เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Short Storiespondth
Emergency Melancholy Service
  • 1
    ยี่สิบนาฬิกา สองนาที ผมนั่งประจำที่ หยิบหูฟังพร้อมไมโครโฟนขึ้นมาสวม เบื้องหน้ามีคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง กาแฟดำหนึ่งแก้ว น้ำขวด ปากกาและกระดาษรีไซเคิล
    ผมทำงานเป็นพนักงานบริการโทรศัพท์สายด่วนโทมนัสฉุกเฉิน คอยฟังเรื่องราวความทุกข์ใจของคนที่โทรเข้ามาและให้คำปรึกษากลับไปบ้างในบางครั้ง กะของผมคือเวลาสองทุ่มถึงตีห้า ดูเหมือนเป็นเวลายาวนานหลายชั่วโมงแต่ก็ไม่ได้เป็นงานที่ลำบากอะไรมากนัก บางคืนผมเพียงแค่นั่งเฉยๆ จิบกาแฟและรอให้เวลาผ่านไปจนถึงตอนเช้ามืดเพื่อจะเก็บกระเป๋าและกลับบ้านในเวลาเดียวกันกับที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนขึ้นฟ้าโดยไม่มีโทรศัพท์เข้ามาสักสายเดียว แต่บางคืนก็ราวกับเรื่องบังเอิญ มีสายเข้ามามากถึงสิบเจ็ดสาย ผมฟังพวกเขาระบายความเศร้า เรื่องกลุ้มใจและความวิตกกังวลอย่างใจเย็น ได้แต่สงสัยว่าในค่ำคืนหนึ่งมีผู้ตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความโศกเศร้ามากเท่าไหร่กัน


    2
    ยี่สิบเอ็ดนาฬิกา สี่สิบสี่นาที มีโทรศัพท์เข้ามาเป็นสายแรก เสียงทุ้มนุ่มของผู้ชายลอดเข้ามาในหูฟังที่ผมกำลังใส่อยู่ ไม่มีการกล่าวทักทายใดๆ เขาเข้าสู่ใจความสำคัญทันที
    "ในวันที่คุณแต่งงาน หากคุณพึ่งค้นพบว่าเจ้าสาวที่อยู่ตรงหน้าคุณกลับไม่ใช่คนที่คุณอยากใช้ชีวิตร่วมด้วย คุณจะทำอย่างไรครับ"
    ผมนิ่งไป พยายามประมวลผลกับคำถามที่ไม่ทันตั้งตัว จากนั้นจึงตอบชายปลายสาย
    "คงรีบบอกเธอคนนั้นให้เร็วที่สุดครับ"
    "จริงหรือ คุณกล้าบอกกับเธอจริงหรือ"
    "หากไม่บอกออกไป ภายหน้าที่ต้องอยู่ร่วมกัน คุณจะสามารถลบความคิดที่ว่าเธอไม่ใช่คนที่คุณอยากใช้เวลาร่วมด้วยออกไปได้หรือครับ" ผมเว้นช่วงก่อนพูดต่อ "อย่างไรผมก็คิดว่าการบอกออกไปเป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย มากกว่าไม่ยอมบอกเพราะไม่อยากทำร้ายความรู้สึกกันนะครับ"
    เขาหัวเราะโพล่งขึ้นมาหลังจากผมกล่าวจบ มีความขมขื่นอยู่ในน้ำเสียง
    "ผมแต่งงานกับเธอแล้วครับ ที่จริงเรื่องมันก็นานมากแล้ว"


    3
    "เราเป็นสามีภรรยาที่ดีต่อกัน ผมกับเธอมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง เป็นครอบครัวที่ดีทีเดียวล่ะ" เขาว่าแล้วถอนหายใจ "แต่บางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ เวลามองหน้าเธอกับลูกตอนหลับ ถ้าหากไม่ใช่เธอคนนี้ แต่เป็นเธออีกคน ทุกอย่างคงดีกว่านี้"
    "แล้วทำไมถึงไม่บอกออกไปล่ะครับ บอกกับเธอ ภรรยาของคุณ"
    เขาหัวเราะขึ้นมาอีกครั้งอย่างจนใจ
    "มันสายไปแล้วครับ ทุกอย่างมันผิดไปหมด เธอคนนั้นเองก็แต่งงานแล้วเช่นกัน ทางของเรามันห่างออกจากกันโดยสิ้นเชิง รวมถึงผมเองก็เดินในทางของผมมาไกลเหลือเกิน กลับไปไม่ได้แล้วล่ะ มีแต่ต้องอยู่กับสิ่งตรงหน้าเท่านั้น"
    "แต่สิ่งที่คุณทำอยู่ มันดีกับตัวคุณและภรรยาของคุณแล้วจริงๆหรือครับ"
    ผมไม่ได้คิดจะก้าวก่ายเรื่องราวของชายในสายโทรศัพท์
    ผมเคารพทุกการตัดสินใจของบุคคลที่โทรเข้ามา
    เพียงแต่ผมอยากให้พวกเขาพิจารณาให้ดี
    "ผมทิ้งเธอไม่ได้หรอกครับ การเป็นสามีที่ดีและคอยดูแลเธอกับลูกเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะสามารถทำให้เธอได้แล้วล่ะ เธอดีกับผมมาก ผมก็รักเธอนะ เพียงแต่— ไม่รู้สิ ผมคงเมามากแล้วล่ะ" เขาเงียบไป เหมือนจมอยู่ในวังวนอะไรสักอย่าง
    ผมมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า ไล่สำรวจไอคอนโปรแกรมต่างๆอย่างไร้จุดหมาย
    ในที่สุดเขาก็พูดขึ้น
    " ขอโทษด้วยนะครับที่โทรมาพร่ำอะไรที่แก้ไขไม่ได้แล้ว คุณคงลำบากใจ"
    "ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยินดีรับฟัง"
    เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่ผมสามารถช่วยพวกเขาได้
    "รู้ไหม ถ้าผมมีคุณเป็นเพื่อนในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ มันคงดีมากเลย"
    เมื่อเขาพูดจบ ผมได้ยินเสียงเปิดประตูและเสียงผู้หญิงลอดเข้ามาจากปลายสาย ผมคาดว่าคงเป็นภรรยาของเขา ทั้งสองคุยอะไรกันบางอย่าง จากนั้นชายในโทรศัพท์จึงขอตัววางสายไป
    ผมไม่ทราบว่ามันสายเกินแก้ดังที่เขาบอกจริงหรือเปล่า แต่อย่างน้อย
    หากเขาไม่คิดเปลี่ยนเส้นทาง ผมก็ขอให้เขามีความสุขกับทางที่เลือก


    4
    ยี่สิบสามนาฬิกา หกนาที มีสายเข้าอีกครั้ง ผมรับสายแต่ไม่มีเสียงพูดจากอีกฝ่าย
    ผมเงียบและรอ
    ไม่นานนัก เสียงสะอื้นเบาๆก็ดังลอดออกมา ฟังดูคล้ายเสียงของผู้หญิงอายุวัยกลางคน
    เธอร้องไห้
    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีสายเข้ามาและร้องไห้กับผม เพียงแต่ก่อนหน้านั้นพวกเขามักจะเล่าเหตุการณ์ที่ได้ประสบพบให้ฟังเสียก่อน บ้างพึ่งเลิกรากับคนรัก บ้างสูญเสียบุคคลสำคัญไป แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เธอไม่พูดอะไรนอกจากเอาแต่สะอื้น ผมคิดว่าควรทำอย่างไร


    5
    บทเพลงบรรเลงด้วยเปียโนดังขึ้นในสาย
    ผมเปิดมันและหวังว่าดนตรีจะช่วยปลอบประโลมใจของเธอได้บ้าง
    หากเธอไม่เล่าอะไรให้ผมฟัง ผมก็จะไม่ถาม คงดีกว่าถ้าเธอจะพูดถึงสิ่งใดๆก็ตามที่รบกวนจิตใจด้วยความสมัครใจของเธอเอง
    "ร้องไห้ให้เต็มที่เถอะครับ" ผมพูด ถ้าระบายเป็นถ้อยคำไม่ได้ ก็ให้น้ำตาทำหน้าที่ของมัน
    เธอเงียบไปครู่หนึ่งและระเบิดอารมณ์ออกมา ร้องไห้คร่ำครวญเหมือนพายุลูกใหญ่
    เสียงดนตรีดังคลอไปกับเสียงของเธอ ผมหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบด้วยความรู้สึกโหวงในอก
    ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เธอสงบลงและถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
    "เพลงนี้ชื่ออะไรหรือคะ"
    ผมอ่านชื่อเพลงบรรเลงจากหน้าจอ
    เธอขอบคุณและวางสายไป
    ผมได้แต่ภาวนาว่าดวงตาของเธอจะไม่บวมช้ำมากนัก


    6
    "ช่วยคุยเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม"
    สายที่สามว่าแบบนั้น ผมดูเวลา สองนาฬิกา สิบห้านาที เช้าวันใหม่แล้ว
    ผมตกลง คว้าแก้วกาแฟที่ตอนนี้กลายเป็นน้ำขมเย็นชืดขึ้นจิบอีกครั้ง ได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งจากปลายสาย
    "อยู่ที่ทะเลหรือครับ"
    "มาคนเดียวน่ะ" เธอกล่าว ฟังจากเสียงคงเป็นผู้หญิงอายุประมาณยี่สิบกว่าได้ ถึงจะตอบไม่ตรงคำถามแต่ก็อนุมานได้ว่าใช่ เธออยู่ที่ทะเล
    "คนเราเข้าใจยากจังเลยนะ ว่าไหม"
    ผมไม่ได้ตอบรับอะไร ระหว่างเรามีเพียงเสียงคลื่นจากทะเลแทรก
    "จริงๆอาจจะเป็นฉันเองก็ได้ พึ่งตกงาน ไม่มีอะไรทำมาสองเดือนแล้วล่ะ ฉันอยู่บ้านตลอดเลย พ่อกับแม่ออกไปทำงาน น้องชายก็อยู่หอ ฉันอ่านหนังสือจบไปยี่สิบเล่ม ดูหนังไปสี่สิบเรื่อง วาดภาพกว่าห้าสิบภาพ ฟังเพลงต่างๆมากมาย แต่ก็ยังไม่รู้สึกอยากทำอะไร ไม่ต้องการหางานใหม่ แต่การอยู่กับที่เฉยๆก็ทำให้รู้สึกกลวงโบ๋อีก ทุกอย่างน่าเบื่อไปเสียหมด" เธอถอนหายใจ ผมได้ยินเสียงเธอซดเครื่องดื่ม จากนั้นจึงพูดต่อ "ไม่อยากออกไปข้างนอก แต่ก็ไม่อยากอุดอู้อยู่กับบ้าน ฉันไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง ทำไมกันนะ ช่วงขณะที่ออกไปข้างนอก ได้เจอผู้คนมากมาย ใจก็เปลี่ยวเหงาฉับพลันและปรารถนาที่จะตรงรี่กลับบ้าน แต่พอกลับมาพบว่าที่บ้านเองช่างว่างเปล่า ก็รู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาอีกครั้ง"
    เธอหัวเราะเศร้าๆ
    ผมได้ยินเสียงคลื่นสาดเข้าฝั่งอีกครั้ง


    7
    "แล้วทำไมถึงตัดสินใจมาทะเลล่ะครับ"
    "ฉันคิดว่าถ้าได้เอาความรู้สึกมาทิ้งไว้ที่นี่ ให้คลื่นซัดมันออกไปอาจจะช่วยให้ดีขึ้นก็ได้นะ คงเหมือนเวลาที่เจอเรื่องวุ่นวายก็อยากจะหนีเข้าป่าน่ะ พอเศร้าก็นึกถึงทะเล เคยได้ยินไหมที่ว่าบางทีน้ำทะเลอาจเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดจากการรวมตัวกันของน้ำตามนุษย์โลกก็ได้"
    ผมครางในลำคอ
    ถ้าเป็นแบบนั้น โลกเราคงมีคนเศร้าจำนวนมหาศาลทีเดียว


    8
    "ถ้าให้คุณเลือกระหว่าง ล่องลอยในห้วงอวกาศไร้จุดหมาย กับจมดิ่งเคว้งคว้างอยู่ใต้ทะเลลึก คุณจะเลือกอะไรหรือ"
    "คงเป็นอวกาศล่ะมั้งครับ"
    "ทำไมล่ะ"
    "ถ้าอย่างไรก็ต้องโดดเดี่ยว อย่างน้อยล่องลอยในอวกาศก็อาจได้เห็นฝุ่นแก๊ส กลุ่มควัน ดาวเคราะห์หรือกาแล็กซีอื่นๆระหว่างนั้นก็เป็นได้ คงสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลย"
    "นั่นสินะ แต่ถ้าเป็นฉันคงเลือกใต้ทะเลล่ะ"
    "เพราะอะไรหรือครับ"
    "ถ้าลอยออกไปนอกโลก คงรู้สึกเหมือนหลงทาง ไม่รู้ว่าควรไปทิศทางใดหรือสุดท้ายจะไปจบลงที่ตรงไหน แต่ถ้าจมดิ่งลงไปใต้ผืนน้ำ ดำลึกลงไปเรื่อยๆ อย่างน้อยจุดสิ้นสุดก็คงเป็นก้นทะเล แก่นโลก หรืออะไรสักอย่างหนึ่ง เหมือนกับว่าการเดินทางอันเดียวดายมีปลายทางน่ะ"
    "ถึงแม้ว่าปลายทางของมันคือก้นบึ้งของความเศร้าน่ะหรือครับ"
    "นั่นสินะ"


    9
    เราคุยกันกว่าสองชั่วโมง เรื่องที่สนทนาก็เป็นเพียงแค่เรื่องจิปาฐะเล็กๆน้อยๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปมา เธอถามคำถามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษ์ต่างดาวมีจริงหรือเปล่า หลุมดำจะพาเราไปที่ไหน สิ่งที่หายไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาตอนนี้อยู่ที่ใด อยากย้อนอดีตหรือข้ามไปยังอนาคต หลังจากที่มนุษย์ถูกกลืนหายไปกับภัยธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตชนิดถัดไปที่จะครอบครองดาวเคราะห์ดวงนี้จะเป็นอะไร เราเสนอสมมุติฐานต่างๆนานาที่ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ หาข้อสนับสนุนมารองรับทฤษฎีการไขความลับของจักรวาลที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ในท้ายที่สุด
    นอกจากนี้เธอยังถามถึงประสบการณ์การทำงานของผมว่าเป็นอย่างไร เธอเป็นคนแรกที่โทรมาคุยเป็นเวลานานแบบนี้หรือเปล่า ผมปฏิเสธและเล่าว่าเคยมีคุณลุงคนหนึ่งโทรเข้ามาชวนคุยแบบนี้เช่นเดียวกัน
    ผมนึกถึงคุณลุงคนนั้น แกบอกว่าเหงา ลูกหลานต่างก็ใช้ชีวิตของตัวเองกันหมด แกไม่อยากรบกวนใครให้มาอยู่เป็นเพื่อนจึงตัดสินใจโทรเข้ามาที่สายด่วนแห่งนี้แทน ผมคุยกับแกหกชั่วโมง ดื่มกาแฟระหว่างนั้นหมดไปสามแก้ว หลังจากวางสาย คุณลุงก็ไม่เคยโทรเข้ามาอีก ผมหวังว่าลูกหลานจะมาเยี่ยมแกบ้าง
    เธอประหลาดใจเล็กน้อยหลังพบว่ามีคนโทรเข้ามาพูดคุยเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นเดียวกับเธอ แต่ก็ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น


    10
    "นี่ก็ใกล้สว่างแล้วนะ" เธอว่า
    "รอดูดวงอาทิตย์ขึ้นดีไหมครับ" ผมเสนอ
    "กะเอาไว้แบบนั้นเหมือนกัน"
    เสียงคลื่นยังคงดังแว่วเข้ามาจากปลายสาย ผมสงสัยว่าเธออยู่ริมชายหาดมานานแค่ไหนแล้ว
    เราสองคนต่างเงียบ ฟังเสียงน้ำทะเลกระทบฝั่ง จนกระทั่งเธอพูดขึ้นมาในที่สุด
    "กลับไป ฉันจะเริ่มหางานทำแล้วล่ะ"
    "ขอให้ได้พบงานที่ทำแล้วมีความสุขนะครับ"
    "แล้วตอนนี้คุณมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ไหม"
    เธอถามคำถามที่ผมไม่เคยตระหนักถึงมาก่อน
    ผมสำรวจในใจตัวเอง ที่จริงแล้วการต้องคอยรับฟังความเศร้าของผู้อื่นตลอดฟังดูไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย หลายคนที่ทำงานเช่นเดียวกับผมถอนตัวออกไปเพราะทนแบกรับความรู้สึกของผู้ที่โทรเข้ามาไม่ไหว
    พวกเขาต่างจมลงในวังวนแห่งความเศร้า ฝนน้ำตาตกไม่หยุด ก่อให้เกิดเป็นทะเลสีหม่นกดพวกเขาให้จมลงไปเช่นเดียวกับผู้ที่โทรศัพท์เข้ามา
    หากเราหละหลวม ปล่อยให้มวลความรู้สึกของผู้ที่โศกเศร้าแทรกซึมเข้ามามากเกินไป เราก็จะกลายเป็นเช่นพวกเขา แต่หากเราเอาตัวออกห่าง เช่นนั้นก็คงไม่อาจเข้าใจจิตใจและปลอบประโลมให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นได้
    ผมต้องใช้เวลาและความพยายามมากทีเดียวที่จะสร้างสมดุลนี้
    ที่จริงผมไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขามากนัก ผมทำเพียงแค่รับฟัง ถือสายอยู่เป็นเพื่อนพวกเขา
    ตอบเมื่อพวกเขาถาม แนะนำเมื่อพวกเขาต้องการคำปรึกษา ไม่พยายามรู้ในเรื่องที่เขาไม่ต้องการบอก
    ผมครุ่นคิดและตอบเธอในที่สุด
    "ไม่ได้ชอบ แต่ก็ไม่ได้เกลียดครับ"
    เราคุยกันอีกเล็กน้อย ไม่นานเธอก็วางสายไป
    ผมหวังว่าเธอจะหางานที่เหมาะกับเธอได้
    และคราวหน้าที่ไปทะเล ขอให้เธอไปด้วยความรู้สึกรื่นเริง ไม่ใช่ความโศกเศร้า


    11
    ห้านาฬิกา ห้านาที หลังจากสายของเธอก็ไม่มีใครโทรเข้ามาอีก
    ผมเก็บของทุกอย่างเข้ากระเป๋า นำแก้วกาแฟไปวางไว้ยังอ่างล้างจาน
    ทักทายเพื่อนพนักงานกะต่อไปแล้วก้าวเท้าออกจากอาคารเพื่อเดินทางกลับบ้าน
    อากาศร้อนอบอ้าวแม้จะเป็นเวลารุ่งสาง เดือนเมษายนนำพาความอุ่นที่อาจจะมากเกินไปมาให้ทุกปี
    ผมหาวหวอดใหญ่ มองเลยไปยังสายไฟสีดำที่พันกันยุ่งเหยิง รวบรวมความคิดในหัว
    มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลก เป็นสัตว์สังคม ต้องการอยู่ร่วมกับผู้อื่น แต่เพราะการอยู่ร่วมกันถึงทำให้เกิดความเศร้า เพราะรักถึงเศร้า เพราะไม่เข้าใจกันถึงเป็นทุกข์ เพราะต้องจากกันถึงร้องไห้ แต่พออยู่คนเดียว ไม่ต้องพบเจอใคร มนุษย์ก็เศร้าอีก ความเหงาจับตัวครอบคลุมทั่วจิตใจ นั่นทำให้ผมได้แต่ครุ่นคิดว่าวิธีการที่จะทำให้มนุษย์เราไม่เสียใจคืออะไรกันแน่ ผมพยายามหาคำตอบ แต่ก็พบว่าไร้ประโยชน์
    หากวิธีที่ทำให้ผู้คนเลิกเศร้ามีอยู่จริง ผมคงตกงาน สายด่วนโทมนัสฉุกเฉินคงไม่จำเป็นอีกต่อไป
    เป็นความจริงที่ว่ามนุษย์ไม่อาจเลิกเศร้าได้ นอกเสียจากจะตาย ให้ความรู้สึกทั้งหมดหยุดทำงาน
    แต่ถึงแม้จะตายไปแล้ว ความเศร้าก็ยังคงถูกส่งต่อไปให้แก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องที่เหลือ ไม่มากก็น้อย
    ฟังดูสิ้นหวัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ได้แต่ยอมรับการมีอยู่ของมันและพยายามเข้าใจ
    ระบายมันออกมาเมื่อพบว่าจิตใจบรรจุความเศร้าเอาไว้มากเสียจนไม่อาจทนเก็บต่อไปไหว
    ไม่ว่าจะระบายออกมาด้วยการโทรเข้ามาที่สายด่วนแห่งนี้เพื่อบอกเล่าให้ใครสักคนฟัง
    หรือไปยังทะเลน้ำตาแห่งใดแห่งหนึ่งจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้นก็ตาม





    Cover from wikiart : Untitled II— by Franz Kline
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in