เรื่องเล่าของความรักRed Panda
เบญจมาศขาว
  • “พวกแมวตีกันอีกแล้ว” เธอเสยผมอย่างหงุดหงิด


    “คุณนอนไม่หลับ” เขาเอ่ยเป็นเชิงถาม


    “นอนไม่ได้เลยละ ไม่ได้ไปร่วมวงด้วยแท้ ๆ ไม่รู้ตีกันทำไม” เธอบ่น


    “นั้นสิครับ...ไม่รู้ตีกันทำไม” เขาเอ่ยเสียงเบาหวิว สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ไม่จดจ้องที่สิ่งใด




    “นี่คุณดอกไม้ ทำไมโลกนี้ถึงต้องมีสงครามด้วย” อลันถามเดอาในเช้าวันหนึ่ง ที่ชายหนุ่มตัดสินใจไม่เข้าไปซื้อเนยแข็ง หรือขายผักในเมือง เพราะท้องฟ้ามืดครึ้มบรรยากาศอึมครึม คล้ายฝนจะตก เดินทางลำบาก


    หญิงสาวในชุดนอนตัวเก่งมองอลันจุดเตาผิง เพื่อไล่ความชื้นออกจากบ้าน ป้องกันไม่ให้ขาเทียมของตนสนิมขึ้น ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งหน้าเปลวไฟสีเหลืองแดง ที่พลิ้วไหวไปมาชวนให้นึกถึงเส้นผมและประกายในดวงตาของใครบางคน...


    เดอาไม่มีคำตอบให้เขา


    การต่อสู้เป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่...สู้เพื่อมีชีวิตรอด...สู้เพื่อพัฒนาตัวเอง


    ทุกชีวิตเริ่มต่อสู้มาตั้งแต่แรกเกิด ตั้งแต่ใช้ขายกตัวขึ้นจากพื้นต่อต้านแรงโน้มถ่วง บางทีสงครามอาจมีพื้นฐานมาจากกลไกชีวิตเล็ก ๆ เช่นนี้ แต่เมื่อรูปแบบของชีวิตกับยุคสมัยเปลี่ยนไป รูปแบบของการต่อสู้ก็เปลี่ยนตาม จากการต่อสู้ทางกายภาพ กลายเป็นการต่อสู้ทางความคิด จากสงครามที่ใช้ผู้คนต่อสู้กัน ก็กลายเป็นสงครามทางเศรษฐกิจ ที่วัดผลด้วยกำไรและตัวเลข


    เหล่านักบวชทั้งหลายเองก็เป็นนักสู้ เพียงแต่พวกท่านสู้กับตัวเอง...กับสัญชาตญาณ...กับความป่าเถื่อนในใจคน


    ทั้งหมดล้วนเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เพื่อพัฒนาตน และเพื่อคงอยู่ต่อไป


    ประเทศก็เหมือนคนตัวใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากคนตัวเล็กหลาย ๆ คนมาอยู่รวมกัน และเมื่อคนต่อสู้ ประเทศก็ต่อสู้


    นี่เป็นธรรมชาติของชีวิต ...ธรรมชาติ ที่ทุกอณูชีวิตรู้จักดี แต่ไม่อาจนิยามออกมาเป็นคำพูดที่ชัดเจนได้ จนกลายเป็นความจริงที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง


    เดอาลุกจากโต๊ะอาหารของบ้านไม้ เดินตรงไปทรุดลงนั่งบนพื้นข้างกายชายหนุ่ม


    “น้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เธอตอบเขาเสียงเบา ทั้งคู่นั่งอยู่หน้าเตาผิงเช่นนั้น จนสายฝนเทลงมา และอะกาธาร์ส่งเสียงไอออกมาจากห้องนอน


    ร่างกายของอะกาธาร์อ่อนแอลงมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา เธอมักป่วยไข้เป็นระยะเสมอ บางครั้งก็ลุกจากเตียงไปไหนไม่ได้ แต่บางครั้งก็เพียงไอจามตลอดวัน อลันพาเธอไปหาหมอในเมืองอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งการวินิจฉัยก็เป็นเช่นเดิม ว่าร่างกายของเธอเพียงขาดการพักผ่อนจึงเจ็บป่วยง่าย


    “ลุกไปดูแม่เถอะ ไฟไม่ดับหรอก” เดอาเอ่ยกับเด็กหนุ่ม เขาทำตามแต่โดยดี หญิงสาวนั่งอยู่หน้าเตาผิงอีกครู่หนึ่ง แต่เมื่ออลันกลับมาจากห้องนอน เธอก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว




    อะกาธาร์จากอลันไปในฤดูใบไม้ร่วงปีต่อมา...


    ตอนเธอไป เดอานั่งอยู่ข้างเตียงหลังเล็กของเธอ ที่เดิมที่เธอเคยนั่งตอนอลันเกิดมา หญิงสาวจับมือของอะกาธาร์ เธอบีบนวดมือเล็กแต่หยาบกร้านยิ่งกว่าใครอย่างจริงจัง โดยหวังให้ผู้หญิงบนเตียงสบายตัวขึ้น ขณะอลันซุกตัวอยู่อีกฟากของเตียง นอนซบไหล่ของมารดา พลางกอดเรือนกายที่ผ่ายผอมลงมากของหญิงวัยกลางคนแน่น


    พวกเขาทำกิจกรรมนี้ทุกวันตั้งแต่อะกาธาร์ไม่อาจลุกจากเตียงนอนได้ เธอพูดน้อยลง และนอนนานขึ้น จนบางวันก็ไม่ลืมตาตื่นขึ้นเลยสักนาที เดอาไม่รู้ว่าเธอเป็นโรคอะไร แต่นานวันเข้า เวลานอนของอะกาธาร์ก็มีแต่จะยิ่งทอดยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเธอก็ไม่มีเหลือแม้แต่เสียงของลมหายใจ


    อะกาธาร์จากพวกเขาไปโดยไม่มีสัญญาณเตือนใด


    ...ไม่เหลือไว้ให้อลันแม้แต่คำลา




    หลังจากนั้น อลันไม่เคยลืมรองเท้าของตนไว้ที่ใดอีก เพราะคนเพียงสองคนบนโลก ผู้คอยตามเก็บของชิ้นนี้ให้เขา ไม่อยู่กับเขาแล้ว






    TBC

    ...............................................................................

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in