Fictober 2019 วาสนาชี้นำ พันลี้ยังพานพบmjjaejae
ชาดทาปาก
  • 2. ชาดทาปาก




    สายลมยามเช้าพัดเอื่อยมาจากบูรพาทิศหอบเอาความสดชื่นเบาสบายมาโอบล้อมเรือนหลังเล็กกลางป่าไผ่ที่แสนเรียบง่าย เสียงใบไม้และท่อนไผ่ดังคละเคล้าไปกับเสียงเจื้อยแจ้วของเหล่าปักษาตัวเล็กตัวน้อยที่ตั้งใจบินมากล่าวคารวะราชาวิหคดังเช่นทุกเช้า  



    เทพหงสานั่งอยู่บนเก้าอี้เอามือเท้าคางหลับตาพริ้มคอยฟังถ้อยคำมากมายจากเหล่าภูติปักษา ทั้งเรื่องเล่าตลกขบขัน เรื่องเล่าน่าหวาดหวั่นยามค่ำคืนที่ผ่านมาหรือแม้กระทั่งเรื่องเล่าจากดินแดนบูรพาทิศที่ถูกสัตว์อสูรธาตไฟเผาทำลายล้าง




    “ได้ยินว่าป่าโบราณมอดไหม้เกินกว่าครึ่ง เหล่าภูติบำเพ็ญต่างบาดเจ็บแต่ส่วนมากดวงจิตอ่อนแอจึงสูญสลายไปเพราะไฟแค้นของสัตว์อสูรเจ้าค่ะ”




    ภูติปักษาเกอจื่อเอ่ยขึ้น นัยน์ตาเล็กเหลือบมองใบหน้าของเทพหงสาที่ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆอย่างสบายใจเช่นเดิมจึงเอ่ยต่อว่า “ฟังว่าไฟแค้นนั้นลุกลามอย่างรวดเร็ว ท่านเทพมังกรฟ้าเข้าขัดขวางใช้ทั้งปราณเซียนทั้งตบะที่บำเพ็ญมาก็ไม่สมารถหยุดยั้งไฟแค้นนั้นได้”




    ภูติเกอจื่อมองเหล่าสหายปักษาอื่นที่หยุดเจื้อยแจ้วเรื่องของตนแล้วหันมาเงียบฟังให้รู้สึกภูมิใจจึงเล่าต่อ




    “ฟังว่าเทพมังกรฟ้ายอมตายดีกว่ามยอมให้ไฟแค้นนั้นลุกลามไปยังบึงมรกต จากที่ข้ารู้มาบึงมรกตนั้นเป็นที่บำเพ็ญเพียรของท่านเทพมังกร เล่ากันว่าก่อนบรรลุเป็นเทพบูรพาทิศท่านเทพเป็นเพียงมังกรน้ำต่ำต้อยที่อาศัยอยู่ในบึงน้ำนั้น”




    เสียงตอบโต้ดังฮือขึ้นทันทีที่ภูติเกจื่อเล่าจบ ท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วมากมายที่เอ่ยออกมานั้น ภูติอิงอู่ที่เงียบฟังตั้งแต่ต้นเอ่ยค้านขึ้น “เจ้าฟังมาแล้วจับมาเล่าผิดเพี้ยนเสียมากกว่าเกอจื่อ ท่านเทพมังกรฟ้ามาจากสมุทรใต้เป็นหนึ่งในเทพบรรพกาลจะกำเนิดจากมังกรน้ำได้เช่นไร ท่านเทพมังกรฟ้าสูงส่งใช่ให้เจ้านำมากล่าวลบหลู่ได้หรือ”





    ภูติเกอจื่อนิ่วหน้า “เจ้าไม่เชื่อก็ไม่ควรตำหนิข้า ใช่ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ข้ากุขึ้นมาเองเสียที่ไหน ฟังจากเขาเล่ามาทั้งนั้น”




    ภูติอิงอู่ถามต่อทันที “ใครหรือ เจ้ารู้มาจากใคร มีชื่อมีตัวตนหรือไม่ หากเป็นเรื่องเล่าลมปากแล้วเจ้าควรเก็บไว้ดีกว่ามาเล่าให้ใครฟัง ยิ่งเป็นท่านเทพหงสาด้วยแล้ว เจ้าควร...”




    “ทั้งคู่พอเถิด เถียงกันไปก็ไม่ได้ความ ยามเช้าสดใสเช่นนี้ใยต้องอารมณ์ขุ่นมัวเพราะเรื่องลมปากด้วย ”




    เรือนกายสูงโปร่งที่นั่งเท้าคางหลับตาพริ้มฟังเหล่าปักษาในปกครองของตนขยับเปลี่ยนท่าเล็กน้อย กิริยาเรียบเรื่อยแต่แฝงไว้ด้วยความงดงามดั่งเช่นหงสานั้นน่ามองเสียจนเรื่องที่เหล่าภูติถกเถียงกันเสียงดังเลือนหายไปจากห้วงความคิดชั่วขณะ




    “เหล่าข้าน้อยขอประทานอภัย ท่านเทพอย่าได้ใส่ใจพวกเราเลย”




    “ไม่ใส่ใจพวกเจ้าได้อย่างไร พวกเจ้าแม้นเป็นภูติต่ำต้อยก็นับเป็นหน้าที่ที่ข้าต้องดูแลปกป้อง”




    ภูติเกอจื่อยิ้มกว้างก่อนหันไปยิ้มใส่ภูติอิงอู่ที่อยู่ข้างๆตนซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ท่านเทพหงสาลืมตาขึ้นหลังจากที่พริ้มหลับมาตั้งแต่ต้น นัยน์ตาสุกสกาวทอประกายงดงามดั่งแสงอาทิตย์ยามเช้ายิ่งเมื่อรวมเข้ากับรอยยิ้มเบาสบายที่ประดับอยู่บนใบหน้าด้วยแล้วเหล่าภูติที่รายล้อมรอบกายต่างเผลอหายใจกระตุกเพราะความงดงามของท่านเทพหงสา





    “แล้วเหล่าภูติปักษาที่อาศัยอยู่ในป่าโบราณนั้นเล่าบาดเจ็บหรือดวงจิตสูญสลายไปมากเท่าใด”





    เป็นภูติอิงอู่ที่ได้สติก่อนจึงรีบกล่าวตอบ “ฟังว่านับร้อยขอรับ ดีที่ท่านเทพไปหยุดยั้งไว้ก่อนมิเช่นนั้นเกรงว่าทั้งป่าโบราณ...”




    “อิงอู่”




    เทพหงสารีบปรามเจ้าภูติข้างกายก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ฟังเขาเล่ามาแล้วจับไปเล่าต่ออย่างเช่นเมื่อครู่แต่กระนั้นถ้อยคำขาดๆกลางๆของภูติอิงอู่ก็ทำให้เหล่าภูติปักษาที่รายล้อมอยู่เกิดสงสัยขึ้นมาพร้อมกัน




    “ท่านเทพไปหยุดยั้งเภทภัยนั้นหรือภูติอิงอู่”




    “ข้า…ข้า”




    เทพหงสาสรวลเบาๆกับท่าทีกระอักกระอ่วนของภูติอิงอู่ทั้งถูกเขาสั่งห้ามทั้งถูกรบเร้าจากสหายภูติทั้งหลาย เจ้าภูติปักษาที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดีจึงรีบกลายร่างเป็นนกอิงอู่แล้วรีบโผบินหนีไป  บรรดาสหายภูติทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงรีบค้อมกายคารวะเทพหงสาแล้วรีบกลายร่างเป็นร่างเดิมของตนและบินตามไป





    เทพหงสายังคงสรวลในขณะที่สายตายังไล่มองตามบรรดาภูติของตนที่รีบบินจากไป ไม่ว่าปักษาตระกูลใดก็เหมือนกันทั้งหมดจริงๆ ชอบเสาะหาเรื่องราวต่างๆมาสนองความอยากรู้อยากเห็นของตน 





    นัยน์ตาสุกสกาวที่ทอประกายงดงามถูกเปลือกตาทาบทับลงมาอีกครั้ง  แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านลำไผ่ลงมาก่อนอาบไล้ทั้งร่างของเทพหงสา ถ่ายทอดความอบอุ่นอันอ่อนโยนแก่เรือนกายสูงโปร่งที่นั่งด้วยกิริยาเรียบเรื่อยแต่ในห้วงความคิดกลับกำลังเรียบเรียงอย่างวุ่นวายเมื่อถ้อยคำที่ภูติอิงอู่เอ่ยเมื่อครู่ก่อนตัดสินใจว่าคงต้องไปเยือนบูรพาทิศเพื่อเก็บเหล่าดวงจิตของภูติปักษาที่สิ้นไปในป่าโบราณมาไว้ที่แท่นบำเพ็ญแต่ก่อนไปเยือนคงต้องขอความเห็นชอบจากเทพมังกรฟ้าเสียก่อน





    แต่เมื่อคำนึงถึงใบหน้าของผู้ที่ตนจะต้องไปพบอีกครั้งแล้วคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันทีรู้สึกถึงรสสัมผัสของอีกฝ่ายที่โอบกอดตนยามไฟอสูรนั้นพุ่งเข้าใส่  เทพมังกรฟ้ามีปราณเซียนเป็นธาตุไม้มิใช่หรือเหตุใดสิ่งที่ตนรับรู้ทางสัมผัสนั้นจึงให้ความร้อนดั่งเพลิงไฟ





    …ขอบใจท่าน...




    พลันเกิดเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นในระยะประชิดนั้นผุดขึ้นมาในห้วงความทรงจำ เทพหงสาที่กำลังขมวดคิ้วแน่นลืมตาขึ้นฉับพลันรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างหาสาเหตุไม่ได้พาให้อารมณ์สุนทรีย์อย่างการนั่งหลับตาอาบแดดยามเช้าให้เสียไปโดยปริยาย





    แต่ยังไม่ทันที่ท่านเทพหงสาจะลุกออกจากเก้าอี้ไม้ไผ่เสียงเรียกอย่างตื่นตระหนกก็ดังขึ้น เทพหงสารีบตวัดฝ่ามือลดอาคมป้องกันโดรอบเรือนไม้ไผ่ก่อนพบว่าผู้ที่ส่งเสียงอย่างตระหนกนั้นคือภูติกระเรียนฟ้า  





    ร่างจริงของผู้มาเยือนแตะอาณาบริเวณเรือนไผ่ในทันทีพร้อมทั้งร่างของกระเรียนฟ้าอีกตนที่สิ้นสติ  ภูติกระเรียนฟ้าไม่คืนร่างเซียนเอาแต่ตีปีกด้วยความร้อนใจ




    “ท่านเทพหงสาได้โปรดช่วยผู้น้อยด้วย  เขาถูกไฟอสูรในป่าโบราณที่บูรพาทิศ ข้าใช้ปราณเซียนรักษาลมหายใจเขาให้อยู่รอดเพื่อมาพบท่าน ”





    เทพหงสามองดูร่างอ่อนแรงของกระเรียนฟ้าที่ถูกพิษจากไฟอสูรแล้วคิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่ก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น  มือเรียวสะบัดเรียกใช้มนต์เคลื่อนย้ายร่างกระเรียนฟ้าที่หมดสติไปนอนบนแคร่ไม้ไผ่ก่อนหันไปบอกกระเรียนฟ้าที่ตีปีกอย่างร้อนใจ





    “เจ้าจงไปยังทิศอุดร ขอพบเทพเสวียนอู่บอกเขาว่าข้าเทพหงสาจำเป็นต้องใช้บัวหิมะในถ้ำบำเพ็ญของเขา  หากเขาถามเรื่องอื่นบอกไปว่าถือเป็นการติดค้างบุญคุณ ไม่ว่าอย่างไรข้าจำเป็นต้องใช้บัวหิมะนั้น”





    “ขอรับ”





    “จงรีบไป”





    ภูติกระเรียนฟ้าย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนรีบโผบินไปยังทิศอุดรตามที่เทพหงสาสั่ง  ในใจทั้งสับสนทั้งหวาดเกรงทั้งนี้เพราะกระเรียนฟ้าที่หมดสติอยู่บนแคร่นั้นหาใช่กระเรียนฟ้าอย่างแท้จริงไม่





    ลมจากการพุ่งบินของภูติกระเรียนฟ้าหอบเอาใบไผ่บนพื้นดินยังไม่ทันเลือนหายเทพหงสาก็สะบัดมือร่ายมนต์บังตาและมนต์ป้องกันโดยรอบเรือนไผ่ทันทีทำให้ผู้ที่ต้องการมายังเรือนไผ่ของเทพหงสาไม่สามารถเห็นเรือนแห่งนี้และไม่สามารถลุกล้ำด้วยพลังใดๆทั้งปวง





    เทพหงสาใช้มนต์ย้ายร่างกระเรียนฟ้าเข้ามาในเรือนไผ่  กระเรียนฟ้าเป็นภูติบำเพ็ญชั้นสูงแต่ดูจากปราณเซียนที่อาบทั่วร่างของกระเรียนฟ้าตนนี้แล้วมิคาดว่าน่าจะสำเร็จเป็นเซียนแล้วมานับหมื่นปี ตัวเขาเป็นเทพหงสาผู้ปกครองเหล่าปักษาทั่วทั้งสวรรค์ชั้นฟ้าไม่มีเหตุผลไหนเลยที่จะไม่ช่วยเหลือเซียนผู้นี้





    เขาคือเทพหงสาหนึ่งเดียวที่เกิดจากไฟบำเพ็ญของเทพบรรกาลซุนสือเมี่ยว ผู้ที่บำเพ็ญเพียรด้วยการรักษาและหลอมยานับหมื่นปี ไฟบำเพ็ญจากเตาหลอมยานั้นจึงสั่งสมปราณเซียนและตะบะจนแก่กล้า วันหนึ่งไฟในเตาหลอมลุกโชนด้านข้างเตาไฟมีปีกของหงสาที่ท่านซุนสือเมี่ยวใช้เป็นกระษัยยาวางไว้ เพียงพริบตาไฟบำเพ็ญนั้นเผาไหม้ปีกหงสานั้นจนมอดไหม้แล้วกลับมีหงสาตนหนึ่งกำเนิดขึ้นมา เทพบรรกาลซุนสือเมี่ยวกล่าวว่าหงสาตนนี้กำเนิดจากไฟบำเพ็ญน้ำตาจึงรักษาบาดแผล แก้พิษทุกชนิด แต่นับหมื่นปีที่กำเนิดมานี้เขามิเคยหลั่งน้ำตาและท่านเทพบรรพกาลก็ไม่เคยบอกกล่าวถึงวิธีหลั่งน้ำตาแก่เขา





    แล้วต้องทำเช่นไร





    คงต้อง... 




    ใช้โลหิตของตนรักษาเท่านั้น




    ความเจ็บปลาบแล่นไปทั่วทั้งเรียวปาก เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมาจากรอยแยกจากการขบกัด เทพหงสานิ่วหน้าเพราะความเจ็บแต่ไม่มีทางเลือกอื่นเพราะเขาหลั่งน้ำตาไม่เป็นมีแต่ทางเลือกนี้เท่านั้นที่จะสามารถรักษาเซียนกระเรียนฟ้าตนนี้ได้




    ร่างเซียนที่หลับใหลภายนอกแม้นดูสิ้นไร้เรี่ยวแรงแต่ภายในดวงจิตกลับเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เทพมังกรฟ้าที่ถูกปราณของภูติกระเรียนฟ้าอาบไล้ไปทั่วร่างเพื่อรักษาลมหายใจและสกัดพิษของของไฟแค้นอสูรจนร่างเดิมกลายเป็นกระเรียนกำลังปกป้องดวงจิตของตนจากพิษร้ายอย่างเต็มที่แต่เพราะธาตุเดิมของตนคือธาตุไม้ใช่ว่าใช้ปราณบำเพ็ญของตนมากเท่าใดก็ทำได้แค่เพียงป้องกันไว้เท่านั้นไม่สามารถแก้พิษได้  





    เว้นเสียแต่ว่าใช้น้ำตาหรือโลหิตของเทพหงสา





    แต่มิรู้ว่าเพลานี้ภูติกระเรียนฟ้าที่เป็นบริวารของเขาจะพาร่างนี้ไปยังบูรพาทิศได้ทันเวลาหรือไม่และเทพหงสาจะยังยื่นมือมาช่วยเหลืออีกครั้งหรือไม่





    รสสัมผัสอุ่นร้อนดั่งแสงอาทิตย์แนบชิดเรียวปากพร้อมด้วยกลิ่นหอมอันเย้ายวนพุ่งตรงเข้ามายังประสาทสัมผัส  รสเค็มของโลหิตแต่กลับหอมกรุ่นคล้ายดอกหมู่ตันคละเคล้าตามกิริยาการกดสัมผัสทำให้อิทธิฤทธิ์รักษาของโลหิตหงสาแผ่ขจายอย่างรวดเร็วจนร่างกายที่ถูกปราณของภูติกระเรียนฟ้าคุ้มครองแปรเปลี่ยนเป็นร่างเดิม  





    เทพมังกรฟ้าที่ฟื้นขึ้นมาเบิกตากว้างในทันที  ความร้อนรุนแรงอันเกิดจากเพลิงแค้นของสัตว์อสูรหายไปในพริบตาแต่กลับแทนที่ด้วยกระแสอุ่นละไมอันเกิดจากจุมพิตของเทพหงสา กลิ่นหอมของดอกหมู่ตันเจือลมหายใจอีกฝ่ายถูกถ่ายทอดทั้งทางเรียวปากและลมหายใจอันใกล้ชิดอย่างที่สุด แม้นว่าในรสสัมผัสนั้นเค็มปร่าเพราะโลหิตของอีกฝ่ายก็ตามแต่กลับตราตรึงใจยิ่งกว่าสิ่งใด





    กระทั่งลมหายใจที่เจือกลิ่นหอมรัญจวนของดอกหมู่ตันนั้นชะงักอย่างกระทันหัน เทพมังกรฟ้าที่จ้องมองใบหน้าของเทพหงสาที่กำลังตาหลับพริ้มอยู่ก็ถึงคราวสะดุด





    “ทะ…ท่าน”





    เทพหงสาแทบไม่อยากเชื่อสายตาของตนเองเมื่อร่างของเซียนกระเรียนฟ้าที่ตนเห็นก่อนรักษาด้วยโลหิตของตนนั้นจะกลับกลายเป็นเทพมังกรฟ้าผู้นั้นได้





    “เทพหงสา....โปรดฟังข้าก่อน”





    “ออกไป...ออกไปจากเรือนข้า!!!”





     “ข้า…”





    “ออกไปจากบูรพาทิศ!!!”





    “ได้โปรดฟังข้าก่อน”





    “ออกไปเดี๋ยวนี้!!!!”





     เทพหงสาชี้นิ้วไล่อย่างไม่ไว้หน้าว่าเทพผู้นี้คือเทพบรรกาลที่มีศักดิ์ฐานะสูงส่งกว่าตนมาก ด้วยเพราะความโกรธที่ถูกหลอกลวงทั้งยังเสียทีให้อีกฝ่ายอย่างน่าเจ็บใจ กิริยาที่แสดงออกจึงไล่เสียเทเสียด้วยน้ำเสียงตวาดอันดังลั่นและใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวจนทั้งเรือนกายสั่นเทิ้ม





    เทพมังกรฟ้ามองเทพตรงหน้าอย่างจนใจ  ตนไม่ได้ตั้งใจหลอกลวงอีกฝ่ายแต่เพราะไร้ทางเลือก หากไม่ยื้อลมหายใจให้นานกว่านี้ด้วยปราณของภูติกระเรียนคงไม่สามารถดิ้นรนจนมาพบเทพตรงหน้า





    “ข้าขอโทษ”





    “ออกไป”





    เสียงของเทพหงสายังคงยืนยันชัดเจนในถ้อยคำที่กล่าวจนทำให้คนที่พยายามอธิบายได้แต่ส่งถ้อยคำขอโทษไปทางสายตา 





    “ข้าขอลา ไม่ว่าท่านโกรธข้ามากเพียงใดข้าขอโทษและขอบคุณที่ท่านช่วยข้าอีกครั้ง นี่คือปีกหงสาที่ท่านลืมไว้”





    เทพหงสายังคงมีท่าทีโกรธเกรี้ยวนัยน์ตาสุกสกาววาววับจ้องมองเทพมังกรฟ้าอย่างเอาเรื่องไม่สนใจว่าในมือของท่านเทพตรงหน้าจะถือปีกหงสาของตนอยู่





    “ข้าไม่ขอรับคืน ท่านจะเอาไปทำอะไรก็ตามแต่ท่าน” 





    บังเกิดความเงียบขึ้นเมื่อเทพมังกรฟ้าไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดเมื่อได้ฟังถ้อยคำไร้ไมตรีจากเทพหงสาจนกระทั่งภูติกระเรียนที่บินไปยังทิศอุดรกลับมา

    ภูติกระเรียนคืนร่างเป็นมนุษย์เดินเข้ามาภายในเรือนไผ่ด้วยรอยยิ้มอันกว้างโดยมิรู้เลยว่าภายในเรือนนี้กำลังเกิดเหตุวิปโยคขึ้น




    “ท่านเทพหงสา ข้ารับคำสั่งท่านไปขอบัวหิมะจากเทพเสวียนอู่มาแล้วขอรับ"





    เทพหงสาที่โกรธจนระงับไว้แทบไม่ได้สะบัดแขนเสื้อตนอย่างแรงก่อนหันหลังร่ายมนต์เร้นกายอีกครั้ง หากแต่ก่อนเรือนกายอันงดงามนั้นจะหายวับไปเทพหงสายังคงมองข้ามไหล่มาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสะกดกลั้นอยู่เต็มเปี่ยม





    “บัวหิมะในถ้ำของเทพเสวียนอู่มีปราณทิพย์วารีใช้รักษาฟื้นฟูหลังจากถูกพิษไฟของสัตว์อสูรได้ จงใช้บัวหิมะนี้ฟื้นฟูร่างกาย”





    ไม่กี่อึดใจร่างของเทพหงสาก็เลือนหายไปสิ้งไว้เพียงปีกหงสาสีชาดและสายลมสายหนึ่ง  เทพมังกรผู้เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างได้แต่จ้องมองตรงที่เทพหงสาเคยยืนอยู่ในขณะที่ภูติกระเรียนกลับคล้ายรำพึงด้วยถ้วยคำที่ทำให้คนฟังเผลอคลี่ยิ้ม





    “แปลกจริง ก่อนจากกันริมฝีปากท่านเทพหงสายังดูปกติดี...แต่เหตุใดเมื่อครู่ถึงได้ระเรื่อราวกับทาด้วยชาดทาปากเสียอย่างนั้น”




                                                                                          ∙ • ·❀ ∙ • · ❀ · • ∙❀ ∙ • · ❀ ·• ∙

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in