Lilith: Death's OrderAki_Kaze
บทที่ 8 ความยุติธรรมบังเกิดแล้ว

  •  

                เฟอร์นันโด โรเมโร่


                22 พฤศจิกายน เวลา 21:04 น. ห้อง 18, 13 บรูม อเวนิวนิวยอร์ก ฆาตกรรม


                ผู้ร้ายโอมาร์ อัลเดอร์สัน


                วันหนึ่งฉันได้รับชื่อระหว่างยิงเป้าปืนตามลำพังที่บูธ ฉันทั้งสงสัย ตื่นเต้น และโกรธ สงสัย ว่าคนแบบไหนกันถึงได้ทำแบบนั้นกับมนุษย์ ตื่นเต้น เพราะนานแล้วที่ฉันไม่ได้กลับไปที่โลกคนเป็น และอารมณ์สุดท้ายติดอยู่กับฉันหลังจากได้เห็นภาพเหตุการณ์ ฉันไม่เห็นใบหน้าของเหยื่อและฆาตกร ฉันเห็นแค่ห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยกองเสื้อผ้า และกองขยะบนพื้น ฉันรู้สึกถึงความเคียดแค้นคืบคลานเข้ามาในจิตใจ เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ชื่อของฆาตกร


                “...อัลเดอร์สัน...” ออกัสพึมพำอยู่หลายครั้ง หัวคิ้วของเขาขมวดมุ่นระหว่างครุ่นคิด


                “รู้จักเขาเหรอ”


                “ไม่รู้สิ ชื่อของเขาฟังดูคุ้น ๆ แต่ฉันอาจคิดผิด อัลเดอร์สันไม่ใช่นามสกุลแปลกแต่อย่างใด”


                “เอาเถอะ เรื่องนั้นมันไม่สำคัญ เขาเป็นฆาตกร เขากำลังจะฆ่าคน โลกนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด!


                ออกัสมองฉันเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่พูด พักหลังเขาทำแบบนั้นบ่อยขึ้น บอกตามตรงว่าฉันไม่โอเคเท่าไร ฉันอยากให้เขาพูดออกมาจะได้จบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม


                “ไม่อยากไปเห็นเขาก่อนที่จะไปรับดวงวิญญาณเหรอ”


                “ไม่ล่ะ จะทำแบบนั้นไปทำไม เห็นแล้วจะยิ่งทำให้ฉันอยากช่วยเขามากขึ้นไปอีก ฉันช่วยเขาไม่ได้หนิ” ฉันเว้นจังหวะ “คุณมาดูฉันหรือเปล่า คุณสังเกตการณ์ฉันก่อนตายหรือเปล่า”


                “ใช่”


                “ทำไมล่ะ”


                ใช่ว่าเขาจะแคร์ แล้วเขาทำแบบนั้นเพื่ออะไรกัน


                “ไม่มีเหตุผล” แค่มองตาก็รู้แล้วว่าเขาโกหก


                ฉันไม่เคยรู้ว่าเขาตายยังไง มาเป็นยมทูตได้ยังไง ออกัสไม่ค่อยพูดถึงชีวิตก่อนหน้าเท่าไรนัก เขาบอกว่าเขาลืมทุกอย่างในอดีตไปหมดแล้ว และสนุกกับการเป็นยมทูต ฉันสงสัยว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง


                “ถ้าเธอไม่คิดจะไปที่โลกคนเป็นตอนนี้ ฉันจะกลับไปที่สวน”


                ฉันรู้จากแมนดี้ว่า สวนเป็นรหัสลับของห้องสมุด


                “คุณอ่านอะไรเหรอ”


                “หนังสือ”


                ตึง!


                ฉันนึกว่าการที่เขาให้ฉันยิงปืนกับเขาจะหมายความว่าเรานั้นสนิทกันเสียอีก ดูเหมือนว่าฉันจะคิดผิดที่นึกว่าเราเป็นเพื่อนกัน เขาเป็นคนดังในเจอริโก้ ยมทูตเคารพเขา นับถือเขา กระนั้นชายคนนั้นก็มีความลับมากมายที่ไม่มีใครใกล้ชิดพอที่จะอยู่ในวงโคจรของเขา


                หรือไม่ก็มีแค่ฉันนี่แหละที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย และกลัวเกินกว่าจะถามใคร

     


                22 พฤศจิกายน วันตัดสิน ออกัสกับฉันบลิงก์ไปยังโลกคนเป็น เขายังไม่ให้ฉันบลิงก์เอง และก็ไม่รู้เลยว่าจะมีวันนั้นไหม


                ฉันไม่เคยมาย่านนี้มาก่อน อาคารแต่ละหลังมีส่วนสูงเท่ากัน และหน้าตาภายนอกก็คล้ายกัน บรูม อเวนิวเป็นถนนสองเลน ล้อมด้วยต้นไม้เป็นแนวยาว ดูเหมือนถนนจะโล่งเกือบตลอดเวลา เพราะเด็ก ๆ มาเล่นกันบนถนน ถึงจะเสียงดังแต่ย่านนี้ก็น่าอาศัยไม่น้อย ใครจะไปคิดว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงจะมีการฆาตกรรมเกิดขึ้น


                เฟอร์นันโด โรเมโร่ เช่าห้องขนาดหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ ในอาคารห้าชั้น เขาไม่อยู่บ้านตอนที่ฉันกับออกัสไปถึง ห้องของเขารกมาก เต็มไปด้วยกองผ้าใช้แล้ว และขยะเกลื่อนกลาดเต็มพื้นห้องนั่งเล่น ห้องนอนเองก็ไม่ต่างกัน 


                “ฉันว่าห้องนอนของเจมี่แย่แล้วนะ นี่มันยิ่งกว่าอีก”


                มีร่องรอยของผงสีขาวบนโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่น และบนชั้นวางของข้างเตียงในห้องนอน ความเห็นใจที่ฉันมีให้ชายคนนี้ลดฮวบลงทันที


                “เราน่าจะไปที่อื่นก่อนแล้วค่อยกลับมาเมื่อถึงเวลา”


                ขนาดออกัสยังรับกับสภาพห้องแบบนี้ไม่ได้ แต่มันสายเกินกว่าจะไปไหน


                “เราเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทหน่อยไหม เราทำได้ใช่ไหม เขาคงไม่รู้หรอกเนอะ”


                “ใครจะสนล่ะ” ออกัสยักไหล่แล้วเดินอย่างระมัดระวัง คอยหลบกองผ้าและกล่องหมี่ไปยังหน้าต่างเล็ก ๆ ก่อนจะยกขึ้น


                อากาศบริสุทธิ์ทักทายเขาทั้งคู่ เรียกรอยยิ้มให้หวนกลับมา


                เสียงหัวเราะคิกคักจากเด็ก ๆ บนถนน ดึงความทรงจำในอดีตของฉันให้หวนกลับมา ตอนเด็ก ๆ ฉันชอบเล่นกับเพื่อน ๆ หลังเลิกเรียนที่สวนหลังบ้านของพวกเขา ขณะที่แม่พยายามป้อนมื้อเย็น เธอเล่าว่าป้อนอาหารให้เจมี่ง่ายกว่าฉันเยอะ น้องชายของฉันรักอาหาร ไม่ว่าจะเนื้อหรือผัก เขาก็กินได้หมด


                ให้ตายเถอะ ฉันคิดถึงพวกเขา คิดถึงพวกเขาเหลือเกิน


                “เขามาแล้ว” ออกัสกระทุ้งศอกใส่สีข้างของฉัน


                เราเห็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกายเฟอร์นันโด เขากำลังคุยกับใครสักคนที่ฉันมองไม่เห็น


                “ขอบใจมากเพื่อน ไว้ใจนายได้จริง ๆ”


                อีกฝ่ายเป็นคนส่งอาหาร เฟอร์นันโดคงโทรสั่งระหว่างเดินทางกลับบ้าน


                เฟอร์นันโดเป็นผู้ชายตัวใหญ่ สูงอย่างต่ำก็หกฟุตได้ เขาเหมือนนักกีฬาบาสเก็ตบอลจาก NBA ยกเว้นเรื่องออร่า เขามีรอยสักบนแขนทั้งสองข้าง ด้านหนึ่งเป็นกุหลาบสีแดงที่ฉันต้องยอมรับเลยว่ามันสวยมาก ชายคนนี้มีสไตล์...สไตล์แบบแก๊งข้างถนน ไม่ใช่สไตล์แบบศิลปินดัง ฉันมั่นใจว่าเขาเล่นยา และเชื่อว่าเขาคงเป็นคนขายด้วย


                “ฉันไม่ชอบหมอนี่เลย”


                ฉันนึกว่าตัวเองพลั้งปากพูดออกไป กลายเป็นออกัสที่พูดออกมา


                “นี่ครั้งแรกหรือเปล่าเนี่ยที่เราลงรอยกัน” ฉันหยอกเล่น “ไม่ว่าเราจะชอบเขาหรือไม่ เขากำลังจะถูกฆ่าตาย ไม่ว่าใครก็ไม่ควรโดนแบบนั้น


                ออกัสมองเหมือนฉันพูดอะไรไร้เหตุผล


                “ฉันไม่ทำอะไรหรอกน่า ฉันรับปาก”


                การช่วยชีวิตมนุษย์ไม่อยู่ในตัวเลือกของยมทูต มีคำพูดที่สืบทอดกันมาระหว่างยมทูตสู่ยมทูตว่า เรามาเพื่อเก็บเกี่ยว ไม่ใช่ข้องเกี่ยวเราเป็นหนุ่มสาวที่มีภารกิจ


                คุณคงสังเกตได้แล้วว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันเรียนรู้อะไรเยอะมาก เซลีน่าเป็นความผิดพลาดแรก และจะเป็นคนสุดท้ายสำหรับฉัน


                เฟอร์นันโดไม่เห็นอะไรผิดปกติภายในห้อง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าต่างเปิดอยู่ เขาถือกล่องสีขาวจากร้านอาหารจีน โลโก้ของมันเป็นรูปเดียวกันกับกล่องเปล่าบนพื้น


                “โอ้ คิดถึงเฉ่าเมี่ยนจัง”


                “เฉ่าอะไรนะ”


                “คุณไม่รู้จักเฉ่าเมี่ยนเหรอ เอาเถอะ ฉันเองก็เพิ่งได้กินตอนอยู่ที่ฟิลาเดเฟียนี่แหละ ผัดหมี่กับไก่มันอร่อยมากเลยนะ”


                เฟอร์นันโดสวาปามอาหารของเขา ฉันอดกลืนน้ำลายไม่ได้


                “ใกล้สามทุ่มแล้ว เขาตายยังไงนะ”


                “เขาถูกแทงหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน”


                ความเคียดแค้นยามที่ฉันเห็นภาพนิมิตกลับมาอีกครั้ง ราวกับมันไม่เคยจากไปไหน


                “เขาเป็นคนตัวใหญ่ มันจะมีใครมาแทงเขาได้ แล้วคนที่ว่านั่นอยู่ไหน”


                ออกัสมองออกไปนอกหน้าต่างขณะพูด


                “ฉันไม่เห็นว่าฆาตกรเข้ามาได้ยังไง...นี่เขาหลับเหรอ”


                กล่องอาหารตกลงบนพื้น เฟอร์นันโดผล็อยหลับไปทั้งที่ยังถือตะเกียบอยู่ในมือซ้าย ออกัสกับฉันมองหน้ากัน เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากหน้าประตูทำเอาฉันขนลุกชัน


                มันเหมือนกับกำลังได้ดูหนังสยองขวัญลุ้นระทึก ที่มีชายปริศนาย่างกรายเข้ามาในห้องโดยถือมีดในมือ คุณรู้ได้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณอยากหันหน้าไปทางอื่นแต่ก็ทำไม่ได้


                การแทงครั้งแรกเกิดขึ้นที่อก บ่งบอกว่าฆาตกรทั้งจริงจังและมุ่งมั่น เฟอร์นันโดตื่นขึ้น ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เขาสับสน เขาไม่ต้องการตายโดยที่ไม่ขัดขืน แต่เขาแทบไม่มีแรงเหลือ เขาโดนแทงอีกครั้งตอนพยายามผลักชายคนนั้นออก สองร่างล้มลงกับพื้น ฆาตกรขึ้นคร่อมเฟอร์นันโด ไม่เปิดโอกาสให้เขาป้องกันตัวเอง ขณะที่โอมาร์เอาแต่แทงมีดลงบนร่างกายของอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า


                โลโก้บนหมวกที่ฆาตกรสวมใส่ทำให้นึกถึงกล่องอาหารบนพื้น ฉันเข้าใจแล้วว่าเฟอร์นันโดโดนวางยา โดยโอมาร์คงใส่อะไรลงไปในอาหาร


                “ให้ตายเถอะ ฉันรู้จักเขา”


                ฉันไม่เคยเห็นออกัสสะพรึงถึงขนาดนี้มาก่อน


                “นี่เพื่อเมียของฉัน” โอมาร์ปักมีดลงบนร่างของอีกฝ่าย “นี่สำหรับลูกสาวของฉัน!


                ทุกการแทงช่างโหดร้าย จนกระทั่งได้เปลี่ยนพื้นห้องเป็นสระเลือด โอมาร์กำลังร้องไห้ มือของเขาสั่นแต่ก็ยังไม่หยุดแทง เขาเอ่ยชื่อ ที่ฉันเชื่อว่าเป็นชื่อของภรรยาและลูกสาว


                “แกหนีไม่รอดแล้ว” โอมาร์รำพึง “แกหนีไม่ได้แล้วคราวนี้”


                การแทงสุดท้ายเสียบทะลุปอด โอมาร์ปล่อยมีดลงบนพื้น เขาหายใจหอบและเหงื่อแตกพลัก เขาพยายามอย่างมากที่จะหายใจให้ทัน


                เฟอร์นันโดตายไปนานแล้ว อันที่จริง เขาตายตั้งแต่การแทงครั้งที่ห้า วิญญาณของเขายืนอยู่ข้างออกัส และโดนบังคับให้ดูต่อจนจบ


                ออกัสเรียกยมทูตคนอื่นให้มาพาตัวเฟอร์นันโดไป เขาไม่เคยทำแบบนั้นมาก่อน อย่างน้อยก็ตอนอยู่กับฉัน เขาเดินไปข้างโอมาร์แล้วโน้มตัวลง


                “ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ” ออกัสพูด


                แน่นอนว่าโอมาร์ไม่ได้ยิน ฉันนึกว่าเขาจะหนี แต่ที่ไหนได้ เขากลับหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วเรียกตำรวจ


                “911 มีเหตุฉุกเฉินอะไรคะ”


                “ผมอยากสารภาพผิด ผมฆ่าคนชั่ว เราอยู่ที่ห้อง 18, 13 บรูม อเวนิว เขาตายแล้ว”


                ส่วนมากออกัสกับฉันจะออกจากที่เกิดเหตุเพราะงานของเราเสร็จสิ้นแล้ว แต่คราวนี้เราทั้งคู่ยังอยู่เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ออกัสอธิบายว่าเขาเป็นคนรับวิญญาณของภรรยาและลูกสาว


                “เขาไม่ใช่คนแบบนี้นะ เธอรู้ไหม” ออกัสพูด “เขาเป็นคนดี เป็นห่วงเป็นใยผู้คน”


                ฉันไม่แปลกใจนักที่ได้เห็นสายสืบคาร์ฮาร์ตในที่เกิดเหตุ หน่วยพิสูจน์หลักฐานเริ่มเก็บหลักฐานจากโอมาร์เฟอร์นันโด และที่เกิดเหตุ จากนั้นตำรวจก็นำตัวเขาไปที่สถานี


                เราตามพวกเขาไปจนถึงห้องสอบปากคำ มีสองไฟล์วางอยู่บนโต๊ะ อันหนากว่าคือประวัติอาชญากรรมของเฟอร์นันโด อีกอันคือแฟ้มคดีครอบครัวของโอมาร์ สายสืบคาร์ฮาร์ตและเพื่อนร่วมงานนั่งลงฝั่งตรงข้าม


                ผู้ชายคนนั้นล้างหน้า ล้างมือ เปลี่ยนเป็นชุดที่สภาพดีกว่าเดิมซึ่งตำรวจเป็นคนให้ยืม อย่างไรก็ตามเรายังสามารถเห็นคราบเลือดบางจุด


                สายสืบคาร์ฮาร์ตใช้เวลาครู่หนึ่งในการศึกษาเอกสาร จากนั้นก็ถามขึ้นอย่างสุภาพ


                “ช่วยเล่าได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”


                โอมาร์สงบกว่าเมื่อครู่ เขาหยุดสั่นแล้ว สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังไฟล์ของครอบครัว


                “ผมติดตามมันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพราะคุณ พวกตำรวจทำอะไรมันไม่ได้ คุณรู้ว่ามันทำผิด แต่มันก็ถูกปล่อยตัว มันอยู่ในแก๊ง มีคนหนุนหลัง คุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน แต่คุณก็ไม่ทำอะไร เพราะงั้นผมเลยสัญญากับครอบครัวว่ามันต้องได้รับโทษอย่างสาสม ผมรู้ว่ามันชอบสั่งอาหารจีน ผมเลยหาทางเข้าไปทำงานในร้านนั้น ผมส่งอาหารที่บ้านมันทุกสัปดาห์ แต่มันไม่รู้เลยว่าผมเป็นใคร มันจำผมไม่ได้


                “มันรู้แค่ว่าผมเป็นคนส่งอาหาร มันเชื่อใจผม มันง่ายเหลือเกิน ง่ายมากที่จะบดยาแล้วใส่ลงไปในอาหารของมัน ผมจับเวลา รอกระทั่งมันหมดสติ ความหวาดกลัวของมันตอนที่รู้ว่าผมเป็นใคร...”


                “มันคุ้มค่าไหม” สายสืบอีกคนถามขึ้น


                “ทุกวินาทีเชียวแหละ” โอมาร์ตอบทันควัน


                “คุณรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ ตอนนี้คุณเป็นฆาตกร คุณไม่ต่างอะไรจากเขา”


                “คุณพูดแบบนี้ได้ยังไง คุณอ่านไฟล์มันแล้ว คุณรู้ว่ามันทำอะไร ไม่ใช่แค่ครอบครัวผม มันเป็นทั้งฆาตกร ทั้งพ่อค้ายา คุณเอาแต่นั่งเฉย ๆ ไม่ทำอะไรคุณจับมันไม่ได้ด้วยซ้ำ!


                หลังจากเงียบไปนาน คาร์ฮาร์ตก็พูดขึ้น


                “เรามีกฎหมาย คุณอัลเดอร์สัน กฎหมายที่จะช่วยป้องกันไม่ให้คนต้องทำในสิ่งที่พวกเขาต้องเสียใจภายหลัง”


                “ผมไม่เสียใจ คุณสายสืบ ชะตาของผมปิดตายลงทันทีที่ผมเริ่มวางแผน ผมไม่มีอะไรจะเสีย ผมจะทำแบบนั้นอีก ไม่ว่าจะอีกกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมไม่สนว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับผม ความยุติธรรมบังเกิดแล้ว”


                สายสืบทั้งสองปล่อยโอมาร์ไว้ตามลำพัง ฉันมองเขานั่งจ้องมองมือของตัวเองอยู่ตรงนั้น ครอบครัวของเขาถูกเฟอร์นันโดฆ่า และตำรวจทำอะไรไม่ได้ เขาจึงวางแผนแก้แค้นด้วยตัวเอง


                ฉันเข้าใจเขา ฉันรู้ว่าเขาผ่านนรกมาหลายต่อหลายครั้งในหัว ฉันรู้ว่าเขาเอาแต่ถามตัวเองว่า ฉันควรลงมือไหม ควรเป็นฉันหรือเปล่าที่เป็นฝ่ายจัดการ


     

                ตอนนี้คุณเป็นฆาตกร คุณไม่ต่างอะไรจากเขา


     

    ผมไม่มีอะไรจะเสีย ผมจะทำแบบนั้นอีก ไม่ว่าจะอีกกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมไม่สนว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับผม ความยุติธรรมบังเกิดแล้ว


     

    คำพูดของพวกเขาโต้แย้งไปมาอยู่ในหัวของฉัน


     

    ฉันมีอะไรจะเสียเหรอ



    -----------------------------------

    สวัสดีค่า

    ลิลิธเดินทางมาถึงตอนที่ 8 แล้วค่ะ ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายจากโปรเจ็กต์จบป.โท ของออยล์ หลังจากนี้เป็นต้นไป เป็นตอนที่เขียนขึ้นใหม่หลังจากที่แปลเรื่องราวเหล่านี้ครบแล้ว

    ตอน 8 นับเป็นตอนที่ออยล์อยากเขียนมากที่สุด ตั้งแต่เริ่มร่างเรื่องนี้ขึ้นมาเลย หลายเหตุการณ์ที่ลิลิธเผชิญทำให้เธอต้องครุ่นคิดว่าควรฆ่าฆาตกรคนนั้นหรือว่าจะรอชื่อเขาปรากฏขึ้นมาดี จากตอนนี้เธอได้มีโอกาสเห็นการตัดสินใจของโอมาร์ค่ะ ส่วนลิลิธจะทำอย่างไร ช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ

    ขอเม้าท์เรื่องโปรเจ็กต์จบหน่อยค่ะ ตอนเข้าเรียนแรก ๆ อาจารย์แจ้งเลยว่าโปรเจ็กต์จบสำหรับคนที่จะเขียนนิยายต้องมีจำนวน 15,000 คำ บวกคอมเมนต์งานอีก 5,000 คำ ตัวคอมเมนต์งานคือการวิเคราะห์งานเขียนของเรา แหล่งอ้างอิงต่าง ๆ เทคนิค ทักษะ วิธีการเขียน เราได้นำเรื่องไหนที่เรียนมาตลอดปีมาใช้ในงานเขียนบ้าง เป็นต้น แบ่งคะแนนเป็น 70% กับ 30% สาขาที่ออยล์เรียนไม่มีการสอบ เป็นการส่งงาน 100 คะแนน สำหรับ ป.โท 50 ขึ้นไปคือผ่าน (ป.ตรี 40+)

    แรกเริ่มเดิมทีตอนเรียนวิชา Skills & Techniques ออยล์ส่งงานเป็นนิยายอาชญากรรมค่ะ แบบสืบสวนสอบสวนจ๋ามาก ๆ เรฟงานที่ใช้เป็นพวกหนังสืออาชญากรรมเลย แต่พอส่งงานนี้ไปปุ๊บ รู้สึกเลยว่าเหนื่อยและหนักมาก เป็นแนวที่ตัวเองไม่ถนัดด้วย แม้ปกติชอบแนวสืบสวนอยู่แล้วแต่เรื่องนี้หาข้อมูลจนหัวจะระเบิด เลยคิดว่าถ้าใช้เป็นโปรเจ็กต์จบจะไม่รอดแน่นอนค่ะ ตอนเรียน Forming Fiction เลยได้มีโอกาสวางโครงเรื่องลิลิธขึ้นมา และก็เขียนจนครบจำนวนคำที่ต้องการ พอกลับไทยก็นำมาแปลอย่างที่ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ

    สำหรับใครที่สนใจอ่านเวอร์ชันภาษาอังกฤษสามารถอ่านได้ที่ Minimore โดยจะอัปทุกวันศุกร์ตอน 1 ทุ่มนะคะ 

    เขียนมายาวมาก ขออภัยค่ะ ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องนี้ และขอฝากลิลิธไว้ด้วยนะคะ

    พบกันใหม่วันอังคารหน้า

    Aki_Kaze




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in