Stories from my mindBenchiro
We are here because we are here
  • ถึงแม่

    แม่ครับ "เรามีชีวิตอยู่กันไปเพื่ออะไรหรือครับ"

    ผมรู้ดีว่า ถ้าแม่ยังอยู่กับผมที่นี่ในตอนนี้ แม่ก็คงจะปริยิ้มที่มุมปากแบบเดิมๆที่แม่เคยทำ ประโลมผมด้วยคำพูดเรียบนิ่ง อย่างเช่นทุกครั้งที่แม่ตอบคำถามนี้กับผม

    ในคืนวันที่ความคิดผมยังบริสุทธิ์จากความสกปรกและซับซ้อน แม่เคยจูงผมเดินไปในสวนสาธารณะใหญ่ เราถอดรองเท้าเพื่อจงใจย่ำปลายตัดของหญ้าอ่อน ให้พวกมันเสียดสัมผัสผิวเท้าอันเปลือยเปล่า เราชี้นิ้วไปยังบึงกว้างโอ่อ่าสุดหูตาที่นั่น เรือเป็ดถูกถีบลอดผ่านใต้สะพานโค้งเชื่อมสองฝั่งตลิ่ง ที่ซึ่งหมู่น้ำพุพรายพุ่งจากท่อน้ำสีเข้มคล้ำอำพลางตาใต้ผิวน้ำ แสงแดดสีแสดขาวแยงตาตัดสลับกับเงามืดสลัวของท้องสะพานโค้งสะพานแล้วสะพานเล่า  แม่ครับผมคิดถึงวันคืนเหล่านั้น มันคือช่วงเวลาที่ผมรักแม่มากที่สุด ผมมีความสุขเปี่ยมหัวใจจนผมไม่เคยอยากรู้เลยว่าผมจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เพราะเพียงแม่แค่คนเดียวก็เป็นเหตุและผลที่ยิ่งใหญ่จนท่วมท้นความสงสัยนั่นไปเสียทั้งหมดแล้ว

    ในเช้าวันแรกที่แม่พาผมไปส่งที่โรงเรียน ผมยังจำได้ดีถึงแรงกอดที่ผมรัดรั้งแม่อย่างสุดช่วงแขน แม่อุ้มผมให้ยืนลงที่พื้น ครูผู้หญิงในชุดขาว-ดำ ดึงมือผมออกจากตัวแม่ เค้าอุ้มผมขึ้นจากพื้นและพาผมออกไปจากแม่ ผมร้องไห้แต่ไม่ได้ส่งเสียง ผมสะอื้นไห้อยู่บนไหล่ของครูผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้นอย่างเจียมหัวใจ ไม่ใช่เพราะผมกลัวที่ต้องห่างจากตัวแม่ไป แต่ผมแค่เสียใจ เสียใจกับความจริงในอนาคตที่ผมต้องเผชิญ ผมจะไม่ได้เที่ยวเล่นกับแม่เมื่อไหร่ก็ได้อีกแล้ว ผมต้องสร้างอีกตัวตนในที่แห่งนี้ ในที่ที่ไม่มีแม่ หากแต่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าหลากวัย ใช่...ตัวตนของผมถูกสร้างขึ้น หลอมใหม่ และหล่อขึ้นอีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในโรงเรียนประจำแห่งนั้นอย่างที่แม่ต้องการ

    แม่ครับ แม่จำครั้งแรกที่ผมถามคำถามนี้กับแม่ได้ไหม มันคือคืนเดียวกับที่แม่อนุญาตให้ผมนอนดึกเท่าใดก็ได้ตราบที่ผมพอใจ  มันคือหมุดอิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเด็ก 9 ขวบอย่างผมในตอนนั้น เรานอนดูหนังเรื่อง Tokyo Tower กันจนดึก แม่คงจำเรื่องนี้ได้ดี เพราะมันเป็นหนังที่แม่เฟ้นหามาให้ผมดูอย่างจงใจ  แม่หลับไปบนโซฟากำมะหยี่สีน้ำตาลเข้มนวลเนียนตัวโปรดของแม่ตั้งแต่หนังยังเดินเรื่องไปไม่ถึงไหน ผมจำได้ว่าผมเขย่าแขนแม่เพื่อปลุกมาถามคำถามนี้ตอนที่หนังจบไปแล้ว เพราะผมเสียใจที่แม่ของ "โบกุ" ต้องตายไปทั้งๆที่ชีวิตของทั้งคู่เพิ่งเริ่มลงตัวกันแล้วในโตเกียว...ถ้าสุดท้ายทุกคนต้องตายแล้วเราจะมีชีวิตไปเพื่ออะไรกัน

    27 ปีบนโลกใบนี้ ใบที่ช่วงเริ่มแรกของชีวิต แม่ได้พาผมไปรู้จักกับสิ่งต่างๆ ผมตั้งใจเรียนแบบที่แม่คาดหวัง แม้แม่จะไม่เคยพูดคำนั้นออกมาแต่ผมก็รู้อยู่แก่ใจว่าแม่คาดหวังอะไรในตัวผมบ้าง ผมเรียนได้ดี สอบเข้าคณะที่ดีได้ และทำงานมีรายได้ที่ใครๆมองว่าดี แต่แม่ครับผมกลับว่างเปล่าเหลือเกิน ทุกย่างก้าวของชีวิตผมมันยวบยาบและคล้ายจะสั่นคลอนไปเสียหมด ผมจนปัญญาที่จะนิยามความเวิ้งว้างเปล่าเปลี่ยวที่ผมเผชิญมาอยู่ตลอดให้ออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร ผมเคยคิดว่ามันเกิดจากการขาดความรัก ผมจึงตามหาคนๆนั้น คนที่ผมจะสานสัมพันธ์รักด้วย แต่แม่ครับ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ถึงเกลียดความรักนักหนา เพราะมันต่างต้องแลกด้วยการเห็นแก่นแกนความเห็นแก่ตัวของอีกคนหนึ่ง ไม่มีทางที่สองจานของตราชูความรู้สึกของคนคู่ไหนในโลกแห่งนี้จะเท่ากัน ไม่ว่าเราจะศิโรราบหรือหยัดยืนด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงมัน สุดท้ายเราก็ต่างต้องเจ็บปวด เพียงแต่จะเล็กน้อยหรือสาหัส จะล่าช้าหรือรวดเร็วก็เพียงเท่านั้น

    ทุกวันนี้ผมไขว่คว้าทุกอย่างที่ผมเคยขาดมาได้เกือบครบถ้วนแล้วครับแม่ มันเหมือนผมกำลังปีนภูเขาเทือกใหญ่ แผ่นหิินและโขดผาสูงชันรายทาง ไม่เคยกลายเป็นอุปสรรคที่สลักสำคัญจนทรมานให้ผมย่อท้อหยุดป่ายปีนต่อไปได้ ผมยังคงเห็นยอดผาพร่างแสงอยู่ที่นั่น ที่ซึ่งสูงลิบเลือนพร่าไปด้วยหมอกเมฆและลมหวนแรง แต่มันก็ยังอยู่ในระยะของสายตาและกำลังของห้วงแขนที่ผมจะพาตัวเองไปถึงได้ ทว่าในบางครั้งเทือกเขาที่ผมคุ้นชินลูกนี้กลับทำให้ผมหวาดกลัว แม้สายตาจะเล็งแนวเหลื่อมของหินก้อนที่อยู่สูงขึ้นไปอย่างไม่มีทางคลาดเป้า มือและเท้าจะถอกถีบและดึงดันตัวเองเต็มแรงแค่ไหน แต่แม่ครับภูเขาลูกนี้มันช่างหนาวเหน็บเหลือเกิน มันยะเยือกเย็นจนเสียดร้าวไปถึงหัวใจ 

    แม่ครับผมไม่รู้เลยจริงๆ ว่ากำลังปีนภูเขาถูกลูกไหม

    ผมกลัว ผมกลัวว่าภูเขาลูกที่ผมกำลังปืนอยู่ ที่ซึ่งใครๆก็อยากจะพิชิตยอดผาข้างบนนั่น มันจะไม่ใช่ที่ของผม เมื่อผมก้าวขึ้นถึงยอดนั่นแล้ว ผมกลัว...กลัวว่ามันจะไม่ใช่ยอดผาอย่างที่ผมวาดฝันไว้แต่แรก เมื่อสายหมอกควบแน่นจนกลั่นตัวเป็นแค่หยดน้ำค้าง เมื่อแสงจากอาทิตย์สาดใส่แผ่นผาบนยอดภูนั่นจนแจ่มจ้า ผมกลัวว่าเมื่อมองออกไปจากที่แห่งนั้นผมจะเห็นยอดผาที่ตระหง่านงามกว่านี้ เหมาะกับผมมากกว่านี้ และควรเป็นที่สำหรับผมมากกว่านี้ ปรากฏอยู่แก่สายตาของร่างกายที่โรยราเกินกว่าจะไปหาภูเขาลูกใหม่ได้อีกแล้ว

    แม่ครับ ผมรู้สึกเปล่ากลวงอย่างที่แม่เคยกระซิบเล่าให้ผมฟัง ตอนที่แม่สอนผมกินเบียร์ครั้งแรกเข้าแล้ว ยิ่งนับวันความรู้สึกนี้มันก็เริ่มแผ่ขยายจนครอบคลุมทุกเสี้ยวส่วนของร่างกายและสมองของผมไปเสียหมด ผมทำงานเพื่อให้มีเงิน แล้วก็ใช้เงินไปเพื่อต้องทำงานหาเงินเพิ่มขึ้นใหม่ วนเวียนอย่างนี้ราวกับว่าจะไม่มีจุดสิ้นสุด ผมจำไม่ได้ชัดว่าแม่เล่าวิธีแก้ปัญหานี้ในบาร์คืนนั้นไว้ว่าอย่างไร อาจเป็นเพราะฤทธิ์เบียร์หลากยี่ห้อที่แม่สั่งมารินใส่แก้วบนแถบเคาน์เทอร์บาร์สีดำขลับที่มีเพียงแค่ผมกับแม่เพียงสองคน หรืออาจเป็นเพราะผมในตอนนั้นยังอ่อนเดียงสาเกินจะเข้าใจในสิ่งที่แม่กระซิบให้ผมฟังอยู่ก็เป็นได้ 

    ผมคิดถึงแม่เหลือเกินครับ ผมคิดถึงคำตอบเรียบทื่อและง่ายดายที่แม่ตอบสารพัดคำถามของผมอย่างไม่เคยหน่าย คิดถึงรอยยิ้มมุมปากของแม่ที่เป็นปฏิกิริยาแรกหลังจากสิ้นเสียงสุดท้ายของทุกคำถาม โดยเฉพาะทุกทีที่ผมถามว่า "เราจะมีชีวิตอยู่กันไปเพื่ออะไร" แม่ก็มักจะยิ้มและตอบผมกลับเสมอว่า "เรามีชีวิตอยู่ ก็เพื่อมีชีวิตอยู่ ก็แค่นั่น" แม้มันจะดูวกวนกวนประสาทและไม่ได้ให้ความหมายที่ลึกซึ้งหรือกว้างขวางไปจากสิ่งที่ผมสงสัยเท่าไหร่นัก แต่ความเรียบง่ายและตรงไปตรงมาของมันก็ช่วยย้ำให้ผมอยากมีชีวิตอยู่ เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปจริงๆ 

    ถ้าแม่ยังอยู่กับผมที่นี่ในตอนนี้ ผมอยากฟังคำตอบจากแม่อีกครั้งจังครับว่า "เราจะมีชีวิตอยู่กันไปเพื่ออะไรหรือครับ"


                                                                                                                                                               ลูก

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in