Breathployapha.j
ดำน้ำที่ Tulamben ที่สุดแสนจะลำเค็ญแต่สนุกมาก







  • สวัสดี Log book ที่รัก♡





    ในที่สุดเราก็ได้กลับมาดำน้ำเสียทีหลังจากที่ห่างหายไปเกือบครึ่งปีเนื่องจากเงินไม่มีและวันหยุดไม่เอื้ออำนวย ซึ่งในทริปนี้นั้น และแน่นอนว่าเราก็ไปดำน้ำกับชาวคณะ LET'S Dive Thailand เช่นเคย ซึ่งในคราวนี้นั้นเราก็ได้บินลัดฟ้าไปดำน้ำกับที่ บาหลี อินโดนีเซียยยยยย







    ทริปดำน้ำในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ทำไมถึงจั่วหัวไปว่าลำเค็ญนัก
    ก็ตามมาเป่าฟองอากาศกันได้เล้ยยยยยย







    เอ้อออออออ เกือบลืมบอกไปว่าทริปนี้นั้นได้ถ่ายคลิปกุ๊กกิ๊กไว้นิดหน่อย
    เอาไปดูเป็นน้ำจิ้มก่อนที่จะเลื่อนอ่านเรื่องราวเต็มๆก่อนก็ได้เลย






    (และขอฝากช่องยูทูปไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะจ๊ะ)
























  • 18 October 2018





    จุดเริ่มต้นของความลำเค็ญกับ #บาหลีเราสาม



    ไหนๆเราจะมาดำน้ำที่บาหลีแล้ว ก็เลยคิดว่าทำไมเราไม่เที่ยวที่นี่ไปด้วยเลยล่ะ เหมือนยิงปืนครั้งเดียวได้นกสองตัว นี่เสียค่าตั๋วเครื่องบินมารอบเดียว เที่ยวให้มันสุดไปเลยก็ได้ เราเลยวางแผนกับ สปุ๊ก และ ต๊ะ (แห่งเพจ To the sea and back) ว่าอยากจะมาเที่ยวบาหลีแบบบกๆกันก่อน


    เรามาถึงที่นี่กันตอนเกือบๆจะตีหนึ่งแล้ว กว่าจะถึงที่พักก็ตีหนึ่งกว่าๆ เลยตกลงใจกันว่าพรุ่งนี้เราจะใช้ชีวิตกับแบบชิวๆ สโลวไลฟ์กินอาหารเช้าจิบกาแฟ และเช่ามอไซด์ไป Nusa Penida กัน


















    รุ่งขึ้นเราก็สโลว์ไลฟ์ใช้ชีวิตกันช้าๆจริงๆ จิบกาแฟกุ๊กกิ๊กไปตามเรื่องตามราว (เราทำรีวิวสั้นๆเกี่ยวกับร้านกาแฟที่ไปฮอปมาด้วยแหละ ตามไปอ่านกันได้นะเออ --> Bali Cafe Hopping - Kuta & Seminyak) แล้วก็เช่ามอไซด์ไป Nusa Panida ตามแพลนที่ตกลงกันไว้







    และถึงตอนนี้ หากบุพการีที่รักและเคารพยิ่งได้อ่านอยู่
    ก็...อยากให้ข้ามเรื่องราวของการนั่งมอไซด์ไปนะค้าาาาา 






    ต๊ะ ผู้มีซิมการ์ดและต่อเน็ตของที่นี่ได้ก็ผันตัวเป็นเนวิเกเตอร์ เปิดกูเกิลแมพหาว่าเราจะต้องไปที่ท่าเรือไหน ก็ได้ความมาว่าต้องไปขึ้นเรือที่ Padang bai Pier ที่อยู่ห่างไปหลายกิโล ใช้เวลาในการเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งต๊ะก็หันมาถามแล้วว่ามันไกลนะ จะไปรึเปล่า เราและปุ๊กก็ยินยอมพร้อมใจตอบว่าไป! ทั้งๆที่นี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนจากฟากฟ้าเป็นครั้งที่หนึ่ง...)


    ด้วยความไม่แน่ใจว่าทำไมมันไกลจังละโว้ย เราก็ได้จอดรถแวะถามชาวประชาบาหลีที่เดินต๊อกแต๊กอยู่แถวนั้นว่าไอจะไปนูซ่าปานิดา ไอไปที่นี่ถูกหม่ายยยย และยื่นมือถือให้เขาดู เขาก็เยสๆ ตอบกลับมา ก็โอเค๊ เขาว่าใช้เราก็ไปวะ





    ถ้าพี่ว่าชัวร์ หนูก็ว่าใช่ ไปละโว้ยยยยยย






    สารภาพจากใจจริงว่าตัวเรานั้นไม่สันทัดในการนั่งมอไซด์เท่าไร พอมานั่งซ้อนท้ายปุ๊กก็เลยนั่งแบบทำตัวสบายๆไปหน่อย พอถึงจังหวะที่ปุ๊กแซงขวา เลาะเกาะกลางถนน เราผู้ไม่รู้จังหวะเลยเก็บเท้าไม่ทันเป็นเหตุให้เท้าขวาไปปาดฟืดดดดดดดดดดดดดดดดดกับปูนจนเลือดอาบ (นี่คือสาเหตุว่าทำไมถึงเขียนเตือนบุพการีไว้ว่าให้ข้ามไป) ต้องจอดรถล้างแผลกันนิดหน่อย ทุกคนถามว่าโอเคไหม ไหวรึเปล่า เราก็ว่าไหว ไม่เป็นไร ใจมันอยากไปเที่ยวมันก็ต้องไปต่อออออออออ






    และนี่... ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนจากฟากฟ้าเป็นครั้งที่สอง...










    อีก 7 กิโลก็จะถึงแล้ว วู้ฮู้วววววววววว








    หลังจากที่ตุเลงๆอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยรถบรรทุกและปิกอัพร่วมชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดเราก็มาถึง Padang Bai Pier อย่างปลอดภัย ก็เข้าไปซื้อตั๋วเรือเฟอร์รี่และจัดแจงซื้อตั๋วที่จะเอามอไซด์ข้ามเกาะไปด้วย ตอนนั้นก็คิดว่าดีแหะ เขาให้เอามอไซด์ข้ามไปด้วย เราก็จะได้ประหยัดไม่ต้องเช่าสองที่ เย่เฮ







    น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาเป็นที่สุด โอ้ ดีงาม










    ได้สิ่งนี้มาจากแม่ค้าที่นั่งขายของอยู่ใกล้ๆ
    คืออะไรไม่รู้แหะ แต่ประชาชนแถวนั้นดูลุ้นให้ลองกินมากเลยเอาวะ จัดไป!

    ด้านล่างเป็นข้าวแหละ ส่วนท็อปปิ้งด้านบนนั้นก็ประกอบด้วยแผ่นไข่เจียวเล็กบาง
    มาม่าผัดๆกับหมูฝอยหรือกุ้งฝอยก็ไม่รู้สิ

    สำหรับรสชาตินั้นก็ปะแล่มๆมากทีเดียว
    จะอร่อยก็ไม่ใช่ จะกินไม่ได้ก็ไม่เชิง





    หลังจากที่นั่งเรือกันอยู่ประมาณชั่วโมงนึงด้วยความใจเย็น เราก็ชักจะเริ่มเอะใจแปลกๆว่าทำไมเรือมันยังไม่มาอีกว้า เพราะข้อมูลที่ต๊ะหามานั้นคือเรือมันจะออกทุกๆครึ่งชั่วโมงนะเฮ้ย นี่ยังไม่มีแม้แต่วี่แวว เราก็ควักมือถือมาต่อพ็อกเก็ตไวไฟเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตารางรอบเรือ....




    ตอนนั้นเรือเฟอร์รี่ลำใหญ่บึ้มค่อยแล่นเข้ามาเทียบท่า เหล่าแบคแพคเกอร์ทั้งหลายก็ตั้งท่าจัดแจงหยิบตั๋วขึ้นมาในขณะที่เราไถๆๆๆๆอ่านอยู่ใน Tripadvisor Forum ว่ามันอิหยังว้า ตอนแรกก็ว่าจะเก็บมือถือเตรียมขึ้นเรือแต่เดชะบุญที่รอบนี้สัญญาณจากฟากฟ้าชัดเจนมาก ด้วยความรู้สึกตะหงิดใจไม่หายเลยทำให้เราเลื่อนอ่านต่อไปอีกนิดนึงก็พบว่า







    โฮลี่ชิทททททททท เรามาผิดท่าเรือว่ะ!!





    จริงๆแล้วเราต้องไปขึ้นเรือสปีดโบ๊ทอีกท่าเรือนึงที่อยู่ใกล้ๆ Kuta ซึ่งเป็นโซนที่เราพักอยู่ ซึ่งสปีดโบ๊ทนั้นจะออกจากท่าทุกๆครึ่งชั่วโมง (เจ้าที่ถูกที่สุดคือ Mola Mola Express -- คลิกไปอ่านเพิ่มเติมจากพันทิป) แล้วเฟอร์รี่ที่นี่นั้นมีวันละเที่ยว คือรอบนี้ตอนบ่ายสองเท่านั้น หมายความว่าถ้าขึ้นเรือไป จะได้กลับมาอีกทีก็พรุ่งนี้ ซึ่ง... ไม่ทันจะไปดำน้ำโว้ย



    เราหันไปปรึกษากับต๊ะและปุ๊กว่าเอาไงดีแก มากันผิดอะ จะเอาไงต่อ ยังจะไป Nusa กันอยู่ไหม จะกลับไปท่าเรือที่ถูกต้องกันรึเปล่า หรือจะยังไงดี จนสุดท้ายก็ได้ความว่า เท! ไม่ไปแล้วเด้อ ไว้ค่อยไปหลังจากทริปดำน้ำก็ได้ว้า แพลนใหม่คือจากจุดนี้ เราจะแว้นกลับไปแถบ Seminyak ก็แล้วกัน





    ค่ะ... หลังจากสองชั่วโมงกว่าๆบนถนนที่การจราจรคับคั่ง เราก็มายืนกระพริบตาปิ๊งๆอยู่หน้า KYND Community คาเฟ่สุดชิคแห่งย่าน Seminyak ที่ทุกคนแต่งตัวกิ๊บเก๋กระโปรงพริวปลิวสไวพร้อมถ่ายรูป ตัดภาพมาที่เราสามที่สภาพมอมแมม หน้าเต็มไปด้วยเขม่าควัน ผมยุ่ง ผิวกร้านแดด ก็นะ...ถ้าพี่รู้ว่าพวกหนูผ่านอะไรกันมา พี่จะไม่ทำหน้าตาตกใจกันแบบนี้...






    อร่อย!





    ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปนั้น เราก็ไปจบวันกันที่ Seminyak Beach เพราะปุ๊กและต๊ะตั้งใจว่าจะไปเล่นเซิร์ฟ ส่วนเรานั้นตอนแรกก็ขอบายเพราะได้แผลที่เท้าชักจะเริ่มบวมและปวด







    แต่เราก็ไม่ได้มาบาหลีทุกวันปะวะ
    เออ... ไหนๆก็มาแล้ว เล่นเซิร์ฟด้วยก็ได้!







    ตรงริมหาดเขาจะมีซุ้มเปิดสอนเซิร์ฟ ก็เดินเข้าไปตกลงราคาเลยเด้อ






    การเล่นเซิร์ฟครั้งแรกในชีวิตนั้นสนุกมาก เราคิดว่าตัวเองทำได้ดีในระดับหนึ่งคือยืนทรงตัวได้ เริ่มจับทางได้ว่าคลื่นนี้เล่นได้ ไม่ได้ ยังไงบ้าง นับเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจนเริ่มคิดๆในหัวว่าเราอยากกลับมาเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราวเลยดีกว่า ชอบ!




    จากนั้นเราก็กลับโรงแรมไปเจอกับ ฝน และออกมากินข้าวเย็นกับตามหาหยูกยาไปทำแผล (ฮือออออ ต้องล้างและขูดแผลด้วย ต้องขอขอบคุณปุ๊กที่ช่วยจัดการทำทุกอย่างให้ด้วยนะจ๊ะ) เป็นการจบวันอันยาวนานที่สนุกสนาน :)


















  • 19 October 2018





    Tulamben - ตูลำเค็ญ


    ช่วงเช้าเราก็ใช้ชีวิตช้าๆ กินข้าว จิบกาแฟกันตามเคย ก่อนที่จะหัวร้อนเพราะเรียกแกรบไปสนามบินแล้วโดนยกเลิกถึงสามครั้ง! จนต้องโบกแท็กซี่ไปกันเอง (โมโห!) และนั่งลุ้นบนรถว่าเราจะไปทันเวลานัดรึเปล่าเพราะอยู่ๆเขามีปิดถนนทางเข้าสนามบินเนื่องจากประธานาธิปดีของอินโดนีเซียเดินทางมาที่นี่ (อะไรกั๊นนนนนน ทำไมต้องมาปิดถนนตอนนี้ยยยยย์) เดชะบุญที่สุดท้ายเราไปก่อนเวลานัดขึ้นรถ เฮือกกกกกก เกือบไปแล้วเด้ออออ









    โฉมหน้าผู้ร่วมทริปในครั้งนี้นะฮ้าาาา















    ทัศนียภาพระหว่างทางช่างงดงามยิ่ง










    Dive 1 - Coral Garden

    Dept: 20.2 m. | Time: 36 mins



    ทริปดำน้ำที่ Tulamben ในครั้งนี้นั้น เราไปกัน 5 วัน 4 คืน รวมทั้งสิ้น 11 ไดฟ์ พอลงรถถึงที่รีสอร์ตปุ๊บก็ดำปั๊บ ไม่ได้มีเวลาให้เตรียมตัวใดๆทั้งสิ้น ถึงปุ๊บก็เปลี่ยนชุดแบบรีบๆ แบกอุปกรณ์ลงมาแบบงงๆ ต่ออุปกรณ์แบบคนโง่เพราะเพิ่งถอยทุกสิ่งทุกอย่างมาใหม่ยกเซตทั้ง BCD และ Regulator (อยากรวยให้ค้าขาย อยากฉิบหายให้ดำน้ำจริงๆ โอ้โห ค่าทริป ค่าอุปกรณ์ นี่ยังไม่ได้ถอยกล้องเลย ฮือ ทำงานเอาเงินไปถมทะเลชัดๆ)


















    ร่าเริงสดใสและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานก่อนดำน้ำ
    เดี๋ยวรู้เล้ยยยยยยย










    และการดำน้ำที่นี่นั้นเป็นการดำน้ำแบบ Shore Dive กล่าวคือ เราต้องเข้าชุดใส่อุปกรณ์ แบกถังออกซิเจน เดินจับเชือก (ตามภาพ) แต๊กๆๆๆๆๆลงทะเลไป พอถึงจุดที่โอเคก็ใส่ฟิน แล้วก็เตะขาป้าบๆๆๆๆไปจนถึงจุดที่โอเค แล้วค่อยดำ






    แค่พิมพ์ยังเหนื่อยเลยคุณขา
    แล้วเหตุการณ์จริงจะเป็นอย่างไรรรรรรรร







    หลังจากต่ออุปกรณ์เข้ากับถังออกซิเจนเรียบร้อย เราก็ใส่เข็มขัดที่มีตะกั่วถ่วงสองกิโล เดินไปเข้าชุดใส่อุปกรณ์ทั้งหมดที่โคตรหนัก เดินลงไปที่หาด ซึ่ง...หาดที่นี้นั้นเป็นหาดหินที่เต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ๆ เดินโคตรยาก แค่น้ำหนักทั้งหมดที่แบกอยู่ที่หลังก็หอบแฮกแล้ว ยังต้องพยายามเดินทรงตัวผ่านหาดหินไปอี๊ก ทุลักทุเลที่สุดดดดดดดดดด



    โอเค ถึงจุดที่จับเชือกลงทะเล เราล้มลุกคลุกคลานประมาณหนึ่งเพราะเชือกก็ลื่น หินก็ลื่น เอาวะ ชีวิตต้องสู้ จนกระทั่งจุดที่ใส่ฟินได้ก็เติมลมเข้า BCD นิดนึงเพื่อช่วยในการลอยตัว จุดนี้ก็เกิดปัญหาชีวิตอีกเพราะฟินที่ใช้นั้นเป็นฟิน Full foot ที่ใส่ ยาก ฉิบ หาย ในสถานการณ์แบบนี้






    นี่ยังไม่ได้ลงไปดำน้ำเลยนะโว้ย เหนื่อยเหลือเกินนนนน






    อะ โอเค ใส่ฟินได้ก็เตะขาป้าบๆออกมาแล้วก็ค่อยๆปล่อยลมออกจาก BCD และเริ่มการดำน้ำ(ซะที!) ซึ่งบอกเลยว่าไดฟ์แรกนี้เป็นไดฟ์ที่คุยกับตัวเองและคุยกับอุปกรณ์เยอะมากกกกกกกกก ต้องมาแนะนำตัวทำความรู้จักกันใหม่หมด

    ที่คุยกับตัวเองหลักๆก็เป็นเรื่องของการลอย-จม การหายใจเข้าออกของตัวเอง เพราะก็ห่างหายจากการดำน้ำไปพักใหญ่ๆ ต้องรื้อฟื้นสกิลกันบ้าง และต้องมีสติอยู่กับตัวเองเสมอ คิดว่าตอนนี้ทำอะไรและต้องทำอะไรต่อ

    ส่วนที่ต้องคุยกับอุปกรณ์นั้นก็เพราะทุกอย่างมันใหม่กิ๊ง อย่างเช่นพอลงน้ำไปแล้วก็ต้องมาปรับ regulator ว่าจะให้อากาศไหลเวลาหายใจเข้าออกประมาณไหนถึงจะโอเค พอคุยกันรู้เรื่องแล้วก็มาตีกับ BCD ต่อเพราะยังกะแรงในการกดเติมอากาศไม่ถูก กล่าวคือ กดหนึ่งฟืบ ลอยยยยยย พอเอาอากาศออก อ้าว จมมมมมมมมมม หาจุดกึ่งกลางที่พอดีไม่ได้

    และด้วยความที่ไดฟ์นี้เป็น Sunset Dive ที่กว่าหัวจะมุดน้ำฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ซึ่งความมืดก็เป็นอุปสรรค์ชีวิตอย่างหนึ่งเพราะมันมองไม่เห็น ยังตีกับอุปกรณ์ไม่เสร็จเลย อ้าว ไฟฉายกูเอาไปเกี่ยวอยู่ตรงไหนวะ อะ เปิดไฟฉาย แล้วก็กลับมาตีกับการลอยตัวของตัวเองอีก เช็คอากาศอีก ดูไดฟ์คอมอีก โอ้ย วุ่นวายมาก หนาวก็หนาว น้ำก็เย็นเกิ๊นนนนนน ปวดฉี่แต่ก็ฉี่ไม่ออกไปอีก แผลที่เท้าก็แสบจังวู้ย ชีวิตช้านนน อะไรกันเนี๊ยยยย






    พอดำน้ำจบไดฟ์ก็ต้องทุลักทุเลถอดฟิน จับเชือก ไต่(ในที่นี้คือตะกายตัวเองแถดๆๆๆๆขึ้นมาจากหาดหิน) ถอดอุปกรณ์แล้วนอนพะงาบๆหอบหายใจรวยรินว่า








    Tulamben จริงๆแล้วไม่ได้ออกเสียงว่าตูลัมเบน
    แต่เป็นตูลำเค็ญญญญญญญญ










    อิเชี่ยยยยยยย เหนื่อยสาสสสสสสสสส เหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยกว่าการดำน้ำคือการลงไปกับขึ้นมานี่แหละ โอ้โหหหหหหหหหห จะกลับไปสั่งซื้อฟินใหม่ จะไปถอย Open Heels โว้ยยยยยยยย





    Note to self: เวทสองก้อนไม่พอว่ะ รู้สึกว่าตัวลอยตลอดเวลา ซึ่งแย่


















  • 20 October 2018



    Dive 2 - USAT Liberty Shipwreck

    Depth: 21.3 m. | Time: 51 mins | Nitrox





    เช้านี้เราเด้งตัวเองออกจากเตียงตอนตีห้าสิบห้า ฟงฟันก็ไม่แปรง (สารภาพกันตรงๆนี่แหละ) หน้าก็ไม่ล้างเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ลงน้ำเว้ย เปลี่ยนชุดแล้ววิ่งลงไปขึ้นรถเพื่อไปดำน้ำไดฟ์เช้าที่ USAT Liberty Shipwreck







    ก่อนดำน้ำก็มาเตรียมอุปกรณ์กันก่อนนะจ๊ะ








    มาจะกล่าวบทไปถึงเรือ USAT Liberty กันเล็กน้อยนะเออ เรือลำนี้เป็นเรือขนส่งของสหรัฐอเมริกา เริ่มประจำการมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนู้น จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สอง ทางอเมริกาได้ส่งเรือลำนี้มาประจำการอยู่ในน่านน้ำแถบมหาสมุทรแปซิฟิก โดยใช้เป็นเรือขนส่งชิ้นส่วนของรถไฟและยางระหว่างออสเตรเลียและฟิลิปปินส์ ระหว่างทางได้ถูกเรือรบของญี่ปุ่นโจมตีและจมลงในบริเวณนี้นั่นเอง



    หลังจากที่ตัวสั่นงันงกประหนึ่งลูกนกตกน้ำในไดฟ์เมื่อวาน วันนี้เราก็ไปจัดแจงเช่าเวทสูทมาใส่ทับอีกชั้นหนึ่งเพื่อเพิ่มความอบอุ่น และก็ได้ปรับวิธีการลงน้ำ กล่าวคือ เราจะไม่ใส่อุปกรณ์และแถดๆๆๆฝ่าหาดหินอีกต่อไป แต่เราจะเอาตัวบุ๋งๆลงน้ำไปก่อนแล้วค่อยไปใส่อุปกรณ์และฟินทีหลัง ซึ่งดีขึ้นมาก ลดความทุลักทุเลลงไปได้ประมาณหนึ่งเลยทีเดียว แต่ก็ยังคงวุ่นวายกับการใส่ฟินอยู่ดี
















    เราเริ่มดำจากด้านท้ายเรือไปจนถึงตรงกลาง จากนั้นจะเช็คอากาศว่ามีพอโอเคหรือไม่ แล้วก็ค่อยไปต่อกันที่ส่วนหัวเรือ ซึ่งในไดฟ์นี้เราก็ยังคงตีกับอุปกรณ์ไม่จบไม่สิ้น มีความงง แถมกระแสน้ำที่นี่ก็ประหลาด เดี๋ยวก็ดันขึ้น เดี๋ยวก็พัดลงตลอดเวลา เลยต้องเช็คการลอยตัวของตัวเองให้ดีซึ่ง #คนโง่ดำน้ำ อย่างเรานั้นก็เกือบไม่รอดเด้อ


















    ตอนนั้นเป็นจุดที่สำรวจเรือกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เตะขาต๊อกแต๊กตามทุกคนในกลุ่มมาเรื่อยเจื้อย ถ่ายรูปไปเรื่อยๆที่ไม่รู้ว่าเอ็งจะถ่ายไปทำม๊ายยย จนถึงจุดที่ต้องเลี้ยวไปทางซ้าย อิฉันโดนกระแสน้ำซัดไปติดกับซอกหินจ้าาาาาา เดชะบุญที่ตรงนั้นไม่มีปะการังพริ้วไหวใดๆ ก็เกาะหินไว้ได้แล้วก็พยายามตีขาสู้กระแสน้ำออกมา







    เฮ้ยยย ทำไมไม่ไปวะ!
    เชี่ยยยยย กูติดอะไรเนี้ยยยยยยยยยย






    ตอนนั้นทั้งกลุ่มคือหายลับไปทางไหนก็ไม่รู้แล้ว ไม่มีใครอยู่รอบข้าง กระแสน้ำก็ซัดอยู่นั่นอะ แต่ไม่ปลิว เพราะติด เอาจริงๆตอนนั้นคือโคตรกลัว แบบเชี่ย กูไปไหนไม่ได้ ใครก็ได้ช่วยที๊! แต่มันไม่มีใครเห็นไงว่าอีนี่ติดแหงกดิ้นกระแด่วๆอยู่ตรงนี้ ก็ต้องตั้งสติปะวะ อะ ยังไง ไหนดูหน่อยว่าทำไมถึงติด ปรากฎว่าฮุกของดิฉันนั้นไปเสียบอยู่ตรงหินพอดี ตัวมันเลยไม่ไปไหน ก็พยายามแงะฮุกออกมา (ตอนที่ไปมัลดีฟส์แล้วพยายามฮุกตัวเองไว้กับหินนี่ก็ชอบหลุด ตอนนี้ไม่รู้ว่ามันเข้าไปเสียบอีท่าไหนถึงได้แน่นหนาขนาดนี้)


    พอหลุดจากตรงนั้นได้พยายามมองหากลุ่มว่าเขาไปอยู่ไหนก็ ก็ป๊ะกับไดฟ์หลีดที่ว่ายกลับมาพอดี คือทุกคนจุ้มปุ๊กรอกันอยู่ตรงโซนที่เป็นหาด น้ำนิ่งสงบ มองดูทุ่งปลาไหลสวนที่พริ้วสไวงดงามอยู่ไม่ห่าง







    ตอนนั้นไม่มีใจจะดูอะไรทั้งนั้น เหนื่อยโว้ย แต่ก็ยังถ่ายรูปมาว่าเอออ นี่คือปลาไหลสวนนะเออ
    จบไดฟ์แบบหอบกินที่แท้







    Note to self: เวทสามก้อนโอเคแล้ว พอดีกับทุกสิ่ง เย่

















  • Dive 3 - Coral Garden

    Depth: 16.9 | Time: 52 mins | Nitrox






    หลังจากซัดข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว เราก็มาต่อกันที่ไดฟ์ที่สองของวันกับการลงไปไดฟ์ไซท์หน้าบ้าน ยังคงตีกับ BCD ไม่จบไม่สิ้นว่าเอ็งจะเอายังง๊ายยย ต้องกดเติมลมแค่ไหนถึงจะพอดี๊ แต่ในไดฟ์นี้ก็ได้พบเจอกับสิ่งมีชีวิตมากมายซึ่งโดยมาก็เป็นพวกตัวเล็กตัวน้อยที่... กล้องอิฉันถ่ายไม่ได้ยังไงล่ะ ก็ทำได้แต่ต๊อกแต๊กตามเขาไป







    ตื่นเต้นกับน้องปลาที่เฝ้าบ้านอยู่



















    เขาไปถ่ายอะไรกันก็ไม่รู้อะ
    เราตื่นเต้นกับการพบเจอปลาหมึกแบบเป็นๆที่ไม่ได้อยู่บนตะแกรงปิ้ง
    น้องคงคิดว่าพี่เห็นหนูด้วยหรออออออออ


















    Dive 4 - Drop off

    Depth: 25.7 m. | Time: 52 mins | Nitrox






    ไดฟ์นี้เป็นไดฟ์ที่เราแฮปปี้มากเพราะคุยกับอุปกรณ์ทุกอย่างเข้าใจกันแล้ว รู้จักมักจี่สนิทสนมกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเรียบร้อย เลยเป็นไดฟ์ที่ดำแบบสบายๆ ประกอบกับจุดนี้มีรูปปั้นต่างๆให้ทัศนามากมาย รวมถึงมีโรงเรียนอนุบาลปลาเล็กปลาน้อยให้เราดู นอกเหนือจากของเล็กของน้อยต่างๆ แถมได้เจอคุณเต่าตอนท้ายไดฟ์อีกด้วยนะเออ










    สวยดีแบบขลังๆ
    จินตนาการในหัวว่าเรากำลังเยี่ยมชมอารยธรรมที่ล่มสลายใต้ท้องทะเล



































    ปิดท้ายด้วยการเซย์ฮายกับคุณเต่าเด้อ



















    Dive 5 - USAT Liberty Shipwreck

    Depth: 18.3 m. | Time: 61 mins | Nitrox | Night Dive


    ในไดฟ์นี้เรากลับไปที่ไดฟ์ไซต์เรือจมกันอีกแล้วจ้า คราวนี้มาลงตอนกลางคืนยังไม่พอ เราก็ทำซ่าขอยืมกล้องของปุ๊กมาด้วยเด้อ ซึ่งนับว่าเป็นการเอากล้องลงน้ำแบบจริงจังเป็นครั้งแรก (ไม่นับโกโปรน้องน้อยของตัวเองที่ถ่ายทุกอย่างด้วยความง๊อกแง๊กงอกง่อยตลอดเวลา)


    ก็...ตามที่คาดการณ์ไว้นะฮะว่าลงไปก็ต้องไปตีกับกล้องแน่นอน มีความอิหยังวะอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องปรับ white balance ยังไง ต้องจัดไฟแบบไหน แถมกดชัตเตอร์แล้วภาพที่ออกมาก็สั่นไปอี๊ก โว๊ะ!



    ตื่นเต้นกับปูเสฉวนที่มีบ้านเป็นดอกไม้ทะเล

    เคยเห็นแต่รูปในหนังสือวิทยาศาสตร์ตอนป.4 เรื่องความสัมพันธ์ของระบบนิเวศ ฮือ
    ความฝันของเด็กเนิร์ดนั่งหน้าห้องติดกระดานเป็นจริงแล้วววววว



    อ้อ แล้วก็มีซีนระทึกใจคือเราพยายามตั้งใจจะถ่ายปะการังงามๆ หันซ้ายไปเจอปลาเก๋าตัวบึ้มอยู่ข้างขา สะดุ้งเฮือกกกกก (เกือบโดนแดกขาไปแล้วกู๊ววว)

















  • 21 October 2018




    Dive 6 - Buyuk - Nusa Penida

    Depth: 27.8 m. | Time: 42 mins




    วันนี้เราตื่นตั้งแต่เช้าและนั่งรถบัสมาที่ Padang Bai Pier (ค่ะ...เรากลับมาที่นี่กันอีกแล้วนะคะคุณขา) เพื่อที่จะนั่งเรือไปไดฟ์ไซต์รอบๆเกาะ Nusa Penida นั่นเอง โดยภารกิจหลักของเราตลอดทั้งวันนี้คือการตามหาโมลาโมล่านั่นเองงงง




     

    หมิง ครูแมท และปุ๊กที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน






    Mola Mola หรือ ปลาพระอาทิตย์ (Ocean Sunfish) เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มปลากระดูกแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จัดได้ว่าเป็นปลาที่หาตัวกันย๊ากยากเพราะปัจจุบันนี้จำนวนประชากรของโมล่าได้ลดน้อยถอยลงอย่างมาก ประกอบกับเป็นปลาที่รักการอยู่ในน้ำเย็นเจี๊ยบ เลยชอบอยู่แถวๆบริเวณที่เป็นรอยต่อของกระแสน้ำอุ่นและเย็น เพื่อว่าเวลาตอนที่หาอาหารก็จะได้ว่ายดุ๊กดิ๊กไปหาอาหารในเขตน้ำอุ่น แล้วก็กลับไปนอนแช่ตัวสบายๆในเขตน้ำเย็นเช่นเดิม


    (ความเห็นส่วนตัวที่มีต่อโมล่า: เราว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ถ้าร่างนี้คือร่างที่พัฒนาร่างจนสุดขอบของวิวัฒนาการแล้วก็ไม่แปลกใจที่จะสูญพันธุ์อะ ฮืออออ คือน้องแบนๆ ขึ้นมาผึ่งอาบแดด และโดนสิงโตทะเลแง้บเล่นเงี้ย ไม่โอเค ถ้าน้องต้องการจะอยู่ น้องต้องมีวิวัฒนาการนะหนูลู๊กกกก)


    และในช่วงนี้เป็นฤดูโมล่ามาประชุมใจรักสมัครสมาน ณ บาหลี มีข่าวว่านักดำน้ำพบเจอโมล่าโผล่ตัวมาให้เห็นบ่อยครั้ง เราก็มานั่งพนมมือไหว้และหวังว่าแต้มบุญของเราจะหนุนนำให้พบเจอกันในวันนี้ด้วยเถิด เพี้ยง!






    และด้วยความที่น้ำเย็นถึง 25 องศาเซลเซียล มนุษย์ขี้หนาวมากๆอย่างเราก็เตรียมตัวมาค่อนข้างดี ใส่เวทสูทสามชั้น (Shark Skin และเวทสูท 3 มิลสองตัว) มีฮูดพร้อม ถุงมือพร้อม ถ้าใส่เสื้อโค้ทพร้อมผ้าพันคอและแปะแผ่นประคบร้อนลงไปดำน้ำด้วยก็คงทำแล้วแหละ แต่แม้ว่าจะห่อตัวเองเป็นแหนมแล้ว พอ back roll ตู้มลงจากเรือคือสั่นสะท้านประหนึ่งตกลงไปในถังน้ำแข็ง คาดว่าเวลาที่เขาจับกุ้งจับปูมาน็อกน้ำแข็งเพื่อส่งขาย ก็คงรู้สึกแบบเดียวกันนี่แหละนะ...





    (อยากจะใส่รูปอะไรซักอย่างแต่ไม่ได้ถ่ายอะไรไว้เลย จิตนาการเอานะว่ามันเป็นผาทะมึนๆมืดๆ)




    สำหรัับลักษณะของไดฟ์ไซต์เป็นผาหิน มีปะการังนุ้งนิ้งน่ารัก เราก็บุ๋งๆตามกระแสน้ำเลียบเลาะแนวผาไปเรื่อยๆ (จนบางทีก็ลอยตุ๊บป่องเลยหน้าไดฟ์หลีดไปอี๊ก) สิ่งมีชีวิตพบเจอกระเบนนกหนึ่งหน่วยถ้วน ไร้สัญญาณชีพของโมล่าแต่อย่างใด




    แต่!!!!!!!!


    เมื่อพวกเราขึ้นมาบนเรือแล้วเปิดดูเฟสบุ๊ค คุณพระะะะะะ อีกกลุ่มนึงที่เขาโดดตู้มไปก่อนหน้าเรา เขาเจอว่ะ!!! จุดนั้นทุกคนกรีดร้องด้วยความเสียดาย ได้แต่พนมมือในใจว่าขอให้โชคเข้าข้างเราในไดฟ์ต่อๆไปด้วยเถิด





    พี่โจ: ไม่ได้เรียกว่าเจอ แต่ให้เรียกว่ามาให้เซลฟี่

















    Dive 7 - Manta Point - Nusa Penida

    Depth : 13.3 m. | Time: 33 mins




    เราพักจากการตามหาโมล่า มาเยี่ยมเยียนจุดทำความสะอาดและอาบน้ำอาบท่าของเหล่าแมนต้ากันหนึ่งไดฟ์ และระหว่างที่นั่งเรืออยู่นั้น เราผู้ประกาศกร้าวว่าเป็นคนไม่เมารถ เมาเรือใดๆ สามารถนั่งเล่นแคนดี้แครชได้ระหว่างการนั่งรถตู้จากเชียงใหม่ขึ้นไปปายและปางอุ๋ง กลับกลายมาเป็นคนที่นั่งงงๆอึนๆแบบขีดพลังงานลดฮวบฮาบเพราะความหนาวบวกกับเวียนหัวเวลาเรือกระแทกกับคลื่น


    จุดนั้นคือมึนหัวมาก อาจเป็นเพราะใส่เวทสูทหลายชั้นเกินไปเลยรัดพุงกะทิ บวกกับพลังงานลดเพราะเจอน้ำเย็น พร้อมทั้งหายใจเอาเหม็นกลิ่นน้ำมันเครื่องและกลิ่นบุหรี่ของคนเรือเข้าไปเฮือกใหญ่ พอทุกอย่างมันรวมๆกันจนสมองเริ่มเบลอ คิดอยากจะโดดๆลงๆน้ำไปให้จบๆ พอเรือจอดปั๊บ เข้าชุดแบบรีบๆเพราะไม่ไหว มึนหัวจะตายแล้วเด้อ ก็ตู้มลงน้ำไปเลย



    อ้าว เชี่ยยยย ลืมใส่ฮู้ด!


    จุดนั้นพอเจอน้ำเย็นปุ๊บคือหนาววาบไปทั้งตัวแบบสั่นงั่กๆ หงุดหงิดตัวเองที่ลืมฮู้ด แถมหัวก็มึน กระแสน้ำก็พัด ทุกคนก็ตะโกนว่าให้เตะขามาทางนี้ ให้ระวังเรือข้างหลังที่ทำท่าจะพุ่งเข้ามา ทุกอย่างมันตีกันไปหมดจนตอนนั้นก็เกิดสติแตกแพนิกขึ้นมาว่าไม่เอาแล้ว ขึ้นได้มั้ย ไม่ลงแล้ว หนาวมากกกกกกกกก ไม่โอเคคคคคคคคคคค เวียนหัวแบบจะอ้วกแล้วววววววววววว จนไดฟ์หลีดว่ายมาหา ถามว่ายูโอเคไหม จะดำไหม



    เรามองไปที่เรือ ภาพที่เห็นคือเรือแม่งแกว่งไปแกว่งมาเป็นไวกิ้งก็คิดในใจว่า อิเชี่ยเอ๊ยย ถึงขึ้นไปกูก็ตายอยู่ดีมะ ไม่น่ารอดว่ะ ก็เอาวะ! คนเราไม่ได้มาบาหลีทุกวัน เพราะงั้นลงโว้ย!!









    และถ้าเรือที่จอดอยู่บนผิวน้ำเป็นไวกิ้ง
    กระแสน้ำด้านล่างก็คงเป็นเหมือนรถไฟเหาะ












    อยากให้เห็นความชุลมุนวุ่นวายใต้น้ำมากๆ
    เดี๋ยวคนนั้นปลิวไปทางโน้น คนนู้นลอยปาดมาทางนี้






    จากจุดที่เราเริ่มดำ เราต้องตีขาฝ่ากระแสน้ำเข้าไปถึงจุดที่แมนต้าชุมนุม กระแสน้ำตรงจุดนั้นก็เดี๋ยววพัดเข้า เดี๋ยวพัดออก ต้องกะจังหวะดีๆว่าจะตามน้ำหรือทวนน้ำ ตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของแซลมอนที่ต้องว่ายทวนกระแสน้ำเข้าไปวางไข่ตะหงิดๆแล้วว่าน่าจะฟิลลิ่งคือๆกันประมาณนี้
    พอถึงจุดที่เจอแมนต้าปุ๊บ กระแสน้ำก็พัดไปซ้ายขวา ดันขึ้น กดลง วนๆกันอยู่แบบนี้ประหนึ่งว่ากำลังเล่นรถไฟเหาะตลอดเวลา ต้องปรับการลอยตัวของตัวเองเกือบตลอดเวลา สนุกมาก (สนุกจริงๆไม่ได้ประชดนะ)











    รักกกกกกกกกกกกกกกกกก





    ได้เจอ Black Manta ด้วย เท่มากกกกกก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะ ณ วินาทีนั้นเราลืมไปเลยว่ามีกล้องอยู่ในมือ และพอจากจุดนั้นก็ไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายอะไรอีก มองดูแต่ตา พยายามเก็บช่วงเวลานี้ไว้กับตัวเองว่าเราได้กลับมาเจอกันแล้วนะกับแมนต้า สิ่งมีชีวิตที่เรารักมากที่สุดในท้องทะเล




    ตอนขึ้นมาสู่ผิวน้ำก็กลับมาเวียนหัวอีกรอบ พยายามลอยคอและตีขากลับไปที่เรือแต่หมดแรง หันไปคว้าพี่อุ้มกับพี่หวานไว้ได้แล้วบอกให้ช่วยลากไปหน่อย ไม่ไหวแล้วเด้อออออ ตายยยย พูดเล้ยยยยยย

















    Dive 8 - Crystal Bay - Nusa Penida

    Depth: 21.5 m. | Time: 44 mins




    หลังจากไดฟ์ที่แล้วที่เราดำน้ำลงไปเล่นรถไฟเหาะพร้อมกับแมนต้า และหมดสภาพจนต้องให้พี่อุ้มกับพี่หวานลากมาที่เรือ พอขึ้นมาเจอกับสภาพเรือไวกิ้งทำให้เราถึงกับพุ่งตัวไปเกาะขอบเรือเพื่อเอาข้าวเช้าออก เรียกได้ว่าหมดสภาพมากที่สุด ทำได้แต่นั่งพะงาบๆและกระเด้งกระดอนอยู่บนเรือเหมือนเบลย์เบลดที่เคยเล่นตอนเด็กๆ (คุณแม่อาจจะไม่รู้จัก มันคือลูกข่างของเล่นจากการ์ตูนเรื่องเบลย์เบลด ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า ฉายทางช่อง 9 การ์ตูนก่อนรายการซุปเปอร์จิ๋วค่ะ) แต่ในไดฟ์นี้ก็ยังเป็นคนใจสู้ เปลี้ยแค่ไหนก็แข็งใจไปลงน้ำด้วยประโยคปลุกใจที่ว่า




    เราไม่ได้มาบาหลีทุกวัน



    เพราะไดฟ์นี้เป็นไดฟ์สุดท้ายที่เราจะได้ลุ้นโมล่ายังไงล่ะ! ไหนๆก็มาแล้ว เราต้องไปให้สุด ดีกว่ามาเสียดายทีหลังว่าไม่น่านอนอยู่บนเรือเล้ย เอาวะ สู้!! ใส่ฮู้ดแล้วไปลุยโลดดดดดดดด!!


    ในส่วนของไดฟ์ไซต์ก็เป็นผาหินเช่นเคย เราก็บุ๋งๆนุ้งนิ้งเลียบผาตามกระแสน้ำมาเรื่อยๆ แต่ด้วยความที่กระแสน้ำแรงม๊ากเลยมีจังหวะที่ต้องไปหลบไปเกาะหินไว้ ซึ่งในตอนนั้นเราก็มองตาปลาน้อยใกล้เคียงที่กำลังสะบัดครีบดุ๊กดิ๊กสู้กระแสน้ำ ปลาก็มองตาเรา แล้วเหมือนจะเข้าใจกันเองว่าอ้อ พักแปบละกันนะ เหนื่อย







    จุดนี้คืออยู่ด้านบนของผาหินแล้ว มีปะการังน้อยใหญ่ให้ชมมากมาย ชอบ แฮปปี้














    ฝนและการเจอเต่าครั้งแรกในชีวิต และประเด็นคือจงหาเต่าในภาพนี้







    สรุปว่าการมาเปิดประสบการณ์สัมผัสน้ำเย็นในครั้งนี้ ไม่มีแม้แต่เงาของโมล่านะจ๊ะ แต้มบุญยังไม่ถึงซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างมาก ก็เออนะ... ไม่เป็นไร เดี๋ยวรอบหน้ามาใหม่ ต้องได้เจออออออ!!









    ย้อมใจด้วยของดีเมืองอินโด




















  • 22 October 2018

    Dive 9 - Drop off

    Depth: 26.3 m. | Time 50 mins.



    หลังจากที่ไปฝึกความอดทนต่อน้ำเย็นมาเมื่อวานนี้ วันนี้เราสลบหลับเป็นตายไม่ตื่นไปดำไดฟ์เช้าทั้งสองไดฟ์ ไม่ไหวเด้อ เหนื่อยมาก ใจจริงคือกะว่าจะโดดแค่ไดฟ์เช้าตรู่ไดฟ์เดียว ช่วงสายน่าจะฟื้นร่างแต่ทั้งกายหยาบและกายละเอียดบอกว่าไม่! เลยนอนพักไปก่อนก็ได้



    แม้ว่าคนเราไม่ได้มาบาหลีทุกวันก็จริง แต่เราก็กลับมาใหม่ได้ปะว้าาาาา




    สำหรับไดฟ์บ่ายซึ่งเป็นไดฟ์สุดท้ายของทริปนี้ เราก็เดินฝ่าหาดหินด้วยความรวดร้าวไปที่จุด Drop off อีกรอบนึง เนื่องจากตอนแรกจะนั่งเรือออกไปดำที่ไดฟ์ไซต์อื่นๆ แต่คนขับเรือไม่อยู่จ้า ไปเข้าวัด เพราะเขามีพิธีบูชาพระจันทร์กัน (บาหลีนับถือศาสนาฮินดูเป็นส่วนใหญ่ ไม่เหมือนภูมิภาคอื่นของอินโดนีเซียที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยส่วนตัวแล้วมองว่าเป็นที่นี่เป็นฮินดูที่มีการผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งน่าสนใจดีทีเดียวเชียวแหละ)






    พี่หวานและพี่น้ำ




    รอบนี้เรายืมเอากล้องของพี่หวานลงไปถ่าย พบว่าชอบมาก แม้ว่าจะถ่ายรูปออกมาโง่มากก็ตามแต่ก็ทำให้ตัดสินใจได้ว่าเราคงไปจบกับกล้องตัวนี้แหละ หลังจากสองจิตสองใจมานานว่าควรจะซื้อดีหรือไม่ดี และเป็นไดฟ์ที่ว่ายพุ่งตัวไปหาทุกคนที่ใส่ฟินสีขาว เพราะต้องการปรับ white balance เด้อ




    เจอปลาฝูงตรงผิวน้ำด้วยจ้ะ







    ตอนที่ขึ้นมา ปรากฎว่าขึ้นผิดที่เด้อ ห่างไกลจากจุดที่ควรจะขึ้นไปพอสมควร งงเลยจ้า ต้องว่ายน้ำกลับไปอี๊กกกกกก Tulemban นี่มันทำให้ตูลำเค็ญตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายเลยโว้ยยยยย ฮาาาาาา




    แต่ก็บ่นไปงั้นแหละ เพราะเราเชื่อว่าอีกไม่เกินสองวัน
    เราจะต้องคิดถึงที่นี่แน่นอน :)




























    23 October 2018




    ตามแพลนเดิม เรา ปุ๊ก ต๊ะ จะไปเที่ยวบกกันต่อ แต่เราตัดสินใจกลับก่อนเพราะติดธุระเลยต้องเปลี่ยนไฟล์ทบินแบบกระทันหัน และกลับมายืนกระพริบตาปิ๊งๆอยู่ใน Kuta กับพี่น้ำ พี่ตูน พี่อุ้ม และฝน (ที่อยู่เที่ยวต่อกับครอบครัว) เลยไปแวะคาเฟ่กินข้าวกลางวันกัน จากนั้นก็แยกย้ายเหลือเรากับพี่อุ้มอยู่กันสองหน่วยแบบคนเหงา













    เมื่อไม่มีอะไรทำ เลยตัดสินใจไปเดินเล่นริมหาด Kuta Beach ที่หนาแน่นไปด้วยมนุษย์ที่เรียนเซิร์ฟ เราก็ป้ายยาพี่อุ้มว่าเฮ้ยยยย มันสนุกอย่างงั้น อย่างงู้น อย่างงี้นะ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เอาชุดว่ายน้ำติดมาด้วยเพราะดรอปของทุกอย่างไว้ตรงที่พักของพี่อุ้ม

    พอตัดสินใจจะเดินกลับไปดูร้านรวงและช้อปปิ้งก็ดันไปผ่านหน้าร้านขายชุดว่ายน้ำที่กำลังเซลอยู่พอดี จุดนั้นคือหันมามองหน้ากันแล้วไป ตกลงใจว่าไป ไปซื้อ ไปเซิร์ฟ! (โดยไม่มีใครคิดจะห้ามอะไรกันเล้ยว่าเดี๋ยวกลับไม่ทัน ขึ้นเครื่องไม่ทัน ไม่มี๊!)








    จัดไปฮะ
    เพราะเราไม่ได้มาบาหลีทุกวัน










    เล่นเสร็จแล้วก็รีบเรียก grab ไปส่งที่โรงแรม อาบน้ำ โบกมือบ๊ายบายสหายร่วมเซิร์ฟแล้วรีบบึ่งไปสนามบิน ทันเวลาเช็คอินพอดิบพอดี๊








    และนี่คือเรื่องราวของเราในบาหลี ที่พอไถไอจีดูรูปเพื่อนๆคนอื่นที่ไปเที่ยวในช่วงเดียวกันก็คิดในใจว่าทำไมเขาชิคๆคูลๆกันจังว้า กระโปรงพริ้วปลิวสไวถ่ายรูปดจีดีงาม พลันนึกถึงภาพตัวเองพะงาบๆไถตัวแถดๆๆๆๆๆขึ้นมาจากหาดหิน เกรี้ยวกราดว่าจะซื้อฟินใหม่โว้ยยยยย หรือซีนที่เกาะขอบเรือเพื่อเอาข้าวเช้าออกมาให้เป็นอาหารปลา... เอ่อ...



    ก็... บาหลีของเราไม่เท่ากัน
    และบาหลีของเราเป็นแบบนี้แหละ :)





    นี่เป็นการดำน้ำแบบ Shore Dive ครั้งแรกในชีวิตที่สุดแสนจะทรหดอดทน ประกอบกับลองอุปกรณ์ใหม่ของตัวเองยกชุดที่ตัดสินใจซื้อเพราะคิดว่าชีวิตนี้ก็คงจะวนเวียนกับการดำน้ำไปอีกนาน เรารักโลกใต้ท้องทะเล เราชอบความเงียบสงบที่วุ่นวาย และยังตื่นตาตื่นใจให้ได้ค้นพบในทุกครั้ง

    ทั้งทริปนี้เรางอแงค่อนข้างเยอะ บ่นเป็นหมีกินผึ้งกับผู้ร่วมทริป(โดยเฉพาะพี่หวานเดอะรูมเมท)บ่อยๆว่าเหนื่อยโว้ยยยยยย แต่พอตอนนี้ที่นั่งทำรูปเกี่ยวกับคาเฟ่ที่ไป ตัดคลิปต่างๆที่เราถ่ายมา เรานั่งดูรูปที่ถ่ายๆไว้ทั้งหลายที่ใช้ได้บ้างไม่ได้บาง



    เราคิดถึงช่วงเวลาตลอดสัปดาห์ในบาหลี


    เราว่าความสนุกของทริปนี้ไม่ใช่การดำน้ำอย่างเดียว แต่เป็นประสบการณ์ที่เราได้ลองทำอะไรเป็นครั้งแรก ตลอดจนการที่ได้กลับมาเจอพี่ๆเพื่อนๆร่วมทริปที่คุ้นหน้าและได้ทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทริปใหม่ๆที่คูลมากและเฮฮาสนุกสนาน เล่นตลกกันตลอดเวลา






    ขอขอบคุณ

    พี่โจ พี่เอ็ม ครูแมท
    พี่กบ พี่นก
    พี่หยวก พี่เปิ้ล
    หมิงและคุณป๊า
    พี่ไวน์ พี่แคช
    พี่ไผ่ พี่อุ้ม
    พี่ตูน พี่น้ำ พี่หวานเดอะรูมเมท
    ปุ๊ก ต๊ะ ฝน

    ที่ทำให้ทริปนี้สนุกสนาน น่าจดจำ
    และเต็มเปี่ยมไปด้วยความประทับใจนะค้าาาาาา♡




    จากนี้ก็คงไม่ได้ดำน้ำไปอีกซักพัก เพราะไม่มีเงินและไม่มีวันหยุดแล้ว ก็... หวังว่าจะได้พบทุกคนใหม่ในทริปหน้า ได้เอาหัวมุดน้ำเป่าฟองอากาศกันใหม่ในเร็ววันนี้









    ด้วยรัก...จากตูลัมเบน บาหลี

    สถานที่ที่พระอาทิตย์ขึ้นจากท้องทะเลและตกลับเหลี่ยมของภูเขาไฟ










    ตามไปอ่านบันทึกการเดินทางอื่นๆได้ที่..

    FB: With love from the desert

    IG: Ployapha.j

    YT: With love from the desert

    #ด้วยรักจากทะเลทราย

    #withlovefromthedesert


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in