บันทึกติ่ง "ซีรีส์"ติ่ง(ซีรีส์)
Woman of Dignity : ดำรงไว้ซึ่ง "เกียรติ"
  • ไม่น่าเชื่อว่าซีรี่ส์ที่ไม่คิดว่าจะดูในตอนแรก จะกลายเป็นซีรี่ส์ที่ประทับใจเราขนาดนี้ แม้ว่าปกติเราจะเป็นคนชอบดูสายสืบสวนสอบสวน หรือแนวอิงประวัติศาสตร์ แต่นานๆถ้าเจอดราม่าที่มีแง่คิดดีๆ บทเรียนรู้ชีวิต พอดูแล้วก็อยากจะไล่เรียงความคิดออกมา ทั้งเก็บเอาไว้อ่านทบทวนกับตัวเอง และเผื่อว่าใครสนใจอยากแบ่งปัน แลกเปลี่ยนกันด้วย

    โพสก่อนหน้านี้....
    ที่ปลายทาง... : On The Way To The Airport
    ไม่มีตำรา วิชาชีวิตคู่... : My Wife's Having an Affair This Week

    Woman of Dignity เป็นซีรี่ส์อีกเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการมีชู้ แม้ในเรื่องจะมีความสัมพันธ์ผิดศีลธรรมอยู่หลายคู่ แต่แกนหลักที่แท้จริงของเรื่องกลับเป็นประเด็นเกี่ยวกับ " Dignity " คำที่เราเจอกับมันตั้งแต่ชื่อเรื่อง

    Dignity  ถ้าแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ สามารถแปลได้หลายความหมาย

    dignity(ดิก'นิที) n. ความมีเกียรติ,ฐานันดรศักดิ์,ความสูงศักดิ์,ตำแหน่งสูง,ความคุ้มค่า,ผู้มีตำแหน่งสูง
    อ้างอิง
    ซึ่งหากอ่านเพียงเท่านี้ ก็อาจจะยังได้ความหมายที่ไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่ซีรี่ส์ต้องการสื่อเท่าไหร่นัก แต่หากลองหาความหมายภาษาอังกฤษ

    dig‧ni‧ty /ˈdɪɡnəti/ ●●○ 
    noun [uncountable]  
    the ability to behave in a calm controlled way even in a difficult situation
    อ้างอิง
    แปลเป็นไทย(อีกที)ว่า...

    ความสามารถในการประพฤติตน ที่เป็นไปอย่างสงบ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

    ******************        เนื้อหามีการสปอยด์เนื้อเรื่อง       ***************


    สถานการณ์ที่ยากลำบาก

    อูอาจิน สะใภ้รองของตระกูลใหญ่เจ้าของกิจการระดับประเทศ เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในฐานะแม่บ้านและมารดาของลูกสาววัยประถม แม้เธอจะไม่ต้องทำงานประจำ แต่ความสามารถด้านการบริหารของเธอ ก็ช่วยเหลือบริษัทของพ่อสามีไว้หลายครั้ง ชีวิตของเธอดีแบบไม่มีที่ติ ทุกอย่างดูสวยงาม ราบรื่น จนวันหนึ่ง สามีของเธอได้รู้จักกับครูศิลปะของลูกสาว เธอแนะนำให้พวกเขารู้้จักกันเพราะต้องการสนับสนุนหญิงสาวซึ่งเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่เธอเห็นแวว

    แล้วเรื่องที่เธอไม่เคยคิดระแวงมาก่อนก็เกิดขึ้น สามีของเธอ และศิลปินสาวที่เธอเห็นเหมือนเป็นน้องสาวมีความสัมพันธ์เกินเลยต่อกัน เรื่องราวเกิดขึ้นรวดเร็วระหว่างที่เธอเองก็กำลังวุ่นวายกับการรับมือกับผู้ดูแลพ่อสามีคนใหม่ ที่ทำท่าว่าจะก่อปัญหาให้กับครอบครัว

    อยู่ดีๆชีวิตที่แสนสงบสุขของเธอ ก็แทบจะพังครืนในชั่วข้ามคืน แต่เธอก็พยายามจะแก้ไขปัญหาอย่างสงบ เธอปล่อยวางเรื่องสามีที่ทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพราะเขาไม่คิดจะเลิกกับศิลปินสาว เธอจัดการเรื่องทางกฎหมาย และไม่เรียกร้องอะไรจากเขานอกจากสิทธิในการเลี้ยงดูลูกสาว และห้องคอนโดที่ทั้งสองจะสามารถใช้ชีวิตกันได้สองคนอย่างไม่ลำบาก แม้หญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นชู้กับสามีของเธอ จะพยายามสร้างความวุ่นวาย แต่เธอก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เสมอ อีกทั้งยังไม่ปิดกั้นเส้นทางศิลปะของเธอด้วย

    เธอไม่เคยบอกให้ลูกสาวของเธอ โกรธเกลียดพ่อ และพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือครอบครัวของสามี ประดุจว่าเป็นครอบครัวของเธอเองเช่นเดิม เธอผ่านสถานการณ์อันยากลำยากที่ประดังเข้ามานี้ได้อย่างไร....


    เริ่มเรื่องเราได้รู้จักเธอ ในฐานะสาวไฮโซที่แสนดี จนออกจะโลกสวยเสียด้วยซ้ำ เธอดีกับทุกคน และแทบไม่เคยมองใครในแง่ร้าย หรือตัดสินพฤติกรรมของใคร เรียกได้ว่าแม่พระตัวจริง จนวันหนึ่งที่เธอต้องเผชิญกับนางร้ายแบบศึกสองทิศ ทั้งแม่เลี้ยงคนใหม่ของสามี ที่ไม่น่าไว้วางใจ และชู้ของสามี ที่จ้องทำลายครอบครัวของเธอ ไม่แปลกที่ทั้งหมดจะทำให้เธอมึนงงและทำตัวไม่ถูก แต่เธอก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว และจัดการทุกอย่าง ทั้งหมดเป็นเพราะเธอมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง เธอไม่เคยลงมือกระทำการรุนแรงใดๆกับใคร (แต่คนที่รักเธอก็พร้อมจะลงมือให้เธอ 555555) แม้จะโกรธ โมโห เธอทำทุกอย่างตามกฎเณฑ์ และพยายามรักษาความสุขและสมดุลย์ของชีวิตไว้ให้ดีที่สุด

    ไม่ง่ายเลย เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อโลกไม่สวยงามเท่าเดิม แต่เราก็ยังสวยงามได้ แต่ไม่ใช่ความสวยงาม ที่บอบบาง เป็นความสวยงามที่แข็งแรง และไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ แต่เราจะไม่ใช้ชีวิตสกปรกไปตามโลก หรือคนไม่ดีที่พยายามเข้ามาทำลายชีวิตเรา โลกของเรายังสวยได้เสมอ แค่ต้องเข้มแข็ง และรู้เท่าทัน

    " ฉันอยากเป็นเหมือนเธอ "

    พัคบ๊กจา ผ่านชีวิตยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก เธอเป็นเด็กกำพร้า ที่แม้วันหนึ่งจะมีโอกาสถูกรับไปเลี้ยง แต่เพียงไม่นานเธอก็ถูกส่งกลับบ้านเด็กกำพร้าเพราะคำโกหกของเด็กครอบครัวมีฐานะ เธอจดจำความผิดหวังของการถูกพรากครอบครัว สิ่งที่เธอใฝ่ฝันหา และเก็บความแค้นไว้ในใจ หลังเขารับโทษจากการฉ้อโกงในคุกหลายปี เธอออกมาทำงานเป็นพนักงานบริการในโรงแรม และได้พบ อูอาจิน หญิงสาวที่ต่างกับเธอราวฟ้ากับดิน และความต้องการของเธอคือ เธอต้องการเป็นเหมือนอูอาจิน

    เธอพยายามทำทุกอย่าง วางแผนอย่างแยบยล ยอมเสี่ยงชีวิต และพุ่งชนกับทุกคนไม่ยั้ง เพื่อจะขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับอูอาจิน เพราะเธอเข้าใจไปว่าถ้าเธอได้ครอบครองความสมบูรณ์ทางฐานะที่เธอเห็นอาจินมี เธอจะ เหมือน อาจินได้

    แต่ไม่เลย เมื่อวันที่เธอขึ้นเป็นคุณนายของบ้าน และควบคุมกิจการในบ้านทั้งหมด รวมไปถึงยึดบริษัทของสามีมาเป็นของตัวเอง และขายบริษัทจนได้เงินมหาศาลมาครอบครอง เธอกลับไม่มีความสุขเลย กลับกัน อาจินซึ่งในเวลานั้น ปลดแอกตัวเองจากฐานะสะใภ้ของบ้าน และไม่ได้มีเงินทอง หรือหน้าตาในสังคมเหมือนเดิม แต่เธอกลับยังคงมีความสุข และได้พบทางเดินในชีวิตของตน

    บ๊กจาก็ยังไม่สามารถเหมือนอาจินได้อยู่ดี แม้เธอจะยื่นข้อแลกเปลี่ยนให้อาจินมาดูแลทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงเธอก็ตาม อะไรกันที่ทำให้เธอเป็นเหมือนอาจินไม่ได้ หรือสิ่งนั้นจะเรียกว่า "ความพอใจในตน" หรือมันจะเป็น "ความภูมิใจในตนเอง" ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอะไร มันคงยากเหลือเกินที่จะสร้างในชั่วข้ามคืน

    คนเราไม่สามารถหนีจากอดีตได้

    จีฮูสอนพ่อของเธอด้วยประโยคจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นคือดัง The Lion King " ...The past can hurt. But from the way I see it, you can either run from it, or... learn from it." "อดีตทำเราเจ็บปวดได้ แต่จากที่ฉันเห็น เธอสามารถหนีจากมัน หรือ... เรียนรู้จากมัน"

    เพราะชีวิตต้องผ่านอะไรมากมายมาจนถึงวันนี้ อีกทั้งยังอาจได้อ่าน ได้ฟัง ได้เข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ กับเรื่องราวของผู้คนรอบตัว ประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย ผ่านเข้ามาในชีวิต บางเรื่องที่เราได้พบเจอด้วยตัวเราเอง อาจเป็นเรื่องที่ทำให้เราเจ็บปวดทุกครั้งที่คิดถึง แต่อย่าปล่อยให้ความทุกข์ในอดีต ทำร้ายเราได้เพียงอย่างเดียว จงใช้ประโยชน์จากมัน อดีตที่สวยงามอาจะทำให้เรายิ้มได้ในวันนี้ แต่อดีตที่เจ็บปวดจะทำให้เรายิ้มได้ในอนาคต เรียนรู้ เพื่อจะไม่ผิดพลาดกับเรื่องเดิมๆ

    The Curtain Call

    ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แนะนำศิลปินสาว ว่าเธอน่าจะเอาแรงบันดาลใจที่ได้จากการตายของบ๊กจา มาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ของเธอ และนี่คือสิ่งที่เธอวาดออกมา

    การตายของคนเราเปรียบเหมือนการปราฏฏตัวครั้งสุดท้ายของนักแสดง หลังการแสดงจบสิ้นการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของใครคนหนึ่งที่กำลังจะหายไปจากโลกใบนี้ เป็นการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายที่ทำให้เราหวนนึกถึงชีวิตของเขาทั้งชีวิต ที่อาจเป็นดั่งการแสดงที่เป็นบทเรียนแก่เรา การแสดงที่อาจตราตรึง หรืออาจถูกลืมเลือนในอีกไม่นาน

    คนรอบตัว ต่างเป็นบทเรียน และตัวละครในชีวิตของกันและกัน เราต่างร่วมแสดง เรียนรู้ แต่การแสดงย่อมจบลงในวันหนึ่งเสมอ การตายคือฉากสุดท้ายของแต่ละคนบนโลกมนุษย์นี้ เมื่อจากไปแล้วสิ่งที่เหลือในโลกคือบทเรียนที่เราทิ้งไว้

    ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตในแบบที่คนชื่นชม และอยากเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

    หรือใช้ชีวิตในแบบที่ไม่มีใครอยากดำเนินรอยตาม


    ***ความจริงซีรี่ส์เรื่องนี้ยังมีอะไรให้คนดูได้เรียนรู้มากมาย ซึ่งการเข้าใจบทเรียนที่ได้ก็อาจแตกต่างไปตามประสบการณ์เดิมของแต่ละคน หวังว่าคนดูคงได้รับข้อคิดดีๆจากเรื่องนี้กันนะคะ***

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in