C R E E P Y P A S T Aเนตรธิ ~
Search and Rescue Woods | #14
  • เรื่องที่มีคนถามผมบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง คือ พวกตำนานตัวประหลาด พวก Rake กับ Wendigo หรืออะไรทำนองนั้น ผมคงพูดไม่ได้เต็มปากว่ารู้เรื่องนี้ดี แต่จากที่ผมเคยอ่านผ่านๆ มาก็พอจะบอกได้ว่าผมเคยได้ยินเรื่องอะไรบางอย่างที่ดูจะมีความเกี่ยวข้องกับตำนานพวกนั้นมาเหมือนกัน


    คุณคงเคยได้ยินพวกเรื่องโบราณกับตำนานมาบ้าง ผมเชื่อว่าเรื่องพวกนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ผมไม่อยากจะไปเอาความอะไรกับเรื่องพวกนั้นมากหรอกครับ เพราะคุณก็รู้งานของผมจำเป็นต้องคิดอย่างนี้นะเวลาที่อยู่ในป่า คงเหมือนกับถ้าคุณทำงานในโรงพยาบาลล่ะมั้ง คุณจะมัวคิดว่าที่โรงพยาบาลนี้มีคนตายมากี่คนแล้ว กี่คนกลายเป็นผีหรือเป็นวิญญาณไปแล้วตามที่คุณจะเรียกก็ได้ แต่มันไม่ได้มีผลดีอะไรกับคุณเลย มันยิ่งทำให้คุณทำงานของคุณยากกว่าเดิมซะอีก พวกเราที่ทำงานนี้ก็คงคิดแบบนี้แหละ มันเลยเป็นเหตุผลที่เราทำเหมือนว่าในป่านั้นมันไม่มีอะไรผิดปกติ เพราะถ้าคุณเริ่มวิตกกังวลเท่านั้นล่ะ คุณจะกลับมาสงบใจอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว มีเจ้าหน้าที่ฝึกหัดหลายคนต้องออกจากงานเพราะเหตุผลนี้ อุทยานฯ ที่ผมอยู่ดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องเจ้าหน้าที่ลาออกเป็นจำนวนมากเพราะพวกเจ้าพวกนั้นหวาดกลัวไปเสียหมดและไม่สามารถปล่อยวางเรื่องนี้ได้ คุณต้องเรียนรู้ที่จัดการความคิดข้างในตัวคุณซะ



    ผมได้คุยกับ K.D. นิดหน่อยเกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานของเธอ เพราะผมสนใจว่าเธอจะคิดยังไงกับเรื่อง Wendigo เธอบอกว่าเธอไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรถึงสิ่งนั้น อีกอย่างเธอก็ไม่อยากจะคิดถึงมันให้มากด้วย แต่เธอบอกว่าเพื่อนเธอคนหนึ่งเคยเจอเรื่องราวอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กันอยู่ ผมเลยติดต่อ H ไปผ่านสไกป์ พวกเขาตกลงที่จะคุยกับผมสั้นๆ นอกจากนั้นเขารู้ว่าผมเขียนเรื่องเล่าพวกนี้อยู่ และเขาก็โอเคที่ผมจะเอาเรื่องที่ได้ฟังมาโพสต์ ตราบใดที่ผมเล่าตามที่เขาบอกเป๊ะๆ


    " ผมโตที่ Central Oregon ที่นั่นมีพื้นที่อนุรักษ์ชื่อ Warm Springs ห่างจากบ้านผมไปสองชั่วโมงหรือมากกว่านั้นหน่อย ที่ผมพูดขึ้นเพราะว่าคนที่ทำงานที่เดียวกับผมหลายคนมีเพื่อนอยู่ที่นั่นและพื้นที่ส่วนใหญ่แถวนั้นเป็นของชนพื้นเมือง ตอนที่เป็นเด็ก พวกเราไปตั้งแคมป์ที่นั่นบ่อยๆ ไม่ได้ถึงในเขตอนุรักษ์นะ แต่เป็นพื้นที่แถวๆ นั้น ผมได้เจอเด็กหลายคนที่โตที่นั่น ผมรู้จักเด็กคนหนึ่งดีเลยล่ะ เขาชื่อโนแลน และเราก็กลายเป็นเพื่อนเล่นกันเวลาที่พ่อแม่พวกเราไปเที่ยวที่ตรงนั้น พวกเราต้องทำความรู้จักกันไว้เพื่อที่จะได้ติดต่อกันและออกไปแคมป์ปิ้งในเวลาเดียวกัน เราตั้งแคมป์กันนานราวสองสัปดาห์ในแต่ละครั้ง ดังนั้นเราเลยมีเวลาเที่ยวเล่นในป่านานทีเดียว [ผมถามเขาว่าตั้งแคมป์ในรถบ้านหรือเปล่า] ใช่ พ่อผมมีรถบ้านอยู่คันนึง ผมว่ามันอาจจะดูไม่เหมือนการตั้งแคมป์ซะทีเดียว แต่พวกเรากางเต็นท์นอนกันนอกในป่าซะส่วนใหญ่ เพราะผมไม่ชอบนอนในรถ ผมชอบอยู่ข้างนอกมากกว่า [เราคุยกันเกี่ยวกับการตั้งแคมป์นิดหน่อย]

    โอเค มีอยู่ปึนึงผมกับโนแลนออกไปตั้งแคมป์ด้วยกัน ตอนนั้นเราคงประมาณอายุสิบสองมั้ง เราอยากจะออกไปกางเต็นท์นอนใกล้ๆ แม่น้ำ เพราะพวกเราก็อยากจะลองตกปลาตอนกลางคืนด้วย เราอยู่ห่างจากที่ตั้งแคมป์หลักประมาณเศษหนึ่งส่วนสามไมล์ ไกลจนไม่ได้ยินเสียงหรือเห็นคนตรงแคมป์หลักนั้น พวกเราเล่นสนุกกันทั้งวัน ผมก็จำอะไรได้ไม่ค่อยมาก แต่สุดท้ายพวกเราก็ก่อกองไฟขึ้นมาได้ แล้วก็คิดว่าเจ๋งชะมัดที่โนแลนจุดไฟจากหินอะไรงี้ได้ ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ผมให้เขาสอนผมจุดไฟบ้าง ซึ่งพอมองย้อนกลับไปมันโง่มากเลยรู้มั้ย เพราะนั่นเป็นช่วงกลางฤดูร้อนทีเดียวและที่ผมจำได้คือเรามีการเตือนภัยเรื่องไฟป่าในระดับสีเหลืองหรือสีส้มเลยทีเดียว โชคดีที่เราไม่ได้ก่อความเสียหายอะไร พอถึงตอนค่ำ เราก็นั่งรอบกองไฟคุยเรื่องอะไรๆ ที่เด็กอายุสิบสองคุยกัน ที่ผมจำไม่ได้หรอกนะ แต่ที่จำได้ก็คือ จู่ๆ เพื่อนผมก็มองข้ามไหล่ผมไปยังแม่น้ำ และถามว่าผมเห็นอะไรมั้ย .

    เต็นท์ของเราอยู่ห่างจากแม่น้ำประมาณสิบฟุต  เราอยู่ในจุดที่ลำนำขยายตัวกว้างที่สุด คงราวๆ ยี่สิบฟุตถ้าจะข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำ อากาศตอนนี้ร้อนมากเพราะเป็นช่วงฤดูร้อน แต่น้ำในแม่น้ำยังเย็นอยู่ ซึ่งนั่นเป็นจุดสำคัญ


    ผมมองข้ามไหล่ตัวเองไปบ้าง ผมเห็นบางอย่างเดินอยู่กลางแม่น้ำอีกฝั่งหนึ่ง จากจุดที่เราอยู่ มันดูเหมือนกวางแต่เราก็ไม่แน่ใจนัก เพราะแสงเดียวที่มีก็คือแค่กองไฟเล็กๆ ผมลุกขึ้นและเดินเข้าไปใกล้ริมน้ำ ผมมองเห็นเขากวางคู่หนึ่ง เราจึงเดาว่านั่นคงเป็นกวางตัวผู้แน่ๆ แต่ผมก็ยังนึกในใจว่ามันประหลาดมากเลยที่กวางมาเดินอยู่ในน้ำแถมยังเดินเข้ามาทางเราอีกด้วย ผมจึงหันไปถามโนแลนว่าเราควรทำยังไงกันดี โนแลนมองดูกองไฟด้วยสายตาประหลาด เขาบอกผมให้นั่งลงและหุบปากซะ ผมก็ทำตาม เพราะผมไม่เคยเห็นเขาทำท่าทีเคร่งเครียดแบบนี้มาก่อน เขากระซิบกับผมว่าอย่าไปสนใจมัน และให้เราทำทีเหมือนคุยกันไปตามปกติ ผมได้แต่เงียบเพราะไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปว่าอะไร

    เขากลับมาพูดเรื่องรายการโชว์ทางทีวีตอนหนึ่งกับผม ผมได้ยินเสียงกวางตัวนั้นค่อยๆ เดินขึ้นมาจากน้ำเลยไม่ได้สนใจที่เขาพูดเท่าที่ควร ผมพยายามจะหันหลังกลับไปมอง แต่ทุกทีที่ทำท่าจะหันไป โนแลนก็ตีผมที่แขนเพื่อให้ผมกลับมามองที่เขาเท่านั้น ตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกกลัวเลยนะ ผมออกจะไปในทางสงสัยมากกว่าว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แล้วผมก็ได้ยินเสียงกวางตัวนั้นเดินพ้นจากน้ำและผมก็เริ่มพอจะมองออกแล้วว่ามันเหมือนตัวอะไร  มันไม่ใช่กวาง  เพราะสิ่งที่ผมเห็นนั้นมันเดินด้วยขาแค่สองข้าง


    ผมทำท่าจะลุกเพราะตกใจกลัวมาก แต่โนแลนฉุดผมให้นั่งลงและพูดถึงรายการทีวีอะไรนั่นเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีก ผมบอกได้เลยว่าจากสีหน้าเขา เขาก็หวาดกลัวไปไม่น้อยกว่าผมหรอก บางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เขาโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วใช้ไม้เขี่ยกองไฟ พร้อมกับกระซิบบอกผมว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเราพูดกับมัน ผมมองเห็นเจ้าสิ่งนั่นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และหยุดยืนอยู่หลังโนแลน ผมกลัวจนฉี่จะราดและคิดว่านี่ถ้าอยู่คนเดียวผมคงวิ่งหนีเตลิดไปแล้ว แต่ผมไม่อยากทิ้งโนแลนเอาไว้ ผมจึงทำได้แค่นั่งเฉยๆ และเหลือบตามองสัตว์ประหลาดนั่น

    มันตัวไม่ใหญ่มาก แต่วิธีที่มันยืนนั้นดูพิลึกพิลั่น เหมือนกับว่าจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายมันพัง ผมก็อธิบายไม่ถูกนะ แต่มันเหมือนจะโอนเอนมาข้างหน้ามากผิดปกติ มันยืนอยู่ตรงนั้นข้างหลังโนแลนเป็นเวลานาน จนสุดท้ายโนแลนก็หมดเรื่องที่จะพูดแล้ว เรานั่งเงียบๆ กันอยู่อย่างนั้นซักวินาทีนึงได้ กองไฟเกิดเสียงปะทุ และผมคิดว่าผมได้ยินสิ่งนั้นมันส่งเสียงพูดแผ่วเบา ผมไม่ได้ยินว่ามันพูดว่าอะไร ผมเอนตัวมาข้างหน้านิดนึง และสิ่งนั้นก็โน้มมาข้างหน้ามันเหมือนกัน ผมฉี่ราดเลย ผมมองไม่เห็นหน้ามันหรอกนะ แต่ผมเห็นตาทั้งสองข้างของมัน

    ดวงตาคู่นั่นเป็นสีขาวขุ่นเหมือนมีหมอกปกคลุมอยู่ในนัยน์ตา และถ้าหากคุณอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ลองไปหาดูลอร์ด ออฟ เดอะ ริง ฉากที่โฟรโดตกลงไปในทะเลสาบแล้วพวกศพคนตายลอยขึ้นมาหาเขา นั่นแหละ ทั้งหมดที่ผมเห็นก็คือดวงตาสีขาวขุ่นสองข้างลอยอยู่เหนือหัวของโนแลน ส่วนหัวของมันมีรูปร่างที่คล้ายกวางจริงๆ ผมไม่รู้เลยว่าหน้าตาของผมตอนนั้นจะดูหวาดกลัวแค่ไหน แต่ผมกับโนแลนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เราสองคนออกวิ่งหน้าตั้ง ไม่หยุดวิ่งจนถึงที่ตั้งแคมป์หลัก กางเกงผมเปียกฉี่ไปหมด ผมเลยถอดมันและโยนทิ้งไปในดงไม้ระหว่างที่วิ่งมา เราหยุดพักกันครั้งหนึ่งข้างหน้ารถบ้านของพ่อผม เราหันกลับไปมองและไม่เห็นว่ามีอะไรตามมา เราหยุดหอบหายในกันตรงนั้นครู่หนึ่ง ผมถามโนแลนว่านั่นตัวอะไร เขาตอบกลับมาว่าเขาเองก็ไม่รู้


    เขาพูดว่าปู่ของเขาเคยเตือนว่า ถ้ามีอะไรโผล่มาในป่า อย่าพูดกับมัน และอย่าฟังที่มันพูด ผมอยากรู้ว่าเขาได้ยินเสียงมันพูดเหมือนที่ผมได้ยินหรือเปล่า เขาพูดว่าสิ่งเดียวที่เขาได้ยินและจับใจความได้คือ มันพูดว่า 'ช่วยนาย' ผมจำได้ว่าคืนนั้นเรานอนหลับกันในรถบ้านของพ่อผมและคืนต่อมาที่พวกเราเข้าไปในป่า เราก็ไม่เจออะไรประหลาดอีก"

    .
    .

    เรื่องนั้นทำให้ผมนึกอะไรได้หลายๆ อย่าางเกี่ยวกับ Wendigo มีประโยคหนึ่งที่อธิบายความพวกมันไว้และผมว่ามันดูถูกต้องเหมาะสมดี พวกเขาเรียก Wendigo ว่า "วิญญาณแห่งพื้นที่โดดเดี่ยว" มันเป็นความรู้สึกบางอย่างเมื่อคุณอยู่ในป่าลึก ที่ที่คุณรู้ว่าไม่มีมนุษย์คนอื่นอีกอยู่บริเวณนี้ เป็นความรู้สึกกระหายอย่างประหลาดที่ผมไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับคนอื่นไหม แต่มันเป็นความกระหายที่จะกลืนกินบางอย่าง มันไม่ใช่ความอยากที่เฉพาะเจาะจง แต่เป็นความหิวโหยที่ไม่ปกติและรบกวนจิตใจ และความรู้สึกนี้กลั่นมาจากทุกส่วนในร่างกายของผม .





    (โปรดติดตามตอนต่อไป)
    -----------------------------------------
    ที่มา : https://creepypastatoo.fandom.com/wiki/Search_and_Rescue_Woods


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in