ความไม่เรียงrainbowflick17☂️
ข้างหลังภาพ 01: สุนทรียะของแมวเลียก้น

  • ขนรูปวาดแมวเลียก้นช่วงยุคกลางมาให้ดูกันเผื่อไม่มีอะไรทำ ไม่ได้มีแค่รูปสองรูปแต่มีเยอะมาก ๆ เรียกว่าวาดกันเป็นธีมเลยทีเดียว

    เข้าถึงจาก 

    เข้าถึงจาก Gatitos y perritos chidos 


    เข้าถึงจาก Gatitos y perritos chidos 


    ภาพแมวเลียก้นพวกนี้จะแทรกอยู่ตามหนังสือทำมือที่เรียกว่าเอกสารตัวเขียนสีวิจิตร หรือ Illuminated manuscripts ส่วนใหญ่เขียนโดยนักบวชในบริเวณยุโรปตะวันตก บันทึกพวกคำสอนหรือวิธีปฎิบัติตนในศาสนาคริสต์เอาไว้   ถ้าถามจริง ๆ ก็ยังไม่มีใครบอกเหตุผลแน่ชัดได้ว่าเขาวาดแมวใส่ไปด้วยทำไม  แต่ก็มีทฤษฎีหลากหลาย ที่ได้ยินบ่อย ๆ ก็มีที่บอกว่าพวกนักบวชที่เขียนงานต่าง ๆ อาจจะเบื่อก็ได้ ก็เลยแทรกรูปวาดขำ ๆ การใส่รูปแมวเลียก้นไปในหนังสือที่เนื้อหาควรจะศักดิ์สิทธิ์ก็ตลกดี




    เข้าถึงจาก Gatitos y perritos chidos 


    เข้าถึงจาก Gatitos y perritos chidos 



    แต่ทฤษฎีที่ออกจะเศร้า ๆ กว่านั้นหน่อย (แต่อาจจะไม่ได้น่าเชื่อถือมากนัก*)  คือเป็นการแอบแทรกโฆษณาชวนเชื่อตอกย้ำว่าแมวนี่มันเป็นสัตว์ที่แย่จริง ๆ ทุเรศสัปดน หมกมุ่น หรืออาจจะเป็นอิทธิพลจากค่านิยมช่วงนั้นก็ได้

    *ถ้าลองเทียบเวลากันแล้ว หนังสือ Illuminated manuscript จะเขียนกันเป็นจำนวนมากก่อนที่แท่นพิมพ์จะถูกประดิษฐ์ขึ้นประมาณ 1455 โดยช่วงปลายศตวรรษที่ 12-13 คนที่เขียนก็ไม่ใช่นักบวชอย่างเดียวแล้วด้วย ในขณะที่แมวเริ่มจะโดนเกลียดและกำจัดหนัก ๆ ช่วงศตวรรษที่ 13 แต่ในทีนี้ถ้าไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่ารูปพวกนี้วาดช่วงไหนก็บอกไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหนอยู่ดี ในขณะเดียวกันภาพวาดเกี่ยวกับแมวที่แสดงให้เห็นเหตุการณ์ช่วงคนเกลียดแมวมีหลากหลายภาพ ทั้งวิธีการวาดแมวให้ดูน่ากลัว หรือภาพที่แสดงวิธีที่คนปฎิบัติต่อแมวในช่วงนั้นอะไรแบบนี้ 
    แมวเลียขนเลียก้นเพื่อทำความสะอาดก็จริง แต่ก็อาจจะตีความการเลียก้นนี้ไปถึงเรื่องเพศ เรื่องเซ็กส์ได้ด้วย ซึ่งช่วงนั้นถือเป็นบาป พอดีว่าช่วงยุคกลางเขาก็ไม่ได้มองว่าน้องแมวน่ารักน่าเอ็นดูเท่าไหร่ ออกจะมองว่าเป็นปีศาจ เกลียดแมวกันด้วย

    ที่ยุคกลางเกลียดแมวกันมากก็เพราะเชื่อกันว่าแมวเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย 

    เรื่องร้าย ๆ ของแมวถูกศาสนจักรช่วงยุคกลางปั่นขึ้นเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้กับกิจกรรมล่าแม่มด  เพราะก่อนหน้านี้ในวัฒนธรรมโบราณ แมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ้ำ หนึ่งในงานเขียนเกี่ยวกับแมวและความไม่ดีคืองานเขียนของวอลเตอร์ แมพ (Walter Map) พูดถึงการใช้แมวในพิธีชั่วร้าย และซาตานที่แปลงร่างตัวเองเป็นแมวดำ ถึงแม้จะไม่รู้ชัดว่าเรื่องมันจริงแค่ไหน หรือกระทั่งว่าเขาเขียนด้วยจุดประสงค์อะไร จะเล่าจริง ๆ หรือจะประชดเสียดสีก็ตาม ก็มีคนเชื่ออยู่ดีเพราะเรื่องนี้ถูกส่งต่อด้วยวิธีการเล่าปากต่อปาก 

    ในปี 1232 สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่เก้าได้ออกสารตราพระสันตะปาปา (Papal bull; เป็นเหมือนจดหมายราชโองการ) ชื่อว่า Vox in Rama ซึ่งเป็นสารตราพระสันตะปาปาฉบับแรกที่มีเนื้อหาส่วนที่โยงแมวเข้ากับพิธีกรรมของแม่มด โดยเล่าถึงปีศาจครึ่งคนครึ่งแมว บอกว่าพวกนอกรีตชอบมีเซ็กส์หมู่ กินเด็กทารก และบูชาแมวดำ

    ในยุคกลางคนเชื่อกันว่าแมวเป็นสัตว์ที่เลี้ยงให้เชื่องไม่ได้ แล้วก็นำแต่โชคร้ายมาให้ด้วย กระทั่งพฤติกรรมการจับหนูก็ยังถูกมองว่าเหมือนซาตานไล่ล่าดวงวิญญาณ ดังนั้นการฆ่าแมวนอกจากจะเป็นการเอาโชคร้ายออกไปแล้ว ยังเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อศาสนาด้วย

    ช่วงนั้นก็ฆ่าแมวกันจ้าละหวั่น ผลกระทบคือหนูเยอะขึ้น เชื่อกันว่าเชื้อโรคจากหนูเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้โรคระบาดที่เริ่มจะมีอยู่แล้วก่อนหน้านี้รุนแรงขึ้นด้วย แต่เนื่องจากสมัยนั้นคนก็ไม่ได้รู้ว่าโรคเกิดจากแบคทีเรีย ก็เลยยังเชื่อกันตามที่ศาสนจักรบอกว่ามันเป็นการลงโทษจากพระเจ้า และแมวที่อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้าก็ยังโดนฆ่าอยู่ดี   

    ส่วนที่แมวกลับมามีหน้ามีตาในสังคมได้ก็ต้องขอบคุณการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับศาสนาและแนวคิดของยุคเรืองปัญญา (Enligthenment) ในศตวรรษที่ 18 ที่เข้ามางัดกับศาสนจักรและสนับสนุนอิสระทางการตีความและความคิดให้มากขึ้นนั่นเอง


    จริงเปล่า

    แต่ว่าที่เล่ามาทั้งหมดก็มีข้อโต้แย้งเหมือนกัน สรุปข้อโต้แย้งออกมาสั้น ๆ ได้ว่า ไม่จริง 

    เรื่องแมวโดนฆ่ายกฝูงในยุคกลางมันเป็นเหมือนตำนานประวัติศาสตร์เทียม  (pseudo historical myth) ที่ไม่ได้มีข้อพิสูจน์จริง ๆ โดยหลายแหล่งข้อมูลนั้นอ้างอิงเรื่องแมวโดนฆ่าผ่าน Vox in Rama เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งตัวตราสารก็แค่เล่าเรื่องเกี่ยวโยงกับแมวเฉย ๆ จากนั้นก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไรแน่ชัดว่าคนยุคกลางออกไปฆ่าแมวเสียหน่อย และยังอ้างด้วยว่าตราสารมันส่งไปหาคนไม่กี่คนเองนะ  ไม่เพียงเท่านั้นตราสารนี้มันออกมานานมากก่อนที่จะมีโรคระบาดเสียอีก มันก็เลยดูไม่สมเหตุสมผลที่สองเรื่องนี้จะโยงกันเท่าไหร่

    ส่วนการตีความรูปผ่านมันก็มีผิดเพี้ยนต่างกันไป เช่นจะเห็นว่าแมวเลียก้นในบางภาพยู่กับแมวยืนสองขาที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ใช่ปะ มันก็ไม่ได้ดูนำเสนอว่าแมวชั่วตรงไหน ออกจะมีความสูงขึ้นมานิด ๆ ด้วยซ้ำ 
    ข้อโต้แย้งนี้รวมไปถึงถกเถียงเรื่องที่ถูกตีพิมพ์ในหนังสือบางเล่มด้วย เพราะตัวหนังสือเองก็อ้างอิงแหล่งข้อมูลแหล่งเดียวกันที่พอพยายามสาวความกลับไปแล้วก็ไม่เจออะไรยืนยันแน่ชัดอยู่ดี

    ซึ่งแน่นอนว่าบทความที่พูดเรื่องนี้ ทั้งบทความนี้ และบทความนี้ มันก็เป็นบทความที่เลือกนำเสนอข้อมูลเหมือนกัน ถึงแม้จะมีหลักฐานสนับสนุน แต่ในบางส่วนก็ไม่มี แล้วมันก็มีบางส่วนที่เป็นการตีความต่อเองของผู้เขียน ถ้ายกเอารูปถ่ายพร้อมการตีความอื่น ๆ มาแล้วมันก็มีทั้งส่วนที่คล้อยตามและขัดกันค่ะ  บทเรียนของวันนี้ก็คือไม่รู้ใครเชื่อได้บ้าง 5555 ประวัติศาสตร์มันก็มีหลายกระแสใช่ไหมคะ 

    ก็มีบางคนมองว่าอาจจะจริงก็ได้เรื่องฆ่าแมว แต่มันไม่เกี่ยวกับโรคระบาด หรือไม่ก็คนที่บอกว่ามันไม่จริงเลยซักฉากงี้

    ทุกคนก็ใช้วิจารณญาณแล้วกันนะคะ  จริง ๆ ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้เชี่ยวชาญ ไปอ่านมาอีกทีเหมือนกัน แค่อยากเอารูปแมวมาให้ดูเฉย ๆ 555555 






    References
    Ameatball. (2019, November 26). Medieval Paintings Were Filled With Cats Licking Their Own Butts. Retrieved from https://cheezburger.com/9799941/medieval-paintings-were-filled-with-cats-licking-their-own-butts

    Cats in the Middle Ages. (2019, May 20). Retrieved from https://www.ancient.eu/article/1387/cats-in-the-middle-ages/

    Medieval Cat Art Is Equally Hysterical And Perplexing. (2019, August 2). Retrieved from https://coleandmarmalade.com/2019/08/02/medieval-cat-art-is-equally-hysterical-and-perplexing/

    What is an illuminated manuscript? (n.d.). Retrieved from https://www.khanacademy.org/partner-content/getty-museum/getty-manuscripts/a/what-is-an-illuminated-manuscript

    ข้างหลังภาพน่าจะมีสองสามตอน จะเอาพวกรูปมีมภาพวาดยุคกลาง ไม่ก็รูปประหลาด ๆ มาลองดูว่ามันมีที่มาจากไหนค่า (แต่บางตอนก็ไม่รู้อยู่ดี เช่นตอนนี้ 5555) โดยจะเน้นเล่าสั้น ๆ พอ คือจริง ๆ อยากดูรูปเฉย ๆ 
    ตอนหน้าเป็นมีมที่เคยดังมากในโลกโซเชียล ลองทายดู อิอิ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in