Stories from my mindBenchiro
โลกอีกใบที่มองไม่เห็น : บทร่ำลาสุดท้ายแด่น้องๆชุมชนตึกแดง
  • เมื่อเหล่านิสิตทันตแพทย์ ต้องไปลงพื้นที่บำเพ็ญประโยชน์ โลกอีกใบที่พวกเราไม่เคยมองเห็นจึงปรากฏขึ้น...

    เนื่องด้วยกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมบังคับ ของหลักสูตรชั้นปีที่ 2 คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แน่นอนว่าเมื่อเป็นกิจกรรมบังคับ ทุกคนไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ ก็ไม่มีสิทธิ์บ่ายเบี่ยง T^T

                                            "ให้ทุกคนจับกลุ่มบำเพ็ญประโยชน์ ส่งชื่อภายในวันนี้นะ"

    เมื่อสิ้นเสียงหัวหน้าชั้นปีประกาศผ่านไมโครโฟนหน้าชั้น มหกรรมการแย่งชิง เอ้ย!..จับกลุ่ม ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งห้องวุ่นวายราวกับอยู่ในสมรภูมิ The Hunger Game โชคดีที่ผมรอดตาย ได้มาอยู่กับกลุ่มเพื่อนอีก 27 คนพอดิบพอดี กลุ่มของพวกเราวางแผนว่าจะไปบำเพ็ญประโยชน์ดูแลและสอนหนังสือน้องๆ ที่ชุมชนตึกแดง ร่วมกับกิจกรรม ซ.โซ่อาสาพัฒนาชุมชน ที่ทำกิจกรรมอยู่ที่นั่นเดิมอยู่แล้ว

    พวกเราหลายคนเลือกเดินทางไปลง MRT บางซื่อ เพราะสามารถเดินเท้า/ต่อแท็กซี่ ไปยังชุมชนตึกแดง ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปประมาณกิโลกว่าๆได้ เมื่อพวกเรามาถึงหน้าชุมชน ภาพที่ปรากฏให้เห็นคือ ตรอกเล็กแคบ สองข้างทางขนาบด้วยกำแพงสังกะสีสนิมเกรอะกรัง และทางเดินซีเมนต์เหนือร่องน้ำขังที่ทอดลึกเข้าไปในชุมชน มันชวนให้เราอดตั้งคำถามขึ้นในใจไม่ได้ว่า เหตุใดระยะทางเพียงแค่กิโลนิดๆนั้น จึงสามารถกางกั้น ความเจริญ ถนนใหญ่ ตึกสูง และสถานี MRT ที่ทันสมัย ให้แยกตัวออกจากชุมชนแห่งนี้ไปได้ เสมือนว่าชุมชนที่นี่ถูกความเจริญจงใจบดบังทำให้มองไม่เห็นไปเสียอย่างนั้น 


    เมื่อพวกเราเข้ามาถึงลานกิจกรรมกลางชุมชน "ครูปู่" ผู้ริเริ่มกิจกรรม ซ.โซ่ อาสาฯ ได้เดินมาทักทายและแนะนำพวกเราคร่าวๆ เกี่ยวกับชุมชนและสอนเทคนิคจัดการเด็กๆสุดแสบของที่นี่ ด้วยความที่ครูปู่ มีความอาวุโสมาก(น่าจะมากที่สุด)ในชุมชน และมาพร้อมกับน้ำเสียงสุดโหดเฮี๊ยบ ทำให้แม้แต่พ่อแม่ของเด็กๆยังเกรงใจ แน่นอนยิ่งเป็นเด็กๆแล้วอาจถึงขึ้นเกรงกลัว 5555555 ทำให้ช่วงแรกครูปู่ สามารถกะเกณฑ์เด็กๆหลายสิบคน ซึ่งถือเป็นงานช้างระดับจับปูใส่กระด้ง มารวมกันที่ลานกิจกรรมได้น่าอัศจรรย์


  • เราแบ่งเด็กๆ ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ อนุบาล ประถมต้น ประถมปลาย และมัธยม เพื่อจะได้ทำการดูแลและสอนเนื้อหาได้อย่างเหมาะสม เป็นไปตามคาดเราพบว่าเด็กผู้หญิงนั้นเรียบร้อยและดูแลง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับเด็กผู้ชาย เด็กผู้ชายที่นี่เรียกได้ว่าแสบสันต์จริงๆ ถึงขั้น"หงอคง"ยังอาจต้องเรียกพี่ ทำให้เราต้องงัดเทคนิคที่ครูปู่สอนเราเมื่อแรกแนะนำตัวกันมาใช้อยู่เสมอๆ นั่นคือ "อย่าถือสาเด็กมันเลยยย..." 5555555 (เท่าที่จำได้ คือน่าจะท่องในใจแทบตลอดเวลา 5555555) นอกจากความซุกซนและแสบสันต์ถึงทรวงของเด็กๆที่สร้างความประทับใจกระแทกจิตให้กับพวกเราตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว ภายใต้แววตาบ้องแบ๊วหลายสิบคู่นั้น เมื่อสังเกตดีๆ เราก็ยังสามารถพบกับความน่ารัก ใสซื่อในความเป็นเด็ก ที่เราเฝ้าปรารถนามาตั้งแต่ก่อนถึงที่นี่ ได้ปรากฏขึ้นผ่านคำพูดแสนขบขันและท่าทางอันงุ่นง่านน่าตีของเด็กๆเหล่านี้ พอทำให้พวกเราได้ชื่นใจมีเรี่ยวแรงทำกิจกรรมต่อ กันอยู่ไม่น้อย...เย่ะ!


    เด็กๆหลายคน เมื่อสนิทกับพี่ๆแล้ว ก็จะมาออดอ้อนขอให้พี่คนนั้นคนนี้มาเป็นครูประจำตัว ทำให้พวกเราผู้ถูกเลือกแอบดีใจว่า เด็กๆคงปลื้มอยากให้เราดูแลเป็นพิเศษแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ หน้าที่ที่แท้จริงของครูประจำตัวก็คือ...ม้าส่งเมืองงงงง!!! TwT


    เมื่อเสร็จจากการสอนหนังสือ ในฐานะนิสิตทันตแพทย์เราจึงต้องมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพช่องปากมาสอนน้องๆด้วย โดยแบ่งเป็นกิจกรรมสอนน้องแปรงฟันและช่วยน้องย้อมสีฟันเพื่อดูคราบจุลินทรีย์ ในกิจกรรมนี้เอง ทำให้เราเห็นเพื่อนๆของเราหลายคนเผยลุคคุณพ่อ คุณแม่ Family girl&man แสนอบอุ่นออกมาอย่างมีแววเลยทีเดียว


    และตามมาด้วยกิจกรรมปิดท้ายอย่างอบอุ่น ด้วยการเล่นกีตาร์ประกอบเสียงเพลงจากน้องๆ เล่นทำเอาพี่ๆหลายคนชวนซึ้งไปตามๆกัน


    เมื่อทำกิจกรรมเสร็จ พวกเราเก็บของและบอกลาเด็กๆ เด็กบางคนทำทีท่าไม่ยอมลาด้วย วิ่งมาขอครูประจำตัวของพวกเค้าขี่หลัง อ้อนว่าขอไปส่งครูถึงหน้าทางเข้าชุมชนด้วย ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ต้องแบกน้องตัวแสบไปถึงหน้าชุมชน ระหว่างทางน้องไม่ได้พูดอะไรกับผมมากนัก มีแต่ผมที่คอยพูดว่า "กอดแน่นๆ" "เอาขาเกี่ยวแน่นๆ" อยู่เนืองๆ 

    ถึงแม้บทสนทนาระหว่างผมกับน้องตลอดทางจะไม่ได้มีอะไรมากนัก แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้นมีมากมาย  ณ เวลานั้นผมเองไม่รู้หรอกว่าจะมีโอกาสกลับมาที่นี่อีกไหม ไม่รู้หรอกว่าจะมีใครผลัดเปลี่ยนมาเป็นครูประจำตัวน้องเค้าอีกเท่าไร ไม่รู้แม้กระทั่งว่าน้องเค้าจะมีโอกาสกอดคนในครอบครัวแน่นๆ  แบบนี้รึปล่าว ผมรู้เพียงอย่างเดียวว่า "อยากให้น้องคนนี้ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่เข้มแข็งพอที่จะก้าวออกไปจะโลกใบนี้ที่น้องอยู่" แค่เพียงเท่านี้ที่ผมรู้... 

    ทุกวันนี้ถึงแม้หน้าและชื่อของน้องคนนั้นผมจะเริ่มลืมเลือน แต่ผมยังคงจดจำแรงกอด และความรู้สึกของหัวที่เหงื่อเปียกโชกที่วางไว้บนหลังผมได้เป็นอย่างดี มันตอกย้ำให้ผมรู้สึกเสมอว่า ในชีวิตวัยเด็กของเรานั้น พ่อแม่เลี้ยงดูเรามาดีมากแค่ไหน ราวกับว่าเรากับน้องเติบโตขึ้นมาบนโลกคนละใบจริงๆ ทำให้ต้องขอบคุณกิจกรรมบังคับนี้เอาเสียมากๆที่บังคับชะตาให้เราได้มาเจอกัน และได้เติมเต็มโลกอีกใบของกันและกัน...


  • เมื่อเหล่านิสิตทันตแพทย์ ต้องไปลงพื้นที่บำเพ็ญประโยชน์ โลกอีกใบที่พวกเราไม่เคยมองเห็นจึงปรากฏขึ้น...มันคือโลกที่มีมาอยู่นานแล้ว หากแต่พวกเราเองนั่นแหละที่มีชีวิตราวกับว่าไม่เคยรับรู้เลยว่ามันมีอยู่จริง เราตื่นเช้านั่ง BTS มาเรียนที่คณะกลางสยามสแควร์ ทุกสิ่งแลดูสะดวกสบาย แอร์เย็นฉ่ำ ร้านอาหารให้เลือกมากมาย เรามีโลกของเรา เป็นโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพร้อมแทบจะสมบูรณ์แบบ หากแต่ในขณะเดียวกัน กลับมีโลกคู่ขนานอีกใบหนึ่งที่ดำเนินมาพร้อมกันแต่ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะตรงข้าม กลับตาลปัตรกันไปเสียทั้งหมด และที่สำคัญที่สุดคือ โลกทั้งสองใบนั้นแทบไม่เคยโคจรมาบรรจบกันเลย เพราะต่างก็หมุนอยู่ในวงโคจรของตัวเอง เปรียบดั่งโลกกับด้านมืดของดวงจันทร์ ที่แม้จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกัน แต่ก็มองไม่เห็นกัน

    กิจกรรมลงพื้นที่บำเพ็ญประโยชน์ในครั้งนี้ จึงเป็นเปรียบเสมือนสื่อกลาง ที่นอกจากจะพาเราให้ไปรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกอีกใบนึงแล้ว ยังทำให้เรามองโลกคู่ขนานใบนั้นด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป ด้วยหาใช่เพียงการรับรู้และความเข้าใจที่มาจากแค่คำบอกเล่า หรือสกู๊ปข่าวตามโทรทัศน์ แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสอย่างแท้จริง ด้วย "หัวใจ" ที่เชื่อมโลกทั้งสองใบเข้าด้วยกัน

    สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ รูปภาพจากตากล้องประจำกิจกรรม ศร (รวิศร) และเพื่อนๆทั้ง 27 คนที่ทำให้กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าจดจำตลอดไป ขอขอบคุณ อ.สรนันท์ ที่ควบคุมดูแลเราอย่างดีตลอดกิจกรรม รวมทั้งครูปู่และกิจกรรมบังคับประจำหลักสูตรที่ทำให้โลกทั้ง 2 ใบของเราโคจรมาเจอกัน และที่ขาดไม่ได้คือ น้องๆชุมชนตึกแดงที่ยอมเปิดโอกาสให้โลกของเราได้เชื่อมเข้าหากัน ขอบคุณมากนะ :D


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in