UwULoading 48%
HOME [JIKOOK]


  • หัวข้อ ; heaven - Troye sivan

    #createourjikook

    ' 𝘞𝘪𝘵𝘩𝘰𝘶𝘵 𝘭𝘰𝘴𝘪𝘯𝘨 𝘢 𝘱𝘪𝘦𝘤𝘦 𝘰𝘧 𝘮𝘦 𝘩𝘰𝘸 𝘥𝘰 𝘐 𝘨𝘦𝘵 𝘵𝘰 𝘩𝘦𝘢𝘷𝘦𝘯?
    𝘚𝘰 𝘪𝘧 𝘐'𝘮 𝘭𝘰𝘴𝘪𝘯𝘨 𝘢 𝘱𝘪𝘦𝘤𝘦 𝘰𝘧 𝘮𝘦 𝘮𝘢𝘺𝘣𝘦 𝘐 𝘥𝘰𝘯'𝘵 𝘸𝘢𝘯𝘵 𝘩𝘦𝘢𝘷𝘦𝘯? '




    จองกุกเจอจีมินครั้งแรกที่มุมหนึ่งของห้องสมุด


    เขาเป็นผู้ชายท่าทางภูมิฐาน ใส่เสื้อไหมพรมสีเทากับกางเกงสแล็คพอดีตัว บรรยากาศรอบตัวเขาเงียบสงบยิ่งกว่าผืนทะเลลึกยามค่ำคืน ใบหน้าใต้กรอบแว่นยังคงมีความเคร่งเครียดปรากฏอยู่จากการค้นคว้าอะไรสักอย่างที่จองกุกเองก็ไม่เข้าใจ เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองตอนที่จองกุกตัดสินใจนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างข้าง ๆ ตัว เราไม่ได้คุยอะไรกัน ไม่ได้เอ่ยถามว่ามีใครนั่งข้าง ๆ เขาไหม หรือบอกสวัสดียามบ่ายตามมารยาทที่ควรจะทำ มีเพียงความเงียบและเสียงเครื่องปรับอากาศเก่า ๆ ที่ยังคงทำงานหนักอย่างทุกวัน หนังสือเล่มหนาวางเรียงรายอยู่รอบโต๊ะ จีมินหยิบเล่มนั้นเล่มนี้ขึ้นมาอ่านซ้ำ ๆ อยู่ตลอดสองชั่วโมงที่เราอยู่ที่นั่น เขาเหมือนเครื่องจักรหรืออะไรทำนองนั้นตอนที่ก้มหน้าก้มตาอ่านวิจัยในมือของตัวเองแล้วจดบันทึกไปพลาง 

    เด็กหนุ่มเลิกสนใจคนแปลกหน้าข้างตัวทันทีที่ดวงตาเรียวตวัดมามอง ตอนนั้นเขาน่ากลัวยิ่งกว่าบรรณารักษ์ห้องสมุดตอนรู้ว่ามีคนเอาหนังสือมาคืนช้ากว่ากำหนดเสียอีก

    "มียางลบไหมครับ"

    จองกุกสะดุ้งเพราะจู่ ๆ เสียงนุ่มทุ้มนั้นก็ดังอยู่ข้างหู ตัวเลขมากมายแตกกระเจิงออกไปจากความคิดก่อนยางลบก้อนเล็กจะถูกยื่นออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ


    วันนั้นจองกุกหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับชายแปลกหน้าพร้อมความเงียบ
    และเขาได้รับมันกลับมาพร้อมรอยยิ้มและโกโก้อุ่น ๆ หนึ่งแก้ว




    ------------------------------




    "ถ้ายังจะดื้อด้านทำมันอีกก็ไสหัวออกไปจากบ้านซะ!"

    ชายวัยกลางคนประกาศกร้าว เขาตะโกนพร้อมกับใส่อารมณ์จนเส้นเลือดที่คอปูดโปนขึ้นมา ลังกระดาษเก่า ๆ ถูกโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี พื้นรองเท้าหนังอย่างดีเหยียบย่ำลงบนหน้ากระดาษแต่ละหน้าราวกับว่ามันจะช่วยลดทอนโทสะในจิตใจ ร่างของเด็กหนุ่มสั่นไหว ดวงตาแข็งกร้าวจดจ้องอยู่ที่พื้นพรมสีน้ำตาลอ่อน

    จองกุกรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เขารู้ดีว่าพ่อจะฉีกสมุดพวกนั้นทิ้งทีละหน้าจนมันเละเทะไม่มีชิ้นดีแล้วโยนลงไปในกองไฟที่กำลังลุกโชน กลิ่นไหม้และควันสีจางล่องลอยขึ้นไปบนฟ้า หายไปกับความมืดมิดของค่ำคืน


    "ภาพวาดพวกนี้นี่มันอะไร?"

    จองกุกในวัย 15 ปียังคงไร้เดียงสา เขาดีใจจนแทบจะเก็บเอาไว้ไม่อยู่ตอนที่เห็นว่าพ่อหยิบเอาสมุดวาดภาพของเขาไปเปิดดูทีละหน้าอย่างใจเย็น ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าของบิดาไม่วางตา รอคอยคำชมและสัมผัสอบอุ่นที่ศีรษะอย่างเคยเหมือนตอนที่เขาโชว์ภาพวาดภาพแรกในชีวิตให้พ่อดู แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น จองกุกเห็นว่าพ่อขมวดคิ้วพร้อมกับถอนใจตอนที่เปิดมาถึงหน้าสุดท้ายของสมุด ชายวัยกลางคนยังอยู่ในชุดสูท เขาเพิ่งกลับมาจากการทำงานและการเข้าสังคมเพื่อผลประโยชน์ สังคมที่ต้องใช้เม็ดเงินและคำพูดยกยอปอปั้นในการเข้าหากัน

    พ่อหลับตาลง สูดหายใจเข้าและผ่อนมันออกช้า ๆ ด้วยความเหนื่อยหน่าย ดวงตาที่เขาคิดว่ามันสวยงามที่สุดในโลกมองมาที่เขา -- พ่อมองดูเขา จองกุกไม่เข้าใจความหมายของสายตานั้น มันซับซ้อนเกินไป

    "ทำไม?"

    เพียงคำพูดสั้น ๆ แผ่วเบา ไม่มีการตะคอก ไม่มีน้ำเสียงกระชากอย่างในทีวี มันเป็นเพียงคำพูดสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและคำถามมากมายในตัวเขา พ่อหยิบสมุดขึ้นมาเปิดดูอีกครั้งพร้อมแค่นหัวเราะ โยนมันลงบนพื้นราวกับรังเกียจนักหนาที่จะสัมผัส แววตาของพ่อยังคงอ่อนโยนและอบอุ่น เพียงแต่ตอนนี้มันกำลังแหลกสลายจนแทบไม่เหลืออะไรเอาไว้

    "เงยหน้าขึ้นมา มองหน้าพ่อแล้วบอกมาซิว่านี่มันอะไร"

    จองกุกยังคงก้มหน้า กายสั่นสะท้านกับน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก

    "จอน จองกุก พ่อบอกให้เงยหน้า"

    ดวงหน้าหวานเงยขึ้นสบตากับผู้เป็นพ่อ นัยน์ตาสั่นระริกตอนเห็นว่ายามนี้คนตรงหน้าเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว

    "ภาพ..ภาพวาดของผม"

    "ภาพวาด? เหอะ ยังไงล่ะ -- ภูมิใจกับมันนักสิ?"

    "ผมตั้งใจวาด ผมวาดรูปพ่อกับแม่ วาดรูปของเรา"

    "ใครขอกันล่ะ?"

    เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว คำพูดมากมายถูกกลืนหายไป เขาเหมือนถูกค้อนปอนด์หนัก ๆ ทุบลงกลางหัวตอนที่พ่อพูดแบบนั้นออกมา น้ำตากำลังจะรินไหลแต่จองกุกก็เลือกจะกลั้นมันเอาไว้ก่อนเพราะต่อให้เขานั่งลงร้องไห้โยเยตรงนี้พ่อก็จะไม่เดินเข้ามากอดปลอบ จะไม่มีแม้แต่คำปลอบโยน

    "ผมขอโทษ"

    จองกุกไม่เข้าใจว่าเขาขอโทษทำไม เพียงแต่ตอนนี้เขารู้สึกผิดมากเสียจนจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว พ่อส่ายหน้ากับคำพูดนั้นแล้วก้มลงหยิบสมุดของเขาขึ้นมาอีกครั้ง ปีศาจร้ายปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา มันค่อย ๆ ฉีกกระดาษเหล่านั้นออกมาพร้อมกับสบตาเขาไปด้วย นัยน์ตาสีดำเต็มไปด้วยโทสะจนในบางทีมันก็เหมือนมีกองไฟสุมอยู่ข้างในนั้น น้ำตาเม็ดแรกร่วงหล่นออกมาจากดวงตาใส จองกุกใช้หลังมือเช็ดมันออกทันที

    "อย่าให้พ่อเห็นว่าแกทำมันอีก เข้าใจที่พูดไหมจองกุก"

    "ครับพ่อ"


    ดวงหน้าหวานซุกลงกับหมอน น้ำตาที่ไหลรินออกมาทำให้ปลอกหมอนของเขาเปียกชื้น ผ่านมาห้าปีนับจากคืนนั้นทุกอย่างก็ยังแย่ พ่อไม่คุยกับเขาอีก เขากลายเป็นความผิดหวังของครอบครัว แม้แต่วันที่เขาสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศพ่อก็ยังไม่ยินดียินร้าย แม้เขาจะสร้างผลงานมากมายที่ทุกคนต่างชื่นชมพ่อก็ยังเมินเฉย แม้เขาจะทำทุกอย่างที่พ่ออยากให้เขาทำ -- ทุก ๆ อย่างที่เขาไม่ต้องการ 

    เขาก็ยังทำให้พ่อภูมิใจในตัวเขาไม่ได้อยู่ดี




    ------------------------------




    เราพบกันอีกครั้งที่คาเฟ่เล็ก ๆ แถบชานเมือง เป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นจริงตอนที่เขาสบตากับชายหนุ่มท่าทางสุขุมที่กำลังจะเดินออกมา เราทักทายกันเล็กน้อยตามประสาคนเคยแปลกหน้า มันเป็นสถานะที่ก้ำกึ่งระหว่างคนรู้จักและเพื่อนร่วมโลก แน่นอนว่าจองกุกจำจีมินได้ดี ผมสีเข้มยาวระต้นคอ ดวงตาเรียวดุจเหยี่ยว -- ทั้งดุดันและอ่อนโยนในคราวเดียวกัน กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ต่อให้เขาหลับตาอยู่ก็รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร แต่จองกุกไม่แน่ใจว่าจีมินจะจำเขาได้ไหม เด็กหนุ่มที่ท่าทางเหมือนเด็กหัวรั้น โดดเรียนออกมานั่งทำงานในห้องสมุด ไม่พูดไม่จา ไม่เข้าสังคม ไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลยแม้แต่น้อย

    "จอน จองกุก?"

    แต่ดูเหมือนจะจำได้แฮะ




    จีมินหัวเราะตอนที่เขาขอให้เจ้าตัวเดินกลับเข้าไปในร้านอีกครั้งเพื่อเลี้ยงเครื่องดื่มคืนบ้าง วันนี้จีมินไม่มีแว่นสายตา เขาสวมแค่เชิ้ตสีดำแขนสั้นกับกางเกงสีดำ มองเผิน ๆ เขาดูเหมือนยังเป็นแค่เด็กมหาลัยปีสุดท้ายมากกว่าจะเป็นผู้ชายที่อายุย่างเข้า 34 ในอีกไม่กี่เดือน

    "ชอบศิลปินคนนี้หรอ"

    จีมินถามขึ้นมาตอนที่เห็นจองกุกยกมือถือขึ้นมากดดูเวลา ดวงตากลมก้มมองโต๊ะด้วยความหวาดหวั่น เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แค่ทุก ๆ ครั้งที่มีคนทักเขาเกี่ยวกับความชอบส่วนตัวหรือเรื่องที่ลึกกว่านั้นเขาจะพยายามตีตัวออกห่างเสมอ มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วจองกุกชื่นชอบแผ่นกระดาษที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันมากกว่าตัวเลขเป็นไหน ๆ -- และไม่กี่คนที่ว่านั้นก็มีแค่เขา แม่ และพ่อ

    จีมินพยักหน้ากับตัวเองเพราะเขาเริ่มจะเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะไม่อยากให้เขาทำความรู้จักเจ้าตัวไปมากกว่านี้ กาแฟแก้วนี้คงเป็นแก้วแรกและแก้วสุดท้ายระหว่างเรา

    "ไม่ใช่หรอกครับ ไม่แม้แต่จะใกล้เคียง"

    จองกุกพูดโกหกคำโต แท้จริงแล้วเขาอยากจะตะโกนความในใจออกมาดัง ๆ ให้คนทั้งโลกได้รับรู้ อยากหนีออกมาจากคาบเรียนที่แสนเบื่อหน่าย หนีออกมาจากกรงที่ขังเขาเอาไว้ด้วยกำแพงของความคาดหวัง เขาแค่อยากหนีไปไกล ๆ อยู่ในที่ ๆ ไม่มีใครรู้จักเขาแล้วปล่อยให้ความฟุ้งซ่านในจิตใจได้ออกมาโลดแล่น -- แล้วเขาก็จะหายไปตลอดกาล

    ดูเหมือนจีมินจะรู้ว่าเขาไม่ได้พูดความจริงออกไป จีมินก็เป็นเหมือนเหยี่ยว แววตาเฉียบแหลมที่มองคนออกในปราดเดียวกำลังจ้องมองมาที่เขา จดจ้องอยู่เนิ่นนานจนคนถูกมองเริ่มจะรู้สึกร้อนวูบวาบเพราะสายตาที่เหมือนจะมองเขาออกทุก ๆ อย่าง ทำลายทุกเกราะป้องกันที่เขาสร้างขึ้นเพื่อตีตัวออกห่างจากผู้คน

    "คุณกำลังทำให้ผมอึดอัดนะ"

    จีมินกะพริบตาปริบ ๆ ช้อนสายตาขึ้นมาสบกับดวงตากลมฉ่ำน้ำ

    "อา..โทษที ฉันเผลอคิดอะไรมากไปหน่อยน่ะ"

    "ไม่เป็นไรหรอกครับ"

    "รู้ไหม บางทีการพยายามทำให้คนอื่นยอมรับและเข้าใจตัวตนของเรามันยังง่ายกว่าการยอมรับตัวตนของตัวเองให้ได้อีกนะ"

    จีมินยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ท่าทางสบายอารมณ์ไม่เหมือนคนที่เพิ่งจะพูดประโยคเข้าใจยากเมื่อกี้ออกมาเลยสักนิด แน่นอนว่าคนตรงหน้าเขารู้ว่าจองกุกมีอะไรอยู่ในใจ เราพบกันครั้งนี้เป็นครั้งที่สองและไม่มีบทสนทนาที่มากกว่าการพูดคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป อย่างเช่นสภาพอากาศวันนี้และเรื่องที่เราทั้งสองคนสนใจตรงกัน จองกุกไม่รู้ว่าเพราะอะไรจีมินถึงมองเขาออกได้อย่างง่ายดาย อาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่มากกว่า หรือตัวเขาเองที่ดูออกง่ายจนแค่พูดโกหกออกไปยังไม่มีใครเชื่อ

    จีมินเงยหน้าขึ้นมามองเขาอีกครั้ง และคราวนี้จองกุกหลบตา

    "กลัวฉันแล้วหรอ"

    จองกุกส่ายหน้า จู่ ๆ ก็รู้สึกไม่เป็นตัวเองขึ้นมาเสียอย่างนั้น "ผมแค่ -- รู้สึกแปลก ๆ"

    จีมินหัวเราะในลำคอก่อนจะส่ายหน้าน้อย ๆ ด้วยความรู้สึกเอ็นดูเด็กตรงหน้า ตอนเขาออกเดทกับสาวครั้งแรกก็อาการแบบนี้




    ในทีแรกเราจะแยกกันตั้งแต่เดินออกมาจากคาเฟ่ จองกุกจะกลับบ้าน -- เขามีงานมากมายที่ต้องสะสางให้เสร็จก่อนเดดไลน์ แต่พอได้ยินคำว่านิทรรศการศิลปะจากปากชายข้างตัวเด็กหนุ่มก็เผลอไผลตอบรับคำชวนนั้นทันที

    ผู้คนขวักไขว่อยู่ภายในตัวอาคารแต่บรรยากาศกลับเงียบสงบ ไม่มีเสียงจอแจเหมือนด้านนอก ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ของตนเอง ปล่อยให้ความคิดไหลไปตามความรู้สึกตอนที่ดวงตาจับจ้องภาพวาดตรงหน้า ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นนิทรรศการแรกในรอบ 3 ปีของเขา นานมากแล้วที่จองกุกไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ เขายังคงจำได้ว่าความรู้สึกหลังจากถูกตะคอกใส่หน้าครั้งแรกตอนที่พ่อจับได้ว่าเขายังแอบเก็บอุปกรณ์วาดภาพเอาไว้ใต้เตียงมันเจ็บปวดและน่าหวาดกลัวแค่ไหน เพราะไม่อยากแตกหักกันไปมากกว่านี้จองกุกเลยหยุดทุกอย่าง จนกระทั่งคืนนั้นที่พ่อเห็นเขาเปิดดูสมุดวาดภาพเก่า ๆ ที่ถูกฉีกทิ้งไปแล้ว สิ่งที่เขาเฝ้าประคับประคองไม่ให้มันแหลกสลายไปมากกว่านี้ก็ถูกพ่อขว้างทิ้งอย่างไม่ใยดี

    "คิดอะไรอยู่"

    จองกุกหันไปมองต้นเสียง จีมินเพิ่งเดินกลับมาจากการคุยอะไรจริงจังกับผู้ชายในชุดสูทอีกสองสามคน เขาเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้ว่าภาพวาดตรงหน้าไม่ใช่ของคนอื่นคนไกล เจ้าของลายเส้นฉวัดเฉวียนนี้ก็คือคนข้าง ๆ เขานี่เอง

    "แปลกใจ -- คุณดูไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนี้"

    "แล้วคนที่จะทำอะไรแบบนี้มันแบบไหนกันล่ะ"

    จองกุกหัวเราะ ความจริงที่ว่าเขาเองก็ดูจะไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนี้เป็นเรื่องตลกร้ายที่ถ้าเอาไปเล่าในวงเหล้าคงมีแต่คนหัวเราะเยาะ เขานึกชื่นชมชายคนนี้ในใจไปกี่สิบประโยคแล้วก็ไม่รู้แน่ ถ้าเอาออกมาเขียนลงบนแผ่นกระดาษคงยาวเป็นหางว่าวเชียวล่ะ

    "คงจะไม่ใช่คนเดียวกับที่ผมเจอในห้องสมุดแน่ ๆ"

    "ผิดแล้วเด็กน้อย คนเดียวกันนั่นแหละ"

    "คุณดูเหมือนอาจารย์มหาลัย"

    "ฉันแค่ชอบค้นคว้ามากไปหน่อย อยากรู้ลึกรู้จริงน่ะ"

    จีมินขยับมายืนข้าง ๆ จองกุก มองดูภาพวาดของตัวเองด้วยความชื่นชม ไล่มองดูทุกองค์ประกอบที่เขาตั้งใจแต่งแต้มลงไป เราปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายที่กำลังจะลาจากกัน

    "ผม..ติดต่อคุณได้ไหม"

    "มาหาเลยก็ยังได้"

    "ไวไฟไปหน่อยน่ะ"

    จีมินหัวเราะ ยื่นแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ให้เขา ใจความสำคัญในนั้นเรียกรอยยิ้มน่ารักของเด็กหนุ่มได้เป็นอย่างดี และนั่นเป็นอีกครั้งที่จีมินได้ค้นพบความงดงามของโลกใบนี้




    ------------------------------




    จีมินวาดรูปให้เขา ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นรูปอะไร ตอนที่จองกุกถามออกไปจีมินก็ทำแค่ลอยหน้าลอยตาแล้วบอกให้เขาลองจินตนาการดูเอาเอง แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามทำความเข้าใจมันหนแล้วหนเล่าเขาก็ยังไม่รู้ว่าภาพสีทึม ๆ ตรงหน้านี่คืออะไร

    "ผมยอมแพ้"

    จีมินวางถาดสีในมือลงแล้วเช็ดฝ่ามือตัวเองกับผ้าแถว ๆ นั้น เขาเดินมาหาเด็กหนุ่มที่นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาพร้อมถุงขนมในมือ ข้างกายมีภาพวาดที่เขาเพิ่งยื่นให้เจ้าตัวเมื่อต้นชั่วโมงที่แล้ววางอยู่ จองกุกขยับให้จีมินนั่งลงข้าง ๆ ทั้งที่อีกฝั่งมีที่ว่างมากกว่าจีมินกลับเลือกที่จะมานั่งเบียดเขาแทน

    "ทำไมยอมแพ้เร็วนักล่ะ"

    "ผมเข้าใจแล้วล่ะ -- ในแบบของผมน่ะ ถ้าให้คุณอธิบายออกมามันอาจจะทำให้ความคิดของผมแตกกระเจิง"

    ริมฝีปากจิ้มลิ้มขยับพูดเจื้อยแจ้ว ตั้งแต่จองกุกมาที่นี่ก็ดูจะสดใสมากกว่าที่มันเคยเป็น และหากเขาไม่ได้คิดไปเองจองกุกก็ดูจะมีความสุขที่ได้หยิบจับพู่กันแล้วทำตามใจตัวเองโดยที่ไม่มีใครคอยกะเกณฑ์ว่าเขาต้องทำแบบนี้เป็นแบบนั้น แค่ได้ทำในสิ่งที่เขารักและอยากจะทำมันมาตลอดโดยที่มีใครสักคนชื่นชมเขาอยู่ห่าง ๆ และจีมินก็เป็นคนคนนั้น

    ความสัมพันธ์ระหว่างเรายังคงคลุมเครือ จีมินปล่อยให้มันเป็นไปตามกาลเวลา เขาไม่ได้เร่งเร้าหรือต้องการความชัดเจนอะไรขนาดนั้น จองกุกไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้านเขากับบ้านตัวเองตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เวลาผ่านไปรวดเร็วและเชื่องช้าในคราวเดียวกัน และเด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อย จองกุกไร้เดียงสากว่าเด็กวัยเดียวกันอยู่มาก จีมินไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำว่าเด็กคนนี้เข้าใจอะไร ๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ในแบบที่ถูกต้องไหม เด็กตรงหน้าเขาเป็นเหมือนแก้วแสนเปราะบางที่มีน้ำสีขุ่นบรรจุอยู่ข้างใน จองกุกทำเหมือนว่าเขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับโลกใบนี้แต่จีมินรู้ว่าลึก ๆ ข้างในนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่จองกุกยังไม่ได้บอกเขา

    จองกุกอยู่ที่นี่ตั้งแต่ตะวันคล้อยจนกระทั่งมันลับขอบฟ้าไปในที่สุด เด็กหนุ่มโบกมือลาคนที่กอดแก้วน้ำเป็ดซอลลี่สีเหลืองของเขาเอาไว้ไม่ห่าง จีมินทำท่าเหมือนคนจะร้องไห้ตอนที่เขาขยับถอยหลังไปอีกก้าว -- และอีกก้าว สุดท้ายชายหนุ่มก็ทนความเจ็บปวดของการจากลาไม่ไหว เรียวขายาวก้าวฉับ ๆ มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กที่ใส่เสื้อตัวใหญ่เกินตัว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาหักห้ามใจตัวเองทุกครั้งที่คิดอยากจะทำอะไรแรง ๆ กับเด็กคนนี้เพียงแค่เพราะความรู้สึกที่อยากจะทะนุถนอมเอาไว้และเรื่องของเวลา แต่ตอนนี้จีมินไม่อยากทนอีกแล้ว ริมฝีปากอวบอิ่มประทับจูบแผ่วเบาลงบนพวงแก้มขาว ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นมากกว่าเดิมด้วยความตกใจ ดวงหน้าหวานซับสีจางเพราะการกระทำอุกอาจเมื่อครู่ จีมินหัวเราะเบา ๆ กับปฏิกิริยาตอบสนองที่แสนจะน่าเอ็นดูเหล่านั้น เขาไล้นิ้วกับแก้มนิ่มอีกครั้งด้วยความถวิลหา ลากผ่านริมฝีปากอย่างแผ่วเบา กดย้ำลงไปแทนความต้องการที่คุ้มคลั่งอยู่ในหัวของเขา -- จีมินไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น เขาปล่อยให้จองกุกกลับบ้านไปพร้อมกับหัวใจที่สั่นระรัว




    แน่นอนว่าจองกุกไม่สามารถซ่อนภาพวาดของจีมินเอาไว้ได้ พ่อเห็นมันตอนที่เขาเดินผ่านโซฟาในห้องรับแขก ชายวัยกลางคนเกรี้ยวกราดขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่แม้แต่จะหยุดฟังคำพูดของคนอื่น ๆ จองกุกไม่รู้ว่าพ่อจะโกรธอะไรเขานักหนา ทำไมถึงไม่เคยพอใจในสิ่งที่เขาทำเลยแม้แต่น้อย ทุก ๆ อย่างที่เขาทำก็เพื่อความสุขของพ่อ เขาละทิ้งทุกความสุขในชีวิตเพื่อทำในสิ่งที่พ่อต้องการ แต่ผู้ชายตรงหน้าก็ไม่เคยพอใจเลย -- ไม่เคยเลย

    แรงกระชากที่ข้อมือฉุดเอาตัวเขาเข้าไปใกล้ แววตาของพ่อมีกองไฟสุมอยู่ มันร้อนเสียจนเขาไม่อยากจะเงยหน้าขึ้นสบตา

    พ่อฉีกภาพวาดของเขาอีกครั้ง "ชอบนักใช่ไหมไอ้เศษกระดาษพวกนี้น่ะ"

    จองกุกยังคงเงียบ แม้ในใจเขาจะต่อต้านเต็มทน

    "ยังดื้อด้านไม่เคยเปลี่ยน เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้ายังดื้อจะทำอีกก็ไสหัวออกไปซะ"

    คราวนี้พ่อไม่ได้ตะโกนใส่หน้าเขา แต่มันก็ยังคงน่ากลัวไม่ต่างกัน น้ำเสียงเย็น ๆ ที่พยายามเก็บกลั้นความรู้สึกเอาไว้สั่นเครือเล็กน้อย จองกุกรู้ว่าพ่อกำลังพยายามจะใจเย็นกับเขาแม้ว่าจะไม่เคยทำสำเร็จเลยสักครั้ง

    "ผมทำผิดอะไรนักหนา"

    จองกุกเอ่ยออกมาแผ่วเบา จ้องมองเข้าไปในกองไฟนั้นอย่างไม่หวั่นเกรง สิ่งที่เขาทำไม่ได้ทำให้ผู้คนเดือดร้อน มันไม่ได้ผิดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวทำไมพ่อถึงได้โกรธเกลียดมันนัก 

    "ทำไมพ่อไม่เคยจะพยายามรับฟังผมเลย พ่อรู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วผมต้องการอะไร"
    "ผมทำในสิ่งที่พ่อต้องการมาตลอด -- นั่นเพราะผมรักพ่อ แล้วพ่อล่ะเคยรักผมบ้างไหม"
    "ผมไม่เคยมีความสุขเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีความสุขเลย"

    มีคนเคยบอกเอาไว้ว่าการพูดคุยกันด้วยเหตุผลเป็นวิธีรับมือกับการทะเลาะเบาะแว้งที่ดีที่สุด แต่มันคงไม่ใช่กับปีศาจร้ายตรงหน้าเขา พ่อที่พยายามจะใจเย็นกลายมาเป็นกองไฟกองใหญ่ เขาโยนทิ้งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและเหตุผลเอาไว้ข้างหลัง ปล่อยให้โทสะเข้าครอบครองจิตใจแต่โดยดี

    "พ่อก็นึกถึงแต่ตัวเอ--"

    ถ้อยคำตัดพ้อขาดห้วงไป ความเจ็บแสบที่แก้มซ้ายเป็นสิ่งยืนยันว่าแท้จริงแล้วเขามีพ่อเป็นปีศาจ จองกุกไม่เคยเชื่ออย่างนั้นแม้เขาจะเรียกชายตรงหน้าด้วยคำนั้นในใจหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งวันนี้ -- วันที่พ่อทำกับเขาเหมือนที่เคยทำกับแม่

    "ทำไมครับ? มันเจ็บมากนักสิ ลูกชายคนเดียวของพ่อกำลังตามรอยผู้หญิงที่พ่อรักมากที่สุดในชีวิต แล้วทำไมหรอครับ พ่อกลัวว่าผมจะหนีไปแบบนั้นหรอ" 

    จองกุกพูดปนสะอื้น

    "ผมกับแม่ไม่ใช่คนเดียวกัน แต่ตอนนี้ผมว่าผมเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ถึงหนีพ่อไป"

    จองกุกยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาเป็นครั้งสุดท้าย เขากำลังจะก้าวออกไปจากบ้านหลังนี้ ออกไปจากชีวิตผู้ชายคนนี้เสียทีอย่างที่เขาต้องการ แต่ฝ่ามือที่เคยทำร้ายเขากลับฉุดรั้งเขาเอาไว้

    พูดตามตรงว่าชั่วขณะหนึ่งเขาก็มีความหวัง มันริบหรี่และวูบไหวเหมือนเปลวเทียนต้องลม

    "เอาของของแกออกไปให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก"

    และสุดท้ายมันก็ดับลงพร้อมน้ำตาที่ไหลรินอีกครั้ง




    โชคชะตาเล่นตลกกับเขามามากพอแล้ว คืนที่เขาต้องเดินเตร่ไปทั่วเหมือนหมาไม่มีบ้านก็ยังไม่มีฝนห่าใหญ่ตกลงมาสมน้ำหน้าความโชคร้ายของเขาเหมือนอย่างในละคร จองกุกไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เขาไม่ได้เสียใจนักหรอก ออกจะดีใจด้วยซ้ำไปที่ได้ออกมาจากที่นั่นเสียที

    และแน่ล่ะ ถ้าเขาไปพูดแบบนี้ต่อหน้าจีมินผู้ชายคนนั้นจะรู้ทันทีว่าเขากำลังโกหก

    ที่พึ่งสุดท้ายของเขาคือบ้านหลังเดิมที่เพิ่งจะบอกลาเจ้าของบ้านไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว นิ้วเรียวกดลงไปบนออดหน้าบ้านแทนการบุกรุกเข้าไปอย่างที่เคยทำ สักพักชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีดำก็เดินออกมาพร้อมสีที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามตัว จีมินเคยบอกว่าเขาชอบทำงานตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน เพราะมันเงียบมากกว่า สงบมากกว่า

    "หอบอะไรมาเยอะแยะเนี่ย"

    "โดนไล่ออกจากบ้านมา"

    "ตอนฉัน 15 ก็นอนข้างถนนออกบ่อยไป ไม่ต้องอายหรอก"

    "อายอะไรเล่า คุณบกพร่องทางการสื่อสารหรือไง"

    จีมินหัวเราะกับสีหน้าเอาเรื่องของเด็กตรงหน้า เขาโอบไหล่ของจองกุกเข้าหาตัว ตบลงไปเบา ๆ สองสามทีแล้วพาเด็กหนุ่มเข้าบ้าน จีมินรู้ -- ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้ อาจเป็นเพราะดวงตาที่แดงช้ำและปลายจมูกสีจาง ๆ นั่นล่ะมั้ง

    โกโก้ร้อนส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่ในแก้วมัคสีขาว จองกุกยังนั่งจ้องมันอยู่อย่างนั้นไม่ยอมดื่ม แววตาเลื่อนลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์ 

    "มองอะไรน่ะ"

    เด็กหนุ่มสะดุ้ง หันไปต่อยแขนคนขี้แกล้งเบา ๆ ก่อนจะบ่นพึมพำไม่เป็นภาษาหลังจากโดนขโมยหอมแก้มไปอีกที จีมินเลิกทำงานแล้ว บอกว่าอยากจะนั่งดูทีวีกับเขามากกว่านั่งดมกลิ่นสีในห้องทำงาน -- นั่นจะทำให้เขาโมโหร้าย จองกุกไม่แน่ใจว่าประโยคหลังนั่นเกี่ยวอะไรกันแต่เขาก็ยอมให้จีมินนั่งโอบไหล่ตัวเองจนรายการทีวีจบ

    "คุณรู้ไหมว่ามันขาดไปแล้ว"

    จีมินหันกลับมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเด็กหนุ่ม

    "พ่อฉีกมันทิ้งตอนที่ผมเข้าไปในบ้าน เราทะเลาะกันใหญ่โตแล้วผมก็โดนไล่ออกมา"

    จองกุกยังคงมองตรงไปข้างหน้า -- ไม่ได้วางสายตาไว้ที่ใด เพียงแค่มองออกไปเท่านั้น น้ำใส ๆ คลออยู่ในดวงตากลมจนแทบจะล้นออกมา

    "ตรงนี้ก็ด้วยใช่ไหม"

    สัมผัสแผ่วเบาที่ข้างแก้มทำลายทำนบน้ำตาให้พังลง จองกุกก้มหน้าร้องไห้โยเยเป็นเด็ก ๆ ครานี้เขาไม่อยากจะเก็บอะไรเอาไว้อีกแล้ว เขาไม่อยากจะนอนหลับไปพร้อมความรู้สึกเจ็บปวดแล้วตื่นขึ้นมาทุกข์ทนอยู่กับมัน เขาไม่อยากจะนึกถึงมันอีก ในตอนนี้เขาแค่ต้องการการเยียวยา

    จีมินลูบหัวเด็กในอ้อมแขนเพื่อปลอบประโลม คอยกระซิบบอกว่าไม่เป็นไรทุก ๆ ครั้งที่จองกุกสะอื้นไห้

    "ฉันฟังนายอยู่ พูดออกมาเถอะจองกุก.."

    จีมินกระซิบชิดใบหู โอบกอดเด็กน้อยของเขาเอาไว้แนบตัวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาหลับตาลงรับฟังเรื่องราวมากมายจากคนที่กำลังตัวสั่น แม้มันจะจับใจความยากนักเพราะจองกุกสะอื้นอยู่ตลอดแต่เขาก็ยังตั้งใจฟังทุก ๆ ถ้อยคำที่จองกุกเอื้อนเอ่ย เขาจะรับเอาทุก ๆ บาดแผลของจองกุกมาดูแลจนกว่าจะหายดี




    เวลาล่วงเลยมาจนถึงตีสอง จองกุกผล็อยหลับไปแล้วหลังจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง วันพรุ่งนี้เขาต้องคอยดูแลเด็กน้อยในผืนผ้าห่มไม่ห่างเพราะจองกุกตัวรุม ๆ เหมือนจะมีไข้ ใบหน้าพริ้มเพรายามหลับใหลสะกดสายตาของจีมินเอาไว้ ทุก ๆ สิ่งในตัวจองกุกล้วนน่าทะนุถนอมดูแลทั้งสิ้น หากเป็นเขาจะไม่ยอมให้เด็กตรงหน้าบอบช้ำเลยแม้แต่น้อย จีมินนึกโกรธผู้ชายคนนั้นอยู่ตลอดเวลาที่เห็นน้ำตามากมายไหลรินออกมาจากดวงตาคู่นั้น อยากจะต่อยหน้าแรง ๆ สักทีให้หายคันมือคันไม้แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำ

    เพราะยังไงจองกุกก็ยังรักและเป็นห่วงผู้ชายคนนั้นมากเท่าชีวิตอยู่ดี




    ------------------------------




    วันทั้งวันจองกุกเอาแต่นั่งมองเขาทำงานตาแป๋วอยู่บนโซฟาตัวเดิม เด็กหนุ่มไม่ขยับเข้ามาใกล้และไม่ห่างไปไกลกว่านั้น เพียงแค่จดจ้องและตั้งสมาธิกับการจะเดาใจเขาว่ารูปภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ท่าทางขี้สงสัยเหมือนพวกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ของจองกุกทำเอาเขาไม่มีสมาธิ จีมินก็แค่อยากจะโยนพู่กันลงพื้นแล้วเดินเข้าไปฟัดแก้มกลม ๆ นั่นให้หายหมั่นเขี้ยวสักทีแต่เขายังต้องคีพลุค แค่หอมแก้มจองกุกยังเขินจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก ถ้าโดนมากกว่านั้นเด็กน้อยของเขาคงได้วิ่งหนีหายเข้าไปในป่า

    "มานั่งด้วยกันตรงนี้นี่"

    จีมินหันกลับไปมองเด็กตาแป๋วพร้อมกับตบที่ว่างข้างตัวเป็นการเชื้อเชิญ คราวนี้จองกุกไม่ปฏิเสธ เด็กหนุ่มรีบวิ่งหน้าตั้งมาหาเขาจนผมม้าแยกออกจากกัน จีมินต้องพยายามข่มใจอย่างหนักไม่ให้ทำอะไรเกินเลยในห้องทำงานที่ไม่มีแม้แต่ผ้าม่านเอาไว้กั้นแสงแดด จองกุกยังคงใส่เสื้อตัวใหญ่เกินตัว เสื้อผ้าที่ไหลลู่ลงมาตามลาดไหล่ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มดูตัวเล็กลงไปอีก

    "คุณวาดต่อสิ มองอะไร"

    สิ้นสุดประโยคทักท้วงจากเด็กน้อยจีมินถึงได้รู้ตัวว่าตัวเองเอาแต่จ้องดวงหน้าหวานไม่วางตา



    แม้ดวงตะวันจะลับฟ้าไปแล้วแต่การทำงานหามรุ่งหามค่ำของจีมินก็ยังไม่จบลงเสียที


    "ทำไมไม่เข้ามานอนสักที"

    น้ำเสียงงอแงของเด็กหนุ่มดังขึ้นทำลายความเงียบสงบภายในห้องทำงานของเขา จองกุกยืนทำหน้ามุ่ยอยู่กับขอบประตู ไม่ยอมเดินเข้ามาหาแม้เขาจะกวักมือเรียกแล้วก็ตาม

    "รออีกหน่อยนะ ใกล้จะเสร็จแล้ว"

    จองกุกเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งที่จีมินเคยใช้เป็นพร็อพประกอบฉาก ชันขาข้างหนึ่งเอาไว้บนเก้าอี้ก่อนจะซบลงไปบนเข่าตัวเอง จ้องมองเรียวแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามขยับไม่หยุดหย่อน ไล่สายตาไปตามรูปร่างน่ามองของชายหนุ่ม เขาไม่ปฏิเสธเลยว่าเวลาจีมินตั้งใจทำงานน่ะฮอตเป็นบ้า 

    แต่เขาง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้วนี่นา

    สมองสั่งการให้เขาทำอะไรก็ได้ที่จะดึงความสนใจของจีมินออกจากแผ่นกระดาษตรงหน้า เด็กหนุ่มเดินเข้าไปหาคนรักก่อนจะโอบรอบคอของเขาเอาไว้ราวจะออดอ้อน ใบหน้าน่ารักซบลงกับลาดไหล่ ใช้ศีรษะถูเบา ๆ เหมือนแมวขี้ประจบ

    "เลิกทำงานได้แล้วน่า.."

    จองกุกว่าด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่ง ริมฝีปากคลอเคลียอยู่กับซอกคอของชายหนุ่มไม่ห่าง

    "สนใจผมหน่อยสิจีมิน"

    ราวกับความอดทนอดกลั้นที่เขาพยายามมาทั้งหมดมันเปล่าประโยชน์ หลังจบประโยคนั้นจีมินก็โยนพู่กันออกจากมือจริง ๆ ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าเพื่อหวังจะสงบอารมณ์พุ่งพล่านเหล่านี้ แต่มันยิ่งเหมือนเขาโยนเชื้อเพลิงใส่กองไฟที่กำลังลุกโชน เขาสูดเอากลิ่นหอมของสบู่และโลชั่นทาผิวกลิ่นดอกไม้เข้าไปเต็มเปา และเส้นความอดทนของเขาก็ขาดผึ่ง จีมินรวบตัวเด็กหนุ่มเข้ามาไว้ในอ้อมแขน สบตากับเด็กดื้อที่ไม่แม้จะหลบตาเขาด้วยซ้ำในตอนนี้

    "ฉันรับคำขอ"

    สุดท้ายแล้วคืนนั้นทั้งคืนจอน จองกุกก็ไม่ได้นอนอย่างที่ตั้งใจไว้ในทีแรก





    ป.ล. ลังเลอยู่นานมากว่าจะต่อฉากเรทเลยดีไหมแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ต่อค่ะ จินตนาการสำคัญที่สุดนะฮะ! สักวันเราคงจะได้เจอกันในตอนที่ต้องขึ้นป้ายกำกับเรทเอาไว้ -- สักวันนะคะ แต่ไม่ให้คำสัญญาหรอกนะ ;-)
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in