แปลเพลง RADWIMPSKanzen Memeshe
แปลเพลง メルヘンとグレーテル (เกรเทลกับตำนาน) ของ RADWIMPS
  • เพลงนี้มีความน่ารักตรงที่ หยิบเอาความลึกซึ้งในภาษาญี่ปุ่นมาใช้อธิบายความรัก เช่น การเปรียบเทียบความรักกับจำนวนเส้นของอักษรคันจิ // การเล่นคำ 恋(koi) กับ 愛(ai) ที่แปลว่าความรักเหมือนกันในภาษาไทย แต่มีความลึกซึ้งของภาษาญี่ปุ่นซ่อนอยู่  

    จากชื่อเพลง メルヘン เป็นคำอ่านภาษาญี่ปุ่น ของคำว่า Märchen ในภาษาเยอรมัน ที่แปลว่า เทพนิยายหรือตำนาน ส่วน グレーテル (เกรเทล) เป็นชื่อตัวละครในตำนานฮันเซลกับเกรเทล เพลงทำนองช้าๆ โรแมนติกเพลงนี้เกี่ยวกับความรักอีกแล้ว ลองฟังดูนะ


    เพลง : Meruhen to Gureeteru 

    (เกรเทลกับตำนาน)

    เนื้อร้อง & ทำนอง : 野田洋次郎 (Noda Yojiro)



    一つだけ願いが叶うとしたならば

    Hitotsu dake negai ga kanau to shita naraba

    ถ้าขอพรได้เพียงแค่ข้อเดียวละก็


    「いくつでも叶いますように」

    'ikutsu demo kanai masu you ni'

    ผมจะขอให้ "ขอพรได้ไม่อั้น"


    僕はそういう人です

    Boku wa sou iu hito desu

    ผมเป็นคนแบบนั้นแหละ


    だけどもできたよ こんな僕にでも
    Dakedo mo dekita yo konna boku ni demo
    ถึงจะเป็นแค่ผมคนนี้  แต่ก็ทำสำเร็จนะ 

    たった一つの願い事
    Tatta hitotsu no negaigoto
    พรเพียงข้อเดียวนั้น

    この僕のと君のがなぁ
    Kono boku no to kimi no ga na
    คงเป็นเรื่องของผมกับเธอ

    同じならいいのになぁ
    Onaji nara ii noni na
    ถ้าพวกเราคิดเหมือนกันก็คงดี

    少しずつ世界は 変わってゆくけれど
    Sukoshi zutsu sekai wa kawatte iku keredo
    โลกค่อยๆ หมุนเวียนเปลี่ยนผันไป

    変わらぬものを見ようとして 
    それはそれで幾つもあって
    Kawaranu mono o miyou toshite 
    sore wa sore de ikutsu mo atte
    แต่ก็พยายามมองหาสิ่งที่ไม่แปรเปลี่ยน สิ่งแล้วสิ่งเล่า

    「君」と書いて「恋」と読み 
    'kimi' to kaite 'koi' to yomi 
    เขียนคำว่า "เธอ" แต่อ่านว่า "ความรัก"


    「僕」と書いて「愛」と読もう
    'boku' to kaite 'ai' to yomou
    เขียนคำว่า "ผม" แต่มาอ่านว่า "ความรัก" กันเถอะ

    どこかの誰かがいつか
    決めた意味に迷わぬように
    Doko ka no dareka ga itsuka 
    kimeta imi ni mayowanu you ni
    ขออย่าได้สับสนกับความหมายที่คนอื่นกำหนดไว้เลย

    「人」と書いて「嘘」と読み
     'hito' to kaite 'uso' to yomi 
    เขียนคำว่า "มนุษย์" แต่อ่านว่า "โกหก"


    「嘘」と書いて「人」と読む
    'uso' to kaite 'hito' to yomu
    เขียนคำว่า "โกหก" แต่อ่านว่า "มนุษย์"

    こんな時代だからこそ
    見える意味をなくさぬように
    Konna jidai dakara koso 
    mieru imi o nakusanu you ni
    เพราะว่าเป็นยุคสมัยแบบนี้ 
    อย่าทำให้ "การตีความสิ่งที่มองเห็น" หายไปนะ

    「君」は7画で 「僕」は14画で
    'kimi' wa nana kaku de 
    'boku' wa jyuuyon kaku de
    คันจิ*คำว่า "เธอ" มี 7 เส้น 
    ส่วนคันจิคำว่า "ผม" มี 14 เส้น 

    恐いくらいよく出来てる
    Kowai kurai yoku dekiteru
    รู้สึกกลัวยังไงไม่รู้

    僕は僕の半分しか君のことを愛せないのかい
    Boku wa boku no hanbun shika
    Kimi no koto o aisenai no kai

    ผมจะรักเธอได้เพียงแค่ครึ่งเดียวของตัวเองเท่านั้นหรือ**

    日曜がお休みで
    Nichiyou ga oyasumi de
    วันอาทิตย์เป็นวันหยุดพักผ่อน

    3の次は4で
    San no tsugi wa yon de
    ต่อจาก 3 ก็คือ 4 

    このメロディーはド・ミ・レ・ド・ド
    Kono merodii wa
    Do. Mi. Re. Do. Do

    เมโลดี้ที่ว่านี้คือ โด  มี  เร  โด  โด

    決まりきった世界で 僕はちゃんと生きてるよ
    Kimari kitta sekai de 
    boku wa chanto ikiteru yo
    ผมได้ใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ในโลกที่ถูกกำหนดไว้นี้ 

    だから一つくらい僕にだって 
    決める権利は僕にだって
    Dakara hitotsu kurai boku ni datte
    Kimeru kenri wa boku ni datte

    เพราะฉะนั้น ผมก็มีสิทธิกำหนดกฎเกณฑ์อะไรบ้าง

    あるでしょう?
    Aru deshou ?
    ไม่ใช่เหรอ?

    「君」と書いて「恋」と読み 
    'kimi' to kaite 'koi' to yomi 
    เขียนคำว่า "เธอ" แต่อ่านว่า "ความรัก"

    「僕」と書いて「愛」と読もう
    'boku' to kaite 'ai' to yomou
    เขียนคำว่า "ผม" แต่มาอ่านว่า "ความรัก" กันเถอะ

    どこかの誰かが決めた決まりに
    惑わされぬように
    Doko ka no dareka ga kimeta kimari ni 
    madowa sarenu you ni
    ขออย่าได้ยอมให้ใครมาปั่นหัวสั่งนู่นสั่งนี่เชียวนะ

    「人」と書いて「嘘」と読み 
    'hito' to kaite 'uso' to yomi
    เขียนคำว่า "มนุษย์" แต่อ่านว่า "โกหก"


    「嘘」と書いて「人」と読む
     'uso' to kaite 'hito' to yomu
    เขียนคำว่า "โกหก" แต่อ่านว่า "มนุษย์"

    こんな時代だからこそたやすく 
    僕は君を見つけた
    Konna jidai dakara koso tayasuku
    boku wa kimi o mitsuketa
    เพราะว่าเป็นยุคสมัยแบบนี้ 
    ผมจึงได้พบกับเธออย่างง่ายดาย

    「君」と書いて「恋」と読み
    'kimi' to kaite 'koi' to yomi 
    เขียนคำว่า "เธอ" แต่อ่านว่า "ความรัก"


     「僕」と書いて「愛」と読もう
    'boku' to kaite 'ai' to yomou
    เขียนคำว่า "ผม" แต่มาอ่านว่า "ความรัก" กันเถอะ

    どこかの誰かが指す道しるべに流されぬように
    Doko ka no dareka ga sasu 
    michi shirube ni nagasarenu you ni
    ขออย่าได้ยอมให้ใครมาชี้นิ้วสั่ง
    แล้วเผลอใจไปกับมันเชียวนะ

    「君」と書いて「恋」と読み
    'kimi' to kaite 'koi' to yomi 
    เขียนคำว่า "เธอ" แต่อ่านว่า "ความรัก"

    「僕」と書いて「失」とは読ませやしないよ
    'boku' to kaite 'ushinau' to wa 
    yomase ya shinai yo
    เขียนคำว่า "ผม" แต่จะไม่ทำให้ถูกอ่านว่า "สูญสิ้น" หรอกนะ

    だって だって だって
    Datte datte datte
    ก็เพราะว่า

    「君」と書いて「恋」と読み 
    'kimi' to kaite 'koi' to yomi 
    เขียนคำว่า "เธอ" แต่อ่านว่า "ความรัก"


    「僕」と書いて「愛」と読もう
    'boku' to kaite 'ai' to yomou
    เขียนคำว่า "ผม" แต่มาอ่านว่า "ความรัก" กันเถอะ

    どこかの誰かがいつか決めた意味に
    迷わぬように
    Doko ka no dareka ga itsuka kimeta imi ni 
    mayowanu you ni 
    ขออย่าได้สับสนกับความหมายที่คนอื่นกำหนดไว้เลย

    いつか 今ここで決めた意味が
    当たり前になるように
    Itsuka ima koko de kimeta imi ga 
    atarimae ni naru you ni
    ขอให้ความหมายที่กำหนดไว้ที่นี่ตอนนี้ 
    กลายเป็นเรื่องธรรมดาในสักวันหนึ่ง 




    -------------------------------

    Credits Japanese lyrics : http://j-lyric.net/artist/a04ac97/l01625a.html
    Credits Romaji lyrics : https://www.nautiljon.com/paroles/radwimps/meruhen+to+gretel.html

    ---------------------------



    *คันจิ คืออักษรชนิดหนึ่งในภาษาญี่ปุ่น ได้รับอิทธิพลมาจากอักษรภาษาจีน เวลาเขียนจะเขียนเป็นลำดับเส้น มีลำดับการเขียนจากขวาไปซ้าย และจากบนลงล่าง สามารถดูตัวอย่างวิธีการเขียนอักษรคันจิได้ที่นี่→https://kakijun.jp/  โดยพิมพ์ตัวอักษรในช่องสี่เหลี่ยมด้ายซ้ายบน แล้วกดปุ่ม 漢字検索

    ** ผมในเพลงคงคิดว่า.. ถ้าผมรักตัวเอง 100% ก็คงรักเธอได้แค่ 50% เพราะขนาดคันจิคำว่าผม(僕) ยังมีจำนวนเส้นเป็นสองเท่าของคันจิคำว่าเธอ(君) เลย 


    // ชวนคุยเรื่องความต่างของคันจิ 恋 (koi) กับ 愛 (ai) ถึงแม้ทั้ง 2 คำจะแปลว่า "ความรัก" แต่ก็ต่างกันในแง่ความลึกซึ้งของภาษาญี่ปุ่น อีกทั้งเมื่อนำคันจิ 2 ตัวนั้นมาผสมกัน จะได้คำว่า 恋愛 (ren-ai) ซึ่งแปลว่า "ความรัก" เช่นกัน 

    พวกคำที่มี 恋 กับ 愛 เป็นส่วนประกอบที่เราคุ้นเคยกัน ก็อย่างเช่น...
    に落ちた koi ni ochita ตกหลุมรัก
    している aishiteiru รักนะ
    人 koibito แฟน
    人 ai-jin ชู้, เมียน้อย
    するフォーチュンクッキー koi suru Fortune Cookie  อะไรแบบนี้เป็นต้น 555

    หรือใครเคยดูนารูโตะ จะต้องคุ้นเคยกับคันจิตัวนี้ 【愛】ที่ติดอยู่บนหัวของเจ้ากาอาระ สำหรับเรา นี่เป็นคันจิตัวแรกที่เรารู้จัก+ฝึกเขียนเลย 555



    มีคนญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกตว่า 恋 (koi) มีคันจิ 心 (kokoro) ที่แปลว่า "หัวใจ" เป็นส่วนประกอบอยู่ข้างล่าง 
    แต่ 愛 (ai) มี 心 (kokoro) เป็นส่วนประกอบอยู่ตรงกลาง 

    หัวใจ(心) + อยู่ข้างล่าง(下) = 下心  ที่แปลว่า ความต้องการลึกๆ, ความคิดที่ซ่อนไว้ในใจ            
    หัวใจ(心) + อยู่ตรงกลาง(真ん中) = 真心 ที่แปลว่า ความจริงใจ  
    สรุป 愛 (ai) ก็เลยเป็นความรักที่ให้ความรู้สึกหนักแน่นมากกว่า 恋 (koi)  

    เวลาเราอ่านมังงะ จะพบเจอกับถ้อยคำสารภาพรัก โดยที่ตัวละครใช้คำว่า 好き (suki) เช่น 好きだ!(sukida)  好きです。(sukidesu) 好き。(suki) ที่แปลว่า "ชอบนะ" แต่จะไม่มีค่อยมีตัวละครไหน อยู่ดีๆไปสารภาพว่า 愛しているよ ที่แปลว่า "รักนะ" มันหนักไป ดูเหมือนรักม้ากมากมาก กว่าตัวละครจะพูดคำนี้ได้ต้องใช้เวลานะ ให้ได้ผูกพันกันสักระยะหนึ่งถึงจะพูด 
    สรุป 恋 (koi) คงใช้ตอนคบกัน ส่วน愛 (ai) คงใช้ตอนแต่งงานกันแล้ว


    บ้างก็ตั้งข้อสังเกตว่า...
    恋 (koi) เป็นความรักที่ทำคนเดียวได้ เช่น 恋をする (koi o suru) เป็นการกระทำของคนเพียง 1 คน
    愛 (ai) เป็นคำที่มีความรักของคน 2 คนอยู่ในนั้น เพราะคนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยพูด 愛をする (ai o suru) กัน
     

    มีคนญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความต่างของ 恋 (koi) กับ 愛 (ai) ไว้เยอะเลย
    ถ้าสนใจตามไปอ่านได้ที่นี่ ปล.เป็นภาษาญี่ปุ่นนะ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in