืนยันความบริสุทธิ์ให้กับแดนเนลอีกด้วย

    และในตอนนี้เขาก็ได้มันมาแล้วข้อหนึ่ง





    [tbc.]
    ***หากมีข้อมูลที่ผิดพลาดประการใดก็สามารถบอกเรามาได้เลยนะ เราจะรีบทำการปรับแก้ให้อย่างเร็วที่สุดค่ะ***

    ________________________________________

    อันชิลฮยอน - เชสเตอร์ อัน
    เฉียนคุน - เคลวิน เฉียน
    คิมจองอู - จูเลียน ไคลน์

    *เพราะนามสกุลคิมใช้กับแดนเนลไปแล้ว เราเลยแปลงนามสกุลจูเลียนให้เป็นไคลน์แทน*

    พักผ่อนกันมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกลับมาสืบกันต่อแล้วค่ะ 55555555
    ไว้มาช่วยคุณเอฟบีไอหาข้อยืนยันให้กระต่ายป่าของเขากันในตอนหน้านะคะ
    #ฟิควรบจด

    how to comment ใน minimore

    Note : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับศิลปิน สถานที่ และเหตุการณ์ใดๆ และไม่ได้มีเจตนาใด ๆ จะทำให้ศิลปินเสื่อมเสียทั้งสิ้น

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Gift N. T. (@giftnt1402)
อวยการจัดบทบาทอีกละ แต่ชอบภาพนายแพทย์เคลวินกับเจ้าหน้าที่จูเลียนจังค่ะ

และเป็นอีกครั้งที่เขาอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดกัน แต่เรารู้สึกอบอุ่นไปกับการพัฒนาความสัมพันธ์ของเจย์เดนแดนเนล ตั้งแต่การพยายามทำความเข้าใจอีกฝ่าย ไปจนถึงภาษากายและการเลือกใช้คำพูด "เราสองคน" เลอค่ามาก

เปิดตัวคังตะด้วย แบบนี้เราต้องลองขยายขอบเขตการเดาตัวริชาร์ดแล้ว
nctzen_zen (@nctzen_zen)
ยัยน้องไม่ได้ทำ!!