C R E E P Y P A S T Aเนตรธิ ~
Search and Rescue Woods | #6
  • เรามาเข้าเรื่องที่เพื่อนผมเล่าให้ฟังนะครับ ผมบอกเขาว่าพวกคุณสนใจเรื่องบันไดนั่นมาก และคุณก็โชคดีมากเลยนะที่เพื่อนผมเคยเผชิญหน้ากับมันใกล้ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีคำอธิบายถึงที่มาของมันแต่เขาก็มีประสบการณ์กับสิ่งนั้นมากกว่าผม


    * เพื่อนของผมทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและกู้ภัยมานานกว่า 7 ปี เขาเริ่มงานตั้งแต่สมัยที่เขายังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เขาเองก็มีประสบการณ์คล้ายกันกับผมในครั้งแรกที่ได้เห็นบันไดพวกนั้น นั่นก็คือ เทรนเนอร์ของเขาบอกเขาอย่างที่เทรนเนอร์ของผมเองก็บอกผมว่า "อย่าเข้าไปใกล้" "อย่าจับ" หรือ "อย่าเดินขึ้นไป" ในปีแรกที่เขาทำงานเขาก็ทำตามที่บอก แต่หลังจากนั้นความสงสัยใคร่รู้ก็ชนะ

    เพราะงั้นในงานหนึ่งเขาจึงออกจากกลุ่มและตั้งใจเดินไปเพื่อสำรวจบันได เขาบอกว่าตอนนั้นเขาอยู่ระหว่างภารกิจค้นหาผู้สูญหายอยู่ เขาและกลุ่มเจ้าหน้าที่อยู่ไกลจากเส้นทางที่เด็กสาวคนหนึ่งหายตัวไปประมาณ 10 ไมล์ เพราะสุนัขดมกลิ่นได้นำทางมาทางนี้ เขาเดินอ้อยอิ่งตามหลังกลุ่มอยู่ในขณะที่เขามองเห็นบันไดหลังหนึ่งอยู่ทางซ้ายมือของเขา บันไดนั้นดูเหมือนยกมาจากบ้านใหม่เอี่ยมเลยเพราะว่าพรมที่ปูบันไดอยู่ยังขาวสะอาดและอยู่ในสภาพเหมือนไม่เคยถูกใช้งาน เขาเล่าต่อว่าเขาเดินเข้าไปใกล้ๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกหรือได้ยินอะไรประหลาดๆ เขาเองก็แอบคิดอยู่ว่ามันอาจจะมีอะไรเกิดขึ้น อย่างเช่น เลือดออกจากหู หรือคงเป็นลมล้มพับไป แต่เมื่อเขาไปยืนข้างๆ บันไดใกล้ๆ เขาก็ไม่รู้สึกอะไรผิดปกติ อย่างเดียวที่เขารู้สึกว่ามันแปลก ตามที่เขาบอกก็คือ มันไม่มีเศษฝุ่นหรือสิ่งสกปรกอะไรบนขั้นบันไดเลย

    ไม่มีฝุ่น เศษใบไม้ ผง หรืออะไรหล่นอยู่เลย ไม่มีแม้แต่สัญญานว่ามีสัตว์หรือแมลงตัวไหนเคยมาทำอะไรแถวนี้เลย ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องแปลกมาก เหมือนกับว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จะหลีกเลี่ยงเข้าใกล้บันไดพวกนี้ อีกอย่างบันไดมักอยู่จะโผล่ให้เห็นในพื้นที่ที่เป็นส่วนที่ค่อนข้างแห้งแล้งของป่าด้วยล่ะ เขาเอามือแตะบันได ไม่มีอะไรผิดแผกนอกจากความรู้สึกเหนียวๆ มือเหมือนเวลาเราสัมผัสพรมใหม่ เขาเช็กวิทยุของตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่ายังเปิดมันไว้ก่อนที่จะเดินขึ้นบันไดนั่นอย่างช้าๆ แวบแรกเขารู้สึกกลัวมากเพราะมีความรู้สึกฝังใจกับมันตลอดมาว่ามันอันตราย เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขาเหมือนกัน เขายังพูดติดตลกว่าครึ่งหนึ่งในหัวเขาคาดว่าตัวเองจะถูกดูดไปยังอีกมิติหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งคิดว่าจะมียูเอฟโอลงมารับเขาไป แต่เขาก็ขึ้นไปถึงขั้นบนสุดจนได้แล้วทอดสายตามองไปรอบ ๆ ป่า


    แต่ ... เขาพูดว่า ยิ่งยืนอยู่บนนั้นนานแค่ไหน เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรที่ผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น เขาอธิบายความรู้สึกว่าเหมือนเวลาคุณเข้าไปในสถานที่ราชการ แต่คุณไม่ได้มีธุระกงการอะไรที่นั่น มันเหมือนกับว่าอาจจะมีบางคนบุกมาจับตัวคุณไปหรือยิงหัวคุณจากข้างหลังในนาทีใดนาทีหนึ่งก็ได้ เขาพยายามสลัดความรู้สึกนี้ออกไปจากหัวแต่มันกลับยิ่งชัดเจน แล้วเขาก็เพิ่งตระหนักได้ว่าเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เสียงของป่าหายไป เขาไม่ได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง มันเหมือนอาการหูอื้อที่แปลกประหลาดและน่ากลัว เหมือนคุณถูกบีบอัด เขาปีนกลับลงมาและเดินกลับเข้ากลุ่มค้นหาอีกครั้ง โดยไม่ได้เล่าให้ใครฟังว่าเขาทำอะไรลงไป


    ส่วนที่ประหลาดที่สุดเกิดขึ้นหลังจากนี้ เทรนเนอร์ของเขารออยู่ที่จุดต้อนรับนักท่องเที่ยงหลังจากการค้นหาในวันนั้นสิ้นสุดแล้ว ยังไม่ทันได้เดินไปไหน เขาก็ต้อนเพื่อนผมจนมุม เพื่อนผมเล่าว่าเทรนเนอร์ของเขาดูโกรธเป็นฟืนเป็นไฟมาก จนต้องถามออกไปว่า มีอะไร "นายขึ้นไปบนนั้นใช่มั้ย?" เทรนเนอร์พูดขึ้น แต่เพื่อนผมบอกว่ามันเหมือนไม่ใช่ประโยคคำถาม เขาจึงถามเทรนเนอร์ไปว่ารู้ได้อย่างไร เทรนเนอร์ส่ายหน้าและพูดว่า "เพราะว่าเราหาตัวเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่พบ พวกหมาอยู่ๆ ก็ดมกลิ่นไม่เจออีก" เพื่อนของผมถามว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง แต่เทรนเนอร์ก็ถามอีกว่าเขาอยู่บนบันไดนานแค่ไหน เพื่อนผมตอบไปว่าไม่เกินหนึ่งนาที เทรนเนอร์ส่งสายตาน่ากลัวและเยือกเย็นมาให้เขา แล้วบอกเขาว่าถ้าเขาขึ้นบันไดพวกนั้นอีกครั้ง เขาจะถูกไล่ออก แล้วครูฝึกก็เดินออกไปทันที ผมเดาว่าเขาไงไม่เคยตอบคำถามใด ๆ ที่เพื่อนของผมถามเขาตั้งแต่นั้นมา



    -----------------------------------------



  • เพื่อนของผมเข้าไปมีส่วนในเคสคนหายสาบสูญแบบที่ไม่พบแม้แต่ร่องรอยเลยจำนวนค่อนข้างมาก ผมพูดชื่อ David Paulides ให้เขาได้ยิน เพื่อนผมยืนยันว่าเรื่องที่เดวิดเล่าส่วนใหญ่นั้นตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เช่น ถ้าเราไม่พบตัวคนหายในทันทีทันใด นั่นแปลว่าเป็นไปได้สูงที่เราจะไม่มีทางเจอเขาเลย หรือจะเจออีกครั้งก้ต่อเมื่อผ่านไปหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือหลายปี ในที่ที่ไม่มีทางเป็นไปได้


    เรื่องหนึ่งที่โดดออกมาในความคิดเขา เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็กชายอายุห้าขวบที่มีความบกพร่องทางจิตขั้นรุนแรง


    * เด็กชายหายตัวไปจากจุดปิกนิกในช่วงปลายของฤดูใบไม้ร่วง นอกเหนือไปจากความบกพร่องทางจิตแล้ว ร่างกายของเด็กน้อยก็ยังพิการอีกด้วย พ่อแม่ของเขาอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าลูกชายไม่มีทางหายตัวไปได้เองหรอก มันเป็นไปไม่ได้ ต้องมีใครซักคนพาตัวเขาไปแน่ๆ เพื่อนของผมเล่าว่าเขาและทีมตามหาเด็กชานคนนี้อยู่หลายสัปดาห์ โดยครอบคลุมพื้นที่ค้นหาออกไปหลายไมล์ แต่ก็ดูเหมือนว่าเด็กน้อยไม่เคยมายังที่นั้นเลย อีกอย่างสุนัขดมกลิ่นก็ไม่สามารถรับกลิ่นของเด็กได้ แม้แต่ในที่พื้นที่ปิคนิคที่เด็กคนนั้นหายตัวไป 

    ความสงสัยจึงตกอยู่ที่พ่อแม่ของเด็ก แต่เราก็เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่เสียใจกันมากและไม่ได้ทำสิ่งชั่วร้ายกับลูกตัวเองแน่นอน การค้นหาสิ้นสุดลงประมาณหนึ่งเดือนต่อมาและเพื่อนผมก็บอกว่าทุกคนดูจะลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อฤดูหนาวเริ่มมาเยือน เขาออกไปฝึกซ้อมทำภารกิจท่ามกลางหิมะบนยอดเขาสูงแห่งหนึ่ง และเขาบังเอิญเห็นอะไรบางอย่างผิดปกติอยู่ใต้หิมะ 

    มันเป็นการมองเห็นจากระยะไกล แต่เมื่อเขาเข้าไปใกล้ เขาจึงมองออกว่ามันคือเสื้อเชิ้ตแข็งเป็นน้ำแข็งและบางส่วนของเสืื้อยื่นออกมาจากใต้หิมะที่ปกคลุม เขานึกได้ว่าเป็นเสื้อของเด็กที่หายตัวไป เพราะมันมีลวดลายเฉพาะตัว ห่างออกไปประมาณ 20 หลา เขาพบร่างเด็กชายนอนอยู่โดยที่ร่างบางส่วนถูกฝังอยู่ใต้หิมะ ..

    เพื่อนของผมเล่าว่า ถึงเด็กคนนี้จะหายตัวไปเกือบสามเดือนแล้ว แต่ศพของเขายังเหมือนเพิ่งเสียชีวิตแค่ไม่กี่วันเท่านั้น เด็กชายนอนคู้ตัวกอดอะไรบางอย่างเอาไว้ เมื่อเพื่อนผมปัดหิมะออก เขาเห็นสิ่งที่เขาเองก็ไม่เชื่อสายตา มันเป็นก้อนน้ำแข็งที่ถูกแกะสลักหยาบๆ มีรูปร่างคล้ายคน เด็กชายนอนกอดก้อนน้ำแข็งนั้นแน่นจนน้ำแข็งกัดมือและหน้าอกของเขา ซึ่งเพื่อนผมสามารถมองเห็นได้แม้ว่าศพจะอยู่ในสภาพที่เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว เขาวิทยุเรียกเจ้าหน้าที่ที่เหลือให้ช่วยนำศพเด็กลงจากภูเขา


    เขาสรุปเรื่องทั้งหมดให้ผมฟัง พูดง่ายๆ เลยก็คือ ไม่มีทางที่เด็กคนนั้นจะมีชีวิตรอดอยู่ได้ถึงสามเดือนหรือแม้จะขึ้นไปถึงยอดของเขาลูกนั้นได้ ไม่มีวิธีไหนเลยที่เด็กจะเดินทางไปไกลถึง 50 ไมล์ แล้วไปจบอยู่ที่ยอดเขานั้น ยิ่งไปกว่านั้น แพทย์ไม่พบอาหารอะไรในในท้องและลำไส้ใหญ่ของเด็กเลย ไม่มีแม้กระทั่งน้ำ มันเหมือนกับว่า ตามที่เพื่อนผมพูดนะ อะไรบางอย่างพาตัวเด็กไปจากพื้นโลก จับเขาเข้าภาวะหยุดนิ่งแบบในหนังแล้วค่อยปล่อยร่างเด็กร่วงลงมาบนยอดเขาในหลายเดือนต่อมาเพื่อให้อดอาหารและหนาวตาย เพื่อนผมไม่เคยทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ได้เลย .



    -----------------------------------------

  • เรื่องสุดท้ายที่เพื่อนผมเล่าให้ฟัง เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง

    * หน่วยของเขากำลังออกลาดตระเวนเพื่อค้นหาสิงโตภูเขา เนื่องจากได้รับรายงานว่าพบเห็นสิงโตภูเขาแถวนี้เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา งานของพวกเราอย่างหนึ่งคือสำรวจพื้นที่ที่อาจมีสัตว์ป่าออกมาเพ่นพ่าน เพื่อที่เราจะสามารถเตือนนักท่องเที่ยวหรือปิดเส้นทางเดินป่าพวกนั้นได้เพื่อความปลอดภัย เพื่อนผมเขาออกไปสำรวจพื้นที่ที่ป่าหนาแน่นในช่วงเกือบค่ำ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงคนหนึ่งกรีดร้องอยู่ไกลๆ อย่างที่พวกคุณรู้ เสียงร้องของสิงโตภูเขาเหมือนเสียงร้องของผู้หญิงที่กำลังถูกฆาตกรรมอย่างไงอย่างงั้น เสียงมันไม่น่าพิสมัยเลยแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพื่อนผมรายงานวิทยุไปยังทีมว่าเขาได้ยินเสียงร้องนะ แล้วก็พยายามเดินไปยังต้นเสียงเพื่อหาว่าอาณาเขตของสิงโตอยู่ตรงไหน เขาได้ยินเสียงสิงโตภูเขาร้องอีกหลายครั้ง ทุกครั้งเสียงจะมาจากทางเดียวกัน และพอจะเริ่มประมาณการได้แล้วว่าอาณาเขตคร่าวๆ ของสิงโตนั้นอยู่บริเวณไหน

    เพื่อนผมเล่าว่าเขากำลังจะเดินกลับฐานแล้ว แต่เขาดันได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องอีกครั้ง คราวนี้ เสียงอยู่ห่างจากตัวเขาไปไม่กี่หลา

    แน่นอน เขาตกใจมากและเริ่มเดินกลับด้วยฝีเท้าที่เร็วขึ้น เพราะสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการคือการเผชิญหน้ากับสิงโตภูเขาแล้วถูกขย้ำจนตาย เมื่อเขากลับสู่ทางเดินและมุ่งหน้าไปยังฐาน เสียงกรีดร้องนั้นก็ไล่หลังเขามา เขาจึงเปลี่ยนจากการเดินเป็นเริ่มวิ่งเหยาะๆ แล้ว เมื่อเขาวิ่งไปจนอยู่ห่างจากฐานเพียงแค่ไมล์เดียวเท่านั้น เสียงกรีดร้องนั้นก็หยุด เขาหันกลังกลับไปเพื่อดูว่าอะไรที่ตามเขามา ถึงตอนนั้นเกือบจะเป็นเวลากลางคืนแล้ว แต่เขามองเห็นจากระยะไกล ตรงทางเดินหัวมุมนั้น เขาเห็นเหมือนเป็นรูปร่างของผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่

    เขาส่งเสียงไปยังคนที่ยืนตรงนั้นเพื่อบอกว่าทางเดินนี้ปิดแล้ว และเขาต้องกลับไปยังจุดต้อนรับนักท่องเที่ยวตอนนี้ แต่ร่างนั้นยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว เพื่อนของผมทำทีจะเดินเข้าไปหาเขา พอเดินเข้าไปจนอยู่ห่างกันสักสิบหลาได้ ร่างนั้น ตามที่เพื่อนผมอธิบาย 'ก้าวเท้ายาวอย่างผิดธรรมชาติ'  เข้ามาหาเพื่อนผม แล้วอ้าปาก ส่งเสียงกรีดร้องนั้นที่เพื่อนผมได้ยินมาตลอดออกมา เพื่อนผมไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น เขาหันตัวกลับและออกวิ่งกลับบานทันที โดยไม่หันกลับไปมองอีก เมื่อเขากลับมา เสียงกรีดร้องนั้นก็ถดถอยเข้าไปในป่าเหมือนเดิม เพื่อนผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพียงแต่บอกว่า บริเวณนั้นมีสิงโตภูเขาอาศัยอยู่ เราต้องปิดเส้นทางนั้นจนกว่าเราจะเห็นตัวมันแล้วไล่มันไปที่อื่นได้




    โอเค ผมจะจบเรื่องตอนนี้ตรงนี้นะครับ เพราะมันเริ่มยืดยาวแล้ว พรุ่งนี้ผมต้องไปเข้าร่วมการเทรนนิ่งประจำปีตั้งแต่เช้าเพราะงั้นผมจะหายไปจนถึงสัปดาห์หน้า ผมจะได้เจอกับอดีตเทรนเนอร์และเพื่อนอีกหลายคนที่ทำงานในพื้นที่อื่นๆ ของอุทยานนี้ ผมจะลองถามพวกเขาดูว่ามีเรื่องอะไรที่น่าสนใจและอยากจะเล่าหรือเปล่า ผมดีใจมากที่พวกคุณชอบเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังนะครับ หลังจากเสร็จสิ้นการเทรนครั้งนี้ ผมจะมาเขียนเรื่องอื่นๆ ให้คุณอ่านต่อกันอีก




    (โปรดติดตามตอนต่อไป)
    -----------------------------------------


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in