เมื่อความฝันกับความเป็นจริง เป็นเส้นขนานกันPunyawat Jansiri
"[มหาลัย part 1]เห็นภาพความฝันอยู่บนทางแห่งความเป็นจริง"
  •         ต่อจากตอนที่แล้ว ด้วยความพยายามอย่างหนักหน่วงทำให้ผมได้เข้าเรียนคณะวิศวะมหาลัยดังย่านพระราม๗ได้สำเร็จ  ช่วงรับน้องผมค่อนข้างเป็นเด็กกิจกรรมครับ เลยเป็นที่รู้จักของรุ่นพี่ ต่อมาได้มีงานเฟรชชี่ของคณะ รุ่นพี่ก็ได้มอบหมายให้ผมฟอร์มวงขึ้นไปเล่นดนตรี เป็นวงตัวแทนสาขาที่เรียนอยู่ โดยบอกว่าเล่นสนุกๆ แค่สามเพลง เพราะจะมีวงจากสาขาอื่นๆในคณะ พลัดกันขึ้นไปเล่นด้วย 
            ผมก็ไฟติดเลยครับ เพราะต้องเล่นในฮอล คนดูเป็นร้อยๆ อยากเล่นมาก นี้แหละคือชีวิตที่ต้องการ 
    หลังจากนั้นก็สืบๆมาว่า มีวงในสาขาที่พร้อมเล่นอยู่แล้วเลยไปชวนๆมา มีมือกลองและเบส เป็นเพื่อนกัน ฝีมือโหดสัสมาก มีมือกีต้าร์อีกคนที่พึ่งหัดเล่น และนักร้องหนุ่มหล่อเสียงดี  ผมก็ชวนมาเล่นด้วยกัน ซ้อมกันอยู่ครึ่งเดือน ก็เริ่มเข้าขากันได้ไวมาก คงเป็นเพราะมือกลองกับเบสที่ค่อนข้างจะเป็นมืออาชีพ 
            เมื่อถึงวันงาน จับฉลากได้เล่นวงปิดครับ แหม่ งานใหญ่ครั้งแรก เล่นวงปิด สุดยอดเลย กดดันมากก และไม่เครียดครับ ไม่ใช้งานประกวดหนิเนอะ เล่นหนุกๆ เพื่อนๆที่มาดูก็เยอะ เล่นพลาดๆไปเสียงคนก็กลบหมด ไม่ซีเรียส  พอได้เล่นจริงๆ เพลงแรกมันจะสั้นนิดๆ พอเพลงที่สองที่สาม มันส์มากครับ ทุกคนในฮอลร้องตาม มีเสียงเฮ แสงสีเสียงมาเต็ม สนุกมาก มีความสุขมาก ไม่เคยรู้สึกอย่างงี้ตั้งแต่เคยเล่นดนตรีมา  เหมือนได้ปลดปล่อย ได้บอกความในใจผ่านเสียงดนตรี ส่งไปถึงทุกๆคน ได้รับความสุขของทุกคนที่ส่งกลับมายังตัวเอง เป็นอีกวันที่จะไม่มีวันลืมเลยในชีวิต
           พองานจบกลับ เขาดันประกาศรางวัลว่าวงสาขาผมได้ที่1 อ่าวเห้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี้หน่า ไหนบอกแค่เล่นหนุกๆ ไม่ใช่งานประกวดไงครับพี่ รุ่นพี่ก็บอกว่า กลัวเรากดดัน เลยหลอกไว้ว่างั้น จะได้เล่นชิลๆ และมันก็ออกมาดีจริงๆด้วย 5555 ครับ เลยได้รางวัลมาแบบ งงๆ 
                                                              ขออนุญาตอวดรูป ถถถถถถถถ
         หลังจากนั้นครับ ในหัวมีแต่ดนตรี จนคิดว่า เรียนจบอยากจะเป็นนักดนตรีให้ได้ ก็ขยันฝึกซ้อมครับ หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ วงผมมีแค่ผม เล่นกีต้าร์ เพื่อนสมัย ปวช เล่นกีต้าร์อีกคน และมือเบสที่พึ่งรู้จักโดยเพื่อนของเพื่อนอีกที ส่วนมือกลองกับนักร้องไม่มีครับ กะไปหาเอาดาบหน้าในชมรมดนตรี  หลังจากนั้นผมก็ไปสมัครเข้าชมรมดนตรีของมหาลัย เพื่ออยากจะหาความรู้เกี่ยวกับดนตรีมากขึ้น พอได้เค้าชมรมดนตรีได้ไม่กี่วัน ก็พบว่า คนในชมรมนั้น ไม่มีใครเรียนจบเลย อยู่เป็นลุงเฝ้ามหาลัย อย่างน้อยๆ 5-6ปี มีคติประจำชมรมว่า อย่าให้การเรียนมาทำเสียกิจกรรม ครับ คนในชมรมมักชวนผมโดดเรียนมาช่วยงานชมรมบ่อยๆ ผมทำไม่ได้ครับ รู้สึกหักหลังแม่ คนที่ส่งเราเรียน สงสารแม่ ถ้าหากเรามีผลการเรียนไม่ได้เรื่อง เรียนจบช้า หรือโดนรีไทด์ จึงตัดสินใจออกจากชมรมครับ 
         และแล้วก็ถึงช่วงเวลาแห่งความเป็นจริงครับ สอบกลางภาค ผมจะพลาดไม่ได้ครับ เพราะว่าเนื้อหาเยอะมาก ตัดเกรดโหดมาก วิชาก็เยอะ ผมเลยเรียนพิเศษเพิ่มเข้าไปอีก หนึ่งเดือนก่อนสอบจับแต่หนังสือ อ่านทุกวัน ขยันมากครับ ขยันจนสายกีต้าร์ขึ้นสนิมอ่ะครับ ก็คือไม่ได้เล่นกีต้าร์เลย และชีวิตผมก็หมดไปกับการเรียน อ่านหนังสือ เรียน อ่านหนังสือ เรียน  วนลูปอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ 
           ด้วยความกดดันที่ต้องเรียนให้จบอย่างสวยงาม เพื่อการงานด้านวิศวะที่ดี เพื่อแม่ เพื่อคนที่หวังในตัวเรา  จนตอนนั้น ผมได้ลืมไปแล้วว่า จริงๆแล้วผมเคยอยากเป็นนักดนตรี.....

    ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจนจบนะครับ   ตอนต่อไป มีชื่อว่า "[มหาลัย part 2]การพังทลายความฝัน ไม่เอาอีกแล้ว"


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in