Oh My Fuji! ครั้งหนึ่งในชีวิต กับการพิชิตยอดเขาฟูจิRainbow Coral
ช่วงที่ 2 เรื่องไม่คาดฝัน
  • 5th station ความสูงอยู่ที่ 2,305 เมตร 6th station ความสูงอยู่ที่ 2,390 เมตร เดินมาตั้งนานแต่จริงๆเรายังเดินไม่ถึง100 เมตรของแนวตั้งด้วยซ้ำ ที่พักที่ฉันจองไว้ความสูงอยู่ที่ 2,800 เมตร นี่คือจุดหมายปลายทางของวันนี้


    จาก 6th station แรกๆทางยังคงค่อนข้างเรียบและปีนง่าย แต่ทางลาดก็สั้นลงเรื่อยๆและชันขึ้นเรื่อยๆ แต่เรายังคงมองเห็นอาคารหลังแรกอยู่ข้างหน้าตลอด การมองเห็นเป้าหมายช่วยผลักดันให้เดินต่อไป อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว ถึงจะเหนื่อยเล็กน้อย แต่ยังไม่เกินกำลังที่มี อย่างน้อยฉันก็ออกกำลังอาทิตย์ละ 2 ครั้งนะ ความฟิตต้องมีอยู่บ้างสิ


    และแล้วก็ถึงที่พักหลังแรก มันรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก ทางที่พักรับแสตมป์บนไม้ค้ำในราคา 500 เยนโดยจะแสตมป์ให้ 2 ดวง ความรู้สึกแรกรู้สึกว่าแอบแพง แต่มาถึงนี้แล้วก็เอาวะ ฉันจึงไปต่อคิวรอแสตมป์กับนักปีนเขาคนอื่นๆ เจ้าของที่พักนั่งอยู่ตรงกลางห้องโถงที่มีเตาถ่านอยู่ เหมือนฉากในการ์ตูนญี่ปุ่นที่เคยดูเลย เขาหยิบแท่นเหล็กที่มีตราปั้มออกจากเตาแล้วประทับลงไปบนไม้อย่างปราณีต ค่อยๆกดลงบนหน้าไม้แต่ละด้านเพื่อให้แน่ใจว่ารูปที่ออกมาจะสมบูรณ์ที่สุด ฉันมองรอยแสตมป์แรกบนไม้ของตัวเองอย่างพอใจมันสวยงามมากจริงๆ


    ด้วยกำลังใจอันเต็มเปี่ยมเราก็เริ่มเดินต่อ จากจุดนี้เราสามารถมองเห็นที่พักหลังต่อไปได้อย่างชัดเจนจึงสามารถรู้ได้ว่าต้องเดินเท่าไรจะได้พัก ที่พักแต่ละที่จะมีห้องน้ำสาธารณะให้นักปีกเข้าได้โดยหยอดเงินที่ทางเข้า 200 เยน และจะขายเสบียงเล็กๆน้อยๆเหมือนร้านขายของชำ มีทั้งน้ำเปล่า ขนม กล้วย กระป๋องออกซิเจน เอาเป็นว่าของกินเติมพลังทุกอย่างที่นักปีนต้องการมีหมด แต่ราคาแพงกว่าข้างล่าง 3 เท่าเลยทีเดียว ใครเตรียมของมาไม่พอต้องเตรียมเงินให้พอนะ 


    แสตมป์ของที่พักแต่ละที่ราคาก็ไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 300-500 เยน บางที่ให้ 2 อัน บางที่ให้อันเดียว นักปีนหลายคนที่เลือกซื้อท่อนไม้เล็กๆมาเก็บแสตมป์แทนไม้ค้ำยาวอาจจะต้องเสียใจภายหลัง เพราะไม่มีพื้นที่บนไม้ให้แสตมป์มากพอ สุดท้ายต้องซื้อไม้เพิ่ม ฉันแอบดีใจที่ซื้อไม้ค้ำยาวเพราะไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีที่แสตมป์แน่


    ผ่านที่พักไปอีก 2 หลัง ทางขึ้นเริ่มเปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เป็นทางที่ค่อนข้างเรียบและไม่ชันมาก ทางข้างหน้านี้ชันอย่างกับปีนบันได! พื้นเป็นก้อนหินและดินที่ไม่มีระเบียบ ฉันคิดในใจว่า นี่สินะของจริง! ยังดีที่อากาศไม่ได้ร้อนมาก เราจึงยังรู้สึกค่อนข้างใจเย็นเสียดายที่มองไม่เห็นวิวอะไรเพราะมองออกไปมีแต่หมอกขมุกขมัว ฉันสูดอากาศเต็มปอด1ครั้งก่อนย่างเท้าขึ้นเส้นทางใหม่นี้



    ทางหินนี้โหดกับเท้าพอควร พื้นขรุขระเสียดสีกับรองเท้าทุกก้าว หลังจากปีนอยู่พักหนึ่งก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น! ส้นรองเท้าปีนเขาที่ฉันใส่มา(รองเท้าที่ฉันไม่ได้ใส่มานานกว่า5 ปี) หลุดออกจากตัวรองเท้า!!! 


    “ซวยแล้วรองเท้าพัง” ฉันบอกพี่ชายที่เดินอยู่ข้างหน้า


    “ห๊ะ?! ทำไงดีล่ะ ยังเดินได้มั้ย”


    “ยังพอได้อยู่ เดี๋ยวถึงที่พักแล้วหาอะไรมามัดไว้ก็ได้มั้ง” ฉันพูดอย่างมองโลกในแง่ดี


    เรายังปีนต่อไปกับกับรองเท้าส้นหลุดของฉัน จริงๆตอนนั้นรู้สึกว่าอายคนข้างหลังเห็นรองเท้ามากกว่ากลัวว่าจะปีนไม่ได้ แต่ ณ จุดนี้เราจะทำอะไรได้นอกจากเดินหน้าต่อไป


    ที่พักต่อมาที่เรามาถึงค่อนข้างใหญ่ ฉันจำได้ว่าเป็นที่ๆฉันอยากจองแต่ห้องเต็มซะก่อน 


    “ที่นี่มีขายรองเท้าด้วย” พี่ชายบอกฉันที่กำลังต่อคิวแสตมป์อยู่


    “จริงหรอเท่าไร”


    “3000 เยน รองเท้าno name น่ะ”


    ในใจคิดว่าแอบแพงและด้วยความงกและความมองโลกในแง่ดีเกินเหตุ ฉันจึงบอกพี่ว่าคงไม่ต้องหรอกมั้งแล้วฝืนเดินต่อด้วยรองเท้าคู่เดิม


    ผ่านไปอีก 2 ที่พักก็คือที่พักที่ฉันจอง ชื่อว่า Fuji Ichikan พนักงานหญิงที่ยืนต้อนรับอยู่ข้างหน้ารับไม้จากนักปีนที่ต้องการแสตมป์ให้ผู้ชายสูงอายุที่นั่งอยู่ข้างเตาแสตมป์ ฉันแจ้งพนักงานหญิงเป็นภาษาอังกฤษว่าเรามีจองไว้ คงเป็นเพราะต้องเจอชาวต่างชาติมากมายทุกปีภาษาอังกฤษของพนักงานที่นี่ถือว่าดีกว่าคนญี่ปุ่นทั่วไป เธอแจ้งว่า check in เริ่มบ่าย3 ตอนนั้นเวลาประมาณ14:45 เราจึงต้องรอก่อน ฉันโชว์รองเท้าที่พังให้ดูแล้วถามว่าช่วยอะไรได้บ้างมั้ย


    “Oh no, where did you get that?” เธอถาม


    ฉันนึกว่าเธอหมายถึงซื้อรองเท้ามาจากไหน จึงตอบไปว่า “it’s very old already”


    พนักงานชายอีกคนเดินออกมาดูและพนักงานหญิงพูดกับเค้าเป็นภาษาญี่ปุ่นว่าฉันรองเท้าพัง พนักงานชายตรวจสอบความเสียหายแล้วลุกไปหยิบเทปกาวมาม้วนนึงแล้วเริ่มม้วนเทปกาวไปรอบๆรองเท้าข้างที่พังของฉัน ช่างใจดีจริงๆ! มันดูแข็งแรงมากหลังเค้าพันเสร็จ เยี่ยมเลย แบบนี้น่าจะเอาอยู่


    แต่พนักงานชายกลับดูไม่ค่อยพอใจกับผลงานตัวเอง เขาส่ายหัวแล้วชี้ไปที่พื้นรองเท้าที่มีเทปพันว่า “here no friction”


    อ่อ…ส่วนที่เทปแปะทับมันเรียบไม่มีแรงเสียดสี อาจทำให้ลื่นได้สินะ


    “Where did you get it?” พนักงานหญิงถามฉันอีกรอบ ฉันถึงนึกได้ว่าเค้าคงหมายถึงว่าไอ้ที่พังเนี่ยโดนมาเมื่อไร


    “Just now, on the way up” ฉันตอบ


    “Oh!” พนักงานหญิงชายและชายสูงไวที่นั่งอยู่เริ่มพูดกันเป็นภาษาญี่ปุ่น น่าจะกำลังแอบสงสารฉันที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ตอนนี้


    เพราะยังไม่ถึงเวลาcheck in ฉันกับพี่ชายจึงตัดสินใจเดินต่ออีกหน่อยเพื่อลองรองเท้าที่เพิ่งซ่อมของฉัน เราตั้งเป้าไว้ว่าจะเดินถึงที่พักถัดไปแล้วเดินกลับมา เราสามารถมองเห็นที่พักถัดไปได้ด้านบนไม่ไกล แต่ทางตรงนี้ชันเอาการเลยทีเดียว 


    การที่ส้นรองเท้าติดกลับบนรองเท้าแล้วทำให้เดินได้สบายขึ้น ฉันไม่รู้สึกถึงความลื่นเท่าไร ในใจเลยคิดว่าแบบนี้น่าจะเอาอยู่น่า ทางตรงนี้แคบและขรุขระมาก ฉันแอบกังวลตอนเดินลงกลับไปที่พักเดิมว่าจะเดินยังไง


    ที่พักต่อไปมีซุ้มประตู torii ตั้งอยู่ตรงทางเข้า พอใกล้ถึง ทางชันขรุขระก็เปลี่ยนเป็นบันไดเรียบที่ขั้นสูงมาก ถึงจะเหนื่อยแต่เราก็เดินมาถึง พรุ่งนี้เราต้องเดินขึ้นมายังงี้อีกรอบสินะ ฝูงชนที่เดินขึ้นมายังมีไม่ขาดสาย ไหนๆก็เดินมาถึงแล้วเอาไม้ไปแสตมป์ก่อนเลยละกัน


    หมอกยังคงหนาจัด มองไม่เห็นวิวรอบๆหรือทางข้างล่างไกลๆ หลังจากยืนชมหมอกอยู่พักหนึ่งเราก็ตัดสินใจเดินกลับลงไปที่พักของตัวเอง ไม่ง่ายอย่างที่คิด! ท่ามกลางฝูงชนที่เดินขึ้นมาบนทางหินแคบๆเราสองคนต้องค่อยๆเดินสวนทางกับทุกคน หลายคนมองเราอย่างสงสัยแต่ไม่ได้ว่าอะไร บางคนก็พูดกันเองว่าทำไมพวกเราถึงเดินลง นี่มันเป็นทางขึ้นนี่ (ไม่รู้ว่าเราฟังเข้าใจ) แต่ทำยังไงได้ เราก็ได้แต่หน้าด้านเดินสวนกับทุกคนลงไปในทางแคบๆที่แค่ปีนขึ้นธรรมดาก็ลำบากแล้ว


    และเรื่องที่ไม่ขาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง! รองเท้าอีกข้างที่ดีๆมาตลอดส้นกลับหลุดออกมาทั้งอัน! ไม่ใช่แค่แอบหลุดออกมาครึ่งเดียวเหมือนอีกข้างที่พันเทปไว้ แต่หลุดออกมาอย่างสิ้นเชิง! ฉันมองไปทางพี่ชายอีกครั้งและยกเท้าขึ้นมาให้ดู เราต่างอึ้งไปชั่วขณะแต่ก็ต้องเดินต่อเพราะบังฝูงชนอยู่ ฉันรีบคว้าส้นที่หลุดออกมาอยู่บนพื้นแล้วรีบเดินต่อไป ดีที่ตอนนั้นใกล้ถึงที่พักแล้วจึงไม่ต้องเดินด้วยรองเท้าแบบนั้นนานนัก


    พอถึงที่พักเราก็ทำการเช็คอินและจ่ายเงิน ที่พักบนเขาเปิดให้จองประมาณสามเดือนก่อนหน้าภูเขาเปิดที่พักหลายแห่งจะมีห้องส่วนตัวจำนวนไม่มาก ที่เหลือจะเป็นห้องรวมที่มีถุงนอนเรียงเป็นแถวให้แขกพักตอนแรกฉันก็อยากจองห้องส่วนตัวแต่ก็ไม่ทันสุดท้ายจึงจองเป็นถุงนอนธรรมดา


    พนักงานที่ที่พักก็ไม่สามารถช่วยอะไรฉันได้กับรองเท้าที่พังยับเยินถึงขั้นนี้ ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ก็คือไปซื้อรองเท้าจากที่พักด้านล่างที่เราเดินผ่านมา ฉันถามพนักงานว่าสามารถโทรลงไปซื้อแล้วให้เค้าเอาขึ้นมาให้ได้มั้ย แต่เค้าดูจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไร บอกแต่ว่าต้องลงไปซื้อเอง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้ารู้อยู่แล้วว่าไม่ได้หรือไม่อยากโทรให้ ฉะนั้นเราก็ทำได้เพียงไปซื้อด้วยตัวเอง ตอนแรกฉันตั้งใจจะเดินลงไปกับพี่ด้วย แต่พี่บอกว่ารองเท้าแบบนี้จะลงไปได้ยังไง แถมปกติฉันก็เดินช้ากว่าอยู่แล้ว พี่ไปคนเดียวเร็วกว่า ฉันจึงเอารองเท้าหนึ่งข้างใส่ถุงให้พี่เอาไปเทียบไซส์ แล้วพี่ชายฉันก็เดินสวนทางทุกคนเดินลงเขาไป


    ระหว่างที่รอฉันสำรวจที่พักและจัดเก็บสัมภาระของเรา Fuji Ichikan มีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก จากทางเข้ามาเป็นห้องโถงโล่งซึ่งเมื่อถึงเวลาอาหาร พนักงานก็จะเอาโต๊ะพับมากางเป็นห้องอาหาร ด้านหน้ามีเตาถ่านเล็กๆเอาไว้แสตมป์ไม้ให้นักท่องเที่ยวและมีมุมขายของชำ ด้านซ้ายและขวาของห้องโถงมีห้องแยกข้างละห้อง พวกเราอยู่ด้านซ้ายซึ่งเป็นห้องนอนรวม โซนที่นอนมีสองชั้น ทั้งสองชั้นมีถุงนอนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ พวกเราถูกจัดแจงให้อยู่ชั้นบน ข้างๆฉันเป็นผู้หญิงที่มาคนเดียวส่วนข้างๆพี่ชายเป็นของผู้ชายอีกคนที่มาคนเดียวเช่นกัน ข้างล่างพวกเราเป็นของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งประมาณ 4-5 คน ในห้องมีห้องเก็บของเล็กๆซึ่งทางที่พักบอกว่าให้เราใช้เป็นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า อีกด้านของห้องโถงก็เป็นห้องนอนเช่นกันแต่เราเข้าไม่ได้ ฉันเดาว่าน่าจะเป็นโซนห้องส่วนตัว ระหว่างที่นั่งรอพี่ ก็มีแขกมาเช็กอินเพิ่มขึ้น แขกที่ถูกนำทางไปห้องฝั่งนั้นส่วนใหญ่มาเป็นคู่ แอบอยากรู้จังว่าข้างในเป็นยังไง


    รออยู่ไม่นานพี่ชายก็ไลน์มาถามเรื่องไซส์รองเท้า เทียบกับเวลาที่เราปีนขึ้นมา เวลาที่พี่ใช้ในการลงไปเร็วกว่ามาก และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะหลังจากนั้นพี่ฉันก็หายไปพักนึงกว่าจะปีนกลับขึ้นมาถึง รองเท้าราคา 3000 เยนนี้ดูธรรมดามากไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับมัน เป็นเพียงรองเท้าผ้าใบ ไม่ใช่รองเท้าปีนเขาด้วยซ้ำ แต่ ณ ตอนนั้นมันมีค่ามาก เพราะฉันคงไม่สามารถทำภารกิจปีนเขาครั้งนี้ได้สำเร็จถ้าไม่มีมัน


    เดินเหนื่อยเหงื่อแตกมาทั้งวัน พวกเราจึงตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อซักหน่อย เราพกผ้าเปียกไปด้วยและใช้มันเช็ดตัวแทนการอาบน้ำ เวลาประมาณห้าโมงเย็น พนักงานของที่พักแจ้งว่าแขกที่จองอาหารไว้สามารถมารับประทานได้แล้ว พวกเราเองก็จองไปจึงออกไปนั่งข้างโต๊ะพับที่ถูกกางออกเรียบร้อยอาหารเย็นคือข้างแกงกะหรี่ มีผักดองให้ตักเองได้พวกเรากินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ปริมาณแอบเยอะไปนิด ถึงจะพยายามอยากกินให้หมดแต่สุดท้ายก็ข้าวเหลือ


    ที่พักแจ้งว่าพระอาทิตย์จะขึ้นตอนประมาณตีสี่ครึ่งพรุ่งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วการปีนจากความสูง 2,800 เมตรที่ Fuji Ichikan ตั้งอยู่ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม. แต่ด้วยความไร้ประสบการณ์ของพวกเรา เราจึงตีเวลาเผื่อเป็น 5 ชม. ซึ่งก็แปลว่าเราจะต้องเริ่มปีนอีกครั้งตอนห้าทุ่มครึ่งเพื่อไปให้ทันพระอาทิตย์ขึ้น ช่างเป็นแผนการเดินทางที่ฟังดูโหดร้าย เพราะฉะนั้นเราจึงรีบนอนเอาแรงตั้งแต่ 18:30


    18:30 ของญี่ปุ่นเทียบเท่า 16:30 ที่ไทย แค่นี้จะให้นอนก็ยากพอแล้ว ไหนยังต้องเจอกับเสียงนักท่องเที่ยวคนอื่นๆที่เพิ่งเช็คอินเข้ามาแล้วคุยกันอย่างไม่เกรงใจใคร เสียงกรนของคนที่หลับแล้ว และเสียงเก็บข้าวเก็บของของคนที่เหลือ ฉันได้แต่นอนอยู่ในถุงนอน(ที่อุ่นมาก) แล้วพยายามข่มตาหลับ แต่ก็ได้แต่พลิกไปพลักมา หลับจริงๆได้แค่ประมาณชั่วโมงนึงเท่านั้น นอกจากเสียงต่างๆที่คอยรบกวนแล้ วฉันยังรู้สึกอึดอัดท้องอย่างบอกไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะกินเยอะเกินไป หรือกินแล้วนอนทันทีอาหารเลยไม่ย่อยก็ได้


    เวลา 23:00 ทั้งฉันและพี่ชายที่นอนต่อไปไม่ไหวก็ลุกขึ้นเตรียมเก็บข้าวของออกเดินทาง นอกจากพวกเราแล้วมีแขกอีกเพียงหนึ่งคนที่ลุกขึ้นเช่นกัน ฉันคิดว่าเวลานี้น่าจะมีคนปีนไม่มาก แต่พอเปิดประตูที่พักออกไปก็เห็นคนเดินผ่านไม่น้อย ความมืดสนิทด้านนอกเกินกว่าที่คนเมืองอย่างฉันจินตนาการไว้ หากไม่มีแสงจากที่พักและแสงจาก head lamp ก็มองไม่เห็นอะไรเลย แบบนี้จะปีนไหวหรือเนี่ย! เพราะความไร้ประสบการณ์​ ฉันกับพี่เตรียม head lamp ไว้แค่อันเดียว เพราะคิดว่าไม่น่ามืดขนาดต้องใช้สองอัน พี่ชายฉันจึงต้องปีนโดยมือนึงถือมือถือที่เปิดไฟไว้ อีกมือถือไม้ค้ำ ถึงจะแอบอันตรายแต่ก็ดีกว่ามองไม่เห็นทางเลย


    เราตรวจสอบสัมภาระเป็นครั้งสุดท้าย แล้วฉันก็ใส่รองเท้าคู่ใหม่ที่แอบใหญ่ไปเล็กน้อยเริ่มต้นปีนอีกครั้ง

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in