[BTS Fanfic ] OS/SF collectionMacbeth1995
[SF] Back to December ep.2/? (Jijin)

    • [Fanfic BTS]
    • Gengre : OmegaverseAU! |Supernatural|Soft Drama |
    • Pairing : Jijin l Park Jimin*KimSeokjin l
    • Rate : PG
    • Note: ฟิคเรื่องนี้เขียนโดยอ้างอิงโอเมก้าเวิร์สและsupernatural (สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ) โดยในเรื่องกล่าวถึงสังคมของมนุษย์หมาป่าที่อยู่กันอย่างลึกลับและกลมกลืนไปกับสังคมมนุษย์ พวกเขาจะไม่เปิดเผยตัวต่อมนุษย์มากนักหากไม่จำเป็น พวกเขาปกครองกันด้วยระบบชนชั้นอัลฟ่า,เบต้า,และโอเมก้า การรวมกลุ่มกันหมาป่าจะแบ่งตามเขตที่อยู่ ซึ่งเรียกว่า 'ฝูง' และ ถูกนำโดย 'จ่าฝูง' โดยผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ส่วนมากมักจะเป็นอัลฟ่า (บางฝูงก็มีเบต้าเป็นจ่าฝูง) ตำแหน่งจ่าฝูงส่วนมากมักจะถูกเลือกจากผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่บางฝูงก็ใช้การสืบทอดทางสายเลือด







    Episode 2 : Secret of Cedar Scent.





    กลิ่นของไม้สนยังคงเหมือนเช่นเคยทุกวัน แต่กลิ่นไม้สนก็ดูเข้มขึ้นนิดหน่อยเมื่อวันนี้หมอกดูหนาตากว่าทุกวัน จนเหมือนกลุ่มก้อนเมฆปุกปุยที่กำลังกลืนกินป่าสนเข้าไป กลืนกินทุกสิ่งที่มันลอยล่องผ่านไปอย่างเชื่องช้า ซอกจินนั่งมองพวกนั้นจากริมหน้าต่างบ้าน มือขยับเปิดแง้มอ้าบานหน้าต่างเปิดรับอากาศของป่าสนดำ มันเป็นอากาศที่เย็นยะเยือกกลั้วกลิ่นเนื้อไม้ กลิ่นดิน กลิ่นของสรรพสิ่งในป่าแห่งนี้ เปลือกตาปิดลง ถ่ายถอนหายใจทั้งหมดในปอดออก ก่อนสูดหายใจเข้าลึก เอาหมู่มวลอากาศเย็นยะเยือกพวกนั้นเข้าสู่ปอด ลึกขึ้น ลึกจนสามารถจดจำกลิ่นของมันเข้าสู่โสตประสาท


    ซอกจินเริ่มจะเข้าใจ ว่าทำไมตัวเขานั้นไม่สามารถแยกแยะกลิ่นของจีมินได้ตั้งแต่แรกอย่างที่ควรจะเป็น

    กลิ่นของป่าสนน่ะ,เป็นกลิ่นไม้สนดำ ผสานกลิ่นดิน เคล้าไอเย็นอีกนิดจนบาดจมูก


    แม้กลิ่นของจีมินคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว กลิ่นของจีมินให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะมันเคล้ากลิ่นหวานของผลไม้เมืองหนาวบางอย่างที่เจือจาง หากลิ้มชิมอาจจะไม่หวานดั่งที่คิดก็ได้ ซอกจินคิดแบบนั้นในตอนที่เจ้าของกลิ่นเข้ามาใกล้กันโดยบังเอิญในครั้งที่จีมินยังต้องแบ่งปันพื้นที่เตียงให้พวกเขานอนด้วยกัน ในคืนที่หนาวเหน็บขึ้นกว่าวันก่อนๆ พวกเขาเผลอขยับเข้าหาไออุ่นของกันและกันโดยบังเอิญ แผ่นหลังอิงแอบแนบชิด ปล่อยให้ความชิดใกล้นั้นทำหน้าที่ส่งผ่านความร้อนของร่างกาย,ส่งต่ออุณหภูมิของผิวผ่านเนื้อผ้า จนผิวบริเวณนั้นรู้สึกว่ารุมขึ้นมา,มันอบอุ่นจนซอกจินเผลอขยับเข้าแนบชิดกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว สมองประมวลแผนที่ร่างกายของคนข้างตัวผ่านความแนบชิดนั้น สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อกำยำใต้ร่มผ้านั้น รับรู้ถึงความกว้างของบ่าที่แคบกว่าแต่กลับแข็งแกร่งกว่า อาจจะเพราะจีมินเป็นอัลฟ่าและซอกจินเป็นโอเมก้า ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม ซอกจินรู้สึกปลอดภัยยามอยู่ใกล้ชิดกับความอบอุ่นนี้


    แต่คืนนั้น,ไม่รู้ว่าเพราะความชิดใกล้กว่าที่เคย รึอุณหภูมิของผิวรุมๆ นั้นเผาไหม้ กลิ่นของจีมินที่ซอกจินไม่เคยรู้สึกถึงมันกลับชัดเจนขึ้นมา มันคือกลิ่นของป่าสน กลิ่นของป่าที่พวกเขาอาศัยอยู่ แต่มันกลับมีอะไรที่สลักลึกลงในผิวผะผ่าวนั้น มันมีความหอมหวานบางอย่างที่ซอกจินกำลังรู้สึกโหยหามันอยู่ลึกๆ


    ซอกจินไม่รู้ว่ามันคืออะไร ได้เพียงเก็บงำความสงสัยนั้นไว้ภายใต้ความอยากรู้อยากเห็นก่อนที่ซอกจินจะหลงลืมมันไปเพราะคำพูดของจีมินที่ปั่นป่วนเขานั่นล่ะ


    ' ซอกจินฮยองรู้ไหมครับว่ากลิ่นฮยองหอมและหวานมากแค่ไหน '






    มันน่าแปลกใจสำหรับซอกจิน

    หรือความจริงซอกจินไร้เดียงสาเกินไปกันแน่นะ?


    “อ๊ะ! จ-จีมิน….เบาหน่อย”


    ซอกจินอาจจะไร้เดียงสาเกินกว่าจะรู้จักโลกนี้ดีอย่างถ่องแท้จริงๆ


    “.....กรุณาอย่าทำเสียงแปลกๆ ได้ไหมครับจินฮยอง?”


    ซอกจินโอดครวญด้วยน้ำเสียงประหลาด เมื่อจีมินใส่ยาลงบนแผลเพิ่ม หูและหางที่โผล่ออกมาเพราะความแสบของยาสมุนไพรลู่ลงดูน่าสงสาร เมื่อความเจ็บแสบแล่นปราบไปตามเส้นประสาทจนขนลุกไปทั่วร่าง ซอกจินขบฟันลงบนริมฝีปากล่างแน่นขณะมองดูพัคจีมินกำลังทำแผลให้ ทีแรกซอกจินโวยวาย ไม่ยอมให้จีมินทำแผลให้เพราะไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะทำแผลเป็น


    แต่คงจะเป็นคิมซอกจินนั่นล่ะที่ดูถูกพัคจีมินมากเกินไป เพราะไม่คิดคาดอีกฝ่ายจะมือเบามากหรือแม้กระทั่งปรุงยาเป็นจนกระทั่งจีมินเอ่ยด้วยสีหน้าแสนเหนื่อยหน่ายเบาๆ


    “เห็นแบบนี้ ผมก็ปรุงยาเป็นนะครับ ไม่ได้เก็บสมุนไพรหรือของป่าขายอย่างเดียว”


    จีมินถอนหายใจเล็กๆ ใส่คนที่ทำตัวเองซุ่มซ่ามทำตัวเองบาดเจ็บระหว่างที่ตามจีมินไปเก็บสมุนไพรด้วยกัน ในช่วงเวลาปลายฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาวเป็นช่วงที่ไม่สามารถเก็บอะไรได้มากนัก และเมื่อเข้าฤดูหนาวไปแล้วก็จะไม่มีคนในฝูงของจีมินเก็บสมุนไพรกันมากนัก ฤดูหนาวในเขตป่าสนดำเรียกได้ว่าแทบจะเป็นป่าน้ำแข็ง การเก็บสมุนไพรเป็นได้ยากแม้กระทั่งการล่าสัตว์ก็ยังยากพอกัน เหลือเพียงไม่กี่คนรวมถึงจีมินด้วยที่ยังคงทำอยู่ เป็นช่วงเวลาที่จีมินจะกอบโกยรายได้ แต่ก็เป็นไปได้ยากเมื่อเขาต้องดูแลคนแก่กว่าที่รออยู่บ้านไปด้วย จีมินไม่อาจวางใจได้ว่าจะไม่มีใครได้กลิ่นของซอกจิน แม้จะค่อนข้างแน่ใจใน ‘สิ่งนั้น’ ว่าจะได้ผล แต่ก็ไม่มีอะไรมารับรองว่ามันจะอำพรางตัวตนของคิมซอกจินได้นานขนาดไหน


    แต่สิ่งทีน่าปวดหัวจริงๆ ก็คือ คิมซอกจินน่ะอยากตามจีมินไปเก็บสมุนไพรด้วยน่ะสิ


    คนแก่กว่า (ที่กำลังทำตัวเหมือนเด็กๆ) ยืนกอดอกอยู่ที่หน้าประตูบ้านด้วยสีหน้าทะมึงทึงจนจีมินนึกอยากบีบแก้มแรงๆ สักครั้ง


    “จะไปด้วย”


    คิมซอกจินว่าเสียงเข้ม ท่าทีแสนรั้นเอาแต่ใจ จีมินถึงกับถ่ายถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มองดูหมาป่าสีขาวที่กำลังฟึดฟัดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเพราะความรู้สึกที่อัดอั้นจากการถูกกักบริเวณชั่วคราว มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้และใช่ว่าจีมินจะไม่เข้าใจ เพราะกว่าซอกจินจะหายดีมันก็ร่วมเดือนกว่าเกือบสองเดือน การขังหมาป่าไว้ในกรงให้เป็นหมาบ้านแม้แต่เด็กน้อยก็รู้ดีว่ามันจะเกรี้ยวกราดแค่ไหน ซอกจินไม่ได้ออกนอกบ้านของจีมินเลยตั้งแต่ครั้งที่ถูกจีมินช่วยไว้


    สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ถูกเก็บไว้ทำให้ซอกจินรู้สึกอัดอั้น ,มันเรียกร้องจนระส่ำระส่ายไปทั้งหัวใจและร่างกาย เมื่อบาดแผลหายสนิททิ้งเพียงรอยแผลเป็นเอาไว้ จีมินถึงยอมให้หมาป่าที่กำลังฟึดฟัดได้ออกมาปะทะกับโลกภายนอก


    ความรู้สึกแรกคืออุณหภูมิอันเย็นยะเยือกปะทะสู่ผิวแก้ม วินาทีถัดมาคือกลิ่นดินและกลิ่นเปลือกไม้สน ก้อนเนื้อในอกกำลังเต้นระรัว สูบฉีดให้เลือดในกายเดือดพล่าน ยามนัยน์ตาสบกับฟ้าครามผ่านยอดแมกไม้เหนือศีรษะยามนั้นเป็นยามที่ประกายในแววตาระยับยิ่งกว่าครั้งไหน จมูกสูดกลิ่นไอดินและกลิ่นของป่า แขนอ้าออกรับแรงปะทะอ้อมกอดของสายลมที่โอบล้อมร่างกายจนสั่นสะท้านเบาๆ จนอดไม่ได้ที่จะหวนคืนสู่รูปลักษณ์เดิม รูปลักษณ์ของตัวตนข้างใน วันนั้นทั้งวันซอกจินคืนกลับสู่ร่างหมาป่าขาว วิ่งไปทั่วป่าสนดำด้วยร่างกายปราดเปรียวของหมาป่าสีขาวดั่งหิมะตัดกับเปลือกไม้ของสนดำยิ่งทำให้ดูสง่างาม แม้อากัปกริยาจะแสนโลดโผน ดีใจราวกับลูกหมาป่าที่ได้ออกมาเผชิญโลกกว้างครั้งแรก จีมินลอบยิ้มกับกริยาแสนไร้เดียงสาเหมือนลูกหมาป่า นั่นคือครั้งแรกกับเจ้าหมาป่าขาวกับบ้านหลังใหม่ แต่สุดท้ายก็ต้องปรามคนเป็นพี่ว่าไม่ให้ทะเล่อทะล่าเลยเขตบ้านของจีมินไป


    ตอนนี้ยังไม่มีอะไรรับประกันได้ ว่าจะไม่มีอันตรายกับซอกจิน

    เพราะยามนี้ซอกจินยังเป็นแค่หมาป่าหลงไร้ตัวตนสำหรับฝูงของจีมินอยู่.


    “เอาล่ะ ถือว่าวันนี้แค่กิ่งไม้บาดลึกไปหน่อย แผลถึงได้ลึกขนาดนี้ ผมบอกแล้วนะครับว่าที่สูงๆ ผมปีนเก็บเองได้”


    จีมินกล่าวดุด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นเล็กน้อยขณะที่ง่วนเก็บอุปกรณ์ทำแผลลงในกล่องไม้ตามเดิม จีมินจำได้ว่าเผลอเพียงแค่แปปเดียวเท่านั้น ตอนที่รื้อหาอุปกรณ์ในกระเป๋า ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเขาแทบจะอ้าปากค้างตอนที่คิมซอกจินลงมือปีนป่ายหน้าผาชันด้วยตัวเอง และอุทานเสียงดังตอนที่จอมแก่นไถลลื่นตกลงมา แม้จะไม่สูงมาก แต่ก็ได้รอยแผลฝากบนผิวสวยๆ อีกรอย คราวนี้คนเป็นพี่ได้แค่มุ่ยหน้าเล็กๆ นี่เป็นครั้งที่สามได้ที่ซอกจินได้ออกจากบ้านไปเก็บสมุนไพรพร้อมกับจีมิน ทุกครั้งซอกจินได้แต่มองส่งอีกฝ่ายออกไปเก็บสมุนไพรจากหน้าต่างห้องนอน ในบ้านหลังเล็กๆ ชายป่า ไม่เคยปริปากถามสักครั้งว่าอีกฝ่ายทำอะไร ทำไมถึงออกมาใช้ชีวิตชายป่าคนเดียว


    นอกจากเรื่องชื่อ,ครอบครัว, และความอ่อนโยนที่มอบให้ ซอกจินก็ไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับอีกคนอีก


    ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้จะเล็กน้อยก็ยังดี ซอกจินอยากจะรู้จักอีกฝ่ายด้วยการทำอะไรสักอย่างด้วยกันก็ยังดี อาจเพราะไม่รู้จะเอ่ยกล่าวด้วยสถานะใด ในตอนนี้ซอกจินก็เป็นเพียงหมาป่าหลงถิ่นที่มาอาศัยความอบอุ่นของบ้านหลังนี้เท่านั้น ซอกจินไม่กล้าที่จะละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของจีมิน แม้บางครั้ง ซอกจินมักจะสังเกตว่าจีมินมักจะเหม่อทอดมองไปนอกหน้าต่างสัก ที่ไหนสักแห่ง ดูไกลแสนไกลเกินกว่าซอกจินจะจินตนาการว่าคือที่ใด แต่นัยน์ตาสีเข้มหม่นแสงลง ซอกจินไม่อาจคาดใดถึงความรู้สึกและความคิดของจีมินในขณะนั้นได้


    รู้สึกอะไร? กำลังคิดอะไรอยู่?

    เพราะจีมินช่างดูโดดเดี่ยว


    ความลุ่มลึกภายใต้ความเงียบสงบของมหาสมุทรไร้จุดสิ้นสุดของจีมินซุกซ่อนสิ่งใดไว้เป็นสิ่งที่ซอกจินไม่อาจรู้ได้ ซอกจินรับรู้ได้เพียงมวลความรู้สึกในความอนันต์ แม้จะเพียงชั่วครู่ ชั่วครั้งหรือชั่วคราว เมื่อจีมินหันมามองสบสายตาแววตาคู่นั้นก็จะเจือแววอบอุ่นขึ้นมา


    ในชั่วขณะนั้นเอง ซอกจินคิดว่า แม้จะเล็กน้อย ถ้าช่วยบรรเทาความรู้สึกนั้นได้ก็คงดี





    เนื้อ,เบคอน,มันฝรั่ง,แครอท,เห็ด, และเครื่องเทศอีกนิดหน่อย


    “วันนี้เป็นซุปเหรอครับ?”

    “อื้ม อีกสักพักก็เสร็จแล้วล่ะ”


    กลิ่นกรุ่นของซุปที่กำลังเดือดปุด อบอวลไปทั่วห้องครัว คนแก่กว่าหันไปมองคนที่เพิ่งกลับมาจากเก็บของป่า (และสั่งห้ามไม่ให้ซอกจินเซ่อซ่าเดินออกไปข้างนอกคนเดียว) จีมินวางตะกร้าใส่สมุนไพรลง มือของจีมินหิ้วกระต่ายป่าตัวใหญ่มาด้วยสองตัว ซอกจินเดาว่าจีมินคงล่ามาระหว่างทาง คิ้วเรียวเลิกขึ้นนิดๆ กับดอกไม้สีม่วงเล็กๆ ที่จีมินเก็บมาหลายช่อ บางครั้งก็เอามาลอยแช่ในน้ำอุ่น ใช้เช็ดตัวซอกจินตอนที่เป็นไข้ ซอกจินเคยถามจีมินครั้งหนึ่งตอนที่อีกฝ่ายกำลังเช็ดตัว ‘มันจะช่วยให้ฮยองผ่อนคลาย จากอะไรหลายๆ อย่าง’ แม้จะไม่เข้าใจมากนัก แต่กลิ่นหอมจางๆ ของมันช่วยซอกจินผ่อนคลายอย่างที่จีมินว่า ถึงจะเคลือบแคลงในท้ายประโยคเล็กๆ แต่มันก็ไม่สามารถตอบข้อสงสัยของซอกจินได้เท่าไหร่ว่ามันคือดอกอะไร แม้ที่ฝูงของซอกจินจะมีการนำดอกไม้ป่ามาทำเป็นน้ำมันหอมบ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นใครในฝูงใช้เจ้าดอกไม้ที่มีกลีบสีม่วงนี้มาก่อน กลิ่นหอมเจือจางของมันทำให้ซอกจินนึกสงสัยในความอ่อนหวานนุ่มนวลนั้น


    ‘แปลว่าวันนี้คงได้อาบน้ำ’ ซอกจินรำพันในใจกับตนเองในขณะเหม่อมองซุปที่กำลังเดือดปุดได้ที่ ก่อนที่แรงสัมผัสแผ่วๆ ที่ข้างหูแผ่วเบาดึงซอกจินออกจากห้วงความคิด หันไปมองหน้าคนข้างตัวที่เข้ามาหาอย่างไม่มีซุ่มเสียง คนอ่อนกว่าวาดรอยยิ้มกว้างจนตาหยีและ เป้าสายตาของนัยน์ตาหยีโค้งคือใบหน้าของซอกจิน คนแก่กว่าเม้มปากแน่น อดประหม่าไม่ได้ มือเผลอยกปลายนิ้วจะปัดปอยผมเข้าด้านข้างแก้เก้อตามนิสัย แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของอะไรบางอย่าง


    “อ….”

    ดอกดงเบก (คามิเลีย) น่ะ แปลกเนอะ? ทั้งๆ ที่ยังเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาวแท้ๆ แต่กลับบานซะแล้ว สงสัยวันนี้ผมคงเดินไกลเกินไปหน่อย”


    จีมินเล่าในขณะที่มองดอกไม้สีแดงสดที่ถูกประดับทัดอยู่บนเรือนผมสีอ่อนของซอกจิน มันดูงดงามราวกับว่ามันงอกเงยและเบ่งบานอยู่บนนั้นเพื่อคิมซอกจินอย่างไรอย่างนั้น ปลายนิ้วผิดรูปเกลี่ยไล้ไปตามกลีบกลม สัมผัสความนุ่มนวลบอบบางของดอกไม้สีสดที่ถูกประดับทัดไว้บนเรือนผมสีอ่อนของตนแผ่วๆ มุมปากกดวาดรอยยิ้มบางเบาติดจะเขินเล็กๆ เมื่อนัยน์ตาหลุบสายตาหนีไปอีกทาง


    “ขอบใจนะ”


    “ไม่เป็นไร ผมเห็นคิดว่า ถ้าเอาทัดผมพี่ล่ะก็ จะต้องสวยมากแน่ๆ แต่ผมคิดผิด เพราะสวยกว่าที่คิดเสียอีก” ลมหายใจผะผ่าวเป่ารดใบหู ซอกจินรู้สึกได้ว่าคนพูดกำลังยิ้มเยาะ ดั่งคาดเพราะได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วดังขึ้น และลมหายใจของซอกจินสะดุดไปเมื่อได้ยินประโยคถัดมา มันหยอกเย้า เจ้าเล่ห์ พาให้คนฟังแทบหยุดหายใจ


    “ทั้งที่กลิ่นของจินฮยองคล้ายเจ้าดอกไม้นี่แท้ๆ ...

    …แต่กลิ่นของฮยองกลับหอมกว่า

    ถ้าผมเป็นดอกไม้คงอายน่าดู ที่ไม่สามารถสวยและหอมหวานเกว่าฮยองได้”


    จีมินยกยิ้มขึ้นอีก เมื่อเห็นใบหูกำลังแดงก่ำสู้กับสีแดงสดของดอกไม้ที่ทัดอยู่ริมหู สงสัยจีมินคงจะแกล้งมากไปหน่อย เพราะตอนนี้คนที่โดนยกยอเอาแต่คนซุปในหม้อไปมาโดยไม่หันมามองสบตา และที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องคนซุปอีกต่อไปเสียด้วยซ้ำ


    “หึ งั้นผมไปเตรียมน้ำสำหรับอาบให้พี่ก่อนละกัน เดี๋ยวมานะครับ”


    จีมินกล่าวกลั้วหัวเราะระคนเอ็นดู ทิ้งช่วงจังหวะให้คนเป็นพี่ได้พักหายใจหายคอ พอร่างของจีมินหายลับไปจากกรอบประตู ซอกจินถึงกับพรูระบายลมหายใจออกมา มือยกโบกพัดที่ใบหน้าร้อนผ่าวอย่างไม่ทราบถึงสาเหตุที่ชัดเจนของมัน ไม่รู้ว่าร้อนเพราะไอระเหยจากหม้อซุปหรือเพราะการกระทำของคนเด็กกว่าเมื่อครู่ แต่ตอนนี้ก้อนเนื้อในอกนั้นกำลังสูบฉีดเลือดอย่างหนักจนซอกจินกลัวว่ามันจะหลุดออกมาจากอกเสียเอง สำหรับโอเมก้าที่ไม่เคยเข้าใกล้อัลฟ่าคนอื่นนอกจากครอบครัวเลย พัคจีมินถือเป็นคนแรกที่คิมซอกจินอยู่ใกล้ แม้จะไร้ความรู้สึกคุกคามจากจีมิน แต่,


    พัคจีมิน….อันตรายมาก


    นั่นคือคำคาดโทษในใจของคิมซอกจินขณะมือคนซุปอย่างเกรี้ยวกราด





    อุณหภูมิในวันนี้ดูจะลงต่ำกว่าทุกวัน ซุปเนื้อและชาร้อนที่ซอกจินทำช่วยสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายของพวกเขา “อร่อย” จีมินทั้งเอ่ยชมทั้งกินไม่หยุดมือ แถมเติมซุปไปถึงสามครั้ง “อื้ม” ซอกจินขานรับในลำคอเบาๆ นัยน์ตากลมสีอ่อนลอบมองสีหน้าของคนที่กำลังกินด้วยสีหน้าจริงจังแล้วอมยิ้มแก้มแทบปริ เสียงของฟืนที่ปริแตกและลุกไหม้ในเตาไฟ ความอบอุ่นและกลิ่นของไม้สนอบอวลไปทั่วบริเวณ บรรยากาศแสนสงบราบเรียบไร้กังวลที่ซอกจินไม่ได้สัมผัสมานาน


    วันนี้ซอกจินรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าที่เคย


    “ผมว่าจะไปตลาดกลาง และผมจะพาฮยองไปด้วย”

    “เอ๊ะ?”


    จีมินกล่าวขึ้นในระหว่างที่เลียรสชาติที่ตกค้างบนริมฝีปากตนเองเบาๆ


    ‘ตลาดกลาง’ พวกหมาป่าเรียกกันแบบนั้น มันตั้งอยู่ในเขตชุมชนของมนุษย์ธรรมดา แม้ตัวตนของอมนุษย์เป็นเพียงแค่นิทานและเรื่องปรัมปราไว้กล่อมลูกมนุษย์ แต่นิทานพวกนั้นก็มีชีวิต เพียงแค่แฝงเร้นอยู่ในสังคมมนุษย์ที่มีกฎระเบียบแบบแผน คติความเชื่อ และทัศคติแบบที่มนุษย์มี แต่อมนุษย์ไม่มี มนุษย์มักจะไม่ยอมรับการมีอยู่ของมนุษย์ แต่ใช่ว่าจะไม่มี อมนุษย์มักจะเปิดตัวตนกับมนุษย์แค่บางกลุ่มก้อน เพื่อผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ตลาดกลางจะตั้งอยู่ใต้บทบัญญัติกลางของทุกเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่เพื่อเผ่าพันธุ์ใด เผ่าพันธุ์หนึ่ง แต่เพื่อตัวตนของทุกเผ่าพันธุ์เอง


    “ผมมีธุระต้องไปจัดการ ไหนจะเรื่องอาหารระหว่างฤดูหนาว เสื้อผ้าของพี่ แล้วก็…ยาระงับอาการฮีท ก่อนหน้านี้ฮยองบาดเจ็บแล้วก็เป็นไข้ อาการฮีทของฮยองเลยถูกระงับไปเพราะร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นเราต้องระวังเกี่ยวกับอาการฮีทของฮยอง ...และอย่างที่ฮยองรู้ ผมเป็นอัลฟ่า


    ร่างกายของโอเมก้าอ่อนแอกว่าเบต้าและอัลฟ่า ดังนั้นในสภาวะร่างกายอ่อนแอจนถึงขีดสุด ร่างกายอาจจะหยุดระบบสืบพันธุ์ไป ในช่วงที่ซอกจินบาดเจ็บ ก็ซมด้วยพิษไข้อยู่หลายวัน อุณหภูมิร่างกายร้อนจัด ซอกจินจำได้แค่เพียงความเจ็บจากแผล อาการเมื่อยล้าตามตัว และตื่นเฉพาะตอนที่จีมินป้อนข้าว ป้อนยาและเช็ดตัว บางครั้งก็ต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนที่เปียกชื้นจากเหงื่อของซอกจินให้เกือบทุกวัน ตอนนี้เหมาป่าสีขาวหายสนิทและกลับมาแข็งแรงดังเดิม เหลือเพียงแค่อาการฮีทที่ไม่รู้จะกลับมาอีกครั้งในตอนไหนเท่านั้น

    จีมินกล่าวพลางยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะมองสบสีหน้าของซอกจินฉายความรู้สึกผิดออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง


    “จีมินอ่า…ขอโทษที่เป็นภาระนะ”


    “ไม่เลย” จีมินส่ายหน้า “ผมเต็มใจทำให้ เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก ฮยองไม่ต้องคิดมากอะไร” มุมปากของจีมินยกยิ้มเมื่อเห็นซอกจินพยักหน้ารับ มือเอื้อมไปกอบกุมมือเรียวของซอกจิน “อีกอย่าง ผมมีบางอย่างที่ผมอยากจะตรวจสอบให้แน่ใจด้วย”


    “อะไรเหรอ?”


    ซอกจินมองรอยยิ้มปริศนาบนใบหน้าของจีมิน,ไร้ซึ่งคำตอบ ก่อนที่นัยน์ตาคมคู่นั้นจะหลุบลงและมองสบกับเตาไฟที่กำลังลุกไหม้ นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นคล้ายมีเปลวเพลงกำลังเริงระบำ ซอกจินมองมัน ใบหน้าเสี้ยวด้านข้าง แม้ว่าไม่อาจอ่านสีหน้าหรือแววตาคู่นั้นได้อย่างตรงไปตรงมา แต่ยามที่แสงสีส้มตกกระทบบนใบหน้านั้น คล้ายกับมันฉายความโดดเดี่ยวและอ้างว้างของจีมินได้ชัดเจนขึ้น คนถูกมองหันกลับมาสบสายตาอีกครั้ง จีมินสบลึกในนัยน์ตากลมสีฟ้าอ่อนที่เหมือนกับสีของฟ้าคราม สีของท้องฟ้าที่ทำให้หวนนึกถึงอะไรบางอย่างในอดีตไกลโพ้น ซอกจินอ้าปากคล้ายว่าจะพูดอะไร สุดท้ายก็เพียงงับริมฝีปากไว้ไม่ให้ประโยคใดๆ เล็กรอดออกไป


    จีมินมองกริยาเหล่านั้นจึงคลี่รอยยิ้มบางเบา และหันมองไปที่กองไฟที่กำลังลุกไหม้อีกครั้ง เสียงปริแตกของเปลือกไม้ฟังดูคล้ายกับเสียงกระซิบแผ่วๆ ของคุณปู่ในความทรงจำอย่างไรอย่างนั้น


    .

    .

    ‘โชคชะตา?’


    คำถามแสนซื่อ นัยน์ตาสีเข้มของเปลือกสนดำเต็มไปด้วยประกายของความวัยเยาว์ฉายแววความอยากรู้อยากเห็นปนฉงนยามสบดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วของความชรา แต่ก็หมายถึงความกร้านโลกเช่นกัน


    ‘อืม โชคชะตา’


    ชายชราตอบด้วยรอยยิ้มที่ไม่ต่างจากหลานชาย


    ‘สักวันเจ้าจะบังเอิญเจอโชคชะตาที่แสนดีของเจ้า,จีมินอ่า’





    “ทำไมถึงจะพาฮยองไปตลาดกลางด้วยล่ะ?”


    ซอกจินถาม มือจุ่มลงในอ่างน้ำร้อนไปครึ่งนิ้ว พัดวนกลีบดอกไม้สีม่วงเข้ม ตีกลีบที่ลอยกลุ่มจนมันกระจัดกระจายไปทั่ว ส่วนจีมินโปรยกลีบสีม่วงอ่อนพวกนั้งลงไปเพิ่ม กลิ่นหอมเจือจางระเหยขึ้นมากับไอระเหยของอุณหภูมิของน้ำร้อนในอ่าง ส่งกลิ่นหวานคลุ้งอวลไปทั่วห้องน้ำ


    “ผมไม่อยากให้ฮยองอยู่บ้านคนเดียว”

    "อ่อ"

    "เดี๋ยวใครมาเจอฮยองตอนผมไม่อยู่เข้าจะแย่เอา"

    "แปลว่า...นายยังไม่ได้บอกใครเรื่องของฉันสินะ? "


    จีมินพยักหน้ารับประโยคนั้นด้วยท่าทีเงียบสงบซอกจินถึงได้เงียบไป คนตัวเล็กๆ กว่าทรุดลงนั่งกับพื้น เอนแผ่นหลังพิงแนบกับผนังอ่าง สัมผัสอุณหภูมิร้อนผ่านผิวเซรามิกเคลือบ ศีรษะพาดกับขอบอ่างขณะมองคนข้างตัวปลดเสื้อคุลมออกไป แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็น แต่ผิวใต้ร่มผ้าของซอกจินกลับตรึงตา ร่างกายสวยงามไร้ที่ติที่ไร้สิ่งใดปกปิด คิมซอกจินคือปะติมากรรมที่ธรรมชาติรังสรรค์ให้มีเพียงหนึ่ง หมาป่าสีขาวแสนบริสุทธิ์ สง่างาม สูงส่ง แต่ภาพลักษณ์ที่แท้นั้นกลับดูบอบบาง แม้จะมีกล้ามเนื้อกำยำ แต่มันก็ยังแฝงเร้นความน่าทะนุถนอมตามฉบับของโอเมก้าเมื่อช่วงไหล่กับเอวคอด และสะโพกเพรียวดูขัดแย้ง แต่กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่อยากสัมผัสอย่างน่าประหลาด 


    แต่ผิวเปลือยเปล่าที่มีเลือดฝาดระเรื่อกลับดึงดูดอัลฟ่าหนุ่มได้มากกว่า มันเพลิดเพลิน ยามละเลียดมองผิวสวยของคิมซอกจิน น่าฝังเขี้ยว จีมินคิดในตอนที่ปลายลิ้นดุนผ่านเขี้ยวที่มุมปาก นัยน์ตาคมไล่สบตามเส้นกรอบเว้าโค้งของร่างกายจนกระทั่งเจ้าของร่างต้องกระแอ่มไอให้เจ้าของสายตาลามกนั่นรู้จักมารยาทเสียบ้าง แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ยี่หระนัก จีมินเพียงไหวไหล่พลางยกยิ้มด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ร้ายเหลือนั่น


    ซอกจินส่งสายตาดุๆ ให้ครั้งหนึ่ง ก่อนหย่อนตัวลงในอ่างน้ำร้อน อุณหภูมิของน้ำร้อนกำลังดี ซอกจินพรูลมหายใจออกมา แผ่นหลังกว้างพิงแนบกับผนังอ่าง ซอกจินปิดเปลือกตาลงปล่อยให้ร่างกายซึบซับความรู้สึกแสนสบายนี้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกลีบสีม่วงอ่อนและความร้อนของน้ำยิ่งทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษ


    พัคจีมินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มุมปากยกยิ้มยามลอบมองใบหน้าพริ้มเพราของคนที่ยังหลับตาพริ้มไม่รู้เรื่อง ปลายนิ้วเขี่ยกลีบดอกไม้สีม่วงนั้นเล่นแผ่วๆ จีมินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "ฮยองเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับฝูงของผมใช่ไหม? " ซอกจินขานรับในลำคอแผ่วๆ ลืมตาขึ้นข้างหนึ่งสบสายตาของคนที่มองมาก่อนแล้ว


    "อืม เคยได้ยินมาบ้าง

    ป่าเถื่อน ชอบการต่อสู้ อะไรที่พวกเดรัจฉานทำกัน"


    น้ำเสียงค่อนแคะทำให้จีมินหัวเราะแผ่วๆ ไหล่ถูกไหวขึ้นอีกครั้ง


    "ก็ไม่ผิด แต่ก็เมื่อก่อน ตอนนี้คล้ายๆ เดิมแต่ทุกคนไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น ออกจะติดหยิ่งในศักดิ์ศรี มีเหยียดๆ บ้าง พวกเราไม่ได้ใช้แต่พลังมากกว่าสมอง"

    "แล้ว? "


    "ฮยองอยากเข้าฝูงของผมไหม? "


    ประโยคคำถามนั้นทำให้บรรยากาศพลันเงียบลง เหลือเสียงลมหายใจของคนสองคนในห้องนั้น ความเงียบงันดูจะเสียงดังกว่าเสียงจังหวะการหายใจเข้าออกเสียงอีก ซอกจินสบสายตา,สบลึกเข้าไปในนัยน์ตาเรียวคมคู่นั้น อ่านสีเข้มของเปลือกไม้สนที่อ่านแสนยากคู่นั้น สุดท้ายก็เป็นซอกจินเองที่พรูระบายความลมหายใจออกมาด้วยสีหน้าหนักใจ "นายก็รู้นี่ว่ามันค่อนข้างยาก? " จีมินพยักหน้ารับ แขนเท้าพาดกับขอบอ่างในขณะที่วางคางลงบนหลังมือโดยไม่ละจากนัยน์ตาสีฟ้าครามแสนสวยคู่นั้น "งั้นฮยองจะทำยังไงต่อ? ฮยองจะไปที่ไหนล่ะ? "


    นั่นสินะ แล้วเขาเล่าจะไปที่ไหนกัน?


    รอยยิ้มของซอกจินดูบางเบาเสียยิ่งกว่าไอหมอกขาวยามอาทิตย์ส่อง, แทบจะกลืนหาย สีครามของท้องฟ้าหม่นแสงไปในทันทีเมื่อเมฆหมอกของความคิดเคลื่อนตัวบดบังประกายแสง ซอกจินปล่อยให้ตัวเองจมลงสู่ห้วงมหาสมุทรความคิดอันเป็นอนันต์ ปล่อยร่างกายเคลื่อนลงต่ำจมลงใต้ผิวน้ำ หวังว่าอุณหภูมิของน้ำจะช่วยปลอบประโลมความหนาวเหน็บแสนเดียวดายที่ยังคงเกาะกุมอยู่ที่ไหนสักแห่งในวงกตแห่งใจ จนกระทั่งสัมผัสที่แสนคุ้นเคยของฝ่ามือกร้านเคลื่อนลงมาสัมผัสอย่างนุ่มนวลด้วยกัน แม้น้ำไม่ได้ช่วยให้รู้สึกว่ามันนุ่มขึ้น ออกจะกร้านเหมือนกระดาษทราย แต่ก็คงเป็นกระดาษทรายที่ขัดความเศร้าหมองแสนขรุขระออกไปจากหัวใจ 


    สัมผัสจากฝ่ามือที่เล็กกว่าของจีมินก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนครั้งแรกที่ได้สัมผัสเสมอ ฝ่ามือของจีมินประคับประคองใบหน้าของซอกจินขึ้น ให้คนที่เล่นซ่อนแอบออกมาพบกัน สัมผัสของปลายนิ้วกร้านเกลี่ยซับหยดน้ำกลมที่ยังเกาะพราวบนใบหน้า เปลือกตาปรือขึ้นมองสบใบหน้าของจีมินที่อยู่ห่างกันในระยะไม่กี่สิบเซน มากพอให้สัมผัสถึงลมหายใจผ่าวที่กำลังรดผิวหน้า


    “ฮยอง”

    “หืม”

    “อยากอยู่กับผมไหม?”


    วจีที่หลุดเอ่ยเอื้อนช่างดูเหมือนดวงดาวที่ร่วงหล่นในคืนนี้


    คิ้วเรียวเลิกและขมวดมุ่น นัยน์สีฟ้าครามมองสบใบหน้าของจีมินด้วยประกายฉงนในวจีแสนแผ่วเบา มันดูหนักแน่นแต่หากเบาบางเสียยิ่งกว่าขนนก ในน้ำเสียงเจือทั้งความหวัง ผิดหวังและเว้าวอนไว้อย่างลุ่มลึก แยบยลแต่ไม่เลย เพราะชั่วเสี้ยวหนึ่งนัยน์ตาคู่นั้นวูบไหว เหมือนเปลวเทียน ซอกจินสบสายตาคู่นั้น สบใบหน้านั้นของพัคจีมินในขณะที่มือเอื้อมแตะไล้สัมผัสแผ่วที่กรอบหน้า


    และแล้วทุกอย่างคล้ายจะคลี่คลายเมื่อพวกเขาปล่อยให้เวลาล่วงเลยเพื่อซึมซับอะไรบางอย่างจากนัยน์ตาคู่นั้น ช่างแสนแปลกเมื่อพวกเขาต่างค้นพบว่าสิ่งที่พวกเขาตามหาอาจจะซุกซ่อนอยู่ในอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันแต่เหมือนกันนี้ ซอกจินเกือบหาเสียงของตัวเองไม่พบ เมื่อเสียงของเขาหล่นหายไปชั่วขณะที่ถ้อยคำถูกถ่วงดุลด้วยกระแสอารมณ์ให้จมหาย


    “...แล้วนายอยากอยู่กับฉันไหม?”


    เสียงของเขาเบาหวิว แต่ซอกจินเห็นแววกระเพื่อมไหวในแววตา มันเหมือนยามที่ขนนกแตะลงบนผิวน้ำแผ่วเบา เกิดกระแสคลื่นไหวเป็นรัศมีกลมแผ่กว้าง ซอกจินเห็นความอ่อนแอเล็กๆ ยามปลายนิ้วผิดรูปร่างของเขาเกลี่ยที่หางตา เหมือนปลายนิ้วกำลังกวาดเกลี่ยซับหยดน้ำตาแต่แท้จริงแล้วมันไม่มีสิ่งใด มีแต่ความแห้งผาก พบเพียงร่องน้ำตาที่สลักลึกไปกับผิว ริมฝีปากของซอกจินสั่นระริก กลีบปากอิ่มเผยอขึ้นแต่ไร้ซึ่งวจีจะถ่ายทอดเพื่อปลอบประโลม เขาควานหาคำพูดไม่พบ เสียงถูกกลืนหายไปอีกครั้ง คล้ายว่าก้อนความรู้สึกกำลังกระจุกที่ลำคอ เหมือนคนตรงหน้าจะอ่านความอ่อนแอของซอกจินออก ร่างกายถึงได้ดึงดูดเข้าหากันอีกครั้ง

    พวกอัลฟ่าก็แบบนั้น มักรับรู้ถึงคลื่นความสั่นไหวของโอเมก้า โดยเฉพาะโอเมก้าในการปกครองของตนเอง ปลายจมูกรับรู้ได้ถึงกลิ่นที่เข้มขึ้น กลิ่นที่เหมือนไม่ใช่ของซอกจิน กลิ่นที่ละม้ายคล้ายว่ามันคือของจีมิน แต่กลับแตกต่าง เมื่อกลิ่นนั้นมันเหมือนถูกผิวร้อนผ่าวของจีมินแผดเผาจนได้กลิ่นเถ้าของเปลือกสนที่อวลอายคู่กับกลิ่นไอเย็นยะเยือก หากสัมผัสเพียงนิดมันคงเคล้าคลอกลิ่นหอมหวานของดอกไม้สีแดงสด ย้อมดอกไม้สีแดงสดให้อยู่ใต้การครอบครองอย่างแน่นอน


    กลิ่นที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยหากฝังตัวเองลงในกลิ่นนี้


    นั่นคือความคิดตอนที่ซอกจินเอนใบหน้าลงซบกับบ่าที่เล็กกว่าเฉกเช่นเดียวที่จีมินเลือกจะฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่เปลือยเปล่า ปลายจมูกสูดกลิ่นของดอกไม้สีม่วงที่เคล้ากลิ่นดอกไม้สีแดง กลิ่นหอมหวานที่ทั้งดึงดูดและเย้ายวน เหมือนถูกมอมเมาให้หลงทางอยู่ท่ามกลางวงกตไร้ทางออก

    แต่เพราะกลิ่นนี้ กลิ่นของซอกจิน เลยทำให้จีมินพบเข้าคิมซอกจินในวันนั้น วันที่เปลี่ยนโชคชะตาของพวกเขา


    “อยากสิครับ” จีมินว่าทั้งหัวเราะแผ่วๆ อ้อมแขนกระชับกอดอีกฝ่ายแน่นขึ้น


    เพราะตั้งแต่พบคิมซอกจิน พัคจีมินก็ไม่เคยต้องการใครอื่นอีก


    “ฮยองเนี่ย จริงๆ เลยนะครับ ไม่กลัวจะโดนผมหลอกบ้างรึไง” จีมินว่าด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังนักในตอนที่ผละออกมามองใบหน้าของคนแก่กว่า ซอกจินคิดตาม ก่อนหลุดหัวเราะตาหยี “นั่นสินะ”



    ถึงจะคิดแบบนั้น แต่คิมซอกจินก็ไม่คิดว่ากลิ่นของพัคจีมินจะโกหกอยู่ดี





    เพราะอากาศหนาวเย็นลงกว่าเมื่อวาน อุณหภูมิที่ต่ำลงเลยทำให้คิมซอกจินพันผ้าห่มผืนหนาหุ้มตัว ขดเป็นก้อน รับอุ่นไอจากฟืนที่กำลังลุกไหม้ในเตาผิง กลิ่นของเปลือกไม้สนกระจายตัว อบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่น ส่วนพัคจีมินกำลังง่วนกับการจัดการผมเปียกๆ นั่นให้คนแก่กว่า


    “จริงๆ ผมคิดว่ามีเรื่องหนึ่งที่ฮยองควรจะรู้ไว้ก่อนที่จะออกไปข้างนอก”

    “อะไรงั้นเหรอ?”


    จีมินพูดในขณะที่ใช้ผ้าขนหนูซับเรือนผมสีสว่างที่เปียกชื้นอย่างเบามือ ซอกจินกะพริบตาปริบ คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความฉงนสงสัยในประโยคเมื่อครู่ ก่อนที่ประโยคถัดมาจะทำให้คิ้วต้องขมวดกันมุ่นอย่างไม่เข้าใจในใจความที่ต้องการจะสื่อเลยแม้แต่น้อย


    “เรื่องที่ผมเป็นอัลฟ่า ช่วยอย่าบอกใครได้ไหมครับ?”

    “หมายความว่าไง? แต่....นาย...เดี๋ยว! แปลว่าตอนนี้นาย...?”

    “ใช่ครับ ผมปิดเรื่องที่ผมเป็นอัลฟ่าไว้อยู่ ช่วยทำเหมือนผมเป็นอัลฟ่าตอนเราอยู่ข้างนอกด้วยกันทีนะครับ”


    นัยน์สีฟ้าครามฉายแววสับสน มันเป็นได้ด้วยเหรอในการอำพรางกลิ่นของตัวเองได้อย่างแนบเนียน แต่เมื่อลองไตร่ตรองดู ครั้งแรกที่ซอกจินพบกับพัคจีมิน ซอกจินก็ไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายของอัลฟ่าจากตัวของอีกฝ่าย แต่ตอนนั้นซอกจินคิดเพียงว่าเพราะร่างกายอ่อนแอจากอาการบาดเจ็บ จึงลงความเห็นไปว่า จมูกพังเพราะอาการบาดเจ็บกอปรกับพิษไข้ของตนเอง แต่นึกไม่ถึงว่าจีมินจะอำพรางกลิ่นอายของอัลฟ่าได้โดยสิ้นเชิง มันทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ? แววตากลมสีฟ้าครามคู่นั้นบ่งบอกทุกอย่าง จีมินถึงกับกลั้วหัวเราะ

     “สงสัยเหรอ?” จีมินยกยิ้มยามเห็นศีรษะทุยผงกรับ ประกายความอยากรู้อยากเห็นในแววตาทำให้เขารู้สึกเอ็นดู “เอ่ ผมก็อำพรางด้วย แล้วก็ใช้เจ้าดอกไม้สีม่วงไงครับ มันช่วยกลบกลิ่นอัลฟ่าของผม” ซอกจินเลิกคิ้วสงสัย “? สีม่วง? ที่นายโปรยลงในอ่าง?” จีมินพยักหน้ารับ สีหน้าและแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นยิ่งทำให้เอ็นดูคนแก่กว่าที่กำลังทำตาใสใส่ก่อนกล่าวต่อ


    “เมื่อผมพร้อม ผมจะเล่าทุกอย่างให้ฮยองฟังนะครับ เพราะงั้นช่วยรอก่อนได้ไหม?”


    รอก่อน            


    "ได้สิ" ซอกจินตอบโดยทันทีอย่างไม่ต้องคิดเสียด้วยซ้ำ ผ่านทั้งสีหน้าและแววตาคู่นั้น มุมปากของจีมินกดลึกและประกายในแววตาฉายชัดความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้ซอกจินรู้สึกสั่นไหวขึ้นมา ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะถูกทำให้ลืมเลือนไปในประโยคที่ทำให้ลมหายใจคนฟังสะดุดไป


    “รู้ไหม? กลิ่นของฮยองเองก็ถูกอำพรางเหมือนกัน แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงได้กลิ่นของพี่อยู่ มันอาจจะไม่ได้ผลกับพี่ ดังนั้นผมอยากให้พี่ระวังตัวไว้หน่อย อย่างที่พี่รู้ มันใกล้คืนจันทร์เต็มดวงแล้วเต็มที”





    คืนจันทร์เต็มดวง


    ค่ำคืนที่ร่างกายของสัญชาตญาณของสัตว์ป่าเริงโลด


    ซอกจินครุ่นคิดถึงมันยามที่ซุกตัวอยู่ในรังขนาดเท่าห้องเก็บของที่ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปสุดทางเดิน กลิ่นหอมเจือจางของดอกไม้สีแดงที่ติดอยู่บนเนื้อผ้านุ่มและกองหมอนให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยภายใต้อาณาจักรเล็กๆ ของตน ค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงมักเป็นตอนที่ร่างกายและสัญชาตญาณของหมาป่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่เหลือล้น ภายใต้แสงจันทร์นวลพวกนั้น จับจ้องวงกลมที่เปล่งรัศมีจนดารากลืนหาย เหลือเพียงแสงของมันเพียงผู้เดียว ยามแสงจันทร์ตกกระทบผิวจนเปล่งแสง ราวกับมีพลังแล่นปลาบไปทั่วร่าง


    มันเป็นคืนที่พวกหมาป่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ดังนั้นบางครั้งค่ำคืนนั้นบางฝูงอาจจะมีการออกล่าเพื่อปลดปล่อยสัญชาตญาณ ฟังเสียงเรียกร้องของมัน และปล่อยร่างกายไปให้โผนกระโจนไปอย่างใจนึกอยาก ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นอัลฟ่า,เบต้า, หรือโอเมก้าทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอะไร พวกเขาล้วนมีพละกำลังเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน


    และเป็นค่ำคืนที่กลิ่นเข้มข้นขึ้นเช่นกัน


    ค่ำคืนนั้นของซอกจินกับจีมินคงปั่นป่วนน่าดู






    แสงสีนวลส่องผ่านม่านหมอกสีขาว เป็นประกายระยับ ความอบอุ่นของไอแดดช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้ยามเช้านี้หนาวเย็นน้อยลง จีมินกับกระเป๋าหนังใบเดิม ชุดสีดำสนิททั้งร่างแบบเดิม รอยยิ้มแบบเดิมที่ซอกจินเห็นทุกวัน และรอยยิ้มแบบเดิมที่ซอกจินคลี่ยิ้มส่งกลับไป


    “ผมไปก่อนนะครับ”


    ซอกจินโบกมือลา

    วันนี้คงเป็นอีกวันที่ยาวนานสำหรับซอกจิน เพราะกว่าจีมินจะกลับมาก็คงมืดค่ำไปแล้ว คงเป็นอีกวันที่ซอกจินทำอะไรไปไม่ได้มากนัก นอกเสียจากทำงานบ้าน รึอาจจะอบขนมนิดหน่อย ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาซอกจินก็เริ่มเคยชินกับบ้านไม้ขนาดสองชั้นนี้ ขนาดมันกำลังพอดีสำหรับการอยู่เป็นครอบครัวจนบางครั้งซอกจินสำผัสได้ถึงความเปล่าเปลี่ยวที่อัดแน่นอยู่ในบ้าน และความเศร้าหมองที่ซุกซ่อนตามมุมต่างๆ โดยเฉพาะร่องรอยที่สลักลึกเป็นเส้นที่ขอบประตู ซอกจินไล้ปลายนิ้วเบาๆ ที่ร่องรอยเส้นพวกนั้น สองฝั่ง ขีดหนาและลึก แต่ละฝั่งที่กำกับชื่อของจีมินกับร่องรอยความทรงจำของชื่อที่เลือนลางไปแล้ว

    นัยน์ตาสีฟ้าครามกระจ่างมองห้องนั่งเล่น ทรุดตัวลงนั่งกับโซฟาตัวเก่าของบ้าน ซึมซับบรรยากาศที่ตนไม่เคยมีโอกาสได้สำรวจมันอย่างถี่ถ้วน ซอกจินพบชิ้นส่วนของจีมินกระจายอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ แต่ไม่มีที่ใดที่เป็นชิ้นส่วนของคำว่าครอบครัว


    ตายหมดแล้วครับ


    จีมินเคยบอกไว้แบบนั้น ตอนที่พวกเขาอิงแอบกันในวันที่หนาวเหน็บ นัยน์ตาของจีมินไม่สะท้อนสิ่งใด แต่แฝงความเศร้าลึกๆ ไว้ในนัยน์ตาสีเข้มและเส้นหยักลึกบนริมฝีปาก ตอนนั้นซอกจินทำได้เพียงซุกลงกับบ่าเล็ก ปลอบประโลมกันด้วยสัมผัส อุณหภูมิ และจังหวะการเต้นของชีพจรที่บีบรัดจนหน่วง ภาวนาให้บาดแผลของพวกเขาดีขึ้น แต่ซอกจินก็รู้ดีว่าบาดแผลของการศูนย์เสียนั้นไม่มีสิ่งใดเยียวยาได้ดีกว่าเวลาอีกแล้ว ซอกจินตระหนักรู้ถึงความจริงข้อนี้ดีแก่ใจ และมันก็ทำให้เขาหวนนึกถึงครอบครัวของเขาเอง ที่ทะเลสาบจันทร์เสี้ยวนั่น ที่ที่เขาทิ้งความจริงแสนอ่อนแอของตัวเองแล้วจากมา จะเป็นยังไงกันบ้าง สบายดีรึเปล่า? ซอกจินจมอยู่ในทะเลความคิดนั้นอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสลัดความคิดนั้นทิ้งไป ด้วยการทำให้ตัวเองง่วนอยู่กับงานบ้านทั้งวัน


    อย่างเช่นมื้อเย็นวันนี้ เริ่มจากออกไปหยิบของที่โรงเก็บของข้างๆ บ้าน ในนั้นมีเครื่องเทศน์ต่างๆ ที่จีมินเก็บและตากแห้งไว้ใช้งาน หรือนวดแป้งสำหรับทำเส้นไว้ใส่กินคู่กับน้ำซุป หรือลองทำอะไรใหม่ๆ อย่างที่ซอกจินไม่เคยลอง


    ก๊อกๆ      


    เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ซอกจินเลิกคิ้ว เพราะนี่เพิ่งจะบ่ายกว่าๆ จีมินไม่น่าจะกลับมาเร็วขนาดนั้น ซอกจินเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนอย่างลวกๆ ในขณะที่คิดว่าจีมินอาจจะกลับเร็วกว่าที่คาดจึงจะไปเปิดประตูให้ แต่เท้าที่ก้าวก็ต้องหยุดชะงักลงทั้งๆ ที่ยังก้าวไม่พ้นขอบประตูห้อง เมื่อจมูกได้กลิ่นเข้มข้นที่ไม่คุ้นเคย

    กลิ่นที่เข้มข้นเหมือนกินของอัลฟ่า


    “จีมิน นี่ฮาซองอุนเอง อยู่รึเปล่า?”


    น้ำเสียงที่ไม่คุ้นหูแม้ชื่อที่เจ้าของเสียงเอ่ยเรียกจะคุ้นเคยเสียขนาดไหน แต่ก็ไม่ช่วยให้ซอกจินใจเย็นลง เสียงหัวใจที่เต้นระรัวจนดังคับก้องในหู ชีพจรสูบฉีดเลือดแล่นไปทั่วร่างจนรู้สึกร้อนผ่าว เหงื่อกาฬผุดไหลลงมาตามกรอบหน้า แววตาสีฟ้าสั่นไหว ฟันขบริมฝีปากล่างแน่นก่อนก้าวถอยหลังเมื่อได้ยินเสียงกุกกักของประตู ซอกจินลืมหายใจไปชั่วขณะที่ประตูถูกเปิดออก


    “นี่นายเป็นใครน่ะ! ?”




    -To be continued-






    Story by Macbeth1995

    Twitter; @astronaut1995

    #ปาร์คอัลฟ่า #สถานีอวกาศno95




    Talk;

    สวัสดีค่ะ ห่างหายไปนานเลยสำหรับเรื่องนี้ (ตั้งแต่ต้นปี)

    ค่อนข้างเป็นเรื่องที่เขียนยากสำหรับเราเลยล่ะค่ะ เพราะเราอยากจะลองเขียน

    โอเมก้าเวิร์สในแบบของเราดู ในมิติที่รู้สึกว่า หมาป่าที่ใกล้เคียงมนุษย์

    มนุษย์ที่ใกล้เคียงหมาป่า เราเคยมีความคิดที่ว่า มนุษย์กับสัตว์นั้น

    มีความแตกต่างกันมากน้อยขนาดไหน ความจริงเราต่างกันรึไม่ต่างกันแน่


    อีกอย่างก็คือ อยากเขียนเวิร์สเกี่ยวกับกลิ่นค่ะ ชอบมาก เป็นรสนิยมเราเองล่ะ

    ส่วนสำหรับตอนถัดไปก็ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่อีกเหมือนกัน ก็จะพยายามทำให้ระยะ

    เวลาในการเขียนแต่ล่ะครั้ง ทำให้คนอ่านรู้สึกถึงอะไรได้มากที่สุด ง่ายๆ คือไม่อยากให้

    รออย่างเสียเปล่า แฮ่


    ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่อดทนรอเสมอ ซาบซึ้งมากจริงๆ ขอบคุณมากๆ จริงๆ ค่ะ

    Love you all♥.

    (ใครมีอะไรสงสัยถามทิ้งไว้ในคอมเม้นหรือ แท็ก #ปาร์คอัลฟ่า ได้เลยค่ะ จุ๊บ)







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in