ญี่ปุ่นครั้งนั้นGrabNGo
#3 รถเมญี่ปุ่น
  • วันนี้ในแพลน ฉันจะต้องไปทะเลสาบทานุกิ โดยต้องนั่งรถไฟย้อนกลับไปสถานีฟุจิโนมิยะ ที่ผ่านมาเมื่อคืนนี้ และต่อรถบัสขึ้นไปอีกที โดยจะมีการแวะไปเดินเล่นในศาลเจ้า Fujisan Hongu Sengen Taisha ก่อนเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย แต่ด้วยความชิว บวกกับมีฝนตกลงมาเล็กน้อย บวกความอ่อนล้าจากการเดินทางเมื่อคืนนี้ กว่าฉันจะตื่นก็ปาเข้าไป เกือบ 8 โมงแล้ว และรถบัสที่จะขึ้นไปทะเลสาบทานุกิมีเพียงรอบเดียวคือ 9 โมงครึ่ง ซึ่งฉันไปไม่ทันแน่นอน ถึงกระนั่นความล่กก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับฉันแต่อย่างใด เพราะก็แค่วันนี้ที่ตื่นสายล่ะน่า พรุ้งนี้ค่อยไปก็ได้

    ก็ไม่เห็นจะยากอะไร ฉันสลับเอาแพลนของวันพรุ้งนี้ มาเที่ยววันนี้ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยในแพลน ฉันจะต้องไปหาดมิโฮ หาดทรายสีดำที่เกิดจากหินภูเขาไฟ ที่ต้องเดินผ่านดงสนตามทางเข้าไป จนพบหาดทรายสีดำ ถ้าดูจากใน Google earth เมื่อเรายืนอยู่บนหาดทราย หันหน้าออกสู่ทะเล มองไปซ้ายมือ เราจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ โดยมีฉากหน้าเป็นชายหาดและทิวสน ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน

    ความจริงชิซูโอกะ อาจจะเป็นแค่ทางผ่าน ให้แวะพักแค่วันนึงก็น่าจะพอแล้ว ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวด้วยซ้ำ จากที่หาข้อมูลมา มีเพียงไม่กี่ที่ ที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นรวมถึงพิพิธภัณฑ์มารุโกะ ด้วยแต่ ฉันก็ไม่ได้ไป... (แล้วบอกทำไม)

    แต่มีที่นึงที่ฉันถึงกับตาลุกวาว เมื่อเห็นรูปในกระทู้นึง ตอนที่ฉันกำลังนั่งเคียวใส้กรอก กับยำวุ้นเส้นจืดๆ อยู่ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    ไร่ชานิฮงไดระ...

    ฉันเป็นคนนึงที่ชอบการดื่มชา ทุกประเภท ทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะชาไทย ชาญี่ปุ่น ชาจีน ชาอังกฤษ ชาอินเดีย ขอให้เป็นชา ได้หมดเลยจ๊ะ นายจ๋า ฉันดื่มชามาเยอะแยะมากมายหลายขนาน แต่ที่น่าตลกคือ ฉันไม่เคยเห็นต้นชาจริงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว และนี่จะเป็นโอกาสดีถ้าฉันจะเห็นชาเป็นไร่เลยนะเว้ย แถมมีแบ็คกราวเป็นภูเขาไฟฟูจิ และถ้าเดินเลยไปอีกนิด ก็จะเห็นท่าเรือชิมิซุ อยู่เบื้องล่าง อื้อหือ เป็นการเห็นไร่ชาครั้งแรกที่เว่อวังอลังการใช้ได้เลยว่ะ

    ต้องไปแล้วล่ะ…

    ฉันเลื่อนนัดเจ้าหญิงมิโฮ อย่างไม่ต้องคิด ฉันต้องไปไร่ชาก่อน ส่วนเธอ รอไปก่อนนะจ๊ะ

    ฉันเลือกเดินทางโดยรถเมท้องถิ่น สาเหตุเพราะ ใครๆ ก็แนะนำให้นั่งรถไฟ เพราะมันสะดวก และคนก็นิยมกันมาก แต่สำหรับนักเดินทางสายทุรกันดาร ทรมานบันเทิง อย่างอิฉันแล้ว รถไฟญี่ปุ่นนั้นนับว่าเป็นความสะดวกสบาย ไม่ท้าทาย และโคตรจะไม่ชาเลนจ์ (ได้เหรอ??)

    ฉันเดินสำรวจป้ายรถเม ที่อยู่ถัดออกมานอกตัวอาคารของสถานีรถไฟชิซูโอกะ อย่างใจเย็น ไม่มีใครรู้หรอกว่า จริงๆ แล้ว คือหาป้ายไม่เจอ ป้ายรถเม มีความคล้ายอนุสาวรีย์ที่ฉันมักจะเดินหลงทุกครั้ง แต่เล็กกว่า และมีแค่ครึ่งเดียวมีรถเมสลับสับเปลี่ยนกันเข้ามาจอดและออกไป คันแล้วคันเล่า

    ...แต่ฉันก็ยังไม่ได้ขึ้น

    ไอ้รถเมสาย 55 มันจอดตรงไหนวะ

    จากเดินหาเอง เป็นเริ่มเดินถามคนแถวนั้น จาก 1 คน เป็น 2 คน 3 คน เป็น 4-5 คน รุมอธิบายฉันด้วยภาษาญี่ปุ่น

    เอิ่มม...พี่คะ ฉันงงมากเลยค่ะ

    แล้วเจ้ารถเมสาย 55 ก็เข้าจอดที่ป้ายรถเมพอดี พี่สาวคนนึงในกลุ่ม 4-5 คนตรงนั้น รีบให้ฉันขึ้นรถไป ฉันก็วิ่งขึ้นมาอย่างงงๆ

    โดยเจ้ารถเมญี่ปุ่นจะขึ้นที่ประตูหลัง ตรงประตูจะมีตู้เล็กๆ จงหยิบตั๋วจากตรงนั้นค่ะ โดยในตั๋วจะมีหมายเลขปริศนาอยู่บนตั๋ว เมื่อเราขึ้นมาบนรถแล้ว จะมีจอแสดงค่าโดยสาร และไอ้เจ้าหมายเลขปริศนานี้จะมีความสัมพันธ์กับเลขบนจอ เลขด้านบนจะตรงกับเลขปริศนาบนตั๋วเรา ส่วนเลขด้านล่างคือค่าโดยสาร ที่แปรผันตามระยะทาง พอถึงป้ายที่เราจะลง เราก็เดินลงทางหน้ารถ โดยจะมีกล่องสำหรับใส่ค่าโดยสารอยู่ใกล้ๆ คนขับ และให้เราหยอดเหรียญไปตามราคาค่าโดยสารบนจอ หยอดให้พอดีนะคะ หยอดเกินไม่ทอนนะจ๊ะ

    เฮ๊ย แล้วถ้าเราไม่มีเหรียญล่ะ ทำไง

    ไม่ต้องล่กไปจ๊ะ ตรงข้างๆ คนขับอีกแล้ว จะมีตู้สำหรับแลกเหรียญอันนี้คือ ประทับใจ เมื่อเราหยอดธนบัตรเข้าไปก็จะได้เหรียญออกมา อีนี่ก็หยอดเพลินเลยจ๊ะ เหรียญเหลือกลับมาเพียบเลยจ๊ะ

    เมื่อมาคิดๆ ดูแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะไม่เกิดขึ้นได้เลย ถ้าฉันไม่ลืม pass ไว้บนหลังตู้เย็น ลืม pass มันก็ไม่เลวนะ

    ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือ ฉันไม่ได้หลับเลย 2 ข้างทางเปลี่ยนไปตลอดเวลา มีอะไรให้ดูละลานตา ไม่น่าเบื่อ รถก็ไม่ติด อากาศก็ดี แอร์ก็เย็นกำลังดี โอ๊ย อะไร ก็ช่างเพอร์เฟ็กไปหมด บ้าจริง

    เอาล่ะ ไร่ชาสีเขียวกว้างใหญ่ไพศาล ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ ฉันจะได้ไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว…

    รถเมพาฉันลัดเลาะขึ้นมาบนภูเขา เลี้ยวซ้ายทีขวาที ภูมิทัศน์ข้างทางเหมือนเรากำลังเดินทางเข้าสู่ป่าดงดิบลึกเข้าไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ รถเมจอดเทียบข้างๆ อาคารแห่งหนึ่งเพ่งตามองตัดหมอกหนาๆ อยู่พักใหญ่ ก็รู้ว่าน่าจะเป็นโรงแรม มีคุณลุงคนหนึ่งเดินลงรถมาพร้อมกับฉัน และหายเข้าไปในโรงแรมอย่างรวดเร็ว

    ลุง...กลับมาก่อน

    แล้วโรงแรมอะไรมันมาเปิดบนภูเขา กลางป่าอย่างงี้วะ ฉันลองเดินสำรวจดูรอบๆ ก็ไม่ได้เห็นอะไรมากไปกว่า หมอกที่ลงหนามาก ลานจอดรถที่เต็มไปด้วยหมอก ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในระยะ 1 เมตรรอบตัวฉันแม้แต่หน่วยเดียว...


    ฉันยืนหันหน้าหันหลัง เคว้งคว้างอยู่ครู่ใหญ่ ไม่รู้จะเอายังไงดีกับชีวิต จะกลับก็ไม่ได้ มันไม่มีรถเว้ย รถเมคันที่มาก็หายไปกับสายหมอกแล้ว จะไปต่อก็ไม่รู้จะไปทางไหน บ้าจริง นี่กูมาทำอะไรที่นี่วะเนี่ย...

    ฉันตัดสินใจเดินฝ่าหมอกหนาไปที่โรงแรม มันต้องมีใครซักคนอยู่ตรงนั้นบ้างแหละ อย่างน้อยก็ต้องมีลุงคนที่ลงรถมาพร้อมฉัน คุณลุงคนนั้นต้องอยู่ในนั้นแน่ๆ

    ฉันเดินมาจนถึงหน้าโรงแรม ประตูบานใหญ่ปิดสนิท ไม่มีคน…

    ฉันผลักประตูบานใหญ่นั้น เข้าไปข้างใน ล็อบบี้ว่างเปล่า ไม่มีคน…

    เฮ๊ย...อะไรวะเนี่ย ผีหลอกเหรอ ไม่กลัวหรอกนะ บอกไว้เลย

    ฉันยืนเคว้งคว้างอยู่ที่ล็อบบี้พยายามมองหาป้ายอะไรซักอย่างก็ได้ ที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่ทุกสิ่งรอบตัวฉันตอนนี้มีเพียง ภาษาญี่ปุ่น ความอ้างว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช่สิ หายกันไปหมดเลย ใช่ซี๊…

    ในขณะที่ฉันกำลัง ใช่ซี๊ ใส่ทุกสิ่งรอบตัว ก็มีพนักงานสาวสวยนางหนึ่ง วิ่งกระหืดกระหอบ มาจากทางประตูอีกฝั่ง ถามฉันว่า มาร่วมสัมมนาใช่มั๊ย

    ฉันจะไป นิฮงไดระ

    พนักงานสาวสวยทำหน้างง

    เอาแล้ว…

    ลองพูดใหม่อีกทีซิ

    ไอแอม โกอิ้ง ทู นิฮงไดระ นิ..ฮง ได ระ

    หน้ายิ่งงงหนักกว่าเดิม

    โอเค เอารูปให้ดูเลยละกัน

    โอ้ว นิฮงไดระ !! โอเค หล่อนลงผิดป้ายแล้วล่ะ แต่ก็ไม่ไกลหรอก เดินตามทางไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ

    เออ โล่งใจ นึกว่าผิดไปไกล แต่เดี๋ยวนะ มันออกเสียงต่างจากที่ฉันออกเสียงเมื่อกี้ยังไงวะ



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in