เสน่ห์ไอยคุปต์marmantin
เสน่ห์ไอยคุปต์ IV
  • Kom-Ombo Temple


    คณะทัวร์เราเดินทางไปยังที่ที่เราจะพักกันในคืนนี้ รถค่อยๆจอดที่ถนนเส้นหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำไนล์ มีเรือลำใหญ่ๆจอดเทียบท่าอยู่สองลำ นี่แหละที่พักของเราในค่ำคืนนี้!

    เรือเราอยากแล่นแล้ว
    ลูกทัวร์ถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มตามการจัดห้องนอน ลูกเรือก็ทำหน้าที่ขนสัมภาระไปตามเรือที่เจ้าของกระเป๋าถูกจัดให้นอน แม้การจัดการจะขรุขระไปบ้าง เพราะสมองพี่โอ๊ตยังเบลอๆจากการไปท่องเที่ยวมาทั้งวัน แต่ทุกอย่างก็ราบรื่นไปได้ด้วยดี

    พี่กิตติแจ้งว่าเดี๋ยวออกมาเจอกันข้างนอกตามเวลาที่นัดหมายเพื่อเดินเท้าไปชมวิหารคอม-ออมโบ ที่อยู่ใกล้กันนะ ระยะทางเท้าที่เดินไปฉันว่ามันก็ไม่ใกล้ไม่ไกลมาก เดินได้สบายๆ (เพราะไม่มีแดดแล้วไง ฉันเลยรู้สึกว่าเดินได้สบาย)

    วิหารคอมออมโบ เป็นวิหารที่สร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า 2 องค์ คือเทพโซเบ็กหรือเทพจระเข้ และเทพฮอรัสที่มีเศียรเป็นเหยี่ยว ซึ่งเป็นเทพแห่งสงคราม 

    เทพฮอรัสเห็นบ่อยแล้ว มาดูเทพโซเบ็กกันดีกว่า
    ถ้ามาตอนกลางวันก็คงจะสวยแบบหนึ่ง แต่คณะเรามาถึงตอนกลางคืน วิหารเขาก็เริ่มเปิดไฟก็งดงามไปอีกแบบเช่นกัน ทางเข้าแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งบูชาเทพโซเบ็ก อีกฝั่งบูชาเทพฮอรัส  โดยปกติแล้วจะมีทางเข้าประตูเดียวนะ ไม่ค่อยเห็นวิหารที่ไหนมี 2 ประตูหรอก 

    มืดจังเลย
    ขณะที่พี่โอ๊ตกำลังเลคเชอร์อยู่ก็ชี้ให้ดูก็จะเป็นลายสลักบนผนังวิหาร สมัยนั้นเขามีเครื่องมือแพทย์กันแล้วแหละทุกคน มีตารางปฏิทินแล้วด้วย แต่ฉันสะดุดตาอยู่รูปหนึ่งคือเป็นผู้หญิงนั่งยองๆบนแท่น ฉันนึกว่าสงสัยคงเป็นส้วมกระมัง แต่พี่โอ๊ตบอกว่า "อ้อ นี่น่ะหรอ เป็นที่ทำคลอดต่างหาก"

    ที่ทำคลอด-เครื่องมือแพทย์ เห็นภาพแล้วได้แต่อุทานว่า "คุณพระ!"

    เราเดินออกจากวิหารมายังพิพิธภัณฑ์มัมมี่จระเข้ที่อยู่ด้านข้างวิหาร เจ้าหน้าที่บอกว่าห้ามถ่ายรูปนะ แต่พี่สาวฉันเล่าให้ฟังว่า คราวที่แล้วที่มา ลูกทัวร์ก็แอบตีหน้ามึนถ่ายรูปไป พอโดนห้ามก็ อ้อๆ ขอโทษทีๆ ไม่รู้ว่าห้ามถ่าย ก็เก็บกล้องลงแต่ไม่ได้ลบรูปออกแต่อย่างใด ฉันฟังแล้วก็ได้แต่ขำ (คือมันไม่ดีนะ อย่าหาทำตาม!) หลังจากที่เดินเข้ามาแล้ว ตู้กระจกใหญ่แรกที่เห็นคือมัมมี่จระเข้ที่นอนเรียงยาวเป็นตับ ตัวของมันโดนผ้าพันจนเยียดยาว ดูดำๆ แข็งๆเหมือนท่อนไม้ท่อนหนึ่ง มีตู้อื่นที่วางรูปปั้นเทพโซเบ็ก ตู้รูปปั้นจระเข้ ไข่จระเข้ ฯลฯ จนเมื่อเดินวนดูจนครบแล้ว คณะเราก็ออกจากพิพิธภัณฑ์ เพื่อกลับไปยังเรือส่วนตัวของเรา

    ระหว่างทางเดินกลับคณะทัวร์เราเจอเด็กๆเข้ามารุม เพื่อขอของ ขอขนม ขอเศษเงิน บ้างก็มารุมเพื่อจะขายสร้อยข้อมือ ที่เป็นเชือกธรรมดาร้อยเข้าหินสีฟ้าลายแมลงสคารับ ฉันกับพี่เพียรพยายามที่จะปฏิเสธแล้ว แต่น้องผู้ชายคนหนึ่งยังคงตื้อไม่เลิก ถึงขั้นยัดสร้อยเข้ามาในมือพี่สาวฉัน ตอนเดินขามาฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าทางมันไกลเลยนะ แต่ทำไมขากลับฉันรู้สึกว่าทางมันไกลเหลือเกิน 

    คณะเราแวะเข้าร้านขายของชำข้างทางเล็กน้อยเพื่อซื้อน้ำดื่ม เพราะกลัวว่าจะมีน้ำดื่มไม่เพียงพอบนเรือและไม่รู้ว่าน้ำบนเรือมันสะอาดพอหรือไม่ น้องก็ยังคงตามมาไม่เลิก ที่พีคคือน้องพยายามพล่ามขอเงินต่อไป แต่คงจะพูดแรงไปหน่อย เศษอาหารน้องถึงกระเด็นออกจากปากมาโดนตัวพี่เช่นนี้! อี๋ๆ ฉันรีบหา กระดาษทิชชู่โดยด่วนที่สุด เช็ดเศษอาหารออกจากตัว น้องน่าจะรู้ตัวแต่ไม่สนใจ ยังเดินตามมาพล่ามต่อจนถึงเรือเลยทีเดียว!

    เรือค่อยๆล่องออกจากท่า ช่วงเวลาสองทุ่มกว่าๆคณะเราถึงค่อยได้รับประทานอาหารเย็นกัน โดยเสิร์ฟเป็นซุปถั่ว มีแป้งฮัจจิ้มกับซอสถั่วขาวๆ และให้เราเดินไปตักอาหารบุฟเฟ่เอง มีทั้งสลัดผัก สลัดถั่ว ฯลฯ 

    ดีว่าฉันไม่ใช่คนคิดมาก ถ้าคิดถึงน้องผู้ชายและเศษอาหารของน้องเขา คงกลายเป็นอวสานอาหารเย็นไปเลยก็เป็นได้ แต่ด้วยบรรยากาศยามค่ำบนดาดฟ้าเรือบวกกับความที่อาหารอร่อย ฉันว่าเราก็ไม่ควรคิดเยอะ โฟกัสแต่ความสุขที่ได้รับจากบรรยากาศและอาหารเย็นของฉันจะดีกว่า


    "ลอยละล่องแล่นลื่นบนผืนน้ำ    ลื่นไหลตามแม่น้ำไนล์อันไพศาล

     ใต้หมู่ดาวค้างฟ้าดาราลาน    สองประสานเคียงคู่แล่นสู้ลม"



    To be continued... 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in