Life That I SeeManPiJia
ในวันที่เรา...เลือกครอบครัวได้ด้วยตัวเอง (Ft.Go Ahead & The Willoughbys)
  • “ สายเลือดเดียวกันใช่ว่าจะเป็นครอบครัวเดียวกันได้ซะเมื่อไหร่ 
    คนที่คอยรักและดูและกันต่างหากที่เป็นได้แน่นอน 
    - Go Ahead -

         ครอบครัว คำง่ายๆที่ไม่เคยง่ายสำหรับทุกคน ถ้าจะพูดว่าเป็น’จุดอ่อน'ของชีวิตของเราทุกคนก็คงไม่ผิดด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในด้านของศาสนาแล้ว นอกเหนือจากพระและพระเจ้า สิ่งที่รองลงมาและถูกสั่งสอนว่าเราต้องเชื่อฟัง เคารพ และรัก...ก็คือครอบครัวนี่เอง
          แต่หลายๆคนเองก็คงเคยย้อนกลับไปมอง และค้นพบว่าทุกวันนี้คำว่าครอบครัวสร้างแผลใจให้กับเราอย่างมากมาย โดยเฉพาะในสถานการณ์ของประเทศไทยในตอนนี้ ในวันที่นักเรียนนักศึกษาลุกขึ้นมาชุมนุมเพื่อเรียกประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศ แต่ผู้ปกครองและคนในครอบครัวเมื่อเห็นการกระทำนั้นแล้วกลับไม่รู้สึกว่าถูกว่าควร เกิดเป็นการทะเลาะกันในบ้าน และบางครอบครัวสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นแตกหัก ทำให้นักเรียนนักศึกษาหลายคนต้องออกจากบ้านมาอาศัยอยู่ข้างนอกกันอย่างมากมายเลยทีเดียว เมื่อเห็นเรื่องราวอย่างนี้แล้วผู้เขียนก็อยากจะแนะนำ 1 ละคร 1 ภาพยนต์แอนิเมชั่นสองสัญาชาติจีนและอเมริกา ที่จะทำให้เรารู้สึกอบอุ่น ถูกเยียวยา และค้นพบได้ด้วยตัวเองว่าแท้จริงแล้วนั้น’ครอบครัว’มีความหมายว่าอะไร...

    ซีรี่ส์ Go Ahead (2020)

          เริ่มด้วยที่ "一家人之名 Go Ahead”  ซีรี่ย์จีนที่พึ่งจบไปและยังกุมหัวใจคนไทยและจีนไปแล้วทั่วประเทศ เรื่องย่อของซีรี่ส์เรื่องนี้เริ่มที่ครอบครัวของ’หลิงเซียว’ซึ่งประกอบไปด้วยเขา พ่อ และแม่ ได้ย้ายบ้านเพราะพ่อที่เป็นตำรวจเปลี่ยนพื้นที่ประจำการใหม่ และที่นั่นเขาก็ได้พบกับเด็กสาวที่อาศัยอยู่บ้านชั้นล่าง’หลี่เจียนเจียน’ เธออยู่กับพ่อแค่2คนเพราะแม่พึ่งเสียไป เด็กร่าเริง สดใส และมองโลกในแง่ดีแบบสุดโต่งอย่างหลี่เจียนเจียนก็เหมือนได้เห็นหลิงเซียวที่แตกสลายจากภายใน เธอจึงมักจะเข้าหาหลิงเซียวอยู่ตลอด และจากวันนั้นเองหลี่เจียนเจียนก็ได้มาเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของหลิงเซียวเขา และนอกจากนี้แล้วก็ยังมี'จื่อชิว’ เด็กผู้ชายอีกคนที่แม่ของเขาเกือบจะแต่งงานกับพ่อของหลี่เจียนเจียน แต่อยู่มาวันหนึ่งแม่เขาก็ยืมเงินพ่อของหลี่เจียนเจียนแล้วก็ชิ่งหายไป พร้อมทั้งยังทิ้งเขาไว้ และด้านหลิงเซียวเองด้วยปัญหาภายในบางอย่าง ทำให้พ่อแม่ของเขาหย่าร้างและแม่ก็เดินจากไปพร้อมทิ้งรอยแผลมากมายให้กับหลิงเซียวเช่นกัน ด้วยเหตุนี้พ่อของหลี่เจียนเจียนและพ่อของหลิงเซียวจึงตัดสินใจรวมครอบครัวกันเลี้ยงดู3เด็กน้อย ทำให้พวกเขาทั้ง3คนได้เติบโตร่วมกัน และเรียนรู้ถึงความหมายของชีวิต ครอบครัว และความรักไปพร้อมๆกันอีกด้วย

     The Willoughbys (2020)

          และอีกหนึ่งผลงานที่ออกมาในปีเดียวกันอย่างNetflix Originals "The Willoughbys” แล้วนั้น เรียกได้ว่าเป็นอนิเมชั่นที่ผู้เขียนรักที่สุดของปีนี้เลยก็ว่าได้ เป็นเรื่องราวของตระกูลใหญ่เก่าแก่ อนุรักษ์นิยม ที่ชื่อว่า’Willoughbys’ เป็นครอบครัวที่มีประวัติยาวนานและบรรพบุรุษเองก็มีแต่ผู้ที่สร้างชื่อเสียงและเกียรติยศ จนกระทั่งมาถึงรุ่นปัจจุบันที่บ้านนี้มี’คุณพ่อคุณแม่’ และลูกชายคนโตผู้รักครอบครัวสุดชีวิตและอ่อนแอสุดๆอย่าง’ทิม’ ลูกสาวคนที่สองที่มีเสียงสดใส และการมองโลกก็สดใสไปเหมือนเสียงของเธอ’เจน'และ ฝาแฝดอัจฉริยะคู่สุดท้องที่มีชื่อว่า’บาร์นาบี้’เหมือนกันทั้งคู่ เรื่องของครอบครัวนี้เริ่มที่คุณและคุณนายวิลโลบี้ได้นำพาครอบครัวมาถึงจุดตกต่ำ เพราะพวกเขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากพลอดรักกันทั้งวัน อีกทั้งเมื่อมีลูกแล้วก็ไม่ได้ดูแล ปล่อยพวกเขาทิ้งขว้าง ขาดแคลนอาหาร ให้ใช้ชีวิตอยู่ตามกฏที่พวกเขาตั้ง และเมื่อไม่พอใจก็ยังลงโทษพวกเขาอีกด้วย แต่อยู่มาวันหนึ่งเด็กๆก็สุดจะทนกับพ่อแม่จนอยากกลายเป็น’เด็กกำพร้า’ เลยหลอกพ่อแม่เขาไปท่องเที่ยวในที่สุดอันตรายและหวังว่าพวกเขาจะตายจริงๆ แต่ใครจะไปนึกว่าพ่อแม่พวกเขาจะส่ง’แนนนี่’หรือก็คือพี่เลี้ยงเด็กมาดูแล แต่พี่เลี้ยงเด็กคนนี้กลับคอยรัก คอยดูแล และคอยสั่งสอนเด็กๆทั้ง4คน จนกระทั่งพวกเขาเข้าใจความหมายที่แท้จริงของครอบครัว และยังรวมตัวกันระหว่างเด็กวิลโลบี้ทั้ง4 แนนนี่ คุณลุงลูกวาด และทารกน้อยที่ถูกทิ้ง พวกเขาผ่านอะไรมากมายมาด้วยกันจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกันในที่สุด
          จุดเด่นของสองเรื่องนี้ที่มีเหมือนกันก็คงจะเป็นการสร้างครอบครัวใหม่’ในแบบของตัวเอง’ พวกเขาไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันเพราะนามสกุล หรือDNAแต่อย่างใด แต่เป็นครอบครัวที่เกิดขึ้นจาก’ผลลัพธ์' เพราะพวกเขาคอยรัก ดูแล ห่วงใย และพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เขาจึงกลายเป็นครอบครัวเดียวกันได้ เรียกว่าเป็นการสลับตำแหน่งความเป็นเหตุและผลอย่างสิ้นเชิง เพราะปกติและเราคงจะเรียนรู้มาว่าเพราะเป็นครอบครัวเดียวกัน เราถึงได้ต้องรักและดูแลกัน แต่สองผลงานนี้ได้บอกกับเราว่า เพราะเรารักและดูแลกันต่างหาก เราถึงเป็นครอบครัวเดียวกัน และผู้เขียนเองก็ประทับใจและมีความเห็นร่วมกับแนวความคิดนี้มากๆอีกด้วย
          ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวอย่างมากมาย ไม่สิ! ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ผู้เขียนรู้สึกไม่เข้าใจและรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีครอบครัวเลยด้วยซ้ำ เพราะพ่อแม่ผู้เขียนแยกทางกัน ตัวผู้เขียนที่ตอนนั้นเป็นเด็กติดแม่ และพ่อผู้เขียนเป็นคนออกจะเย็นชา ไม่รู้จักรักใครนอกจากตัวเองมาก่อนทำให้ผู้เขียนรู้สึกห่างเหินกับพ่อมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อพ่อแม่แยกทางกันผู้เขียนกลับต้องอยู่กับพ่อด้วยเหตุผลที่ผู้เขียนก็ไม่เข้าใจ ทำให้ตั้งแต่นั้นเองผู้เขียนต้องเจอกับวันแห่งความเหน็บหนาวในใจทุกวัน เพราะผู้เขียนไม่ได้มีความสนิทสนมผูกพันธ์อะไรกับพ่อเลย ซึ่งไม่ต่างกับพ่อที่ไม่รู้ว่าผู้เขียนชอบอะไร ต้องการความช่วยเหลืออะไร หรือรู้สึกยังไงเลย เราสองคนเรียกได้ว่าเป็นคนร่วมบ้านที่เจอแค่หน้าและไม่คุยกัน เพราะถ้าคุยกันไม่นานก็คงมีแต่ต้องทะเลาะและทำลายสุขภาพจิตของตัวเองเปล่า ผู้เขียนต้องพึ่งพาตัวเองในหลายๆด้านตั้งแต่เด็ก ในสายตาคนอื่นผู้เขียนเป็นเด็กที่โตเร็ว เก่งกาจ มีความสามารถมากมาย แต่มันเป็นเพียงผลจากความจริงอันดำมืดอีกด้านของผู้เขียนที่มีพ่อที่ไม่ดูแล ไม่ใส่ใจ สิ่งที่พ่อให้ได้มีเพียงแค่เงิน แต่ไม่ใช่เงินจำนวนมากแบบชีวิตลูกคุณหนูในละคร เป็นเพียงเงินที่ให้เราใช้ชีวิตอยู่ได้ไปวันๆ และนั่นมันทำให้ผู้เขียนรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้ง เพราะการที่ยังต้องรับเงินจากพ่อเป็นสิ่งผูกมัดที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเองยังอ่อนแอ ยังดูแลตัวเองไม่ได้ ยังหนีจากพ่อแย่ๆคนนี้ไม่ได้ วันๆผู้เขียนได้แต่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพ่อ และมักจะพูดกับเขาว่า”ถ้าไม่เคยดูแล ก็ไม่ต้องมาสั่งสอน” และทุกครั้งที่ผู้เขียนกับพ่อทะเลาะกันก็จะมีคนรอบข้างบอกกับผู้เขียนว่า ”พ่อเขาก็เป็นคนอย่างนี้แหละ...” “พ่อลูกมีอะไรให้ทะเลาะกันข้ามวัน” “พ่อเขาพูดอะไรก็ปล่อยๆไปบ้าง” ทุกครั้งที่ได้ยินคำพวกนี้ผู้เขียนก็ได้แต่ถามว่าทำไม? ทำไมเด็กที่ยังต้องการการดูแลอย่างฉันถึงยังต้องมายอมหรือคอยรองรับอารมณ์ผู้ใหญ่? ทำไมพ่อกับลูกถึงทะเลาะกันข้ามวันไม่ได้ในเมื่อฉันเจ็บปวด เสียใจ และต้องการคำขอโทษ? ทำไมฉันต้องปล่อยผ่านคำพูดสิ้นคิดที่พ่อพูดออกมาและทำร้ายจิตใจฉัน ทำไมฉันถึงต้องคอยเอาปูนฉาบรอยร้าวในใจตัวเองแล้วบอกว่าพ่อเขาไม่ได้ต้ั้งใจ? เพียงแค่เพราะคำว่าเขาเป็นพ่อ เพียงเพราะคำว่าเราเป็นครอบครัว คำพวกนี้เองที่ทำให้พวกเราทำร้ายกันและกันอย่างไร้ซึ่งขอบเขตอยู่ตลอดมา...
           ถึงวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนจะได้ถูกแก้ไขด้วยวุฒิภาวะและMind Setของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว แต่บอกได้เลยว่าแผลเป็นก็คือแผลเป็น คงไม่มีอะไรทำให้มันหายได้ คงมีแต่ต้องใช้มันให้เป็นแรงผลักดันให้ตัวเองเติบโตเป็นคนที่ดียิ่งกว่าพ่อขึ้นมา ทว่าเมื่อได้ดูสองผลงานนี้แล้วผู้เขียนเหมือนได้รับการเยียวยาและยังได้มุมมองใหม่ๆ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าไม่ใช่ผู้เขียนไม่มีครอบครัว เพียงแต่ผู้เขียน ยังหาครอบครัวของตัวเองไม่เจอต่างหาก ในที่นี้อาจจะหมายถึงคนที่ผู้เขียนจะแต่งงานด้วย หรืออาจจะหมายถึงเพื่อนสนิทตั้งแต่ม.ปลาย หรืออาจจะหมายถึงรุ่นพี่ที่เจอกันที่มหาลัย อาจจะเป็นใครก็ได้ที่วันหนึ่งเรารักเขาและเขาก็รักเรา คอยดูแล คอยใส่ใจ คอยห่วงใยกัน นำพากันให้เจอและทำในสิ่งดีๆ ให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่เราต้องการ สนับสนุนให้เราได้เดินตามความฝัน และในวันที่โลกทั้งโลกเป็นศัตรูกับเรา เขาก็พร้อมที่จะเป็นคนกลุ่มเดียวที่คอยอยู่ข้างๆไม่ไปไหน 
           ครอบครัว เป็นสิ่งที่มีค่าและมีความหมายลึกซึ้งมาโดยตลอด เป็นเหมือน’รองเท้า' ที่แม้จะอยู่ต่ำที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่อยู่ติดกับเราและรองรับเราทุกการก้าวเดิน สามารถพาเราเดินไปใกล้ไกล และปกป้องเท้าของเราไม่ให้เจ็บปวดหรือมีบาดแผล ให้เราได้ก้าวเดินต่อได้จนทางสุดท้ายของชีวิต และเมื่อเราได้เป็นครอบครัวกับใครแล้ว ก็จงตัดสินใจที่จะเป็นรองเท้าที่พร้อมใช้งานของเขา พาเขาเดินไปได้ไกล อย่าเป็นรองเท้าที่หนักหรือแข็งจนทำให้เขาเจ็บหรือเดินไปต่อไม่ไหว หวังว่าทุกคนจะกล้าพอที่จะก้าวกำแพงแห่งค่านิยมและวัฒนธรรม แล้วพยายามทำความเข้าใจความหมายของครอบครัว และสร้างครอบครัวของตัวเอง ที่เป็นสถาบันพื้นฐานแรกที่เต็มไปด้วยคุณภาพ และส่งผลให้สถาบันต่อๆไปมีการพัฒนา และกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความรัก ความยุติธรรม และสงบสุขอย่างที่เราฝันได้ในที่สุด


         ... ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ได้มีครอบครัวที่มีถูกหล่อหลอมด้วยความรัก’....







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in