เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
[แปล] TXT Weverse MagazineLillyv_
[แปล] บทสัมภาษณ์ The Name Chapter: TEMPTATION comeback (บอมกยู)
  • บทสัมภาษณ์ 

    บอมกยู: “ผมไม่อยากสูญเสียตัวตนของตัวเองไปครับ”

    TOMORROW X TOGETHER The Name Chapter: TEMPTATION comeback interview
    ฉบับวันที่ 10.02.2023



    คุณบอกว่าคุณได้ทดสอบ MBTI ของคุณอีกครั้งเมื่อสองสามเดือนก่อน และครั้งนี้คุณได้ I (อินโทรเวิร์ท) 

    บอมกยู : ส่วนใหญ่ผมก็ยังคงเป็นเหมือนที่เคยเป็นตอนที่อยู่กับสมาชิกคนอื่นๆนะครับ แต่บุคลิกของผมเปลี่ยนไปมากตั้งแต่เดบิวต์ เมื่อก่อนคือถ้ามีเวลาว่างผมจะออกไปข้างนอกไม่ว่าจะไปเจอเพื่อน หรือไปช็อปปิ้งคนเดียว แต่ตั้งแต่ที่ผมเดบิวต์มาก็นับได้ด้วยมือเดียวเลยว่าผมออกไปเจอเพื่อนกี่ครั้ง ผมเคยตั้งตารอที่จะได้พบเจอกับผู้คนใหม่ๆ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยหากต้องอยู่ในสถานการณ์เหล่านั้น แต่ผมก็มีงานที่ต้องไปเปิดเผยตัวต่อสาธารณะตลอดเวลานะครับ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงชอบใช้เวลาส่วนตัวอย่างเงียบๆ ผมคิดว่าผมชอบความรู้สึกของการไม่มีตัวตนพวกนั้นอ่ะครับ (หัวเราะ)

    ฉันรู้สึกว่าคุณเหมือนจะมีเอนเนอร์จี้ที่ตรงกันข้ามเช่นกัน คุณจะสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานเมื่อสถานการณ์เรียกร้อง เช่นตอนถ่ายวาไรตี้ 

    บอมกยู : ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าหากผมเตรียมตัวเพื่อที่จะถ่ายรายการวาไรตี้เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ผมจะตัดสินใจทำตัวบ้าๆบอๆในช่วงนั้น และก็ทำมันออกมาให้ดีที่สุด ผมรู้สึกว่าเอนเนอร์จี้ของผมมันกำลังจะหายไปขณะที่กำลังถ่ายทำรายการเมื่อไม่นานมานี้ แต่ถึงอย่างนั้น ผมสนุกกับรายการวาไรตี้โชว์ตั้งแต่ยังเด็ก และผมก็อยากเป็นผู้ให้ความบันเทิงด้วย ดังนั้นผมเลยไม่กั๊กเอาไว้เลยครับ ผมชอบดู 2 Days & 1 Night มากก ถ้าคุณเห็นผู้คนในรายการนั้นนะ พวกเขาฮามากจริงๆ พวกเขาจะสร้างสถานการณ์ขึ้นมาตั้งแต่ต้นจนจบรายการ โดยคิดกฎเกณฑ์ของตัวเองขึ้นมา อย่างเช่น "ใครแพ้จะต้องกระโดนลงไปในน้ำที่เย็นจัดๆ" ผมคิดว่านั่นคือตอนที่ผมเข้าใจเมื่อพูดถึงรายการวาไรตี้ ยิ่งคุณจัดเต็มมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งสนุกมากเท่านั้นครับ

    เนื่องจากคุณมีความโดดเด่นในเรื่องความกระตือรือร้นในรายการวาไรตี้ของตัวเอง คุณรู้สึกถึงความรับผิดชอบเมื่อได้แสดงรายการอื่นๆบ้างไหม?

    บอมกยู : อาจจะมีบ้างครับ สมาชิกคนอื่นๆค่อนข้างขี้อายและรู้สึกกดดันเมื่อต้องออกรายการวาไรตี้ แทฮยอนเคยพูดเสมอว่า "ผมรู้สึกขอบคุณมากที่พี่คอยช่วยเหลือพวกเราในรายการวาไรตี้ ผมจะทำตามพี่ไม่ว่าพี่จะทำอะไร ผมไว้ใจพี่นะ" นั่นทำให้ผมสัมผัสได้ถึงภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า ผมต้องเป็นคนที่แบกรายการวาไรตี้ให้ได้ไม่ว่าจะยังไงก็ตามครับ (หัวเราะ) 


    การเตรียมพร้อมสำหรับการแสดงส่งท้ายปีเป็นอย่างไรบ้าง? ในฟุตเทจเบื้องหลังงาน MMA ปี 2022 คุณกระตือรือร้นมากจนต้องขอถ่ายในส่วนของพรีเรคคอร์ดซ้ำ

    บอมกยู : เราทุ่มสุดตัวสำหรับทุกๆพิธีมอบรางวัลจริงๆครับ ครั้งนี้เราต้องแสดงมันออกมาได้ดีอย่างแน่นอน เพราะว่าพวกเราซ้อมไปด้วยแม้ในขณะที่กำลังเวิร์ดทัวร์อยู่ก็ตาม มันเหมือนเป็นวอร์โซนเลยล่ะครับ แต่ก็มีความไม่แน่นอนเยอะมากในพิธีมอบรางวัลซึ่งคุณไม่มีทางรู้ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง แม้ว่าคุณจะเตรียมตัวมา 200% ก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่เราดูการแสดงที่แตกต่างไปจากที่เราคิดไว้ หรือมีส่วนที่เราทำผิดพลาดผมเลยคิดว่าเราต้องลองอีกครั้งถ้าเรามีโอกาส พวกเราทุกคนมีความทะเยอทะยานมากๆกับการแสดงของเรา ต่อให้ผมจะรู้สึกพอใจกับจุดที่เราอยู่ แต่ถ้าคนอื่นไม่พอใจ ผมก็จะไม่ทำตัวมีปัญหาครับ เราพูดแค่ว่า โอเค มาลองใหม่อีกทีกันเถอะ แล้วก็ทำไปพร้อมๆกัน เพราะเรารู้ว่าเราทุกคนจะต้องไม่พบปัญหากับการแสดงเพื่อทำให้มันสมบูรณ์แบบครับ

    ผมพนันได้เลยว่าคุณคงเป็นคนขอทำพาร์ทที่ใช้ไฟแช็กจุดเผาดอกกุหลาบและโยนมันไปข้างหลัง

    บอมกยู : ผมคิดว่าตรงนั้นเป็นพาร์ทที่ดีที่สุดเลยครับ ผมควรจะหยิบไฟแช็กและดอกกุหลาบออกมาทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึง 5 วินาที แต่ดอกกุหลาบมันดันแหลกคาเสื้อผมไปหมดแล้วผมเลยหยิบมันออกมาไม่ได้ ผมก็เลยต้องด้นสดเพื่อรักษาช่วงเวลาตอนนั้นเอาไว้ ผมจ้องมองไปที่ไฟแช็กและแกล้งทำท่าโยนมันทิ้งไป สติผมหลุดไปแล้วครึ่งนึงครับตอนนั้น (หัวเราะ) มันแย่มากนะครับ แต่คนส่วนใหญ่บอกผมว่ามันเป็นการแสดงที่ดี มันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นที่คิดว่าการแสดงนั้นออกมาดีหลังจากที่เราทุ่มเทแรงกายแรงใจในการฝึกซ้อมเพื่อมันครับ

    หลายคนบอกว่าพวกเขาสามารถบอกได้เลยว่าคุณศึกษามันมาอย่างละเอียดแค่ไหนเมื่อพวกเขาเห็นการคัฟเวอร์การแสดงของวีในเพลง “DNA” โดย BTS ในงาน 2022 SBS Gayo Daejeon นอกจากนี้ยังได้รับการตอบรับอย่างดีจากการที่คุณปรับให้เหมาะกับคุณโดยเฉพาะอีกด้วย

    บอมกยู : แฮะแฮะ (หัวเราะ) ผมตั้งใจมาเสมอว่าจะทำมันออกมาให้ดีเวลาผมคัฟเวอร์เพลงของพวกเขา ครั้งนี้ผมก็อยากทำมันออกมาให้ดีเหมือนกันครับ ผมก็เลยดูวิดีโอการแสดงของพวกเขาหลายครั้งตอนที่ฝึกซ้อม ผมไม่สามารถทำแบบพวกเขาได้ก็จริง แต่ผมก็อยากจะทำให้ใกล้เคียงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นผมก็เลยเอาแต่คิดถึงท่าทางของเขา โดยเริ่มต้นจากการเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าของเขา และสิ่งที่พวกเขาต้องการจะแสดงผ่านเพลง ผมรู้สึกภูมิใจอยู่ข้างในลึกๆเพราะเสียงตอบรับหลังจากนั้นมันดีมากๆเลยครับ 


    คุณมักจะใช้ความพยายามเป็นพิเศษในการแสดงออกบนเวที วิธีที่คุณศึกษาเป็นผลมาจากประสบการณ์ของคุณทั้งหมดเลยหรือเปล่า?

    บอมกยู : ผมพยายามที่จะไม่ลืมความรู้สึกครั้งแรกตอนได้ยินเพลง ผมเรียนรู้จากสิ่งที่อยู่ในหัวเมื่อได้ยินเพลงครั้งแรกหรือเห็นท่าเต้นคร่าวๆ อย่างเช่น ควรแสดงออกถึงส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือส่วนที่ผมต้องการทำให้มันมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆยังไง แล้วผมก็มักจะทำสิ่งต่างๆออกมาได้ดีขึ้นขณะที่ถ่ายทำมิวสิควิดีโอครับ พอถ่ายหน้ากล้องเสร็จแล้ว ผมก็จะเช็คดูแล้วก็คิดว่า โอ้ ถ้าทำแบบนี้มันอาจจะดูดีขึ้นมาไหมนะ? แล้วก็ทำการปรับเปลี่ยนตัวเองเยอะเลยครับ

    คุณสามารถใช้ “Sugar Rush Ride” เพลงไตเติ้ลจากอัลบั้มใหม่ของคุณเป็นตัวอย่างได้ไหม?

    บอมกยู: สำหรับเพลงนี้ มันเป็นเรื่องของลักษณะท่าทางทั้งหมดเลยครับ ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมต้องเป็นคนที่ดูเซ็กซี่แล้วก็บ้าคลั่ง (หัวเราะ) ยกตัวอย่างเช่น ในท่อนที่ร้องว่า "มานี่มา มาเล่นกันให้มากกว่านี้สิ" ผมมีไวบ์ที่จริงจังมากๆในตอนแรก แต่- ผมหมายถึงตอนที่เราถ่ายมัน ผมพยายามแสดงให้ดูเหมือนว่าผมเป็นมากกว่าคนบ้าคลั่งอ่ะครับ (หัวเราะ) ผมเพิ่มความรู้สึกหวานหอมและหงุดหงิดด้วยการหัวเราะคิกคัก แล้วก็ดึงหน้าให้ตรงตอนที่หัวเราะเสร็จ ในขณะที่ผมก็ทำท่ากวักมือไปด้วย ทุกๆคนดูเหมือนจะชอบนะครับ ผมก็เลยมีการปรับเปลี่ยนอะไรนิดหน่อย  ผมลองทำอะไรให้แตกต่างก็เพื่อให้ได้เวอร์ชั่นสุดท้ายที่ดีที่สุด และโวคอลก็ยากกว่าที่ผมจินตนาการไว้อีกครับ ท่อนที่ร้องว่า saenggak-eun ”  ในอินโทรมันไม่ต่ำพอที่จะร้องได้ง่ายๆ และก็ไม่ได้สูงพอที่ผมจะใช้หน้าอกของผมในการร้องด้วยครับ มันก็เลยกลายเป็นระดับเสียงที่ค่อนข้างจะคลุมเครือสำหรับผม การออกเสียงคำว่า saeng ” และ gak ” แบบไม่ชัด เวลาที่คุณร้องมันเข้าด้วยกัน มันเลยรู้สึกเหมือนเสียงพวกนี้มันติดอยู่ในลำคอ นั่นก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะท้าทายเลยครับ และท่อน  “gimme gimme more” คำนี้ยาวเพียงแค่สามคำแต่ผมต้องทำเสียงให้ต่ำ และหยาบมากกว่าที่คาดไว้เสียงของผมมันถึงจะดูเซ็กซี่ และผมต้องทำเสียงตอนจบให้ดูฟุ้งๆด้วยครับ ผมต้องคิดอย่างละเอียดในเรื่องของการเอาอารมณ์มาใส่ในรายละเอียดยังไงครับ 

    อะไรคือสิ่งที่คุณพยายามที่จะสื่อออกมาผ่านเนื้อเพลง “Happy Fools” (feat. Coi Leray) ที่คุณเขียน?

    บอมกยู: ผมเขียนท่อนแรกและท่อนที่สองของพรีคอรัสครับ ท่อน "ฉันเป็นเหมือนกับผีเสื้อ/ผึ้ง ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา" ผมเคยเป็นเหมือนผีเสื้อมาก่อนครับ (หัวเราะ) ผมมีช่วงเวลาที่ยากลำบากหลังจากที่ผมได้เดบิวต์ ทุกๆวันผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมวิ่งอยู่บนล้อของแฮมสเตอร์ นั่นคือความรู้สึกที่ผมเขียนถึงมัน ความรู้สึกที่ต้องออกไปทำงานทุกวัน จนพระอาทิตย์กำลังตกดินผมถึงได้เลิกงาน มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกำลังเฝ้ารอที่จะได้ดูพระอาทิตย์ตกครับ มดและผึ้งก็ทำงานกันแบบไม่หยุดพัก ผมเลยคิดว่าพวกมันจะพลาดอะไรในชีวิตไปมากขนาดไหนกันนะ ไม่เคยรู้เลยว่าพระอาทิตย์ตกดินมันสวยยังไง หรือสายลมนั้นมันเย็นสบายแค่ไหน




    คุณคิดว่าความสุขมันเปลี่ยนไปในทุกๆปี แล้วความสุขมีความหมายกับคุณยังไงในช่วงเวลานี้?

    บอมกยู: มันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผมอีกครั้งในช่วงพักหลังมานี้ครับ ปกติแล้วผมเคยพยายามและมองหาความสุขรอบๆตัวได้อย่างง่ายดาย แต่ตอนพักหลังนี้ แทนที่จะไล่ตามความหมายของความสุขที่มันไม่ชัดเจน ผมรู้สึกว่าการรับมือกับสถานการณ์ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในตอนนั้นอย่างทันที และรับมือกับมันอย่างมีสติเป็นสิ่งที่สำคัญ มันเป็นไปได้ที่จะมีความรู้สึกแย่ๆเข้ามาหาคุณในตอนที่คุณกำลังสับสน หรือนอนไม่พอ และมีขีดจำกัดกับการรับมือกับความเครียด ผมมักจะจบลงด้วยความเสียใจเสมอถ้าผมปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นมาควบคุมผม แต่ถ้าคุณมีสติคุณก็จะก้าวข้ามผ่านอารมณ์พวกนั้น และเอาชนะพวกมันได้ ยังไงเวลามันก็จะผ่านไปเรื่อยๆอยู่ดี คุณไม่จำเป็นต้องสนใจในสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยครับ ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมามากขึ้นหลังจากที่ลองฝึกทำแบบนั้น 

    เหมือนกับว่าคุณกำลังเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเองมากกว่าที่จะถูกชักจูกโดยสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ

    บอมกยู : แน่นอนครับ (หัวเราะ) ช่วงนี้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมรู้แจ้งทางจิตวิญญาณครับ (หัวเราะ) ผมเลือกที่จะปล่อยวางหลายๆความรู้สึกไว้ มากกว่าที่จะยึดติดกับความคิดของตัวเองหรือไปกังวลกับมัน ผมมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งหนึ่ง คือต้องการโปรโมทอัลบั้มนี้กับสมาชิกคนอื่นๆให้ออกมาให้ดีที่สุด มีสุขภาพที่แข็งแรง มีช่วงเวลาดีๆขณะที่ทำในสิ่งที่พวกเราอยากทำ โดยไม่มีความกังวลว่าใครจะคิดยังไง 

    เมื่อไม่นานมานี้ซูบินบอกว่าการใช้ชีวิตแบบคุณมันต้องสนุกแน่ๆ 

    บอมกยู : ผมคิดว่าที่ผมมีชีวิตอย่างสนุกสนานได้นั้นต้องขอบคุณสมาชิกคนอื่นๆเลยครับ ผมสนุกและมีความรู้สึกที่เข้มแข็งอยู่เสมอ แม้แต่ในช่วงเวลาที่ผมเหนื่อยทั้งกายและใจ ต้องขอบคุณพวกเขาจริงๆครับ ผมพึ่งพาพวกเขาได้มากจนทำให้ผมคิดว่า ผมคงมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมากๆถ้าหากผมเป็นศิลปินเดี่ยวมากกว่าเป็นวง ตอนนี้ผมรู้สึกว่าพวกเราคือครอบครัวกันจริงๆไปแล้วครับ 

    หากพิจารณาจากความบ่อยในการแบ่งปันรายละเอียดเรื่องราวในชีวิตของคุณกับครอบครัวตอนคุณยังเป็นเด็กที่แดกู ดูเหมือนว่าความทรงจำในอดีตของคุณมีส่วนสำคัญใรการรักษาระดับความสุขในปัจจุบันของคุณ 

    บอมกยู: เพลงอาจเป็นทางเดียวที่จะทำให้ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมา คุณว่าไหมครับ? ผมฟังเพลงบางเพลงที่เชื่อมโยงกับความทรงจำ และไม่ว่าผมจะรู้สึกแย่ยังไง หากความทรงจำนั้นย้อนกลับมาหาผม ผมก็จะรู้สึกดีขึ้นมานิดนึงครับ มันแปลกนะ แต่เมื่อไหร่ที่ผมฟัง "Wonder" เพลงคัฟเวอร์ของตัวเอง ในตอนนั้น ความคิดทั้งหมดของผม ความกังวล และความรู้สึกต่างๆในเวลานั้นมันจะย้อนกลับมาหาผม และมันทำให้ผมสบายใจจริงๆครับ มันเป็นเพลงที่ทั้งสงบและเศร้า มากกว่าที่จะเป็นเพลงจังหวะสนุกสนานที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนผมเข้าอกเข้าใจ ผมสามารถออกมาจากความรู้สึกที่ว่าผมต้องการความสบายใจได้อย่างช้าๆครับ 

    ผมเดาว่าคุณพ่อของคุณรู้ และนั่นคือสาเหตุที่เขาทำเพลย์ลิสต์ "ในยามที่คุกกี้นอนหลับ" (WHEN COOKEY SLEEP) ให้คุณ 

    บอมกยู : ผมแชร์แอคเคาท์สตรีมมิ่งกับคุณพ่อ และเขาก็ทำเพลย์ลิสต์ให้กับผมเป็นบางครั้งครับ เขาเพิ่มเพลงลงในเพลย์ลิสต์ที่เขาจัดไว้อย่างต่อเนื่องเลย เพลงนั้นก็เหมาะกับการนอนหลับ หรือไม่ก็เป็นเพลงที่ผมชอบฟังมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ คุณพ่อไม่เคยพูดออกมาตรงๆ แต่มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าเขาคอยดูแลผมอยู่เสมอโดยที่ไม่ต้องพูดอะไร และเขาจะคอยอยู่ข้างๆผมเสมอครับ  




    ทำไมคุณถึงใส่ใจในการเลือกคัฟเวอร์เพลงอย่าง "Wonder" และ "You!" ที่สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยม และความรู้สึกของคุณ? 

    บอมกยู: สิ่งเดียวที่จะทำให้เพลงเต็มไปด้วยเสียงของผม และแสดงตัวตนของผมออกมาได้อย่างสมบูรณ์ในวิดีโอคือเพลงคัฟเวอร์ครับ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงอยากจะแสดงตัวตนของผมออกมาในวิธีนั้น ผมต้องการจะแสดงให้ผู้คนเห็นว่าเสียงของผมมีลักษณ์เป็นยังไง และผมรู้สึกว่าแนวเพลงจะโชว์เสียงของผมได้ดีที่สุดครับ เราทำเพลงในอัลบั้มของพวกเราในฐานะวง ดังนั้นเราจึงต้องร้องเพลงให้สอดคล้องกับรูปแบบของเพลง และสมาชิกคนอื่นๆทุกคน เพลงที่ผมเอามาคัฟเวอร์จะเป็นการขัดกับข้อจำกัดเหล่านั้นนิดหน่อยครับ (หัวเราะ) ในเพลง "Wonder" ผมต้องการที่จะแสดงอีกด้านของผมที่แตกต่างไปจากความสดใสที่ทุกคนรู้จัก ในขณะที่ "you!" คือการแสดงถึงความรู้สึกขอบคุณใครบางคน ผมคิดว่าโมอาอาจจะชอบถ้าผมถ่ายทำเพลง "you!" ที่ญี่ปุ่น และผมก็โชคดีที่ได้ไปถ่ายเพลงนี้ที่โตเกียวครับ 


    ฉันรู้สึกว่าคุณคือคนที่รู้ว่าเขาต้องการอะไร เกิดอะไรขึ้นรอบๆตัวเขาบ้าง และเข้าใจตัวตนของเขาได้ดีมากๆ (เขาในที่นี้น่าจะหมายถึงตัวบอมกยูเองค่ะ)

    บอมกยู: ผมคิดทบทวนกับตัวเองเยอะมากว่าผมรู้สึกยังไงในช่วงเวลานั้นๆ และอะไรที่ผมสามารถทำได้ถ้าผมรู้สึกผิดหวังเป็นการส่วนตัวในบางเรื่องที่เกี่ยวกับอัลบั้มที่พวกเราทำ ผมคิดว่านั่นก็เป็นไปได้นะครับ เพราะผมมองย้อนกลับไปถึงความคิด และความรู้สึกที่มันดูเหมือนไม่มีอะไรสำคัญเหล่านั้นอยู่เสมอแทนที่จะมองข้ามมันไปครับ



    อะไรที่ทำให้คุณคิดว่า "คุณคงไม่มีค่าอะไรหากไม่มีโมอา" ในขณะที่เวิร์ดทัวร์

    บอมกยู:  ผมไม่สามารถขึ้นแสดงได้ทุกการแสดงตอนทัวร์เพราะว่าผมรู้สึกไม่ค่อยดีครับ ผมเปิดเผยด้านที่อ่อนแอกับโมอา แต่พวกเขากลับเชียร์ผมเหมือนเดิมเมื่อผมกลับขึ้นไปบนเวที พวกเขายิ้มให้กับเราในตอนที่ร้องเพลงที่มีความสุข ร้องไห้ไปกับเราตอนเพลงเศร้า และเมื่อเห็นแบบนั้นมันก็ทำให้ผมมีเรี่ยวแรงขึ้นเยอะมากเลยครับ ผมสามารถรับรู้ได้ว่าพวกเขาเข้าใจผมไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม และพวกเขาก็รักผม ระหว่างช่วงที่ผมต้องลงจากเวทีไป ผมคิดว่าผู้คนในที่แห่งนั้นเฝ้ารอวันนี้กันแค่ไหน ผมจึงตัดสินใจว่าอย่างน้อยจะต้องพยายามทำการแสดงให้จบถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกว่าตัวเองถึงขีดจำกัดและต้องไปพักอีกครั้งก็ตาม และผมก็กลับขึ้นไปบนเวที สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผมไม่อยากยอมแพ้ให้กับตัวเองและยอมรับความพ่ายแพ้ครับ 


    คุณยังบอกอีกว่านั่นทำให้คุณมั่นใจมากขึ้นว่าทำไมคุณถึงทำงานที่คุณทำ และทำให้คุณรักมันมากขึ้นด้วย

    บอมกยู: จริงๆแล้วผมคุ้นชินนิดหน่อยกับการที่โมอาไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะว่าโรคระบาดที่ยืดเยื้อและยาวนาน การใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งหัวเราะและร้องไห้ มันทำให้ผมคิดว่าผมไม่ควรไปให้ความหมายอะไรกับสามปีที่พวกเราไม่ได้เจอโมอา ผมหยิบเครื่องบินกระดาษในคอนเสิร์ตสุดท้าย ซึ่งมันเขียนว่า "ฉันมีช่วงเวลาที่ยากลำบากและรู้สึกแย่ แต่ฉันดีขึ้นแล้วนะ ขอบคุณพวกคุณทุกคน" มันทำให้ผมสบายใจมากๆๆ เพราะผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันครับ ผมไม่ได้แตกต่างไปจากใครๆ และยังคงเป็นก้อนพลังที่ยิ่งใหญ่ให้กับใครบางคน และผมก็ได้รับพลังจากผู้คนพวกนี้เหมือนกัน ผมรู้สึกว่านั่นคือความหมายของการมีอยู่ระหว่างนักร้องและแฟน ๆ นั่นคือตอนที่ความคิดพวกนั้นหนักแน่นสำหรับผม ผมต้องใช้ความพยายามในการร้องเพลงและเต้นให้มากขึ้นเพื่อพวกเขาเหล่านี้ครับ 




  • ***สามารถรับชมวิดีโอผ่านทางข้อความตัวสีเหลืองในบทความด้านบนได้เลยนะคะ** 

    เครดิตข้อมูล : https://magazine.weverse.io/article/view?lang=en&num=648 

    ช่องทางการติดตามหนุ่มๆ TXT นะคะ
    IG :  txt_bighit , yawnzzn (ยอนจุน) , page.soobin (ซูบิน) 


    สุดท้ายนี้..หากแปลผิดพลาดตรงไหนก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ 🙇‍♀️ 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in