Universe after usjchang
New York 2019

  • New York 2019



     MoMA PS I 



    ในปี1976 โรงเรียนอนุบาลที่ถูกทิ้งร้างไว้ที่อีกฝั่งของแม่น้ำถูกเปลี่ยนให้เป็น Art Studio

    มันเป็นฝั่งของแม่น้ำที่เคยเป็นแหล่งรวมของผู้คนที่แตกต่าง ฝั่งที่ 'ราคาถูก' วุ่นวาย อันตราย ฝั่งที่เต็มไปด้วยความฝันที่แตกสลาย นักเดินทางผู้อ่อนล้า ผู้ชนะที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ฝั่งที่ผู้คนต้องข้ามแม่น้ำไปเพื่อไขว่ขว้าดวงดาว 


    "ที่นี้เราไม่ 'รักษา' งานศิลปะให้คงสภาพเดิมตลอดกาล เราปล่อยให้มันเก่า จืดชืด ซีดจางไปตามสัมผัสที่ไหลเอื่อยของกาลเวลา' 


    ​'โอ้ อีกอย่าง เราให้ความสำคัญกับการผสานงานศิลปะเข้ากับตึก ทำให้งานศิลปะกลายเป็นส่วนนึงของโครงสร้างที่แข็งและทนทาน ดังนั้นคุณควรใส่ใจกับชิ้นงานศิลปะบ้างชิ้นที่คุณอาจจะมองไม่ออกว่ามันเป็นงานศิลปะ อย่างเช่น ป้ายไฟที่ตรงนี้ที่เขียนว่า 'exit'  ป้ายไฟนำไปยังทางออกฉุกเฉินพร้อมลูกศรบอกทาง นี่เป็นงานศิลปะชิ้นนึง เพราะต่อให้คุณเดินตามลูกศรไปเรื่อยๆ คุณก็ไม่มีวันเจอทางออก' 










    West Village: Jazz Bar



    ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันแต่ทุกครั้งที่ฉันได้หวนกลับมาที่แมนฮัตตัน ทุกๆครั้งฉันจะพบตัวเองเดินอยู่ที่ช่วงใดช่วงหนึ่งของถนนใน West Village 

    ฉันอยากคิดว่ามันมีเหตุผลบางอย่าง - บางอย่างที่มากกว่าเรื่องบังเอิญ  ฉันต้องการเหตุผล-เหตุผลที่จะทำให้ฉันก้าวเดินต่อไป รู้ดีว่าไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ฉันจะได้กลับมาที่ West Village อีก 

    ฉันเริ่มตันช่วงเช้าของวันด้วยอาหารเช้าที่ร้าน Jack's Wife Freda ร้านอาหาร Brunch น่ารักๆที่เคยอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้มาลอง วันนี้ฉันตัดสินใจมาที่นี้เพราะตำแหน่งของร้านใกล้กับร้านหนังสือเล็กๆที่ฉันเจอคนไม่รู้จักบน Instagram แนะนำว่ามันเป็นร้านโปรดของเขา หลังเสร็จจากอาหารเช้าและเริ่มต้นเดินตาม Google Map ไปยังร้านหนังสือร้านนั้น - Three Lives ฺBook and Company - ถนน ตึก และวิวรอบตัวเริ่มจะดูคุ้นตา ชื่อของบาร์ ถนนและร้านอาหารแถวนั้นล้วนแต่เรียกความทรงจำบางอย่างให้กลับคืนมาช้าๆ กล่องเพนโดร่าถูกเปิดออก และความทรงจำทุกอย่างไหลลงมาราวกับสายฝน 

    ครั้งแรกที่ฉันมาโผล่ที่ West Village คือการมาเที่ยวนิวยอร์คซิตี้ครั้งแรกของเราสองคน ฉันจำได้ว่ามันเป็นสัปดาห์หลังงาน  Pro-bono เราสมัครไปช่วยงานกฎหมายที่ศูนย์ช่วยเหลือคนเข้าเมือง มันน่าจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงเพราะมันเป็นเทอมแรกหลังฤดูร้อนและตอนนั้นอากาศยังอุ่นพอทีฉันจะใส่เสื้อสายเดี่ยวเส้นสปาเกตตี้คู่กับแจ็กแกตยีนส์ตัวโปรด ตอนนั้นทุกอย่างยังคงน่าเขอะเขินสำหรับเรา เรารู้จักกันได้ไม่กี่เดือน เจอกันแค่ในไม่กี่ปาร์ตี้ พูดคุยกันด้วยความระแวดระวังว่าความลับจะถูกเปิดเผยและเราอาจจะสร้างความเสียหายให้กันและกันได้ถ้าความรู้สึกที่เก็บไว้ไม่ได้รับการตอบสนอง พวกเรามานิวยอร์กพร้อมกันแต่มาเจอกับเพื่อนๆหลายที่นี้ คืนนั้นเราและกลุ่มเพื่อนแวะหาเครื่องดื่มที่แจ๊สบาร์ใน West Village พวกเราตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าไปดู Jazz  Concert มันฟังดูนิวยอร์คและพวกเราล้วนอยากแกล้งทำตัวเป็น New Yorker ดูสักครั้ง แต่สุดท้ายเราก็ได้ข้อสรุปว่า Jazz น่าเบื่อกว่าที่คิด พวกเราเป็นคนเอเชียนกลุ่มเดียวในบาร์ มีคนอเมริกันที่นั่งข้างเราหันมาแล้วบอกให้พวกเราเงียบเพื่อตั้งใจฟัง  บางทีพวกเราอาจจะไม่เหมาะกับ Jazz  บางทีคืนนั้นพวกเราอาจจะอยู่ในอารมณ์ here for good time มากกว่าจะมานั่งเงียบๆเพื่อฟังดนตรีไร้คนร้อง หรือบางทีเราอาจจะ too asian for that ? เหมือนที่คนตะวันตกหลายคนไม่รู้สึกถึงรสชาดิที่กลมกล่อมของข้าวที่หุงด้วยหม้อหุงข้าว  ส่วนตัว ฉันไม่คิดว่าบทบรรเลงจากเปียโนตรงหน้าจะจับความสนใจของฉันหรือดึงดูดฉันเข้าไปในตัวโน๊ตหรือสร้างฉาก วิวทิวทัศน์ที่สวยงามขึ้นมาตรงหน้าฉันได้ เหมือนที่หนังสือบอกว่าดนตรีจะนำพาเราไปยังสถานที่ที่ไม่เคยรู้จักบางที music might be too overrated หรือไม่งั้นหัวฉันก็อาจจะเต็มไปด้วยอิโก้จนไม่สามารถเข้าใจมันได้ 

    ฉันจำไม่ได้ว่าหลังจากแจ๊สบาร์ พวกเราไปไหนกันต่อ ?  คืนนั้นจบยังไง? ฉันจำไม่ได้เลยสักนิด มันเป็นคืนเดียวกับเราพวกเราเมาและจูบกันหน้าแสงไฟฟลูออเรสเซนจ้าของ Seven Eleven รึเปล่า? อาจจะไม่ใช่ ... หรือมันคือคืนที่วันต่อไปคุณเเอบเลื่อนมือของคุณมาจับมือฉันไว้เป็นครั้งแรก พวกเรากำลังเดินไป  MoMA  ถนนที่เป็นบล็อกของนิวยอร์ค รถแท็กซี่สีเหลือง  ตึกอิฐสูงที่เต็มไปด้วยบันไดหนีไฟสีดำ ผู้คนมากมายที่เดินเบียดกันบนทางเดิน คุณจับมือฉันไว้อย่างไม่มั่นใจ มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณบอกว่าจับมือกันอย่างเพื่อน ก่อนจะรีบปล่อยออกทันทีที่เข้าใจว่าข้ออ้างของตัวเองน่าขำแค่ไหน ให้ตายเหอะ ฉันน่าจะถามคุณออกไปตอนนั้นว่าทำไมคุณถึงทำแบบนั้น จู่ๆก็จับมือ ก่อนจะปล่อยออกอย่างรวดเร็ว 





    ฉันจะถามคำถามนี้กับคุณพร้อมกับคำถามอื่นๆที่ฉันไม่เคยถาม.... 






    ถ้าหากว่าสักวันหนึงเวลาจะอนุญาตให้เราได้เจอกันอีกครั้ง ... 








    Uber Driver 

    ได้เจอกับผู้โดยสารที่แค่ขึ้นมาและลงไปโดยที่ไม่เคยได้รู้เรื่องราวลึกล้ำอะไรเกี่ยวกับผู้โดยสารแปลกหน้าคนนั้นเลย สิ่งที่เขามีคือบทสนทนา 10 ถึง 15 นาทีเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ตามที่โผล่ขึ้นมาแล้วพร้อมเปลี่ยนตัวเองเป็นหัวข้อสนทนา จากนั้นทุกอย่างก็สิ้นสุด นั้นคือทุกๆอย่างที่เรื่องราวเรื่องนี้มี เพียงการลอบมองเข้าไปในชีวิตของคนอื่น บทคัดย่อของงานวิจัย บทสรุปของหนังสือที่เขาไม่เคยอ่านทั้งเล่ม ความจริงหรือคำโกหก คำโอ้อวดหรือถ้อยคำถ่อมตน เศร้าโศกหรือแกล้งสุข เขาไม่รู้และคงไม่มีทางรู้ได้เลย เขารู้มากเท่าที่เขาเชื่อว่าเขารู้และมากเท่าทีเขาจะเปลี่ยนชีวิตของคนแปลกหน้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบทละครชีวิตของเขาเองได้เท่านั้น


    อ่านหนังสือ ท่องเที่ยวหรือแม้แต่การขับ Uber สัมผัสชีวิตของคนแปลกหน้าในช่วงเวลาแสนสั้น นี่เป็นวิธีการเรียนรู้เกี่ยวกับคนอื่น เรียนรู้แต่ไม่เคยเข้าใจ เขาปรับเปลี่ยน สังเคราะห์และตีความชีวิตของคนอื่นจนเขาสามารถที่จะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวสัมผัสมันได้  เหมือนที่ทาสในสมัยกรีกสามารถเข้าใจคำสอนปรัชญาของอริสโตเติ้ลได้แม้ว่าทาสคนนั้นไม่มีความสามารถจะอ่านหรือจะเขียน มันไม่ใช่การเปลี่ยนความเป็นคนอื่นมาเป็นความเป็นเขาเพราะว่าเขาไม่มีทางรู้จักคนๆหนึ่งได้ในเวลาที่ใช้เดินทางจาก Dumbo ไปยัง Wall Street  และเขาไม่มีทางรู้จักคนๆนั้นผ่านเพียงคำพูดที่คนๆนั้นสร้างขึ้นมาอธิบายตัวเอง 


    ความสั้นที่น่าเจ็บปวดของห้วงเวลาที่มีร่วมกัน ข้อจำกัดของข้อมูลที่ได้แลกเปลี่ยน - คิดย้อนไปอีกครั้ง ฉันว่ามันอาจจะเป็นความจำกัดของทุกๆปัจจัยที่ทำให้คนขับ Uber คนนั้นสนุกกับประสบการณ์ขับรถรับส่งคนแปลกหน้า 


    จุดจบมักทำให้ประสบการณ์ที่ผ่านมามีความหมายและสวยงาม แม้จะไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด เขาก็พอใจกับความสมบูรณ์แบบของบทสนทนาสั้นๆที่จบลง เขากลายเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยจุดจบ มนุษย์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สมบูรณ์แบบแล้วในเวลาไม่กี่นาที ไม่มีเรื่องที่ยังไม่แน่นอนอย่างชีวิตแต่งงาน ชีวิตหลังเกษียณ ชีวิตของลูกชายที่เพิ่งลาออกจากมหาวิทยาลัย หรือ ชีวิตหลังความตายของตัวเขาเอง



    จุดจบ - 




    สิ่งที่มนุย์ปรารถนาตลอดมาแต่กลับใช้ชีวิตเพื่อวิ่งหนีจากมันทุกวินาที







    Starry Night

    "ก่อนจะไปดูงานชิ้นถัดไป ฉันอยากถามทุกคนว่า คุณจะรู้สึกยังไงถ้ารูป Starry Night ของ Van Gogh ถูกแนบด้วย 'วิธีการวาด Starry Night' ถ้า Van Gogh เขียนไว้ข้างหลังภาพว่าคุณจะผสมสีอย่างไร สะบัดผู้กันอย่างไร ถึงจะสร้างรูป Starry Night ขึ้นมาได้ ?"














    West Village: The 'Friends' Apartment


    หลังเดินผ่าน Jazz Bar ที่เคยมาในครั้งแรก อีกเพียงบล็อกเดียวฉันก็เจอร้านกาแฟที่เราเคยมาด้วยกัน (ฉันจำชื่อร้านไม่ได้แต่ Google Map บอกฉันว่าฉันเคยมาที่นี้แล้ว) ฉันจำได้ว่ามันเป็นทริปนิวยอร์คสั้นๆของเราในช่วงปลายฤดูหนาว ไม่มีใครอยากมาเที่ยวนิวยอร์คในฤดูหนาวที่หนาวเกินกว่าจะสนุกกับการท่องเที่ยวได้ แต่พวกเราตั้งใจจะมาตามเก็บพิพิธภัณฑ์ในครบ ความหนาวเลยไม่ใช่ปัญหา ตอนนั้นเราตัดสินใจด้วยว่าจะลองตามล่าร้านชีสเค้กชื่อดังในนิวยอร์คให้ครบ พวกเราแวะมาที่ร้านกาแฟร้านนี้เพราะอินเตอร์เน็ตบอกว่ามันเป็นหนึ่งในร้านที่มีชีสเค้กที่ดีที่สุดในนิวยอร์ค ตอนนั้นพวกเราได้ลองทานชีสเค้กกันจริงๆรึเปล่า ? ฉันจำไม่ได้สักนิด ตอนนั้นฉันชอบชีสเค้กร้านนี้รึเปล่า ? คุณชอบรึเปล่า ? ฉันจะเก็บคำถามพวกนี้ไว้ถามคุณเช่นกัน 



    เดินต่อไปสักพักจนพ้นย่านที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารไปยังย่านที่พักอาศัย อยู่ๆหนึ่งในตึกอาพาร์ตเม้นสูงๆที่หน้าตาคล้ายกันก็ทำให้ฉันหยุด ก่อน Google Map จะบอกฉันว่า นี่คืออาพาร์ตเม้นในซีรีย์เรื่อง Friends  อาพาร์ทเม้นที่ เรเชล รอส โมนิก้า โจอี้ แชนด์เลอร์ ฟิบี้ เคยใช้ชีวิตในวัยยี่สิบกว่าๆด้วยกัน ฉันรู้ว่าซีรีย์เรื่องนี้ถ่ายที่แคลิฟอเนียทั้งหมดแม้ว่าเรื่องราวในเรื่องจะเกิดขึ้นในนิวยอร์ค ไม่รู้ว่าคำว่า Friends Apartment หมายถึงอะไร สถานที่ที่เรีื่องราวควรจะเกิดขึ้น ? ต้นแบบของอาพาร์ทเม้นที่พวกเขาสร้างใหม่ในสตูดิโอที่แคลิฟอเนีย ? ฉันตื่นเต้นมากและรีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกเหมือนโดนใครสักคนขว้างลูกบอลใส่หน้า เป็นความรู้สึกที่คล้ายๆกับความกลัวและความตกใจ ช่วงเวลาของการตระหนักถึงอะไรบางอย่างเข้าอย่างจังและทำให้ความทรงจำที่แทบจะเลือนลางหายไปแล้วปรากฎขึ้นวูบขึ้นมา  ฉันเคยมาที่นี้แล้ว! ฉันเคยมาที่นี้กับคุณ! พวกเราเดินอยู่บนถนนก่อนจะหยุดถ่ายเซลฟรีคู่กับ  Friends Apartment ด้วยกัน รูปนั้นหายไปไหน? อยู่ในโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่โดนขโมยไปแล้วของฉันรึเปล่า ?  ตอนนั้นเองฉันไม่รู้อีกแล้วว่าอะไรคือความจริง อะไรคือจินตนาการ ทำไมตอนแรกฉันถึงได้ตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็น Friends Apartment ทั้งๆที่พอตั้งสติคิดดีๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันมาที่นี้ด้วยซ้ำ ทำไมร่างกายฉันถึงได้แสดงอาการที่ตรงข้ามกับความทรงจำ เป็นไปได้รึเปล่าว่าพวกเราไม่เคยมาที่นี้ด้วยกัน แต่ความทรงจำนั้นถูกสร้างขึ้นเพราะฉันเพียงแค่อยากให้คุณมาที่นี้กับฉัน ... อยากให้คุณอยู่ตรงนี้กับฉัน ?  


    มันไม่มีคำตอบว่าฉันบ้าจนสร้างภาพหลอนขึ้นมาหรือแค่หลงลืมไปชั่วขณะ มันไม่มีคำตอบเพราะว่าคุณไม่ได้อยู่ตรงนี้กับฉันอีกแล้ว 







    ในที่สุดฉันก็มาถึงร้านหนังสือที่ตั้งใจจะมา ฉันรู้สึกเหมือนเคยมาที่นี้แล้ว อาจจะแค่มองเห็นภาพจากข้างนอกแต่ไม่ได้เดินเข้ามาข้างในเพราะว่าตอนนั้นฉันอยู่กับคุณและพวกเรากำลังรีบไปที่ไหนสักที ฉันไม่รู้ ฉันไม่รู้อะไรอีกแล้วทั้งนั้น 

    การปล่อยให้ตัวเองหลงเข้ามาเดินเล่นอยู่ในสถานที่ที่เราเคยมาด้วยกันโดยไม่รู้ตัว มันช่างน่ากลัว จู่ๆฉันก็รู้สึกว่าตัวเองสูญเสียความเป็นตัวเอง ความทรงจำ ความรู้สึกมากมายไปตอนที่ฉันอยู่กับคุณ มันโคตรน่ากลัว 








    Pepsi Sign

    แสงแดดอ่อนของฤดูหนาวโลมเลียท้องฟ้าสีฟ้าสดก่อนจะละลายทุกอย่างให้กลายเป็นส่วนหนึ่งช่วงเวลาบ่ายคล้อย แสงสว่างจ้า เลือนราง ไร้สี ไร้รูปร่างราวกับว่าไม่เคยมีตัวตน แสงที่ห่อหุ้มทุกอย่างราวกับผ้าผืนใหญ่ที่คลุมห้วงเวลา สถานทีและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในบริเวณนั้น 

    ฉันอ้วกความสวยงามตรงหน้าออกมาเป็นตัวอักษรเพราะว่าภาพถ่ายไม่สามารถบรรยายความงามของธรรมชาติออกมาได้ทั้งหมด เมื่อเส้นแสงสัมผัสแม่น้ำและไหลผ่านหัวมุมตึก เมื่อแสงกลายเป็นเพียงอนุภาคที่เสมือนไร้ตัวตน ช่วงเวลาที่แทบจะศักสิทธิ์ และในตอนนั้นฉันก็ได้ยินเสียงกระซิบบางอย่าง - จงสว่าง … จงสว่างและท่วมท้นจนดวงตาไม่สามารถฝืนจะลืมขึ้นมาเพื่อสะท้อนภาพจากแสงสว่างตรงหน้าได้ มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันเพียรหาถึงพระเจ้า ไม่ได้สนใจว่าพระเจ้าคือใครหรืออะไรแต่คำว่าพระเจ้ากลับปรากฎขึ้นมาเมื่อซึมซับความงดงามรอบตัว ราวกับประตูสวรรค์ถูกแง้มออก มนุษย์เดินดินพยายามจะมองลอดช่องประตูเข้าไปแต่การฝ่าฝืนกฎทำให้ดวงตาของมนุษย์กลายเป็นมืดบอดและมองเห็นเพียงความมืดมิด แสงสว่างตรงหน้าเป็นประตูแต่ก็เป็นกำแพงสำหรับมนุษย์ธรรมดา ร่างกายที่แสนหนักหน่วงและภาระของความฝันทำให้มนุษไม่สามารถหน่วงลอดผ่านเข้าไปได้ เราจะไปถึงที่นั้นได้อย่างไร ? ข้ามผ่านแสง ประตูสวรรค์ เจาะทะลุผ่านหัวใจของพระเจ้า ? ฉันคิดว่าเมื่อเราทุกคนเริ่มแรกลืมตาเราหลงลืมวิธีการที่จะหวนคืน หลงทางอยู่ในโชคชะตาและเดินละเมอไปตามกระแสเวลาแห่งชีวิต ไม่ใช่ว่าชีวิตก็คือความฝันหรอกหรือ ? ความฝันที่จะเป็นมนุษย์ธรรมดาเพราะว่าเมื่อความเป็นมนุษย์ของเราสิ้นสุดลง เราต่างหลับใหลพร้อมใบหน้าที่ก้มลงจุมพิตผืนดินก่อนร่างจะโดนกลบฝังด้วยความรักจากผู้คนที่เดินสวนกันในความฝัน 

    สีฟ้าสดของท้องฟ้าและแสงสว่างที่ทำให้สีฟ้ากลายเป็นสีขาว … มันมีบางอย่างอยู่รอบๆตัวเราใช่มั้ย ? บางอย่างที่พวกเรามองไม่เห็นแต่นึกสงสัยถึงอยู่บางเวลา … 






    Nitecap

    ฉันเมาตอนช่วงตีหนึ่ง เพื่อนสนิทที่มาด้วยกันก็มีสภาพไม่ต่างกัน เรานัดเจอกันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแถว Little Japan ใน East Village ไปต่อกันที่บาร์เปิดใหม่ที่เต็มไปด้วยผู้คนในคืนวันศุกร์ นั่งคุยกันเรื่องชีวิต งาน ความรัก ความฝัน ทุกๆเรื่องที่สามารถคุยกันได้ บาร์ปิดตอนตีหนึ่งแต่พวกเรายังไม่อยากกลับ ผู้จัดการร้าน สาวเอเชียนอเมริกันในชุดเซ็กซี่แนะนำให้พวกเราไปต่อกันที่บาร์เล็กๆที่เปิดถึงตีสามชื่อ Nitecap ใช้เวลาสักพักกว่าคนเมาสองคนจะเดินคลำทางมืดไปถึงสถานทีใหม่ Nitecap เป็นบาร์ใต้ดินที่ตกแต่งสไตล์ฮิปปี้ด้วยลูกปัดและรูปปั้นประหลาดๆ ตัวบาร์เกือบมืดสนิท บาร์เทนเดอร์เป็นผู้หญิง พวกเราสั่งค็อกเทลมาอีกคนละแก้ว เพื่อนสนิทเริ่มพูดถึงความไม่แฟร์ของชีวิต คนหลายคนมีความสามารถ มีเงิน มี connection แต่ไม่เคยมีความทะเยอทะยานที่จะใช้ชีวิตราวกับมอบชีวิตให้โลกทั้งใบ เพื่อนสนิทพูดถึงงานที่กำลังทำ บอกว่าจะย้ายมานิวยอร์คเดือนหน้า หวังว่าหลังจากทำงานได้สักพักจะหางานใหม่ที่พากลับไปที่ไหนสักทีในเอเชีย สิงค์โปร ฮ่องกง จีน เวียดนาม ที่ไหนก็ได้ งานที่อยู่ในเอเชียแต่ยังอนุญาตในลาพักร้อนหนึ่งเดือนเต็มช่วงคริสมาสต์เพื่อกลับไปใช้เวลากับครอบครัวในยุโรป เพื่อนบอกว่าเขา Belong to the world แต่การมอบทุกอย่างให้โลกทั้งใบก็แปลว่าไม่สามารถมอบชีวิตให้กับคนคนหนึ่งในสถานที่ที่นึงได้ เพื่อนสนิทรำพึงถึงแฟนเก่า ถึง 'เพื่อนสนิท' ที่ไปดูหนังด้วยกันทุกอาทิตย์แต่ไม่มีแผนการอะไรร่วมกันอีกในอนาคต หญิงสาวแสนดีที่รออยู่ที่บ้านเกิด คุยกันผ่านโปรแกรมแชททุกวันแต่ขาดเหตุผลที่จะย้ายมาอยู่ด้วยกัน

    การมอบชีวิตให้โลกใบนี้มาพร้อมความเหงาที่แก้ได้ด้วยเพียงความสัมพันธ์ชั่วคราว แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อไม่มีใครที่ได้ไปหมดทุกอย่าง งาน passion คนรัก เงิน ครอบครัว ความสมบูรณ์เป็นเพียงความเพ้อฝันของมนุษย์ที่ไม่รู้จักลิมิตของความเป็นมนุษย์

    ฉันบอกเพื่อนไปว่าฉันอยากได้ชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน ชีวิตที่เป็นของโลกใบนี้และไม่สามารถหยุดรอคุณหรือใครได้อีกต่อไป

    'Let's cheer to that then'

    เพื่อนยกแก้วขึ้นมา ฉันยกแก้วของตัวเองขึ้นชน รู้ดีว่า นี่ก็เป็นแค่หนึ่งในบทสนทนาของคนเมาสองคนในเวลาเกือบตีสาม 





    Concrete Jungle

    สิ่งต่างๆรอบตัวล้วนมีชื่อเรียก 'โอ้ คุณคือคุณ Flat Iron' 'ส่วนนั้น เป็นไงบ้างเด็กน้อย Empire State' แต่ว่าตึกสูงในแมนฮัตตันควรจะถูกปฎิบัติเหมือนเป็นมนุษย์จริงๆหรือ เพราะตึกพวกนั้นมันช่างจืดชืด  ยืนสูงโดดเด่นโดยไร้ความรู้สึก พวกมันน่าจะคล้ายกับต้นไม้มากกว่า-ต้นไม้ในป่าคอนกรีต ป่าทึบที่แน่นไปด้วยต้นไม้ที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระบบ ตัดแต่งอย่างดี ถนนเส้นหนึ่งชนกับอีกเส้นหนึ่งเป็นบล็อกไปเรื่อยๆไม่มีถนนเส้นไหนในเติบโตออกไปตามทิศทางของตัวเองจนเจอทางตัน ความสวยงามของการพบเจอ จุดนัดพบที่ทุกหัวมุม 


    ถนนกว้างที่มีที่ให้เดิน ถนนโล่ง ต้นไม้ พื้นที่ว่างๆ การเดินทางสงบบนรถไฟใต้ดิน  สงบเงียบมากพอที่ผู้หญิงข้างๆฉันจะสามารถสวดมนต์ อ่านตัวอักษรศักสิทธิ์ของพระเจ้าจากไบเบิ้ลในมือ สำหรับผู้หญิงทางด้านซ้ายที่กำลังดูซีรีย์ผ่านโทรศัพท์ สำหรับผู้ชายอีกคนที่กำลังอ่านบทความสร้างกำลังใจเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ ชีวิตมันเหนื่อยยากและกำลังใจก็ไม่เคยมากพอ ฉันจะขอให้เมืองของฉันรักฉันแบบนี้บ้างได้มั้ย มอบการเดินทางเงียบสงบในช่วงเช้าให้กับฉัน ให้ฉันได้ท่องบทสวดระหว่างเดินทางไปยังโลกทุนนิยมที่รออยู่ที่ปลายทาง เมืองที่เงียบสงบเพียงไม่กี่นาทีให้ฉันได้สื่อสารกับมัน เมืองที่มอบทางเดินให้กับฉันและไม่ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดอยู่บนมหาสมุทรของรถยนต์ที่นิ่งและไม่เคลื่อนตัว 


    แมนฮัตตันเป็นสถานทีแปลกประหลาด ป่าคอนกรีตสวยงามแต่ก็ทำให้ฉันหายใจไม่ออก แต่ถึงอย่างนั้นในใต้ดิน ภายในรากไม้ที่เชื่อมโยงทุกส่วนของเมืองเข้าด้วยกัน ทุกอย่างสงบราวกับยามเช้าในเมืองกลางสายหมอก 





    Jamaica Station 


    ตอนที่มองผ่านกระจกมีสีดำของฝุ่นเกาะอยู่เป็นจุดๆ หิมะกำลังโปรยปรายอย่างเบาบาง ราวกับว่าพร้อมจะหายไปในทุกวินาที  หิมะพวกนั้นร่วงหล่นบนหลังคาสีเทาสกปรกที่ดูคล้ายโกดังเก็บของ ท้องฟ้าถูกซ้อนไว้หลังกลุ่มแสงจ้าที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสีขาว แสงแดดส่องกระทบหิมะพวกนั้น สะท้อนแสง ระยิบระยับราวกับดวงดาวที่เปียกปอนอยู่ใต้กระแสน้ำของแสงจ้า  สีฟ้าควรถูกสงวนไว้ให้ความเย็นยะเยือก ความโดดเดี่ยวและอ้างว้างของฤดูหนาวแต่ภาพหิมะในเวลากลางวันของเดือนกุมภากลับมีสีฟ้าเช่นกัน สีฟ้าแบบที่อยู่ในเพลง Cool Blue ของวง  The Japanese House สีฟ้าใสของน้ำแข็งที่พร้อมแช่แข่งทุกอย่าง โลกสีฟ้าที่เป็นเพียงจินตนาการ หิมะไร้สีไร้รูปร่างที่ตกลงจากกลุ่มแสงจ้าบนท้องฟ้า ตึกเก่า หลังคาสกปรก กระจกเปื้อนๆที่กรองภาพทุกอย่างเข้าสู่ดวงตา




    คุณไม่ได้อยู่กับฉันอีกแล้ว ... ดังนั้นฉันเลยมีเวลาหยุดมองหิมะตก พิจารณาฝุ่นที่เกาะบนกระจกของสถานที มีเวลาถ่ายรูป  เดินเล่น และร้องไห้ให้กลายเป็นงานเขียน 









    Long Island City


    ถ้าคุณสามารถเลือกชีวิตของตัวเองได้อีกครั้ง คุณจะเลือกเกิดใน Long Island City 


    ไม่จำเป็นต้องเกิดในอาพาร์ทเม้นสูง ราคาหลายล้านที่อยู่ริมแม่น้ำแต่ในหนึ่งในตึกอิฐสีแดง โกดังเก่าๆที่ถูกเปลี่ยนเป็นอาพาร์ทเม้นตราคาถูก คุณรักหัวถนน 44th ตึกตรงนั้นยังไม่ผ่านกระบวนการ Gentrification ทีเ่ปลี่ยนย่านน่ากลัว ราคาถูกให้กลายย่านฮิปส์เตอร์ของชนชั้นกลาง โรงเก็บรถแท็กซี่ที่เต็มไปด้วยแท็กซี่สีเหลือง บริษัทให้เช่ารถบรรทุก ปั้มน้ำมัน สถานทีที่ผู้คนเข้ามาตอกบัตรทำงานเพื่อพยายามจ่ายบิลให้ตรงเวลา ความซื่อสัตย์ของตึก ความเถื่อนอย่างมาดแมนของสถานที่ คุณแทบจะได้กลิ่นน้ำมันและได้ยินเสียงของเครื่องจักรดังออกมาจากตึกเหล่านั้น ตึกอิฐเก่าๆพวกนี้เป็นเหมือนโอเอซิสแห่งความฝัน - สถานที่ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางตึกสูงที่มีไว้สำหรับคนรวย จากตรงนี้ มองไปรอบตัวคุณจะเห็นอาพาร์ทเม้นราคาแพง รถหรู จากที่ตรงนี้คุณสามารถมีความฝันได้มากมาย ฝันจะมีครอบครัวที่ดี มีบ้านเป็นของตัวเองและเลี้ยงหมาสองตัว  ถ้าคุณมองลึกลงไปคุณจะเห็นตึกของ Citi Group ที่สูงเด่นเสียดฟ้าแต่ดูผิดที่ผิดทาง ตึกสูงที่ดูดี สงบและเต็มไปด้วยความมั่นใจเหมือนกับว่ากำลังมองคุณลงมาจากที่สูงด้วยสีหน้าดูหมิ่น  ยิ่งถ้าคุณมองข้ามผ่านแม่น้ำไปอีกฝั่งคุณจะเจอป่าคอนกรีตของแมนฮัตตัน ตึกทุกตึกแทบจะสะท้อนแสงระยิบระยับ สะท้อนแสงแดดและท้าทายแรงโน้มถ่วง คุณจะเห็นสะพาน Queen Bridge ที่ใหญ่โต สะพานเป็นเพียงโครงสร้างของเหล็กชิ้นหนาเปลือยเปล่า มีทั้งเส้นทางให้รถยนต์ขับผ่านและรางรถไฟหลากหลายเส้น คุณจะจิตนาการไปว่าคุณสามารถขึ้นรถไฟและจากไปโดยหวนกลับมาที่ตึกอิฐเก่าๆพวกนี้ แต่เชื่อเถอะ ไม่มีสถานที่ไหนในนิวยอร์คซิตี้ที่จะทำให้คุณฝันได้อย่างบ้าคลั่งเท่าLong Island City  ในป่าคอนกรีตของแมนฮัตเต้นคุณจะเงยหน้าไปเจอตึกสูงที่พยายามจะสัมผัสท้องฟ้าแต่คุณจะมองไม่เห็นท้องฟ้ากว้างด้วยตัวคุณเอง คุณจะเจอแต่ผู้คนที่นำหน้าคุณไปไกลด้วยความพยายามและconnection แต่คุณจะไม่สามารถเพ้อฝันถึงความพยายามและconnection ได้ด้วยตัวคุณเอง คุณจะไม่เห็นความสวยงามของการฝัน การฝันถึงอะไรสักอย่างที่อยู่ตรงหน้า งดงามและสมบูรณ์แบบแต่ไม่สามารถไขว่ขว้าลงมาได้ 

    ใน Long Island City วิวของตึกสูงทั้งหมดในแมนฮัตตันจะเด่นชัดต่อหน้าคุณ ตอนที่เห็นวิวนั้นคุณจะชื่นชมความฝันที่คุณไม่เคยได้ครอบครอง คุณจะรักความจริงที่ว่าสิ่งๆเดียวคุณทำได้คือ ฝัน ... ฝันถึงความสวยงามของสิ่งที่ไม่รู้จักความงามอย่างตึกในป่าคอนกรีต




    พระอาทิตย์กำลังจะตกและจมลงไปเบื้องหลังแมนฮัตตัน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท โครงสร้างของตึกสูงตรงหน้าคุณหายไปเหลือเพียงแสงไฟนับล้านๆจุดที่กระจัดกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของตึก  โครงสร้างเปลือยของ Queen Bridge หายไปเช่นกันเหลือเพียงแสงไฟเป็นจุดๆเชี่อมต่อกันเป็นสะพานดวงดาวนำพาคุณไปสู่จักรวาลแห่งใหม่ที่ความสว่างจ้าระเบิดออก 




    ทุกอย่างสวยงาม



    นี่คือเหตุผลที่คุณฝัน ฝันและหยุดตัวคุณไว้ที่ Long Island City ก่อนที่คุณจะสามารถขึ้นรถไฟ ข้ามสะพานดวงดาวไปสู่ความฝันที่คุณเฝ้าฝันมาตลอด 














    Christopher Avenue


    ในที่สุดฉันก็จำได้ว่าย่านที่ Friends Apartment ตั้งอยู่เรียกว่า Christopher Avenue แต่ถึงอย่างนั้นความจำของฉันเปลี่ยนอะไรได้มั้ย ? ตอนนี้ฉันจำชื่อมันได้และตั้งชื่อให้กับมัน จำได้ว่าเคยผ่านที่ตรงนี้แล้วแน่นอน ฉันสามารถที่จะควบคุมความทรงจำบ้าบอของตัวเองได้แล้วในที่สุด 

    คร้ั้งต่อไป ฉันน่าจะตัดสินใจได้ว่าจะกลับมาที่นี้อีกครั้งหรือจะกลบฝั่ง West Village ไว้พร้อมกับเรื่องราวของเราและคำอำลาของคุณ 










    The Idea Piece 


    "ศิลปินของงานชิ้นนี้ลงวันที่ไว้ใต้ภาพ ที่น่าสนใจคือ วันที่ที่เขาเขียนไว้ไม่ใช่วันที่งานของเขาสมบูรณ์แต่เป็นวันที่ที่เขาได้ไอเดียเกี่ยวกับงานชึ้นนี้  สำหรับเขา ศิลปะคือ 'วิธีการ' คือ ' คู่มือ' ที่มนุษย์ใช้ในการแสดงไอเดียของตัวเองออกมา ศิลปินคนหนึ่งสามารถก๊อปปี้งานของศิลปินอีกคนได้ไม่ยาก ศิลปะคือคู่มือที่ถ้าคุณศึกษามันมากพอ คุณสามารถทำตามออกได้แทบจะทันที ดังนั้นไอเดียเกิดขึ้นก่อนและส่ิงนั้นไม่มีทางที่จะถูกขโมยกันได้ง่ายๆ สิ่งสำคัญจึงควรเป็นวันที่ไอเดียเริ่มต้น ไม่ใช่วันที่ชิ้นงานศิลปะเสร็จสมบูรณ์

    ย้อนกลับไปที่ฉันถามคุณในตอนแรก คุณจะคิดยังไงถ้าภาพ Starry Night ของ Van Gogh มาพร้อมกับ 'คู่มือ'  หรือจริงๆแล้วภาพวาด Starry Night เองก็เป็นแค่คู่มือที่ถ้าคุณอ่านอย่างตั้งใจคุณก็สามารถลอกเลียนแบบมันได้ ?  

    คุณจะรู้สึกยังไงกับภาพ Starry Night ? มันยังจะสวยงามและมีคุณค่าสำหรับคุณเหมือนเดิมรึเปล่า ?  

    หรือว่าเมื่อคุณสามารถเป็นเจ้าของมันได้เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ความงามของมันก็หายไปเสียแล้ว ? "






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in