ญี่ปุ่นครั้งนั้นGrabNGo
#4 คุณยายใจดีมีดอกลาเวนเดอร์
  • หลังจากที่ ลงรถผิดป้าย จนต้องเดินทะลุหมอกหนาแน่นตึ้บจนนึกว่าอยู่ในหนัง The Mist เดินผ่านทุ่งดอกไม้ ออกมาจนถึงเนินเขานิฮงไดระ ศิริรวมระยะทางราวๆ 1 กิโลเลตรได้(อันนี้เป็นความรู้สึก ไม่ได้วัด)

    ฉันก็ได้มายืนอยู่บนเนินเขานิฮงไดระ จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ที่แสนจะตระการตา อีกจุดหนึงของจังหวัดชิซุโอกะ ในกระทู้บอกไว้ว่า พอมาถึงให้มองหาศาลาสีเขียว แล้วขึ้ไปยืนดูภูเขาไฟฟูจิจากจุดนั้น 



    เอาล่ะ ศาลาสีเขียว...

    ฉันเดินวนไปวนมา อยู่นาน ก็ไม่พบศาลาสีเขียวที่ว่า มีแต่ศาลา สีขาว หลังคาสีแดง ที่ไม่มีตรงไหนเขียวเลยซักจุด 


    ช่างแมร่งเหอะ ตรงนี้ก็น่าจะสวยเหมือนกันแหละ


    ศาลา 2 ชั้นสร้างจากคอนกรีต แทรกตัวอย่างแข็งแกร่งอยู่ในดงต้นสน รายล้อมด้วยดอกไฮเดรนเยียสีน้ำเงิน แต่ก็นั้นมันก็มิได้ กระทำตัวเฉกเช่นสิ่งแปลกปลอม กลับสอดรับกับสภาพแวดล้อมที่มันอยู่ได้อย่างไม่เคอะเขิน ที่เสาสีขาวหม่น มีร่องรอยจากความชื้นอยู่ให้เห็น มอสต้นเล็กๆ เกาะกระจายอยู่ทั่วไป เป็นสัญญาณว่า ที่นี่ คงจะชื้นชุ่มฉ่ำอยู่ตลอดทั้งปี ซึ่งก็คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะในขณะที่ฉันยืนอยู่นี้ น่าจะเป็นฤดูร้อนของที่นี่ได้แล้ว แต่อากาศตรงนี้กลับเย็นมาก จนเกือบจะหนาวเสียด้วยซ้ำ


    ฉันสาวเท้าอย่างเหนื่อยอ่อน(ก็ใช่สิ เดินมาตั่งไกล ไม่เหนื่อยก็บ้าแล้ว) ขึ้นไปยังชั้น 2 ของเจ้าศาลานั้น 


    สัส!!! ที่เดียวกันเป๊ะ แมร่งเอาตรงไหนมาเขียววะ 


    ภาพที่ฉันกำลังมองอยู่นี้ กับภาพวิวที่มองจากศาลาสีเขียวในกระทู้ เหมือนกันเป๊ะ ไม่มีผิดเพี้ยน 


    ...นี่คงเป็นอีกหนึ่งสิ่งเมื่อเราอ่านเรื่องราวจากรีวิว ของคนอื่น กับเมื่อเราได้มายืนอยู่ในสถานที่แห่งนั้นจริงๆ ถึงแม้เราจะเดินทางซ้ำรอยใคร แต่เอาเข้าจริง มันไม่มีทางที่เรา กับเขา จะเจออะไรที่เหมือนกันเป๊ะๆ หรอก 


    เหมือนศาลาสีเขียว ของเขา แต่ของเรามันไม่เขียว


    ลมพัดเอาไอหมอกปลิวเป็นสายระไปตามยอดไม้ ดูเหมือนยืนอยู่บนก้อนเมฆ ฉันยืนถ่ายรูป ถ่ายคลิปอยู่นาน ก็ไม่มีวี่แววของเจ้าฟูจิซัง โผล่มาให้เห็น ไหนจะไร่ทุ่งชาเขียว สามล้านไร่ที่ฉันจะได้เห็นเป็นครั้งแรกอีก 


    แมร่ง นิฮงไดระ เดียวกันใช่ม๊ยวะเนี่ย…


    หรือจะมาผิดที่วะ อาจจะเป็นอีกฝากของภูเขาอะไรงี้ ถ้าเป็นแบบนั้นจะดั้นด้นไปต่อหรือจะกลับดีวะ 


    แล้วเอาดีๆ ภูเขาไฟฟูจิ อยู่ตรงไหน ณ จุดที่ฉันยืน บอกเลยว่าหลงทิสไปหมดแล้ว 


    ฉันยืนถ่ายคลิปไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จะทำอะไรต่อดี 


    เอาวะ ลองเดินสำรวจดูก่อนละกัน มีเวลาตั้งครึ่งค่อนวัน ไม่ได้รีบไปไหนนี่หว่า 




    ฉันเดินกลับมายังจุดที่เป็นร้านอาหาร พบแก๊งสาวๆ รุ่นใหญ่วัยเกษียร 4-5 คนกำลังนั่งจิบชา เม้ามอยกันอยู่ริมแปลงดอกลาเวนเดอร์ สีม่วงที่ชูช่อเอนตามลมเบาๆ ฉันเดินไปถ่ายรูปเจ้าดอกลาเวนเดอร์สีม่วงนั่น 

    เอาจริงๆ นี่ก็ครั้งแรกเหมือนกัน เกิดมาไม่เคยเห็นดอกลาเวนเดอร์ เคยแต่ได้กลิ่นจากยากันยุงที่เตี่ยจุดให้หมาตอนกลางคืน กลิ่นนี่แสบจมูกอย่าบอกใคร 


    คุณยายท่านหนึ่งในวงน้ำชา เห็นฉันก้มๆ เงยๆ ถ่ายรูปดอกลาเวนเดอร์ ก็ลุกเดินเข้ามาหา แล้วยายแกก็แร็ปเป็นภาษาญี่ปุ่นใส่ แววตาเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู…


    @#%@)$#^)@*#*%*@_#*



    อิฉันถึงกับแดกจุดไปเลยทีเดียว 


    หน้าฉันคงจะงง กว่าใครในจักรวาลนี้ คุณยายหัวเราะเบาๆ เอื้อมไปเด็ดช่อลาเวนเดอร์ แล้วส่งมาให้ฉัน ช่อนึง ฉันก็รับมา อย่าง งงๆ คุณยายยังคงแร็ปใส่ฉันด้วย ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ไม่มีอังกฤษปนแม้แต่คำเดียวเหมือนเดิม อีนี่ก็แดกจุดเหมือนเดิม

    ...


    ให้หนูทำไมเนี่ยยาย เดี๋ยวคนคิดว่าหนูแอบเด็ดนะ หนูจะซวยมั๊ย เนี่ยมันอยู่ในแปลงปลูกด้วย ใครปลูกไว้ก็ไม่รู้ มันต้องมีเจ้าของแน่ๆ เลย ตำรวจจะจับหนูมั๊ย หนูจะโดนขังคุกขี้ไก่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน หรือหนูจะโดนส่งกลับประเทศ โดนแบนไม่ให้เข้าประเทศนี้มั๊ยคุณยาย หนูจะโดนจับไปทำฮาราคิรี คว้านท้องมั๊ยคุณยาย…


    พอก่อน…


    ยายไม่ได้กล่าว


    ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้ว่า ฉันกำลังทำหน้ายังไง  แต่น่าจะเหวอแดกไปประมาณนึงแหละ คุณยายแกเอื้อมมือมาหยิบ ช่อลาเวนเดอร์ที่เพิ่งส่งให้เมื่อกี้ไปขยี้ๆ แล้วทำท่าดม แล้วยื่นให้ฉันดม ฉันรับมาดม ทีนี้คุณยายดีใจใหญ่

     

    เข้าใจกูซะทีนะมึง!!!



    แล้วยายก็แร็ปต่อ


    พอก่อนค่ะ หนูขอหยิบ Google translate แป๊บค่ะ 


    ฉันหยิบ โทรศัพท์ขึ้นมาเปิด App แปลภาษายอดฮิต(คนอื่นฮิตหรือป่าวไม่รู้ แต่ฉันฮิตมาก) เปิดโหมด Speaker แล้วยื่นให้คุณยายพูดใส่มันเลยค่ะ แร็ปมาเลยค่ะคุณยาย จัดหนักๆ ค่ะ 


    จากที่ยืนคุยกันข้างแปลงลาเวนเดอร์ ก็เปลี่ยนเป็นมานั่งร่วมปาร์ตี้น้ำชา กับแก็งค์คุณยาย พวกเราคุยกันเฮฮาเสียงดังลั่น หัวเราะกันจนน้ำหูน้ำตาไหล รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง(ส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่อง) แต่ก็ขำเจ้า App แปลภาษาที่แปลผิดๆ ถูกๆ กันจนหน้าแดง


    นอกจากน้ำชาที่ตั้งใจรินให้ฉันแล้ว ก็มีขนมอะไรซักอย่างคล้ายๆ ไดฟุกุแม่กุหลาบ แต่กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้จางๆ เวลาอยู่ในปาก คนตะกละอย่างฉันซัดไป 4-5 ชิ้นเห็นจะได้ 


    ขอโทษค่ะคุณยาย หนูหิว Y_Y


    ...ฉันมักจะเข้ากับคนแก่ได้ดีเสมอ…


    ทำไมฉันไม่เซลฟี่ กับพวกเขามาซักรูปวะ…


    เสียดายว่ะ…



    ฉันแยกจากแก๊งค์คุณยาย เดินตามทางมาทางด้านหลังเนินนิฮงไดระ ตามคำบอกเล่าของสาวๆ วัยใกล้เกษียร ทิวทัศน์ด้านหน้าเปลี่ยนเป็นโล่งกว้าง มองเห็นทะเลญี่ปุ่น อยู่ไกลๆ พร้อมกับแดดเที่ยงที่กำลังระอุ


    ฉันเดินตรงไปเรื่อยๆ อย่างมีความหวัง อ่าวซึรุกะค่อยๆ เผยตัวให้เห็นอยู่เบื้องล่าง พร้อมกับทุ่งชาสามล้านไร่ ที่ทำเอาฉันถึงกับแดกจุดไปเลย



    เรียกแปลงชา อะไรงี้เถอะจ๊ะ มันเล็กนิดเดียว เล็กมาก เล็กจนแบบ นี่พี่แกส่งออกชาที่ปลูกจากตรงนี้ได้เลยจริงๆ เหรอวะ เอาจริงดิ๊ 


    แต่ถึงยังไง ก็อดไม่ได้ที่จะถ่ายรูป กับไร่ชาไซส์มินิ นี่ไม่ได้หรอก จริงๆ คือ ก็ตื่นเต้นมาก ถ่ายทั้งวิดีโอและภาพนิ่งอ่ะ นานๆ จะมีคนขับรถผ่านมา แล้วก็เหลือบมองความงกๆ เงิ่นๆ ของฉัน กันแบบงงๆ คือที่บ้านไม่มีแบบนี้ไง ไม่เก็ตกันเหรอ


    ไร้วี่แววของเจ้าฟูจิซัง…


    เออไม่อยากดูแล้วก็ได้วะ ลีลา!

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in