เรื่องเล่าของความรักRed Panda
ป๊อปปี้แดง (ตอนต้น)
  • “ไอช่า คุณว่ามังกรมีจริงไหม” บ่ายวันหนึ่งเธอถามเขา


    เขามองดวงตาสีเทาของเธอนิ่ง


    เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ใช้ความคิด แล้วตอบว่า...


    “มี”




    เมื่อครั้งที่ดาวเคราะห์ดวงแรกสิ้นอายุขัย ผู้ดูแลชีวิตกระจายอณูอันมหาศาลของมันไปทั่วทุกสารทิศ จนเกิดเป็นดาวเคราะห์น้อยใหญ่มากมายทั่วทั้งจักรวาล ในบรรดาดวงดาวเหล่านั้นมีดาวฤกษ์อยู่ดวงหนึ่ง มันกำเนิดมาจากอณูของดาวเคราะห์ดวงแรก ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอณูอันเจิดจรัสจาก ‘แสงแรกของจักรวาล’


    ดาวฤกษ์ดวงนี้แปลกประหลาด บางครั้งก็ไร้แสงคล้ายดาวเคราะห์ บางครั้งก็ส่องสว่างเสียยิ่งกว่าดาวฤกษ์ดวงอื่น ประกายความร้อนในตัวของมันติด ๆ ดับ ๆ เป็นจังหวะที่แน่นอนคล้ายจังหวะหัวใจของสิ่งมีชีวิต


    ผู้ดูแลชีวิตเดินทางมาที่ดาวดวงนี้อยู่บ่อยครั้ง


    เขาเข้าใจว่ามันสิ้นอายุขัย ทุกครั้งที่มันดับแสง แต่ยังไม่ทันได้เก็บอณูอันมหาศาลของมันมาไว้กับตัว ความร้อนในตัวของดาวฤกษ์ก็จุดประกาย พวยพุ่งขึ้นสูง แล้วส่องแสงเจิดจ้าจนเขามึนงง


    ดาวดวงนี้ส่องสว่างสลับมืดคล้ายตัดสินใจไม่ถูกว่าตนควรเป็นดาวฤกษ์ หรือดาวเคราะห์อยู่ร่วมสามแสนปี ในที่สุดพื้นผิวของมันก็ปริแตกออก เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาข้างใน


    ลำตัวของสัตว์ตัวนี้ยาวใหญ่ยิ่งกว่าดาวฤกษ์ที่เคยโอบอุ้มมัน


    ผิวหนังของมันสีแดงทอแสงปกคลุมร่างกายทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นปีกทั้งหก ขาทั้งสี่ จมูก และปาก


    ใบหน้าของมันดุดัน เขาทั้งเก้าของมันเรียวยาวคล้ายเส้นรัศมีแสง ดูสง่างาม น่าเกรงขาม แข็งแกร่ง และเกรียงไกรยิ่งกว่าสิ่งใดที่ผู้ดูแลชีวิตเคยพบ


    มันคือ ‘มังกรตัวแรกของจักรวาล’


    ดวงตาสีทองสว่างของมันมองอณูของผู้ดูแลชีวิตนิ่ง แตกตื่นในคราแรก ก่อนจะขยับกายเข้าหาเขาช้า ๆ แล้วหยุดนิ่งอยู่กลางกลุ่มก้อนอณูของเขา มันนิ่งอยู่นาน จนสัมผัสได้ว่าอณูของเขาไม่ได้มาร้าย จึงหลับตาลง สีหน้าผ่อนคลาย


    มันคิดว่าผู้ดูแลชีวิตคือผู้ให้กำเนิดตน เหมือนลูกไก่เห็นแม่ มันจึงเดินทางตามกลุ่มอณูของเขาไปทุกแห่งในจักรวาล


    มันพบว่าทุกชีวิตช่างเปราะบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับตน และพบว่าตนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของดาวได้ทุกดวง ตั้งแต่ย่อขนาดตัวให้หดเล็กลงตลอดจนแปลงกายเป็นสิ่งมีชีวิตอื่น


    ดาวดวงไหนมีมหาสมุทร มันก็เปลี่ยนหางของตนเป็นครีบ และจมูกกลายเป็นเหงือก


    ดาวดวงไหนมีสายลม มันก็เปลี่ยนผิวหนังหนาหนักติดปีกของตนให้กลายเป็นเส้นขนของสัตว์ปีก


    ดาวดวงไหนมีป่าเขา มันก็หดปีกของมันเข้าไปในแผ่นหลัง กลายเป็นสัตว์เดินดิน


    มันผูกพันกับสรรพชีวิตทั่วจักรวาลอย่างลึกซึ้งถึงระดับอณูกาย ผูกพันจนอยากปกป้องไว้ให้อยู่รอดปลอดภัย และเข้าใจธรรมชาติของการเวียนว่ายตายเกิดเป็นอย่างดี เพราะติดตามผู้ดูแลชีวิตมาแสนนาน


    เมื่อเวลาสิ้นอายุของมันมาถึง มังกรแดงมองอณูของผู้ดูแลชีวิตนิ่ง ก่อนจะเขยิบตัวเข้าหาเขา คล้ายเมื่อลืมตาขึ้นดูจักรวาล มันส่งความตั้งใจของตนผ่านอณูกายอันเจิดจรัสของมันให้เขารู้


    มันบอกเขาว่า รู้แล้วว่าตนเกิดมาเพื่อสิ่งใด และขอให้เขากระจายอณูของตนไปทั่วจักรวาลเช่นเดียวกับที่เคยทำให้ดาวเคราะห์ดวงแรก


    มันอยากพิทักษ์ทุกชีวิตให้อยู่อย่างสงบสุข อยากพิทักษ์จักรวาลให้ร่มเย็นเป็นสุข สมดุล และปลอดภัย


    มันอยากเห็นสิ่งมีชีวิตใหม่


    มันอยากเฝ้ามองการรังสรรค์สิ่งต่าง ๆ ของจักรวาล


    ผู้ดูแลชีวิตทำตามคำขอของมัน


    เขากระจายอณูสีแดงอันเจิดจรัสของมันไปทั่วทุกสารทิศ


    อณูเหล่านั้นรวมตัวกับอณูชีวิตบนดาวแต่ละดวง ไม่นานก็เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษ...เกิดเป็น ‘ผู้พิทักษ์’ ระบบภูมิคุ้มกันของจักรวาล ผู้คอยดูแลสมดุลของสรรพชีวิต




    อัสลาน เดวิสเกิดมาในครอบครัวของผู้พิทักษ์ สายเลือดพิเศษนี้ตกทอดมาจากครอบครัวทางบิดาของชายหนุ่ม


    สมดุลของสรรพชีวิต หรือสมดุลของจักรวาล คือการดำเนินไปตามวัฏจักรของการเวียนว่ายตายเกิดที่ผู้ดูแลชีวิตสร้างขึ้น เมื่อสิ่งหนึ่งมีจำนวนมากเกินไปก่อความโกลาหลให้สมดุลธรรมชาติ ก็เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์ที่ต้องลดจำนวนพวกมันลง กลับกันหากสิ่งหนึ่งมีน้อยเกินไป ก็เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่ต้องดูแลปกป้องให้พวกมันได้วิวัฒนาการเอาตัวรอดเองได้ แต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของพวกเขาคือ การกำจัดอณูชีวิตที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ เป็นอันตรายต่ออณูชีวิตอื่น ๆ


    ปู่ พ่อ พี่ ๆ เขา และน้อง ๆ รับผิดชอบดูแลดาวดวงนี้ ที่ซึ่งอณูชีวิตที่มีปัญหามักไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญามาก พอให้เกิดความทะยานอยากจะคงอยู่เป็นนิรันดร์ผิดธรรมชาติของสรรพชีวิตทั้งมวล ที่ล้วนมีอายุขัย มีขีดจำกัดของตน


    อัสลานไม่นิยมการโกหกและทรยศหักหลัง จึงไม่เลือกอาชีพสายลับอย่างพี่น้องบางคน แต่เลือกเป็นทหารรับจ้างที่มีอิสระในการเปลี่ยนประเทศไปมาแทน...ไม่มีใครบอกให้อัสลานใช้วิธีเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ แต่อัสลานก็เลือกวิธียุ่งยากนี้ เพราะเขามีกฎในการใช้ชีวิตของตน


    ชายหนุ่มเดินเข้าสมรภูมิรบในภูมิภาคต่าง ๆ และบุกทำลายอาวุธชีวภาพในแต่ละประเทศ เพื่อกำจัดความเสี่ยงที่อณูผิดธรรมชาติจะเกิดขึ้นมา




    ดวงตาของอัสลานทอประกายสีทอง วาวโรจน์คล้ายบรรพบุรุษมังกรของเขา


    เขาใช้ดวงตาที่จักรวาลรังสรรค์ให้ดีกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น มองไล่ตั้งแต่ลูกกระสุนตามวิถีกระสุนไปจนถึงปากกระบอกปืนของฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะลั่นไกปืนของตน ปล่อยกระสุนให้พุ่งไปตามวิถีนั้นเข้าปากกระบอกปืนของอีกฝ่ายจนปลายปืนระเบิด ไม่อาจใช้เป็นอาวุธสังหารใครได้อีก


    ยิ่งดวงตาของเขาส่องประกาย ความร้อนในกายพุ่งสูง ขาของเขาก็ยิ่งก้าวเร็วขึ้น ไวขึ้น และเบาขึ้น


    มีบ้างที่สายฝนมีผลต่อการมองเห็นของเขา และบางครั้งที่เขาลื่นโคลนบนพื้นของสนามรบจนเกือบเสียหลักล้มลงกับพื้น แต่เมื่อความร้อนในร่างกายของเขาเพิ่มสูงขึ้นกว่าเก่า สายฝนที่หยดเข้าตาก็ระเหยเป็นไอ ฝีเท้าที่เร็วขึ้นก็เหยียบพื้นโคลนเพียงชั่วพริบตา จนไม่พลาดท่าลื่นอีก


    โสตประสาทเหนือมนุษย์ของอัสลานได้ยินแว่วเสียงคำสั่งบุก ที่ทางวิทยุแจ้งผู้กองสตีเฟนสันปะปนมากับเสียงระเบิดและเสียงปืนรอบกาย ชายหนุ่มหรี่ตาลง ในอกรู้สึกโล่งเมื่อรู้ว่ากองทัพฝั่งตนลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เพราะอย่างน้อยความเสี่ยงที่กระสุนจะพุ่งมาทางเขา หรืออลันก็จะน้อยลง ที่เขาต้องทำมีแค่หลบให้ดี และภาวนาให้เด็กหนุ่มหน้าตกกระ คนนั้นยังมีชีวิตอยู่


    เขาสูดหายใจเข้าหวังให้อากาศชื้นเย็นของสมรภูมิลดความร้อนในกายตน แล้วเพิ่มความเร็วในการวิ่งมากกว่าเดิม!




    อัสลานรู้สึกร้อนไปทั้งร่าง เสื้อผ้าเปียกชื้นของเขาเริ่มแห่งเพราะความร้อนที่สูงขึ้น แต่ความร้อนตามร่างกายเหล่านั้นกลับเทียบไม่ได้กับความร้อนที่ดวงตาของเขา การมองวิถีกระสุนพร้อมกับตามหาคนคนหนึ่งในสนามรบไปพร้อมกันไม่ใช่เรื่องง่าย ดวงตาของเขาต้องรับภาระอย่างหนัก จนลูกตาสีทองเริ่มเผาไหม้ตาขาว และตาขาวเผาขอบตา


    ทุกครั้งที่จมูกได้กลิ่นไหม้จากดวงตา อัสลานจะหลบเข้าหลังกำบัง หลับตาลงแน่น แล้วควักโคลนเย็น ๆ บนพื้นขึ้นมาป้ายเปลือกตาเพื่อลดอุณหภูมิ สำหรับชายหนุ่มคนนี้ อุปสรรคในการตามหาอลันไม่ใช่ข้าศึก แต่เป็นอุณหภูมิในตัวของเขาเอง


    เมื่อดวงตาเย็นลง ชายหนุ่มก็ปาดโคลนออกจากตา แล้วออกวิ่งตามหาอลันต่อ


    อัสลานวิ่งอยู่ค่อนวันก็ไปถึงจุดที่อลันนอนบาดเจ็บ เขามองสำรวจสภาพเด็กหนุ่ม ก่อนพุ่งทะยานผ่านไปราวกับสายลม




    อลันมองอัสลานวิ่งผ่านไป ในใจเกิดแรงฮึดคลานไปหลบหลังที่กำบังแถวนั้น


    อัสลานวิ่งนำกองทหารของประเทศเขาราวกับสิงโตจ่าฝูง


    อลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดจึงชายหนุ่มจึงมีฉายา ‘สิงห์แดง’


    ที่อัสลานได้มันมา...ไม่ใช่เพราะชื่ออัสลานแปลว่า ‘สิงโต’ แต่คงเพราะพฤติกรรมวิ่งนำคนอื่นเสมอ และเส้นผมสีแดงฉานโดดเด่นของเขาต่างหาก


    ชายผมแดงร่างกายสูงใหญ่คนนี้จะวิ่งนำคนอื่นเสมอ


    เมื่อครั้งยังฝึกอยู่ในค่าย อลันเคยภูมิใจว่าวิ่งเร็วที่สุดในบรรดาทหารหมู่ 3 จนอัสลานเข้ามาในหมู่ อลันจึงเข้าใจความหมายแท้จริงของคำว่า ‘วิ่งเร็วราวสายลม’


    อลันเอนหลังพิงกำบังกระสอบทรายนานจนหูอื้ออึงไม่ได้ยินเสียง และตาพร่าเลือนมองอะไรไม่เห็น กว่าอัสลานจะวนกลับมาหาเขา เด็กหนุ่มก็หมดสติไปเสียแล้ว


    ชายหนุ่มรีบแบกอลันขึ้นพาดบ่าซ้าย ขณะที่มือขวาถือปืนไว้มั่น แล้ววิ่งออกไปพาคนเจ็บไปส่งเต็นท์แพทย์ในกำบัง


    อัสลานไม่ชอบผิดคำพูด เขาให้สัญญาแล้วว่าอลันจะรอดกลับไปหาแม่ที่บ้านไม้กลางทุ่งดอกไม้ ฉะนั้นอยู่กับเขา...อลันต้องรอด!




    อลันลืมตาช้า ๆ เขาค่อย ๆ เห็นภาพชัดขึ้น เป็นภาพคานไม้ของบ้านไม้หลังเล็ก บ้านแสนสุขของเขา เด็กหนุ่มคิดว่าได้ยินเสียงนกร้องจากนอกหน้าต่าง และได้ยินเสียงมารดาร้องเพลงพื้นบ้านดังมาจากห้องครัวที่บ้าน


    อลันยันตัวลุกจากเตียงช้า ๆ นิ่วหน้าเมื่อรู้สึกเจ็บขาขวา


    สงสัยเมื่อวานเราสะดุดล้มอลันคิด พยายามพยุงร่างตัวเองเดินไปทางครัว จากหน้าประตูครัว อลันเห็นแผ่นหลังของมารดา แต่อะกาธาร์ไม่เห็นเขา เธอเคลื่อนตัวไปมาอยู่หน้าเตาไฟ หยิบโน่นจับนี่เกิดเสียงกุกกัก


    “แม่” เขาเรียกมารดาเสียงแผ่ว


    “ตื่นแล้วหรือลูก” อะกาธาร์หยุด หันมาหาลูกชายตัวน้อยของเธอ เธอก้าวมาหาเขาช้า ๆ ย่อตัวลงดึงเขาเข้าไปกอด...เช่นทุกวัน


    “ครับ” เด็กชายเอ่ยพร้อมกอดตอบแม่ วางคางเกยไหล่ของอะกาธาร์ ตอนนี้เขา 7 ขวบ ตัวสูงกว่าอะกาธาร์ตอนเธอนั่งคุกเข่าแล้ว


    อลันเห็นดอกไม้สีขาวในแจกันบนโต๊ะทำครัว... คาลล่า ลิลลี่ ชื่อของมันปรากฏขึ้นในหัวของเด็กชาย ที่แท้แม่ก็กำลังเปลี่ยนน้ำในแจกันให้ดอกไม้นี่เองเด็กชายคิด


    เขาส่งยิ้มให้มัน แต่บางอย่างของดอกไม้ดอกนี้กลับทำให้อลันรู้สึกเจ็บหน้าอก...เจ็บจนทำให้น้ำอุ่น ๆ ไหลออกจากตา


    อลันตัดสินใจหลับตาแน่น เขาซุกหน้าลงกับไหล่แม่ พยายามลบภาพดอกไม้สีขาวดอกนั้นออกจากสมอง


    ทำไมเด็กชายคิด ก่อนหลับไปในอ้อมกอดของมารดา และเมื่ออลันลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็กลับมาเป็นเด็กหนุ่มนายทหารคนเดิม...




    อลันกะพริบตาไล่ภาพฝันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนอนนิ่งเหลือบตาสำรวจรอบตัว ก็เห็นว่าตอนนี้เขานอนอยู่บนเตียงสีขาวของโบสถ์แห่งหนึ่งที่ดัดแปลงเป็นสถานพยาบาล ที่นี่คงอยู่ไม่ไกลจากแนวหน้านัก แล้วเมื่อเหลียวหน้าไปทางขวา อลันก็เพิ่งเห็นอัสลานนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงเขา ชายผมแดงเห็นอลันได้สติ ก็รีบลุกมาพยุงให้เขานั่งพิงหัวเตียงดี ๆ แล้วส่งแก้วน้ำให้


    อลันดื่มหมดแก้ว เขารู้สึกปวดขาขวา แต่พอเหลือบตาดูเท้าตัวเองก็เห็นความว่างเปล่าใต้ผ้าห่มบริเวณที่ควรเป็นขาขวา เด็กหนุ่มชะงัก เอื้อมมือไปตรงนั้น แต่ไม่มีความกล้าพอจะเลิกผ้าห่มดู สุดท้ายได้แต่กำชายผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วเป็นสีขาว


    อัสลานจับมือเขา อลันจึงเปลี่ยนจากกำผ้าห่มเป็นกำมืออัสลาน


    “ขานายติดเชื้อ” อัสลานบอกเรียบ ๆ อลันมองผ้าห่มที่เห็นเป็นรูปร่าง ขาขวาของเขาเหลือเพียงโคน จากนี้ไปเขาวิ่งอย่างที่เคยทำไม่ได้แล้ว


    คาร์ลเคยบอกว่าเขาวิ่งเร็วมาก แต่...


    “ฉันขอโทษ” อลันกระซิบเสียงแผ่ว


    “นายทำผิดเรื่องอะไรหรืออลัน” อัสลานบีบมือเด็กหนุ่มเบา ๆ ให้กำลังใจ


    “ฉันช่วยคาร์ลไม่ได้ ฉันขัดคำสั่งกองทัพ” อลันรีบกะพริบตาเมื่อรู้สึกว่าหัวตาเริ่มร้อนผ่าว


    “อลัน” อัสลานเรียกเสียงอ่อน


    “ฉัน…คาร์ล...” ริมฝีปากอลันสั่นระริก เขากัดฟันแน่นสะกดกลั้นไม่ให้ก้อนอารมณ์ในอกทะลักล้นออกมา


    “อลัน ฟังฉัน” เด็กหนุ่มหันไปสบตาอัสลานคล้ายจะบอกว่าเขาฟังอยู่ เห็นดังนั้นอัสลานก็กล้าพูดต่อ ว่า “นายไม่ผิด นายไม่ผิดที่ออกไปช่วยคาร์ล เพราะเขาเป็นเพื่อนนาย เป็นเรื่องธรรมดาที่นายไม่ทิ้งเขาไว้กลางสนามรบ ให้เผชิญชะตากรรมโดยไม่ทำอะไรเลย แล้วนายก็ไม่ผิดที่ช่วยเขาไม่ได้” อัสลานพูดหนักแน่น แต่น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าปกติ


    “แต่เพราะฉัน คาร์ลถึงได้...” เสียงอลันขาดหาย เขาไม่อยากพูดคำนั้น


    อัสลานมองมือของเด็กหนุ่มขาเดียวนิ่ง มือหยาบข้างนั้นกำมือเขาแน่นจนเห็นข้อกระดูกขาว


    “อลัน” ชายผมแดงเรียกเด็กหนุ่ม น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบ แต่เนื้อเสียงฟังดูอ่อนโยนกว่าปกติ เขาเว้นช่วงไปราวนาที ก่อนจะถามเด็กหนุ่มเจ้าของชื่อว่า “ถ้านายเป็นคาร์ลนายจะทำแบบเขาไหม”


    อลันเงียบ หัวไหล่ของเขาสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่เพราะแรงสะอื้นจากทรวงใน


    เด็กหนุ่มไม่ตอบคำถามนั้นด้วยคำพูด แต่พยักหน้าทั้งน้ำตาเป็นคำตอบ ไม่กี่นาทีต่อมา อลันก็ร้องไห้อย่างสุดกลั้นและไม่กลัวอาย อัสลานโน้มตัวไปกอดเด็กหนุ่ม อลันกอดตอบแน่น น้ำตาของเขาไหลหลั่งจากบาดแผลในหัวใจ ราวกับทำนบล้น


    เขาปล่อยความรู้สึกทุกอย่างให้ทะลักออกมา ทั้งความเศร้าที่เพื่อนร่วมรบจากไปไม่หวนคืน ความโกรธตัวเองที่ไม่อาจทำสิ่งใดเพื่อช่วยเพื่อนได้ ความรู้สึกผิดต่อกองทัพ ความเจ็บปวดของบาดแผลที่ขาขวา ความเห็นแก่ตัวที่เขาชิงปลิดชีวิตคนอื่นเพื่อต่อชีวิตให้ตัวเอง และความสุขจากก้นบึ้งของสัญชาตญาณว่าเขายังมีชีวิตอยู่


    อลันร้อง ร้อง ร้อง จนไม่เหลือเรี่ยวแรงจะร้องหรือน้ำตาให้ไหล โดยมีเสียงหายใจสม่ำเสมอของอัสลานอยู่เคียงข้าง...





    TBC
    ......................................................................
    แฮร่ มาแล้วค่ะะะะ
    ไม่รู้ว่ามีใครอ่านไหม แต่ก็จะอัพอยู่ดีค่ะ
    สำหรับคนที่อยากติดตามข่าวสารก็กดติดตามทวิตเตอร์นี้ได้เลยค่ะ
    @ReddyPanda1
    ขอบคุณค่ะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in