central europe 2019whenmoonwrites
DAY7 : พระราชฐานมิวนิก หันกล้องไปทางไหนก็สวย




  • วันที่เจ็ดเรามีแพลนหลักคือเข้าชม Residenz Munich หรือที่บางคนเรียกว่าพระราชฐานเฉย ๆ หลังจากนั้นก็เดินเล่นรอบเมือง แล้วค่อยไปสถานีรถไฟเพื่อต่อรถเข้าซัลบวร์กเที่ยวตอนประมาณห้าโมงกว่า วันนี้เลยตื่นสายหน่อย ลงมาทานอาหารเช้าของโรงแรม ค่อยเก็บกระเป๋าและตรงไปยังสถานีรถไฟหลัก Munich Hbf ก่อนเพื่อฝากกระเป๋าก่อนที่จะไปเที่ยวกันค่ะ

    ตู้ฝากกระเป๋าใน Munich Hbf มีเยอะมาก เราว่าถึง 400-500 ตู้ได้เลยค่ะ ถ้าใครจะนำกระเป๋าไปฝาก แนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบฝากตู้ที่อยู่ใกล้ ๆ ป้ายฝากกระเป๋านะคะ (ป้ายจะเป็นรูปกระเป๋ากับกุญแจสีน้ำเงิน) ตรงนั้นที่ฝากกระเป๋าจะไม่ค่อยเหลือแล้ว จะมีแต่ตู้กลาง ๆ ถึงบน ๆ เท่านั้น ตอนนั้นเราก็รีบคิดว่าคงไม่มีตู้เหลือ เลยรีบฝากไปก่อน ได้เป็นตู้ที่สูงกลาง ๆ ค่ะ แต่พอเดินออกมาจากห้องล็อกเกอร์ กลับมีตู้ฝากกระเป๋าเรียงยาวตามทางเดินอีกเป็นร้อย ตู้ใหม่กว่า แถมยังว่างเกือบหมดด้วย ตู้ล่าง ๆ ก็ว่างหมดเลย รู้สึกคิดผิดขึ้นมาทันทีค่ะ 555555 เอาเป็นว่าถ้าใครจะเอากระเป๋าไปฝากแนะนำให้ลองเดินดูรอบ ๆ ก่อนนะคะ เพราะตู้ฝากมีเยอะกว่าที่คิด อาจจะได้จุดที่โอเคกว่าด้วย

    ฝากกระเป๋าเสร็จเราก็นั่งรถไฟใต้ดินเพื่อเดินทางไป Residenz Museum ตามแพลนค่ะ ตอนขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน เหมือนว่าบริเวณนั้นเขาจะมีจัดงานกัน ทำให้มีรถเครน รถก่อสร้างอยู่เต็มบริเวณเลยค่ะ เสียดายมากเพราะมุมนั้นค่อนข้างสวยแต่เดินไปหาที่ถ่ายดี ๆ ไม่ได้เพราะโดนกันเอาไว้หมด หลังจากนั้นเราก็เดินตรงมาเรื่อย ๆ เพื่อหาทางเข้าตัววังค่ะ หายากหน่อย นักท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยมี ดูยากเลยค่ะทีนี้ 555555 แต่สุดท้ายก็เจอคนงานก่อสร้างเดินผ่าน เลยลองถามเขาดู เขาก็ช่วยบอกทางให้ถึงสามารถเข้าไปได้ถูกทางค่ะ
    ตรงนี้เป็นมุมทางเข้าค่ะ เดินเข้ามาจะเจอรูปปั้นนี้อยู่ ถ้าเห็นแสดงว่ามาถูกทางแล้วค่ะ

    เราก็เดินเข้าไปซื้อตั๋วเข้าชม ซึ่งตั๋วจะมีหลายแบบอยู่ค่ะ แบ่งตามความต้องการเข้าชมของเราเลย จะมีตั๋วเขาตัววังเฉย ๆ (Residenz Museum) ตั๋วเข้าชมโรงละคร (Cuvilliés Theatre) แล้วก็ตั๋วเข้าชมทรัพย์สมบัติต่าง ๆ (Treasury) ใครอยากเข้ามากกว่าที่เดียวก็สามารถซื้อตั๋ว Combination ได้นะคะ ลองเข้าไปดูได้ตามในลิงก์นี้เลย
    https://www.residenz-muenchen.de/englisch/tourist/admiss.htm 

    หลังจากนั้นเราก็จัดการฝากกระเป๋าสัมภาระที่เขาบังคับให้ฝาก ฝากฟรีแต่ต้องเก็บตั๋วที่เขาให้ตอนฝากของ น้ำเข้าได้แค่คนละขวด กระเป๋าใบใหญ่ก็ให้ฝาก เสื้อโค้ตตัวใหญ่ก็ฝาก กระเป๋ากล้องด้วย แต่ตัวกล้องเข้าได้ปกติค่ะ แค่ห้ามใช้แฟลช แล้วค่อยเริ่มการเข้าชมได้ค่ะ

    เดินเข้ามานิดนึงก็จะเจอโถงแห่งนี้ เป็น Antiquarium หรืออีกชื่อหนึ่งคือ The Hall of Antiquities ไฮไลท์ของที่นี่เลยค่ะเป็นห้องโถงสไตล์เรอเนซองส์ของดยุกอัลเบิร์ตที่ 5 เอาไว้เก็บสะสมของ แล้วค่อยถูกเปลี่ยนมาเป็นโถงรับรองในภายหลัง เนื่องจากเขาไม่ได้จำกัดเวลาและไม่ได้มีไกด์มาเร่งให้รีบเดิน เราเลยใช้เวลากว่า 20 นาทีในโถงแห่งนี้ เท่าที่หันไปดูรอบข้าง นักท่องเที่ยวคนอื่นก็เหมือนกันหมดเลยค่ะ ยืนซึมซับบรรยากาศและถ่ายภาพกลับมาให้ได้มากที่สุด

    หลังจากนั้นก็เดินเข้าชมตามแต่ละห้องไปเรื่อย ๆ ค่ะ ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับที่นี่คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชฐานมิวนิคถูกทำลายอย่างเสียหายจากระเบิด ห้องที่เปิดให้เข้าชมจำนวนมากจริง ๆ ถูก Rebuilt ใหม่มาแล้วในช่วง 1980s แต่ยังคงเค้าเดิมเอาไว้อยู่ บางห้องก็ไม่สร้างใหม่ แต่ให้เข้าชมในสภาพที่เหลือเพียงอิฐ บางห้องที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ก็ให้เข้าชมในสภาพเดิม
    Baroque Ancestral Gallery เป็นแกลเลอรี่รวมภาพวาดของราชวงศ์ทั้งหมดค่ะ สร้างในสไตล์บาโรค 
    จะเป็นห้องสุดท้ายที่ทุกคนได้เข้าชมก่อนจะจบในส่วนของ Residenz Museum
    หลังจากนี้เราก็วนเดินเล่นแถว ๆ Odiensplatz หาร้านทานข้าว เดินดูร้านค้ากันไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยนั่งรถไฟกลับไปที่สถานี เตรียมตัวไปซัลบวร์กกันค่ะ นั่งรถไฟประมาณสองชั่วโมงกว่าก็ถึงซัลบวร์ก ที่ถึงแม้จะอยู่กันคนละประเทศแต่ใช้เวลาเพียงนิดเดียวก็ไปถึงนั่นเป็นเพราะว่าซัลบวร์กคือเมืองของประเทศออสเตรียที่อยู่ใกล้กับชายแดนออสเตรีย-เยอรมันเลยค่ะ เดินทางสะดวกมาก ๆ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่สามารถต่อไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้อีก ใครกำลังจัดทริปอยู่เราแนะนำให้ลอง Route นี้ดูนะคะ 

    พอรถไฟพาเราไปถึงซัลบวร์ก เราก็ลากกระเป๋าเดินไปโรงแรมกันค่ะ เราจองโรงแรมไว้ที่ Hotel Haunspergerhof ไม่ห่างจากสถานีที่ลงรถมาก เมืองนี้ผู้คนดูชิวกันมากพอสมควร มีลมเย็น ๆ พัดมาเรื่อย ๆ ทางเดินและไฟจราจรทำความเข้าใจได้ง่ายเลยค่ะ ถือว่าเป็น First Impression ที่ดีมาก ๆ แต่ตอนไปถึงโรงแรมเหมือนมีนักท่องเที่ยวสื่อสารกับ Reception ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร แล้วยังมีทัวร์ชาวยุโรปมาลงอีกเกือบสี่สิบคน ทำให้กว่าเราจะได้ Check-in ก็นั่งรอเกือบครึ่งชั่วโมงเลยค่ะ ตอนนั้นมีครอบครัวชาวเกาหลีรอ Check-in เหมือนกับเรา ก็เห็นเขาบ่นเหมือนกันว่าไม่ได้เข้าห้องสักที 55555555 แต่โดยรวมโรงแรมก็โอเคค่ะ ติดอย่างเดียวแค่เรื่อง Check-in ช้า ที่เหลือบริการดีมากค่ะ

    ขอจบวันที่เจ็ดเพียงเท่านี้ ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านกันนะคะ

    — whenmoonwrites.
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in