My First Storywaytoooofar
ก็คงปกติมั้ง
  • 25 Feb 2020
    02:25

    อีกสี่ชั่วโมง พ่อกับแม่ต้องตื่นไปโรงพยาบาลจุฬาฯ

    เราเพิ่งพักอ่านหนังสือ เหลือเวลาให้นอนอีกสี่ชั่วโมง ความคิดฟุ้งในหัว นอนไม่หลับ ต้องลุกขึ้นมาเขียนเก็บให้จบ

    วันนี้แม่บอกกับเราว่า พรุ่งนี้จะได้รับเคมีบำบัดเป็นครั้งสุดท้าย (สุดท้ายรอบที่สอง) แล้ว อาจารย์หมอบอกว่าหายแล้ว แต่ก็ต้องรับอีกครั้งเพื่อความชัวร์ ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติแล้ว

    หลังจากฟังแม่บอก เราอาบน้ำ ย้อนคิดว่านี่มันนานแค่ไหนแล้ว ตั้งแต่ที่แม่เริ่มป่วย

    ออกจากห้องน้ำ เห็นพ่อนวดเท้าให้แม่ สีหน้าพ่อมีความสุข ส่วนแม่ดูเป็นกังวล

    “ทำคีโมทีนึงเหมือนตายทั้งเป็น ไม่รู้ตายจริง ๆ จะทรมานเท่านี้ไหม”

    แม่เคยบอกเราแบบนี้ ก็คงจะจริง แม่ที่แทบไม่เคยบ่นกับอะไรเลยก็ยังออกอาการอิดออดทุกครั้งที่ต้องรับเคมีบำบัด เกือบจะถอดใจเลิกรักษาก็หลายครั้ง

    .

    ความสัมพันธ์ในครอบครัวเราแตกร้าวมาตั้งแต่จำความได้ เราไม่โทษใคร ทั้งคู่ทำหน้าที่พ่อและแม่ได้ดีมาก ๆ มาตลอด เขาอาจจะแค่ไม่เหมาะกับการเป็นสามีภรรยากัน

    เราทำความเข้าใจแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อโตในระดับหนึ่งถึงรู้สึกตัวว่านี่มันไม่ใช่ความเข้าใจ เราแค่สร้างมันไว้เพื่อปกปิดแผลในใจให้มิดชิด กดทับมันไว้จนวันหนึ่งมันโผล่ออกมา

    เราเป็นซึมเศร้าตอนอายุ 15 เข้ารับการรักษาตอนอายุ 16

    เราในตอนนี้รู้ดีว่าไม่ใช่ความผิดใคร ปัจจัยทุกอย่างบังคับให้เราต้องเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อเติมเต็มความรักที่ขาดไปให้กับแม่ โดยที่ตัวเราเองก็ยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจอะไรได้ดี

    พ่อไม่ผิด แม่ก็ไม่ผิด เราทุกคนต้องพลาดกันบ้างเพื่อเรียนรู้ต่อไป

    ตอนที่เราป่วย โรคของเรายังถูกมองว่าเป็นโรคขี้แพ้อยู่ คนส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจ นั่นรวมไปถึง ตัวเรา ครอบครัว และเพื่อนรอบ ๆ ตัว ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

    เราพยายามอย่างมากที่จะรักษาตัวให้หาย แต่เราไม่เข้าใจตัวเอง และเรารู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรา

    แม่มองเห็นเราเป็นที่ยึดเหนี่ยวมาตลอด ที่ผ่านมาไม่ว่าจะร้ายหรือดีขนาดไหน เราผ่านมาด้วยกันกับแม่เสมอ แต่ไม่ใช่ตอนที่ป่วย เราไม่ต้องการให้ใครเข้ามาช่วย หรือมองว่าเราน่าสงสาร

    แม่หมุนเคว้งอย่างหนักตอนที่เราป่วย โดยที่เราไม่เคยรู้ตัวเลย

    .

    หลังจากเราหายป่วยได้ไม่ถึงปี แม่เริ่มมีอาการคล้ายท้องเสียอย่างหนัก ภาพตอนที่แม่หมดสติต่อหน้าต่อตายังฝังใจเราเสมอ เราปะติดปะต่อเหตุการณ์นั้นไม่ละเอียด แต่การต้องอุ้มแม่ที่หมดสติไปส่งโรงพยาบาลเป็นอะไรที่เราไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัว

    แม่แข็งแรงมาก กินแต่อาหารดี ๆ ออกกำลังกายเป็นประจำ ตรวจสุขภาพตามกำหนด แม่ไม่มีทางเป็นโรคร้ายแรง

    .

    ลุงต้อย อาจารย์หมอรุ่นน้องพ่อบอกว่าแม่เป็นมะเร็ง เริ่มที่ลำไส้ใหญ่ ลามไปตับ ไปปอด รังไข่ ไต อีกหลายอวัยวะอย่างละนิดละหน่อย พ่อหน้าซีดเป็นกระดาษ คุณยายล้มทั้งยืน เราจำอาการตัวเองไม่ได้ แต่พ่อบอกว่าเราไม่ยอมคุยกับใครเลย

    สาเหตุของมะเร็งไม่มีชัดเจน แต่ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาแม่กินได้น้อย พักผ่อนน้อย ขับรถขึ้นลง กรุงเทพฯ-เพชรบุรี เกือบทุกวัน เพราะเราป่วย และตัวเองมีงานที่ยังต้องทำ

    แม่มีปัญหาเข้ามากระทบหลายด้าน เราที่เคยอยู่ข้างแม่มาตลอดก็ไม่ได้อยู่ที่เดิม แม่พยายามจะทำความเข้าใจโรคซึมเศร้า แต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่จะเข้าใจได้ง่าย ๆ สุขภาพแม่แย่ลงตอนนั้น และคงเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่มะเร็งก่อตัวจนลามไปเกือบทุกอวัยวะภายใน

    .

    นั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเรา เราเข้าออกโรงพยาบาลเป็นปี ๆ จนหลับตาเดินได้ ภาพสถานีบีทีเอสศาลาแดงในความทรงจำของเราคือภาพที่เบลอด้วยม่านน้ำตา การร้องไห้บนบีทีเอสทุกเย็นเป็นเรื่องปกติของเราอยู่นาน การเดินร้องไห้รอบโรงพยาบาลก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดสำหรับเราเช่นกัน

    ในขณะที่เรากำลังมองว่าทุกอย่างแย่ลง ช่วงเวลาที่แม่ป่วย เป็นช่วงที่เรากับพ่อได้สนิทกัน เราไม่เคยได้คุยกับพ่อเกี่ยวกับเรื่องความรู้สึก เรื่องความสัมพันธ์ พ่อมีเวลาให้เราไม่มาก ที่ผ่านมาคุยกันแค่เรื่องสนุกสนานผิวเผินรอบตัวเท่านั้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์ต่าง ๆ แย่ลง แม่เป็นผู้ปกครองของเรามาเสมอ รับส่งไปนู่นมานี่ งานโรงเรียนไม่ว่าจะวันพ่อหรือวันแม่ก็จะเป็นแม่เสมอที่มา (หรือในบางครั้งก็ไม่มีใครมาเลย) พอแม่ป่วย พ่อก็เพิ่งเริ่มที่จะได้ทำหน้าที่ผู้ปกครองจริง ๆ ตอนเราอยู่ม.5

    พ่อไม่เคยได้ลองทำอะไรที่แม่ทำมาตลอด อาจจะประหลาดสำหรับครอบครัวอื่น แต่เราเพิ่งมารู้สึกผูกพันกับพ่อจริง ๆ ตอนม.5

    บ้านเริ่มกลับมาเป็นบ้าน ในตอนที่เราไม่รู้ตัว

    .

    มองไม่เห็นโอกาสที่แม่จะรอดได้เลย พ่อที่เป็นหมอเองก็ยังร้องไห้ ครอบครัวเราทำผิดพลาดต่อกันและกันมาหลายครั้ง เราไม่เคยจะยอมให้อภัยกันหรือเจรจากันด้วยความรัก จนวันที่ความตายเหมือนห่างจากเราแค่ประตูกั้น เราทุกคนเพิ่งรู้สึกตัวตอนนั้น

    .

    เราโตขึ้นเยอะมากจากเวลาที่ผ่านไปแค่สองปี ต่างจากตอนเด็กที่เติบโตแบบกดทับความเสียใจไว้จนเป็นผลเสีย คราวนี้เราเข้าใจแล้ว การเติบโตที่แท้จริงคือการยอมให้ตัวเองได้เสียใจในเรื่องที่ต้องเสียใจ แก้ปัญหาเท่าที่ตัวเองพอจะทำได้ และช่างแม่งในเรื่องที่เกินกำลังตัวเอง เราเริ่มทำใจยอมรับในเรื่องต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ รับมือกับตัวเองและคนรอบ ๆ ตัวได้ดีขึ้น โตเป็นผู้ใหญ่แบบที่ตัวเองในอดีตก็คงไม่คาดคิดเลยว่าเราจะมาถึงตรงนี้ได้

    อาการแม่ดีขึ้น หายแล้ว แต่คงไม่หายขาด

    .

    สิ่งที่คาดไว้เป็นจริง แม่กลับมาป่วยอีกครั้ง คราวนี้เราทุกคนจัดการอะไรต่าง ๆ ได้ดีขึ้นมาก ไม่สติแตกพร่ำเพื่อกันแบบคราวแรก แต่ก็มีช่วงที่ยากลำบากเข้ามาเรื่อย ๆ รับเคมีบำบัดแต่ละครั้ง กลับมาถึงบ้านจะเหมือนไปออกรบกันทั้งสัปดาห์ แม่อาเจียนวันละหลายครั้ง เจ็บปวดตามตัว งานบ้านที่เรากับพ่อไม่เคยได้ทำก็มาเริ่มกันคราวนี้ล่ะ มีเข้าพักโรงพยาบาลบ้างในช่วงที่อาการทรุดหนัก แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้เหนื่อยมาก คงเป็นเพราะชินแล้ว ทำแบบนี้แทบทุกวันกันมาสามสี่ปีแล้ว

    .

    แม่หายแล้ว ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติ

    ปกติที่ว่า เราจำไม่ได้แล้ว มันผ่านมานานมากแล้วก่อนที่แม่จะป่วย พอคิดแบบนี้เราถึงได้มาย้อนคิดว่าที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาบ้าง แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราบ้าง

    เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ชีวิตคนเราเปลี่ยนทุกวัน, เรื่องที่แย่มาก ๆ ในตอนนี้ก็คงไม่ได้แย่เสมอไป, ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลทั้งนั้น และทุกอย่างที่เข้ามา ไม่ว่าดีหรือร้ายก็ล้วนทำให้เราเติบโต

    เราตอนห้าขวบ ฟังพ่อแม่ทะเลาะกันที่สวนสัตว์ คงไม่ได้คิดว่าพ่อแม่จะเริ่มพูดคุยกันดี ๆ ได้ตอนเราอายุสิบหก
    เราตอนแปดขวบ ยืนกอดตุ๊กตาดูพ่อแม่แยกห้องนอนกัน ตอบคำถามว่าเลือกจะนอนกับแม่หรือพ่อ คงไม่ได้คิดว่าพ่อกับแม่จะจดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งตอนเราอายุสิบเจ็ด
    เราตอนเก้าขวบ ถักโครเชต์เป็นงานอดิเรก ต้องผิดหวังแน่ ๆ ที่เราในอายุยี่สิบกระดกเหล้าคนเดียวค่อนขวด
    เราตอนอายุสิบสาม รับรางวัลเพชรยอดมงกุฎคณิตศาสตร์ คงไม่ได้คิดว่าจะสอบตกคณิตศาสตร์เพิ่มเติมเกือบจะตลอดชีวิตม.ปลาย
    เราตอนอายุสิบสี่ มองแม่วิดพื้นในห้องรับแขก คงไม่ได้คิดว่าอีกไม่กี่ปีต่อมาแม่จะเป็นมะเร็ง
    เราตอนอายุสิบห้า นั่งรถแม่เข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้คิดเลยว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงจะสอบติดเตรียมอุดม
    เราตอนอายุสิบหก คิดจะฆ่าตัวตาย หาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ เราตอนนี้ก็ยังหาทางที่เหมาะกับชีวิตเราไม่ได้ แต่เราจะลองไปต่อดูก่อน
    เราตอนอายุสิบเจ็ด นอนข้างเตียงผู้ป่วย ไม่มีแม้แต่ความหวังว่าแม่จะหายป่วย

    เราตอนอายุยี่สิบ นั่งพิมพ์ข้อความนี้อยู่ ไม่รู้เลยว่าหลังจากไปนอนแล้วพรุ่งนี้ตื่นมาจะเจออะไรบ้าง ไม่รู้ว่าตอนอายุสามสิบได้แต่งงานหรือยัง ไม่รู้ว่าตัวเองตอนอายุห้าสิบเป็นมนุษย์ป้าหรือเปล่า ไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงอายุหกสิบแน่ไหม

    ปกติคืออะไรกันแน่ มันคงไม่มีอะไรกลับเป็นเหมือนเดิมได้หรอก เราคิดว่ามันมีแต่การเดินไปต่อก็เท่านั้น ต่อให้ย้อนกลับมาเลือกทางเดิมก็ยังถือเป็นการไปต่ออยู่ดี เลือกทางเดินเดิมกี่ครั้ง รอยเท้าที่ก้าวไปก็ไม่เคยซ้ำเดิมอยู่ดี

    ทางข้างหน้ามันอาจจะไม่ได้ดีไปกว่าทางที่เราเดินอยู่ตอนนี้ อาจจะวกไปวนมาจนเราอยากจะลงข้างทางก็ได้ แต่เราก็ยังอยากรู้ว่าพระเจ้าทรงเตรียมอะไรไว้ให้เราในทางข้างหน้าต่อ ๆ ไปอีก การลงข้างทางคงไม่ใช่ความคิดที่ดี

    ก็คงปกติมั้ง ปกติของชีวิตก็คงเป็นการไม่ได้อยู่ที่เดิมตลอดไป

    ขอให้สนุกกับชีวิตที่คุณใช้อยู่ ต่อให้จะดีหรือร้าย ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เรายังได้ตื่นมาหายใจเพิ่มอีกหนึ่งวัน

    @waytoooofar
    25 Feb 2020
    03:02
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in