EXONERATED คืนล้างบาปMichaeldean.jr
8 END-จบ
  • 8

    ภาพแรกที่เธอเห็นนั้นคือแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่ทอแสงเจิดจ้า ความอุ่นร้อนของมันอาบไล้ไปทั่วผิวหน้าและกายเธอ จนเธอแทบไม่รู้สึกหนาวเย็นอีกต่อไป


    แล้วเธอก็เห็นใบหน้าหนึ่งปรากฏขึ้น ใบหน้านั้นก้มลงมองเธอ เรือนผมสีดำยาวปรกลงมาบดบังใบหน้าจนเกือบหมด หากแต่เธอก็รับรู้ได้ว่านี่คือใบหน้าของเด็กหญิงคนหนึ่ง


    “เอวา” เสียงนั้นดังขึ้น


    เอวากะพริบตา ค่อยๆปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสงสว่างจ้า ก่อนจะถามออกไปว่า “เรารู้จักกันหรือจ้ะ”


    พลันสายตาเธอก็เหลือบเห็นชายกระโปรงสีแดงที่สะบัดพลิ้วไปตามสายลม 


    เอวานิ่งตะลึงไป นี่เธอตายไปแล้วหรือ หรือนี่เป็นเพียงความฝันหนึ่งของเธอ


    เอวาค่อยๆยันตัวลุกขึ้นมานั่ง จนใบหน้าอยู่ในระดับสายตาเดียวกันกับเด็กหญิง


    เธอคือเด็กหญิงชุดแดงคนนั้น -- เอวารู้ในทันที -- และในขณะนี้เด็กหญิงก็กำลังจ้องมองเธอกลับมา


    “ฉันขอโทษ --” เอวากระซิบ หากแต่เสียงที่เปล่งออกมานั้นกลับฟังดูแหบแห้ง “ฉันไม่ตั้งใจ --”


    ทว่าเด็กหญิงกลับเดินตรงเข้ามากอดเธอไว้ ก่อนจะถอยห่างออกมาอย่างรวดเร็ว


    “มันเป็นเพียงเรื่องที่ผ่านไปแล้วค่ะ” เธอตอบกลับมาเพียงแค่นั้น 


    เอวาพยักหน้า ดวงตาสีเขียวกวาดมองไปรอบตัว ก่อนจะพบว่าเธอกำลังนั่งอยู่ในทุ่งหญ้าสีเขียวที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ยักษ์รูปร่างแปลกพิกล สูงตระหง่าน และเรียงรายเป็นแนวยาว จนกลายเป็นร่มเงาอันแสนเย็นสบายให้กับทุ่งกว้างแห่งนี้


    ฉันอยู่ที่ไหนกัน -- เอวานึก หากแต่ไม่ได้ถามอะไรเด็กหญิงไป


    ในที่สุดเด็กหญิงก็ถามเธอว่า “คุณยังเจ็บข้อเท้าอยู่ไหมคะ”


    นั่นจึงทำให้เธอนึกขึ้นได้ -- เอวาหันไปมองข้อเท้าของตน ที่บัดนี้เรียบเนียน ปราศจากรอยช้ำ หรืออาการบวมเป่งใดๆอย่างที่จำได้


    “ไม่แล้วจ้ะ” เอวาตอบออกไป “เกิดอะไรขึ้นหรือ --”


    “คุณหมดสติไป” เด็กหญิงตอบสั้นๆ “แต่ตอนนี้คุณอยู่ในที่ของคุณแล้ว”


    เอวารู้สึกไม่เข้าใจประโยคนั้น หากแต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป --


    “มาเถอะ” เธอบอกเอวา “มีคนรอคุณอยู่”


    เอวาลุกขึ้นเดินตามเด็กหญิงไปอย่างเงียบๆ เธอลอบมองไปตามทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ มองไปตามผิวตะปุ่มตะป่ำของต้นไม้ที่สูงตระหง่านเหนือร่างของเธอ ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าใส ที่ปราศจากพายุฝน


    “มันเป็นวันใหม่” เสียงของเด็กหญิงดังขึ้น “ทุกวันเป็นวันใหม่เสมอ”


    แล้วเธอก็หยุดฝีเท้าลง หมุนตัวหันมาทางเอวา แล้วชี้นิ้วไปทางด้านต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย “เขารอคุณอยู่”


    “ใครกัน” เอวาถามเด็กหญิง


    “คนที่ช่วยหนู และคนที่ช่วยคุณไว้” เธอตอบเพียงแค่นั้น จากนั้นก็เดินสวนร่างเธอไป ย้อนกลับไปยังทางที่พวกเธอเดินมา


    เอวาหันมองตามไปโดยสัญชาตญาณ หากแต่เธอกลับพบเพียงทุ่งหญ้าที่ว่างเปล่า -- เด็กหญิงคนนั้นหายไปแล้ว


    “เธอกลับไปยังที่ของเธอแล้ว” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาจากทางร่มไม้ที่อยู่ห่างออกไป


    เอวาหันไปตามเสียงนั้น ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ -- กระทั่งพ้นเลยลำต้นไม้ใหญ่ยักษ์นั้นไปแล้ว เธอก็มองเห็นร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงนั้น สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง และพิงต้นไม้อย่างสบายอารมณ์


    “เมิฟ” เอวาร้องออกมา จ้องมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา “ลูกแม่!”


    เอวารีบรุดเดินเข้าไปหาเขา สองแขนโอบกอดร่างสูงแน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะจากหายไปไหนอีก หากเธอกอดเขาไว้ไม่แน่นพอ “เมิฟ!ลูกอยู่ที่นี่!” เธอร้องออกมา แทบไม่เชื่อว่าตนกำลังเจอ และสัมผัสเขาอยู่จริงๆในขณะนี้ -- เป็นไปได้อย่างไรกัน


    จนเมื่อเธอผละห่างออกมาจากอ้อมอกนั้น เธอจึงเพิ่งสังเกตเห็นเขาชัดๆเป็นครั้งแรก


    ชายคนนี้มีเรือนผมสีแดงเจิดจ้า และริมฝีปากอิ่มที่ยิ้มตรงมุมปากน้อยๆเหมือนเมิฟไม่มีผิด -- เว้นแต่ว่าดวงตาคู่นั้นไม่ได้เป็นสีเขียวเช่นที่เธอจำได้


    หากแต่เป็นสีฟ้าใส!


    เอวานิ่งไปชั่วขณะ


    “คุณไม่ใช่เมิฟ” เธอค่อยๆพูดออกมา มือทั้งสองข้างนิ่งค้างกลางอากาศ


    อีกฝ่ายส่ายหน้า “ผม อดัม” เขาตอบ “ผมแค่มาในรูปลักษณ์นี้ เพราะอยากให้คุณคุ้นชินเท่านั้น”


    อีกครั้งที่เอวาไม่ถามอะไรกลับไป ถึงคำถามต่างๆที่อยู่ในใจของเธอ เธอไม่ได้ถามว่าเขาคือใคร -- ทั้งหมดที่เธอทำมีเพียงพยักหน้าช้าๆ แล้วค่อยๆก้าวถอยออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


    “ฉันไม่เคยอยากเสียลูกไป” เธอบอกเขา “ไม่เคยอยากให้เขาต้องมาเสียสละเพื่อฉัน --”


    “ผมรู้” อดัมตอบ ดวงตาสีฟ้ามองเธอมาอย่างมีเมตตา “ผมรู้”


    เอวาส่ายหน้าไปมา “เกิดอะไรขึ้น --” เธอถาม “เกิดอะไรขึ้นกับลูกฉัน --”


    อดัมนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆตอบเธอออกมาว่า “เขาจากคุณไปแล้วในคืนนั้น ชายชุดดำยอมรับข้อเสนอที่เท่าเทียมของเขา” เขาชำเลืองมองไปตามทุ่งกว้างรอบตัว “และทุกอย่างก็ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งสำหรับคุณ -- และในอีกทางหนึ่ง มันเป็นการเริ่มต้นใหม่สำหรับเขาด้วยเช่นเดียวกัน”


    เอวาฟังคำตอบนั้นทั้งน้ำตา


    “เมิฟจึงสามารถอยู่ในที่ของเขา และคุณสามารถอยู่ในที่ของคุณในขณะนี้ได้” อดัมว่า “และนั่นเป็นสิ่งที่สวยงามเกินกว่าที่ผมจะคาดฝันได้”


    “ฉันไม่เข้าใจ” เอวาส่ายหน้า “เราตายไปแล้วหรือ”


    อดัมตวัดสายตามองเธอ ราวกับเพิ่งได้ยินอะไรพิลึกพิลั่น “มันสำคัญด้วยหรือ” เขาหัวเราะออกมา “ในเมื่อขณะนี้ ทั้งคุณและเขากำลังอยู่ในระหว่างสิ่งที่ผ่านไปแล้ว กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น -- พวกคุณกำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ -- คุณยังมีชีวิต เป็นชีวิตใหม่ ที่ได้อยู่ในที่ของคุณเอง”


    วินาทีนั้นเอวากลับเข้าใจคำพูดอันซับซ้อนที่อดัมบอกออกมา ราวกับส่วนหนึ่งในตัวเธอรับรู้ความจริงข้อนี้มานานแล้ว เพียงแต่เพิ่งถูกกระตุ้นให้จดจำมันขึ้นมาได้อีกครั้งเท่านั้น


    “ฉันจะได้เจอเขาอีกครั้งไหม” เธอถาม


    หากแต่อดัมกลับอมยิ้มที่มุมปาก สีหน้าที่มองเธอมา ช่างดูเหมือนกับเมิฟราวกับฝาแฝด เว้นแต่สีตาที่เป็นสีฟ้าสดใสราวท้องฟ้าฤดูร้อน “คุณเชื่อว่าอย่างไรกันล่ะ” เขาเอ่ยออกมาสั้นๆ


    “เรากำลังมีชีวิตใหม่ ฉันกับเมิฟ” เอวากระซิบออกมา “ชีวิตที่ดี และเป็นอิสระ จากคำสาปส่งและเกลียดชังทั้งหลายทั้งมวลนั่น -- ฉันเชื่อเช่นนั้น”


    อดัมยังคงส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะยื่นฝ่ามือหนามาตรงหน้าเธอ


    เอวามองฝ่ามือนั้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อมองเห็นแหวนนิ้วก้อยของใครคนหนึ่งกลางฝ่ามือนั้น เธอหยิบมันขึ้นมา แล้วโยนทิ้งไปอีกทาง -- จนเมื่อมันร่วงลับหายไปแล้ว เธอจึงเริ่มต้นออกเดินไปตามทุ่งกว้าง


    “นั่นแหวนราคาแพงเชียวนะ” อดัมพึมพัม ขณะออกเดินตามหลังเธอมา


    “ปล่อยมันไปเสียเถอะ” เอวาพึมพัมกลับไป


    อดัมหัวเราะ แล้วเอวาก็หัวเราะตามเขา -- จากนั้นพวกเขาก็พากันหัวเราะ ประสานเสียงกันออกมาดังลั่นไปทั่วทั้งทุ่ง


    ที่ไหนสักแห่งที่ไกลออกไป เมิฟคงกำลังหัวเราะเช่นนี้อยู่ -- เอวานึก


    ทั้งสองพากันเดินไปตามทาง ซึมซับไออุ่นของแสงอาทิตย์ และสายลมที่โบกพัดมาเป็นระยะ ในขณะที่เหม่อมองท้องฟ้าอันสดใสอย่างเงียบๆ


    “คุณรู้สึกตัวตั้งแต่ตอนไหนว่าเมิฟเป็นลูกคุณ” อดัมถาม


    “ฉันสัมผัสได้ตั้งแต่สบตามองลูกครั้งแรก” เอวานึกถึงดวงตาสีเขียวคู่นั้น ที่เป็นสีเดียวกันกับดวงตาของเธอ “และตอนที่ลูกบอกว่าชื่อเมิฟ”


    เธอสัมผัสถึงเขาได้ แต่กลับโง่เขลาเกินกว่าจะเข้าใจทุกอย่างในทันที --


    อดัมยักไหล่ ราวกับเห็นพ้องต้องกันกับเธอ “เมอร์ฟีย์ มันเป็นชื่อที่ดี” เขาพูดออกมา “เขาเองก็คงรู้ว่าคุณอยากให้เขาชื่อเมอร์ฟีย์ เพราะพ่อเขาคงไม่เสียเวลาคิดชื่อให้เขา -- อย่างน้อยเขาก็เคยบอกกับผมแบบนั้น”


    เอวาหยุดเดิน หันมามองเขา “คุณเคยเจอเมิฟแล้วหรือ”


    อดัมพยักหน้า “ก่อนหน้าที่คุณจะมาถึงไม่นานนัก” เขาตอบ “เจ้าหนุ่มนั่นใจร้อนนัก เดินทางไปไหนมาไหนรวดเร็ว เกินกว่าจะไล่ตามทัน เขาเป็นคนที่เข้าใกล้ความจริงของอดีต และปัจจุบันมากที่สุดที่ผมเคยเจอ และตอนนี้เขากำลังเข้าไปใกล้ความจริงของอนาคตแล้ว”


    อดัมหยุดเดิน แล้วหันมามองเอวา “เขาเป็นหนึ่งในบรรดาชายหนุ่มที่แข็งแกร่ง และฉลาดที่สุดที่ผมรู้จัก เขาเติบโตมาอย่างโหดร้าย และปราศจากความรัก มีแต่ผู้คนขับไล่ และทำร้ายเขาในฐานที่เขาเกิดเป็นลูกของคุณ เขาถูกไฟครอกเกือบตาย และปาหินใส่ไม่ต่างจากคุณ ไม่มีใครปกป้องเขา หรือยืนหยัดเพื่อเขาเลย แต่เขากลับมีจิตใจที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก” อดัมบอก “และนั่นทำให้เขาฝันเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น เอวา เขามองเห็นคุณให้กำเนิดเขา และรักเขาตั้งแต่แรกเห็น -- เขาเฝ้ามองคุณ จนกระทั่งคุณเสียเลือดมากจนขาดใจตายไป -- ต้องเป็นชายที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะรับมือ และไม่เสียสติไปกับสิ่งที่เห็นในคืนนั้นได้ แล้วต้องเป็นชายที่ฉลาดมากพอ จึงจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่ตนเห็นทั้งหมดนั่นได้ และเจ้าหนุ่มนั่นก็ทำได้สำเร็จ -- เขามีแรงศรัทธาอันแรงกล้า จนสามารถทำได้ถึงขั้นย้อนกลับไปหาคุณ และเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง -- ผมได้ยินมาว่า เขาไม่หวาดกลัวแม้สักนิด ในนาทีที่ต้องเผชิญหน้ากับชายชุดดำ”


    “เขาอยู่ที่ไหน และกำลังจะไปไหน” เอวาถามอย่างรวดเร็ว “ได้โปรดเถอะ บอกฉันเถอะ” เธอวิงวอน


    อดัมยักไหล่ เอื้อมมือมากุมมืออีกฝ่ายอย่างปลอบประโลม “ผมตอบคุณไปแล้ว” เขาบอก “และหากคุณใช้ชีวิตต่อไปในแบบที่คุณเชื่อ -- ในแบบที่คุณตอบผมมา -- ผมเชื่อว่าชีวิตของพวกคุณสองคนจะโคจรกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในแบบที่เมิฟเคยเชื่ออย่างแรงกล้า จนได้กลับไปพบคุณอีกครั้ง”


    เอวานิ่งไปนานกับคำพูดของเขา


    “ผมคงพูดมากเกินไป” อดัมโพล่งขึ้น ราวกับนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังทำลายบรรยากาศอันอบอุ่นสุขสบายแห่งนี้


    เอวายักไหล่ “ฉันจะไปรำคาญทำไมกันคะ ในเมื่อฉันเป็นฝ่ายถามคุณเอง และฉันมีเวลาถมเถไปที่จะเรียนรู้ชีวิตใหม่ของตัวเอง --” เธอตอบ “แล้วฉันจะได้เจอเขาอีกครั้ง เมิฟกับฉันจะเจอกันอีกครั้ง -- ฉันเชื่อเช่นนั้น”


    จากนั้นเสียงของเอวาและอดัมก็พูดคุยกันไปมา มีเสียงหัวเราะ เสียงประหลาดใจ เสียงร้องออกมาอย่างเหลือเชื่อ จากนั้นก็วนกลับไปที่เสียงหัวเราะอีกครั้ง


    และนี่คือชีวิตใหม่ของเธอ ชีวิตที่อยู่ระหว่างสิ่งที่ผ่านไปแล้ว กับสิ่งที่กำลังจะเกิด -- ชีวิตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ -- ชีวิตที่เป็นชีวิตใหม่ ที่ได้อยู่ในที่ของเธอเอง เป็นอิสระจากการตัดสินอันเลวร้าวทั้งมวลบนโลกใบนี้


    และไม่แน่ -- หากเธอเชื่อมั่นแรงกล้ามากพอจริงๆ -- ชีวิตของเธอกับเมิฟอาจจะได้โคจรมาพบกันอีกครั้ง


    ในชีวิตใหม่อันแสนสุขนี้ จนตลอดไปชั่วกัลปวสาน


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in