Fanfic Compilationmoneymonday
[ตัวร้ายอย่างข้าจะหนีเอาตัวรอดยังไงดี | ปิงจิ่ว] Festered

  • *เนื้อเรื่องเสริมจากมุมมองของลั่วปิงเหอ > Fettered


    ถึงแม้ราชามารลั่วปิงเหอจะมีภรรยาอยู่กว่าแปดร้อยคน อีกทั้งยังมีกิจกรรมยามค่ำคืนอยู่ไม่ขาด ทว่าจำนวนบุตรธิดากลับน้อยนัก ทั้งวังมารอันกว้างใหญ่แห่งนี้มีเด็กน้อยอยู่เพียงเก้าคนเท่านั้น

    เก้าคนนี้แท้จริงนับเป็นจำนวนไม่น้อย และยังเรียกได้ว่ารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เพียงแต่เมื่อเทียบกับท่านน้าและท่านป้าที่มีอยู่เป็นร้อยๆ พวกเขาเก้าคนก็กลายเป็นส่วนน้อยไปโดยปริยาย


    ท่านแม่ใหญ่ทั้งดุทั้งเข้มงวด เทียบกับท่านน้าหนิงที่ชอบแจกขนมลูกอมและของเล่นแล้วก็ต่างกันลิบลับ ในขณะที่ท่านป้าฉินทั้งสองแม้จะอ่อนโยนใจดี แต่คนหนึ่งก็แฝงความสุภาพไว้ตัวอย่างชวนกระอักกระอ่วน ส่วนอีกคนก็มีรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจแปลกๆ ทำให้ลั่วชิงหยวนในฐานะพี่ชายคนโตต้องพยายามกันน้องๆ ที่ยังไม่รู้ความทั้งหลายให้เว้นระยะห่างจากตำหนักนั้นไว้


    นอกเหนือจากท่านน้าหนิงแล้ว ท่านป้าชิวก็เป็นอีกคนหนึ่งที่พวกเขาชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องชิงชีที่ติดอกติดใจสวนดอกไม้ของท่านป้ามากเสียจนแทบไม่ยอมไปไหน ตรงกันข้ามกับน้องชิงหัวที่รังเกียจรังงอนตำหนักนั้นมากเสียจนต้องช่วยกันฉุดกระชากลากถูเข้าไปด้านใน


    เพราะน้องทั้งแปดคนของเขามีความชอบความชังที่แตกต่างหลากหลายและซ้อนทับกันยุ่งเหยิงอย่างนี้ ลั่วชิงหยวนจึงต้องพยายามอย่างหนักที่จะหาจุดกึ่งกลางที่ทุกคนสามารถอยู่กันอย่างสบายใจ


    เขาเคยพยายามแบ่งกันออกเป็นกลุ่มย่อยๆ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะทุกคนต่างติดกันและกันเป็นตังเม อย่างเช่นว่า ถึงน้องชิงหัวจะไม่ชอบตำหนักท่านป้าชิวเอามากๆ แต่เมื่อไหร่ที่น้องชิงชีไปขลุกอยู่ที่นั่นก็จะยอมอดทนยืนรออยู่หน้าประตูแต่เช้าจรดเย็น


    หรือตอนที่น้องหกอยากซ้อมกระบี่ด้านนอก น้องสามที่อยากนอนอ่านหนังสืออยู่เฉยๆ ใจจะขาดก็ยังอุตส่าห์ไปขุดกระบี่ของตัวเองออกมาจากก้นหีบเพื่อเป็นคู่ซ้อมให้ โดยที่มีผู้ชมอีกเจ็ดคนนั่งมองตาปริบๆ


    ...โชคดีที่วันหนึ่งพวกเขามัวเล่นซนกันจนไปพบป่าไผ่ที่อยู่ลึกหลังวังเข้า...


    บรรยากาศในป่าไผ่แตกต่างจากสถานที่อื่นๆ โดยสิ้นเชิง มันทั้งสว่างสดใส มีสายลมเย็นหอบกลิ่นหอมสดชื่นโชยมาปะทะจมูกอยู่เป็นระยะ และถึงแม้ลั่วชิงหยวนจะไม่เคยเห็นต้นไผ่มาก่อน เด็กชายก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าต้นไผ่เหล่านี้เขียวชอุ่ม งอกงามเสียจนดูราวกับเป็นภาพลวงตา


    พวกเขาพี่น้องต่างใจกล้าด้วยสายเลือดมารฟ้าเสี้ยวหนึ่งในตัว ทำให้แม้กำลังหลงทางแต่ก็ยังอยากรู้อยากเห็นจนอดจะยิ่งอยากเดินสำรวจไม่ได้


    ลั่วชิงหยวนเดินนำ มุ่งหน้าลึกเข้าไปด้านในจนกระทั่งดงไผ่เริ่มเปิดโล่งออกเป็นลาน กลางลานนั้นมีกระท่อมเล็กหลังหนึ่งตังอยู่


    เมื่อเดินเข้าไป ก็จึงค่อยเห็นเงาสีเขียวอ่อนร่างหนึ่งอยู่ในหมู่ต้นไผ่


    พวกเขาเข้าไปใกล้ขึ้น รายละเอียดของบุคคลปริศนาก็ค่อยแจ่มกระจ่าง พอให้มองออกว่าเห็นชายผู้หนึ่ง รูปร่างผอมสูง เรือนผมดำขลับรวบอย่างง่ายๆ ล้อมกรอบใบหน้าหมดจด ไม่มีเครื่องประดับหรือประทินโฉมอย่างที่เห็นในวังจนคุ้นตา และยังไม่มีกลิ่นหอมฟุ้งใดอื่นนอกเหนือจากกลิ่นใบไผ่


    ลั่วชิงหยวนชะงักไปแวบหนึ่ง อาจจะเพราะแปลกใจ ประหลาดใจ แต่ที่แน่ๆ ย่อมไม่ใช่เพราะตกตะลึง


    ในภพมารมีคนหน้าตาสวยหล่อล่มเมืองเต็มไปหมดอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาเก้าพี่น้องจึงไม่มีใครแม้แต่จะกะพริบตาให้กับรูปโฉมของชายคนนั้น


    เพียงแต่บนร่างในชุดเขียวอ่อนนั่นกลับเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้กลิ่นอายของเขาแตกต่างออกไป...


    ไม่ได้งดงามหรือเปี่ยมเสน่ห์สะกดใจ แต่กลับดูสูงส่งอย่างไม่อาจละสายตาได้โดยแปลกประหลาด


    ชายคนนั้นหันมาเห็นพวกเขา สีหน้าพลันตกตะลึง “พวกเจ้า...”


    ลั่วชิงหยวนขบคิด เด็กน้อยวัยสิบขวบปีพยายามสวมบทบาทเป็นผู้ใหญ่เกินตัวอย่างยิ่ง เลียนแบบท่าทางของท่านพ่อในยามประชุมขณะชั่งน้ำหนักในใจว่าควรพูดคุยกับคนแปลกหน้าดีหรือไม่...


    แต่ดูเหมือนน้องชิงหัวจะช่วยตัดสินใจให้ไปก่อนแล้ว ด้วยการโพล่งออกมาอย่างกระตือรือร้นว่า


    “ข้าชิงหัว จะเรียกว่าเสี่ยวหัวก็ได้นะ”


    จากนั้นน้องสี่และน้องห้าก็แนะนำแบบเดียวกันตามไปติดๆ เช่นเดียวกันกับน้องชิงชีและชิงเกอที่ถึงจะเขินอายแต่ก็พยายามเลียนแบบพวกพี่ๆ อย่างขันแข็ง


    “ข้าชิงชี ปีนี้ก็จะห้าขวบแล้ว”


    “ขะ ข้า...ชื่อชิงเกอ...”


    ลั่วชิงหยวนอยากจะถอนหายใจดังๆ แต่เพราะถูกท่านแม่ใหญ่อบรมมาอย่างเข้มงวดจึงข่มความรู้สึกนั้นไว้ หันไปประสานมือให้กับอีกฝ่าย


    “ข้อลั่วชิงหยวน เด็กทั้งแปดคนนี้เป็นน้องของข้าเอง พวกเราต้องขออภัยที่เข้ามารบกวนท่านผู้อาวุโส”


    ชายเจ้าของกระท่อมไม่เอ่ยอะไรตอบ นิ่งเงียบอยู่สองนานเสียจนลั่วชิงหยวนหวั่นใจว่าจะถูกถือสาหาความเข้าจริงๆ


    ความวิตกกังวลทำให้เหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากและเปียกชุ่มเต็มแผ่นหลัง เด็กหนุ่มกำลังหวาดหวั่นไปถึงขั้นลงไม้ลงมือต่อสู้พอดีเมื่อคนตรงหน้าเปิดปากขึ้นในที่สุด


    “ข้า...” เสียงทุ้มต่ำแผ่วเบา ติดจะพร่าน้อยๆ เหมือนคนที่ไม่ได้ใช้เสียงมานาน “เรียกข้าว่าเสิ่นจิ่วก็พอ”


    “ท่านผู้อาวุโสเสิ่น” ลั่วชิงหยวนตอบรับ พยายามทำท่าทางให้ดูเคารพนบนอบอย่างเป็นทางการที่สุดเท่าที่จะทำได้


    ผู้อาวุโสท่านนี้ดูคล้ายมีบางอย่างในใจนัก ชายหนุ่มมองเขาเงียบๆ อยู่กว่าครู่ใหญ่ก่อนที่ในที่สุดจะเอ่ยออกมาช้าๆ


    “แม่ของพวกเจ้าคือใคร?”


    ลั่วชิงหยวนงุนงงกับคำถามที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนั่นแวบหนึ่ง แต่ความคิดง่ายๆ ของเด็กน้อยก็ ‘เข้าใจ’ ได้อย่างรวดเร็วว่าเหล่าฤๅษีเร้นกายในนิยายก็ล้วนมีนิสัยแปลกๆ กันทั้งนั้น


    “พวกเราแม้จะถือกำเนิดกันต่างแม่ แต่ก็ล้วนนับถือท่านแม่ใหญ่เป็นมารดาคนเดียวกัน”


    น้องสามพยักหน้า “ท่านแม่ใหญ่ของพวกเราแซ่หลิ่ว นามหมิงเหยียน”


    อีกฝ่ายนิ่งงันไปครู่ใหญ่อีกครั้ง


    “หลิ่วหมิงเหยียนอย่างนั้นหรือ...”


    “ท่านก็รู้จักท่านแม่ใหญ่ด้วยหรือ?” น้องชิงหัวรีบถามอย่างตื่นเต้น


    ผู้อาวุโสเสิ่นหันไปตามเสียงคำถามนั้น แววตาใสกระจ่างเรียบเฉยราวกำลังมองเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่ง ลักษณะท่าทางตรงข้ามกับรอยยิ้มใจดีที่เหล่าท่านป้าท่านน้าในวังมักมีให้


    แต่ก็คงเพราะความแตกต่างนั้นถึงทำให้น้องๆ ของเขายิ่งสนใจ


    อีกฝ่ายกำลังจะกล่าวตอบ เมื่อจู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง



    “พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่”



    ท่าทางใจลอยเมื่อกี้หายวับ สีหน้าของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระด้างเย็นชา


    “ลั่วปิงเหอ”


    “ท่านพ่อ!”


    “ท่านพ่อ!!”


    “ทะ ท่านพ่อ...!”


    ลั่วชิงหยวนลอบมองใบหน้าของเสิ่นจิ่วด้วยความฉงนอีกแวบหนึ่ง ก่อนจะทำความเคารพอย่างเป็นทางการขณะเอ่ยขานว่า


    “ท่านพ่อ”


    ลั่วปิงเหอยืนอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก ร่างสูงสวมอาภรณ์ทางการสีดำ ปักดิ้นเลื่อมลายงามตาสมศักดิ์ ในมือข้างหนึ่งถือซินหมัว ในดวงตาลึกล้ำทว่าปราศจากความอบอุ่นอย่างที่ควรจะมีโดยสิ้นเชิง


    พวกเขาทั้งเก้าเป็นทายาทที่มีจำนวนอยู่น้อยนิดขององค์ราชามารก็จริง แต่นอกเหนือจากการปรนเปรอตามสมควรแก่ฐานะองค์ชายองค์หญิงแล้ว ความสัมพันธ์ฉันครอบครัวระหว่างบิดาและบุตรกลับมีเพียงน้อยนิด


    ถ้าหากลั่วชิงหยวนอายุมากกว่านี้ เขาอาจจะเริ่มตั้งคำถามว่าบิดาจะให้พวกตนเกิดมาทำไม แต่เพราะเด็กน้อยเพิ่งอยู่บนโลกนี้มาได้เพียงทศวรรษเดียว ในความคิดจึงมีเพียงแต่ต้องการความรักใคร่เอ็นดูเท่านั้น


    “เป็นเพราะลูกดูแลน้องๆ ได้ไม่ดี จึงพลั้งหลงทางจนมารบกวนท่านผู้อาวุโสเสิ่นเข้า...”


    เขายังพูดไม่ทันจบ น้องเจ็ดที่ยังเล็กเกินกว่าจะอ่านบรรยากาศออกก็พลันทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า


    “ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านอาวุโสเสิ่นเป็นใครหรือขอรับ? มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วทำไมถึงอยู่คนเดียวกลางป่าแบบนี้ด้วย?”


    เด็กชายแอบสังเกตสีหน้าของเสิ่นจิ่วอีกครั้ง เห็นคิ้วเรียวขมวดชักเข้าหากันน้อยๆ ดูท่าทางไม่สบอารมณ์
    แต่เมื่อหันกลับไปทางลั่วปิงเหอ กลับพบรอยยิ้มบาง


    “ผู้อาวุโสเสิ่นเป็นที่ปรึกษาที่พ่อเชิญมาน่ะ”


    น้องสาม น้องสี่ และน้องหกพยักหน้าเข้าใจหงึกหงัก ยิ่งทำให้ผู้เป็นบิดาพึงพอใจ จึงกำชับเสริมอีกว่า
    “เขาอยู่ที่นี่เพราะชอบความสงบ ดังนั้นพวกเจ้าก็อย่ามารบกวนให้มากนัก เข้าใจไหม”


    มือข้างที่ไม่ได้ถืออาวุธยื่นออกไปหาบุตรสาว หมายจะลูบศีรษะ


    “ลั่วปิงเหอ”


    คำเรียกของผู้อาวุโสเสิ่นห้วนสั้น น้ำเสียงก็ไม่ใคร่น่าฟังนักแต่กลับดึงความสนใจของราชามารได้ฉับพลัน ลั่วปิงเหอชักมือกลับ ไม่รู้ตัวเลยว่าทำให้เด็กหญิงที่กำลังรอคอยความอบอุ่นเสี้ยวเล็กจากบิดาต้องผิดหวัง


    “เรายังมีเรื่องให้ต้องคุยกันอีก”


    คำพูดประโยคนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการออกคำสั่ง ทว่าชายผู้ควรจะหยิ่งในศักดิ์ศรีและไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครกลับมีแต่จะยิ่งยิ้ม ตอบรับโดยง่ายดายว่า


    “ได้สิ”






  • พวกเขาได้พบหน้าบิดาน้อยนัก ซ้ำโอกาสจะได้พูดคุยยังยิ่งน้อยกว่า ดังนั้นเมื่อได้รับ ‘มอบหมาย’ มาแล้วก็ยิ่งพากันกระตือรือร้นจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด


    อาจจะเว้นไว้แต่พวกเขาพี่คนโตทั้งสาม ที่โตจนรู้ความพอที่จะเกิดความรู้สึกเกรงขามต่อบิดาขึ้นมานอกเหนือจากความรักใคร่เทิดทูนอย่างน้องๆ คนอื่นๆ


    แต่สำหรับน้องเล็กอย่างชิงชี ลั่วชิงหยวนก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไมจึงติดใจป่าไผ่ที่ไม่มีดอกไม้เลยสักต้นนั่นนัก นับตั้งแต่วันนั้น สวนดอกไม้ตำหนักท่านป้าชิวก็คล้ายจะถูกลืมไปหมดสิ้น เอาแต่ร่ำร้องอยากจะกลับไปที่นั่นอีกจนเขาต้องลอบจับตาด้วยความกังวล


    แต่ไม่ว่าจะพยายามระวังขนาดไหน เพียงคลาดสายตาแค่แวบหนึ่งก็เพียงพอให้น้องชิงชีดอดหนีไปเสียแล้ว


    อย่างน้อยก็นับเป็นโชคดีในโชคร้ายที่นางติดอกติดใจป่าไผ่เสียขนาดนั้น พวกเขาจึงแทบไม่ต้องคิดก็รู้ได้ทันทีว่าน้องสาวคนสุดท้องหายตัวไปไหน เพียงแค่กว่าลั่วชิงหยวนจะตามไปถึง ก็เห็นน้องชิงชีนั่งมองผู้อาวุโสเสิ่นอ่านหนังสือตาแป๋ว ดูจากท่าทางเหมือนจะอยู่ท่านั้นกันทั้งคู่มาครู่ใหญ่แล้วเสียด้วย


    ทั้งลั่วชิงหยวนและน้องๆ ที่อายุพอมากหน่อยต่างพากันลนลาน แม้จะพบกันครั้งแรกเพียงครั้งเดียวก็ยังรับรู้ได้ตรงกันว่าผู้อาวุโสท่านนี้สูงส่งเย็นชา ไม่มีทางที่จะยอมปล่อยคนที่เสียมารยาทไปโดยง่ายเป็นแน่


    “ทะ ท่าน...” เด็กหนุ่มรีบคุกเข่าลง


    “พี่ใหญ่!” ลั่วชิงชีเรียกเสียงสูง ร่างเล็กไม่รับรู้ถึงบรรยากาศรอบตัวถลาเข้าไปหาพี่ชาย ปากก็เอ่ยเล่าเจื้อยแจ้วว่า “ดูสิๆ ข้าได้ใบไม้บินได้มาจากท่านผู้อาวุโสด้วยละ!”


    ลั่วชิงหยวนกลืนน้ำลายเหนียว ‘ใบไม้บินได้’ ที่เขาเคยเห็นก็มีแต่ใบไม้ที่ผสานปราณจนคมกริบและควบคุมได้ดังใจที่ท่านพ่อเคยใช้เท่านั้น


    เพียงแต่เรื่องนี้น้องๆ คนอื่นไม่มีใครรู้ จึงพากันเข้ามามุงดูใบไผ่เรียบแหลมในมือน้องชิงชีกันอย่างตื่นเต้น


    จะเอ่ยเอ็ดหรือเอ่ยห้ามตอนนี้ก็ดูจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะนัก เขาหันไปทางชายหนุ่มที่ยังนั่งนิ่งราวไม่รับรู้ถึงตัวตนของใครทั้งนั้น


    “ท่านผู้อาวุโส น้องชิงชียังไม่รู้ความ...โปรด...”


    คำพูดของเขาถูกขัดอีกครั้ง


    “จะทำอะไรก็ทำ”


    เด็กหนุ่มสะดุ้ง ตอบสนองอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องมองใบหน้านั้นอย่างงุนงง


    อีกฝ่ายเงยขึ้นจากตำราในมือ สายตาคมกริบแม้กำลังมองมาทางนี้แต่คำพูดกลับย่อหย่อนผิดกันไกล “อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่อย่าเสียงดังวุ่นวาย”


    ความคิดของลั่วชิงหยวนสับสนยุ่งเหยิงไปหมด เขายังคงคุกเข่านิ่งๆ อยู่อย่างนั้นจนถูกเสียงร้องอย่างยินดีของน้องสาวดึงดูดความสนใจ


    ลั่วชิงชีกระโดดโลดเต้น มือเล็กๆ กำใบไผ่เอาไว้แนบอกขณะวิ่งกลับไปหาชายหนุ่ม “ท่านจะสอนวิธีทำให้มันบินให้ข้าด้วยได้หรือไม่?”


    นอกจากน้องชิงชีแล้ว น้องเจ็ดก็วิ่งเตาะแตะตามกันไปติดๆ


    ลั่วชิงหยวนมองน้องสามเดินย่องเข้าไปชะโงกดูม้วนไม้ไผ่บนโต๊ะ เห็นน้องชิงหัวและชิงเกอขยับกันเข้าไปรายล้อมอย่างใกล้เกินพอดีแล้วก็พูดอะไรไม่ออก


    ทว่าท่านผู้อาวุโสกลับเหลือบตามองน้องชิงชีแวบหนึ่ง แล้วเพียงปฏิเสธอย่างเย็นชาว่า


    “เจ้าอ่อนหัดเกินไป”






  • หลังจากนั้น เด็กน้อยแซ่ลั่วทั้งเก้าก็กลายมาเป็นแขกประจำของเรือนไม้ไผ่


    เสิ่นจิ่วยังคงทำเหมือนเด็กๆ เหล่านั้นเป็นธาตุอากาศ ยังคงใช้ชีวิตประจำวันไปตามปกติโดยปล่อยให้เล่นสนุกกันตามใจชอบ


    ลั่วชิงชีเริ่มหันมาสนใจด้านสมุนไพร จึงยิ่งชอบป่าไผ่ที่อุดมสมบูรณ์ ในขณะที่ลั่วชิงหัวก็ดีใจที่มีดินปริมาณไม่จำกัดให้ขุดเล่น ส่วนลั่วชิงเกอก็ได้มีที่สงบๆ สำหรับนอนกลางวัน และลั่วชิงหยวนที่ไม่ต้องคอยต้อนน้องทั้งแปดคนไปไหนมาไหนตลอดทั้งวันก็ได้พักผ่อนในที่สุด นับว่าทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่สิบคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ


    ลั่วปิงเหอเมื่อวันหนึ่งมาเยี่ยมเยือนแล้วเห็นเช่นนั้น ก็กลับเพียงเลิกคิ้วโดยไม่กล่าวอะไร และอนาคตในอีกหลายครั้งให้หลังที่แวะเวียนมาก็มิได้ติติงใดๆ


    เด็กๆ พากันถอนหายใจโล่งอก


    ลั่วชิงหยวนค่อยพอยิ้มออก


    ...แต่ไม่มีใครเห็นว่ายามผู้ใหญ่ทั้งสองสบตากัน ดวงตาของเสิ่นจิ่วเปี่ยมแววท้าทาย






  • วันนี้ลั่วชิงชีตั้งใจจะไปตอแยผู้อาวุโสเสิ่นอีกครั้ง เมื่อช่วงเช้านางเพิ่งได้รับอนุญาตให้ฝึกกระบี่กระบวนท่าใหม่มาสดๆ ร้อนๆ เพราะฉะนั้นท่านผู้อาวุโสจะมาหาว่านางอ่อนหัดไม่ได้แล้ว


    เด็กหญิงหยุดแวะ พกใบไผ่ที่เพิ่งเด็ดมาใหม่มาไว้เต็มกำมือ ขณะหมุนตัวหันหลังจะวิ่งกลับไปทางกระท่อมเล็ก ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของลูกเสี้ยวมารฟ้าก็พลันจับเสียงโต้เถียงของคนคู่หนึ่งได้


    “พวกเขาไม่ใช่ตัวประกัน ข้าไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น...เพียงแต่สำหรับท่าน ข้าชั่วช้าเสมอ”


    นั่นเป็นเสียงของท่านพ่อ


    แต่จากนั้นก็กลับมีแต่ความเงียบ...


    ลั่วชิงชีพลันเกรงกลัวขึ้นมาว่าจะถูกจับได้ว่าแอบฟัง ‘การร่วมนินทาเป็นกิริยาที่สตรีไม่พึงกระทำ’...ท่านแม่เคยสอนไว้อย่างนั้น


    ขณะกำลังลังเลว่าจะปิดหูหรือวิ่งหนีไปเลยดีหรือไม่ อีกเสียงหนึ่งก็เอ่ยต่อขึ้นมาเสียก่อน


    “แล้วที่เจ้ากักขังข้าไว้ที่นี่ แล้วยื่นข้อแลกเปลี่ยนที่ข้าไม่อาจปฏิเสธให้เช่นนี้เล่า ควรเรียกว่าอะไร?”


    นั่นเป็นเสียงของท่านผู้อาวุโสเสิ่น


    เด็กน้อยยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะจับความผิดปกติในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ราชา’ และ ‘ที่ปรึกษา’ ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังโตพอจะสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในน้ำเสียงของทั้งคู่


    ท่านผู้อาวุโสแค่นเสียง “แต่นี่ก็จวนจะครบแล้วไม่ใช่หรือไร? ข้าทำตามข้อตกลงให้เจ้าจนลุล่วงแน่ ไม่จำเป็นต้องไปหาเครื่องต่อรองอะไรมาอีก”


    ข้อตกลง?


    หมายถึงงานที่ปรึกษาน่ะหรือ?


    ลั่วชิงชีขบคิดตามจนวุ่น เริ่มจับสังเกตได้มากขึ้นอีกนิดว่าบรรยากาศระหว่างทั้งสองช่างดูเป็นปฏิปักษ์นัก


    “ลูกของเจ้า ไม่มีค่าอะไรสำหรับข้าทั้งนั้น”


    มีเสียงก้าวเท้า จากนั้นตามมาด้วยเสียงเสื้อผ้าเสียดสี


    อากาศโดยรอบพลันหนาวเหน็บ คำพูดพยางค์เดียวที่ผู้อาวุโสเสิ่นเอ่ยถัดมาทั้งเย็นเยียบและเชือดเฉือนอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน


    “ปล่อย”


    องค์หญิงคนเล็กแห่งภพมารไม่เคยได้ยินถึงคำกล่าวขานถึงบิดาของตัวเองมาก่อน ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงแค่นหัวเราะเช่นนั้นของลั่วปิงเหอแล้วก็พลันตัวสั่นสะท้าน


    “เมื่อเริ่มแรก ข้ายังจำได้แม่นยำว่าท่านเคยพยายามประวิงเวลาถึงเพียงนั้น...แต่ไฉนบัดนี้กลับทำมาเป็นรีบร้อนแล้วเล่า?”


    ลั่วชิงชีรู้สึกเหมือนถูกบีบ ลมหายใจติดขัดอยู่ในอกราวกับมีก้อนหินใหญ่มากดทับ ปราณมารรอบบริเวณเข้มข้นเสียแทบเข้ามาแทนที่อากาศ ทั้งบีบคั้นและกดดันเยี่ยงอย่างผู้ที่เหยียบย่ำสามภพแดนอยู่ใต้เท้า
    นางเพิ่งได้รับรู้เป็นครั้งแรกก็วันนี้ ว่าบางทีที่ผู้คนเคารพเกรงกลัวท่านพ่อของนางหนักหนานั่นเป็นเพราะอะไร


    เด็กหญิงทั้งหวาดกลัวทั้งตื่นตระหนก ทว่ายิ่งอยากหนีไปจากที่นี่มากเท่าใดก็กลับยิ่งก้าวขาไม่ออก


    “เดรัจฉาน!!”


    มีเสียงยื้อยุดกันดังขึ้นตามมาอีก แต่ลั่วชิงชีไม่อยากได้ยินน้ำเสียงน่ากลัวของท่านพ่อและท่านผู้อาวุโสไปมากกว่านี้อีกแล้ว นางพยายามรวบรวมความกล้า ต่อต้านแรงกดดันในบรรยากาศเพื่อจะบังคับร่างกายให้ขยับให้ได้


    “เจ้า...! หยุด!! หยุดเดี๋ยวนี้!!”


    เสียงของผู้อาวุโสเสิ่นดุดันขึ้นทุกที ตรงข้ามกับอีกคนหนึ่งที่ไม่เอ่ยโต้ตอบอะไรเลยสักคำเดียว


    ลั่วชิงชีหลับตาปี๋ เอามือสองข้างปิดหูไว้แน่น ในที่สุดก็สามารถต้านทานปราณของบิดาแล้วออกวิ่งได้สำเร็จในที่สุด เด็กน้อยวิ่งไปโดยไม่แม้จะมองทิศทาง วิ่งไปเร็วและไกลเสียเหนื่อยหอบจนยืนไม่อยู่


    แต่ถึงอย่างนั้น น้ำเสียงของผู้อาวุโสเสิ่นก็กลับยังก้องอยู่ในหู ดังยิ่งกว่าเสียงหัวใจเต้นรัว และไม่ว่าหลังจากนั้นจะพยายามสูดหายใจเข้าเต็มปอดไปกี่ครั้ง ก็ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกว่าลำคอตีบตัน ในทรวงอกราวถูกก้อนสำลีอุดไว้จนเต็ม


    คืนวันนี้ ลั่วชิงชีผวาเสียจนนอนไม่หลับไปทั้งคืน...


    และนับจากประสบการณ์คราวนั้น ลั่วชิงชีก็กลายเป็นเด็ก ‘ขี้อาย’ เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านพ่อ และไม่ตามท่านผู้อาวุโสเสิ่นแจเหมือนอย่างเมื่อก่อนอีก






  • หลังจากนั้นผ่านไปไม่นาน ท่านผู้อาวุโสเสิ่นก็ดูอิดโรยลงเรื่อยๆ บ่อยครั้งมักไล่พวกเด็กๆ กลับตั้งแต่หัววัน บางครั้งยังถึงกับปิดประตูเงียบไม่ยอมรับแขก


    ลั่วชิงชีไม่รู้หรอกว่าทั้งสองมีความขัดแย้งอะไรกันบ้าง แต่ถ้าท่านผู้อาวุโสถึงกับสีหน้าซีดเซียวอย่างนี้แล้วก็แสดงว่าต้องถูกท่านพ่อทำร้ายเป็นแน่ และถึงน้ำเสียงที่ใช้คุยโต้ตอบกันตอนนั้นจะน่ากลัวเหลือเกิน นางก็ยังรู้สึกว่าท่านผู้อาวุโสเสิ่นไม่สมควรต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้


    ภาพของนักโทษที่เคยบังเอิญเห็นครั้งหนึ่งพลันสะท้อนขึ้นในความคิด ทั้งที่หลงลืมไปนานแล้ว แต่เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวเฉื่อยช้าและท่าทางกินดื่มอะไรไม่ลงตรงหน้าแล้ว ก็คล้ายจะยิ่งย้ำความหวาดกลัวที่มีต่อบิดาให้ฝังลงลึก


    ผ่านไปกว่าเดือน พี่ใหญ่ก็เริ่มเตือนพวกนางทำตัวสงบเสงี่ยมมากขึ้น และหากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปที่ป่าไผ่อีก จะได้ไม่ไปเป็นภาระของท่านผู้อาวุโส


    พี่สาม พี่สี่ และพี่ห้ารับคำอย่างขยันขันแข็ง หลังจากนั้นเวลาเล่นหรือแข่งอะไรกันก็พยายามเงียบเสียงขึ้นโข


    พี่รองกับพี่เจ็ดทำเป็นไม่สนใจฟัง แต่ก็เว้นระยะห่างจากกระท่อมหลังเล็กนั้นเสียไกล


    พี่หกขบคิดจริงจัง แถมยังลอบไปเลียบเคียงกับท่านแม่ใหญ่ด้วยว่ามีสมุนไพรอะไรดีๆ ในท้องพระคลังบ้าง


    ส่วนพี่หัวกับนาง...ก็ยังแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนโดยทำตัวเหมือนเป็นปกติ


    ไม่ใช่เพราะจะล้วงความลับวิชาใบไม้บินสักหน่อย! เป็นเพราะกลัวท่านผู้อาวุโสจะเหงาต่างหาก!


    ...พูดจริงหรอกนะ!!






  • หนึ่งเดือนหลังจากนั้น เสิ่นจิ่วก็เป็นคนออกปากไล่เด็กๆ เหล่านั้นด้วยตนเอง


    แรกเริ่มเดิมทีเด็กพวกนี้ก็ต่างเกรงกลัวเขาทั้งนั้น เพียงแต่คงจะเกลือกกลั้วคลุกคลีอยู่ใกล้กันมากเกินไป นานเกินไป จึงชักจะกำเริบเสิบสาน ทำตัวสนิทสนมขึ้นทุกที


    ดังนั้นเขาจึงไม่มั่นใจนักว่าเหล่าองค์ชายองค์หญิงที่ถูกตามใจจนเคยตัวจะยอมเชื่อฟังหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าสภาพติดเตียงของตัวเองจะมีผลกระทบมากกว่าที่คาด เมื่อเอ่ยออกไปแล้วก็มีแต่เสียงรับคำ ไม่มีใครแสดงอาการกระด้างกระเดื้องขึ้นมาให้เห็น


    เสิ่นจิ่วมองตามหลังกลุ่มพี่น้องไปไกล มองจากหน้าต่างจนกระทั่งทั้งเก้าถูกกิ่งก้านของต้นไผ่บดบังจนหายลับ 


    จากนั้นจึงปิดประตู แล้วลงกลอนแน่นหนา


    เขาจะให้เด็กพวกนั้นอยู่ใกล้ตัวนานไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว






  • เพราะถูกเจ้าของป่าไผ่ผู้นั้นขับไล่ เก้าพี่น้องทายาทราชามารก็จึงต้องกลับไปผัดเปลี่ยนแวะเวียนตำหนักต่างๆ ในวังหลังเหมือนอย่างเมื่อก่อน


    ลั่วชิงชียังคงกระตือรือร้นจะเก็บดอกไม้ในสวนของท่านป้าชิวเหมือนเมื่อก่อน และลั่วชิงหัวก็ยังคงไม่ยอมย่างเท้าผ่านธรณีประตูเข้าไปเหมือนเมื่อก่อนเช่นกัน ลั่วชิงหยวนต้องกลับไปสวมบทบาทคอยต้อนเด็กๆ ที่เอาแต่จะไปกันคนละทิศละทางอีกครั้ง


    วันหนึ่งตามใจน้องเจ็ด อีกวันหนึ่งตามใจน้องชิงเกอ สลับสับเปลี่ยนประนีประนอมไปมา จนสุดท้ายก็ไปลงเอยกันที่ตำหนักของท่านน้าหนิง


    ท่านน้าหนิงทั้งใจดี มีขนมอร่อยๆ ให้มากมาย อีกทั้งบริเวณในตำหนักยังใหญ่โตกว้างขวางเหมาะกับการวิ่งเล่น ถึงดอกไม้จะน้อยไปหน่อย และถึงท่านน้าถึงจะชอบจับพวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องมากไปหน่อย แต่โดยรวมก็อยู่ด้วยแล้วสบายใจกันถ้วนหน้าที่สุด


    ทว่าก็เป็นเช่นนั้นได้ไม่นาน หนึ่งเดือนถัดมาพวกเขาก็ถูกซาหัวหลิงขวางเอาไว้ เจ้าหล่อนส่งสายตาดุร้ายมาทางพวกเขา พูดจาเหน็บแนมห้วนสั้นสองสามคำแล้วก็สั่งห้ามเข้าไปวุ่นวายในตำหนักท่านน้าหนิงอีก ด้วยเหตุผลว่านางกำลังตั้งครรภ์อยู่


    ลั่วชิงเกอพยักหน้า เข้าใจแล้วว่าที่ช่วงนี้นางดูอิ่มเอิบสดใสก็คงเพราะความดีใจ ส่วนลั่วชิงหัวและลั่วชิงชีก็ตื่นเต้นที่ตัวเองจะได้มีฐานะเป็นพี่บ้างเสียที ในขณะที่ลั่วชิงหยวนนั้นกังวลล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว


    ทั้งเก้าต้องมาเร่ร่อนอีกครั้ง เพียงแต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็มีข่าวดีนั้นที่ทำให้ทุกคนเชื่อฟังว่าง่าย จึงสามารถตกลงกันได้ว่าจะเลือกตำหนักของท่านป้าฉิน ใช้เป็นสถานที่รอเวลาที่จะได้ต้อนรับสมาชิกใหม่






  • ครึ่งปีให้หลัง ในที่สุดน้องสิบก็ลืมตาดูโลก


    ตอนที่ลั่วชิงหยวนนำน้องๆ เข้าไปในตำหนักก็เห็นท่านพ่ออุ้มห่อทารกรอไว้อยู่แล้ว ข้างๆ มีท่านน้าหนิงนั่งอยู่ ทว่าก็แปลกประหลาดที่แม้ใบหน้ามีรอยยิ้ม ดวงตาแฝงแววเศร้าสร้อย


    ท่านพ่อตั้งชื่อให้น้องเล็กว่า ‘ชิงฟาง’






  • นับตั้งแต่วันที่ถูกผลักไสออกมาวันนั้น กระท่อมในป่าไผ่ก็ไม่เคยเปิดประตูรับพวกเขาอีกเลย


    น้องเจ็ดเคยรวบรวมความกล้า กระตุกชายแขนเสื้อของท่านพ่อแล้วเอ่ยถามเสียงเบาว่าท่านผู้อาวุโสเสิ่นป่วยหรือ? ป่วยเป็นโรคอะไร? และจะหายได้เมื่อไหร่?


    ลั่วชิงเกอที่ห้ามเอาไว้ไม่ทันตอนนั้นหน้าซีดเผือด และลั่วชิงหยวนเองก็ตระหนกจนหวั่นใจ


    โชคดีที่ท่านพ่อคงจะกำลังอารมณ์ดี จึงไม่หงุดหงิดรำคาญ ซ้ำยังลูบหัวน้องเจ็ดขณะตอบว่า


    ‘ร่างกายของผู้อาวุโสเสิ่นไม่ชินกับอากาศของภพมาร เมื่ออยู่ไปนานเข้าจึงอ่อนแอลง’


    ได้ยินเช่นนั้น น้องชิงหัวก็โพล่งถามต่อ ‘ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาอยู่ที่ภพมนุษย์ไม่ได้หรือขอรับ?’


    มือเหนือเส้นผมของน้องเจ็ดขยับไปวางบนไหล่ของน้องชิงหัว


    ชั่วแวบนั้นไม่รู้ทำไม แต่ลั่วชิงหยวนเผลอกลั้นหายใจ


    ท่านพ่อยิ้มอย่างอ่อนโยน


    ‘ไม่ได้หรอก’






  • หนึ่งปีให้หลัง พวกเขาก็มีน้องชายคนใหม่อีกครั้ง






  • วันเวลาผันแปร แต่พวกผู้ใหญ่ยังคงเดิม


    ท่านแม่ใหญ่ยังคงเข้มงวด ท่านน้าหนิงยังคงใจดี ท่านป้าชิวยังคงปลูกดอกไม้งาม ซาหัวหลิงผู้นั้นก็ยังคงไม่น่าเข้าใกล้ และท่านพ่อก็ยังคงห่างเหิน


    บางครั้ง บางคนในหมู่เก้าพี่น้องก็ยังรำพึงแก่กันว่าได้ใกล้ชิดท่านพ่อที่สุดในช่วงที่ไปเล่นในป่าไผ่แห่งนั้น


    สำหรับเด็กๆ ที่เพิ่งมีชีวิตมาได้ไม่กี่ปี ความทรงจำต่างๆ ล้วนยังจดจำได้ชัดเจนและแม่นยำ ช่วงเวลาที่อยู่ท่ามกลางใบเรียวสีเขียวสดเหล่านั้นยังแจ่มแจ้ง เช่นเดียวกันกับตัวตนของผู้อาวุโสเสิ่นผู้ใจดี


    เพียงแต่ความสนใจนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา


    น้องหกเลิกซ้อมกระบี่ และหันมาตั้งใจศึกษาวิชาการแพทย์อย่างจริงจัง


    ในขณะที่น้องชิงชีและน้องชิงหัวล้มเลิกความตั้งใจจะเรียนวิชาใบไม้บินไปแล้ว ใบไผ่ที่เคยเด็ดมาใช้ฝึกฝนถูกวางทิ้ง มีอยู่จำนวนหนึ่งที่ถูกเก็บลืมไว้ในกล่องจนแห้งกรอบ


    กระท่อมกลางป่าไผ่ยังปิดตาย โต๊ะเก้าอี้ด้านนอกฝุ่นจับ ต้นสมุนไพรในแปลงเล็กเหี่ยวเฉาและแซงแซมไปด้วยวัชพืช ดูเผินๆ เหมือนถูกทิ้งร้างไปนานแล้ว แต่หากขยับเข้าไปใกล้พอ บางครั้งก็จะได้ยินเสียงคนสนทนากัน


    ลั่วชิงหยวนแวะเวียนไปที่นั่นนานๆ ครั้ง เคยได้ยินเสี้ยวบทสนทนา


    “เจ้ายังจะถ่วงเวลาไปอีกทำไม?”


    นั่นเป็นเสียงของผู้อาวุโสเสิ่นไม่ผิดแน่ แต่ขณะเดียวกัน เสียงนั้นก็แตกพร่าเสียจนเขาไม่มั่นใจ


    “เจ้าจะให้ข้าต้องทนอยู่อย่างนี้ไปอีกเท่าไหร่จึงจะพอใจ? เจ้าอยากจะตั้งชื่อพวกเขาอย่างนั้น ข้าก็ยอมรับ ข้าศิโรราบให้เจ้าไปหมดแล้ว! ข้าทำตามเงื่อนไขแต่โดยดีมาตลอด! แต่เจ้า...!”


    มีเสียงโครมคราม อาจจะเป็นเสียงข้าวของหล่นหรือไม่ก็โต๊ะล้ม ลั่วชิงหยวนคาดเดาว่าอาจจะลงมือต่อสู้กัน


    เด็กชายคิดจะอาศัยโอกาสนี้หลบออกไป แต่แล้วทันใดนั้นทุกอย่างกลับหยุดลง กลายเป็นความสงัดในชั่วฉับพลัน


    ความเงียบทอดตัวหนักอึ้งและยืดยาว ยึดครองห้วงอากาศ แทรกซึมเข้ามาในลมหายใจ


    จนเมื่อทุกอย่างดูราวจะเคลื่อนช้าลง เสียงของท่านพ่อก็พลันดังตัดขึ้นว่า


    “เสิ่นชิงชิว เจ้าอยากตายนักหรือ?”


    เสียงนี้แม้จะชัดเจนว่าเป็นบิดา หากก็ยังขาดความคุ้นเคยบางอย่างไป


    เสียงนั้นทุ้มต่ำก็จริง แต่ไม่คล้ายเปล่งออกมาจากริมฝีปาก กลับเสมือนถูกกัดเค้น ฝืนคำรามออกมาจากในลำคอ


    ลั่วชิงหยวนตื่นตระหนก แม้สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่จะบ่งบอกว่าผู้อาวุโสเสิ่นและท่านพ่อมีขัดแย้งกัน แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าประโยคที่ฟังดูตัดพ้อมากกว่าท้าทายนั้นจะทำให้ท่านพ่อถึงกับเกิดโทสะ ถึงกับจะขู่ฆ่า


    เด็กชายคิดอยากจะเข้าไปขวาง ทว่าขณะเดียวกันก็หวั่นเกรงเกินไปจึงได้แต่ก้มหน้า จากไปโดยแสร้งว่าไม่เคยได้ยินอะไรทั้งสิ้น






  • ปีถัดมา บุตรคนที่สิบสองก็ถือกำเนิดขึ้นในวังมาร


    ราชามารอุ้มห่อผ้าเอาไว้กับอก กิริยาดูเผินๆ ก็คล้ายว่าทั้งรักทั้งถนอม ทว่าแววตายามก้มมองร่างเล็กๆ กลับไม่มีความอาทรเยี่ยงบิดาเลยสักเสี้ยว ไม่แม้แต่จะเฉยชา เคียดขึ้งวาวโรจน์ราวกำลังมองศัตรูคู่แค้น หาใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง


    ลั่วปิงเหอตั้งชื่อให้ทารกนั้นว่า ‘ชิงชิว’






  • ลั่วชิงหยวนตกตะลึงไปในทันทีที่ได้ยินชื่อของน้องสุดท้องคนใหม่


    ชื่อนั้นเขาเคยได้ยินครั้งหนึ่ง เพียงครั้งเดียวที่นอกหน้าต่างกระท่อมเล็กกลางป่าไผ่แห่งนั้น และเป็นครั้งเดียวที่ตนพยายามลืม


    มันเป็นชื่อที่บิดาเคยเรียกด้วยเสียงอันเปี่ยมอารมณ์เข้มข้น อารมณ์ที่เด็กชายวัยสิบสามปียังเยาว์เกินกว่าจะสัมผัสได้หรือแยกออก






  • คืนนั้น ผืนฟ้าเหนือวังมารถูกย้อมจนแดงฉาน


    ยามตามทิศทางของควันไปจนถึงป่าไผ่ที่กำลังลุกไหม้ ทะเลเพลิงที่สูงเทียมฟ้านั้นก็กลบแสงจันทร์แสงดาวเสียจนหม่นหมองไปหมดแล้ว


    ลั่วชิงหยวนที่ถือกำเนิดมาในยุคอันสงบสุขไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน


    เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับสงคราม หรือประจักษ์ความโหดร้ายของห้วงอเวจี


    เพราะเด็กชายไม่เคยต้องใช้ความคิดจิตใจมารับมือสิ่งเหล่านั้นมาก่อน เขาจึงไม่มีกระทั่งความสามารถที่จะรับรู้ภาพตรงหน้านี้ได้โดยเต็มที่เลยด้วยซ้ำ


    เขาเห็นห่อผ้าชุ่มเลือด


    แต่ความตระหนักที่ตามมาอย่างเชื่องช้าว่าชีวิตของน้องชิงชิวนั้นชีวิตเริ่มต้นและแตกดับไปในชั่วแสงเทียนนั้น...ยังไม่มาถึง


    เขาเห็นน้องสามและน้องหกนอนคว่ำหน้าอยู่


    ทว่าสมองก็ยังคลับคลาจะบอกว่าทั้งคู่เพียงล้มลงและหมดสติไป


    “พี่ใหญ่!”


    ลั่วชิงหยวนสะดุ้งเฮือก ในชั่วฉับพลันนั้นแทบไม่ต้องใช้ประสบการณ์ใดให้เข้าใจเมื่อน้องชิงชีโผเข้ามาหา ด้านหลังมีเงาค้ำศีรษะร่างหนึ่งย่างเท้าตามมา ใบดาบเปื้อนเลือดในมือสะท้อนเป็นสีชาดฉานน่าสะพรึงกลัว


    ลั่วชิงหยวนไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น กระนั้นปากก็ยังขยับเป็นคำพูดตามสิ่งที่คิด


    "ท่านพ่อโปรดเมตตาเถิด พวกเขาล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านทั้งนั้น"


    ร่างเปี่ยมไอโลหิตคลุ้งชะงัก แวบแรกคล้ายถูกเรียกสติได้ แม้แท้จริงจะไม่ใช่


    "เลือดเนื้อเชื้อไข?" บิดาของเขาแค่นหัวเราะ "ของข้า?"


    ใบหน้าแต้มเลือดนั้นดูบ้าคลั่งเหลือแสน ทว่ายามชายหนุ่มส่ายศีรษะ น้ำเสียงที่เอ่ยต่อก็กลับช่างเยือกเย็น ถ้อยคำประดุจกำลังอธิบายเหตุผลที่เป็นตรรกะที่สุดในโลก


    "ค่าของพวกเจ้ามันอยู่ที่ความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาต่างหาก"


    ตรามารฟ้าส่องแสงแดงเรือง เมื่อกอปรกับเงาเพลิงโลดเต้นในดวงตาคู่นั้นแล้วก็ยิ่งทำให้ลั่วชิงหยวนประจักษ์ถึงไอสังหารของบิดาเป็นครั้งแรก


    "ท่านพ่อ..."


    ลั่วปิงเหอนิ่งงันไปเนิ่นนาน ก่อนที่ในที่สุดจะเอ่ยคล้ายรำพึง


    "พวกเจ้าคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา..."


    น้ำคำเรียบเรื่อย เฉยชาอย่างไม่น่าเชื่อ ทว่าขณะเดียวกันก็แตกพร่าคล้ายเสียงปะทุของเรือนไม้ไผ่ที่ไหม้ไฟ เย็นเยือกดุจธารน้ำแข็ง


    "แต่ก็ยังมิใช่เขา"


    ใบดาบซินหมัวทอแสงดำมืด ยิ่งยามเงื้อขึ้นก็ดูคล้ายจะกลืนไปกับท้องฟ้าไร้ดาวเบื้องบน


    มันดูดุจเดียวกันกับดวงตาสีดำขลับของบิดาที่ปราศแววประกายใดๆ


    นั่นเป็นสิ่งสะท้อนสุดท้ายในดวงตาของลั่วชิงหยวน



    _____________________________________________________________________________________________________



    เป็นฟิคที่โทนเรื่องสับสนมาก555

    จริงๆ มันเริ่มมาจากที่เราอยากเขียนซีนสุดท้ายล้วนๆ เลยค่ะ แต่จะขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยมันก็แปลกๆ เลยำยายามใส่เนื้อหารายละเอียดเข้าไป....แล้วก็ดันพลั้งมือเขียนเหมือนจะเป็นแนวฟลัฟ/ตลกไปซะหลายจังหวะเลย ฮือ555

    แต่โชคดีที่คติสอนใจของเรื่องไม่เปลี่ยน ซึ่งก็คือ ปิงเกอเลว&น่าสมเพชมาก---แค่ก

    อนึ่ง สำหรับฟิคนี้ความ unreliable narrator ค่อนข้างหนัก ถ้าสมมติกลับไปอ่านอีกรอบ อยากให้อ่านแบบรู้ทันว่า 'พวกเด็กๆไม่รู้อะไรเลย' ค่ะ

    Writing Playlist
    In The Wood Somewhere - Hozier
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Papat Sukma (@fb6281721439764)
โถลูก😭
moneymonday (@monmon)
@fb6281721439764 เพราะปิงเกอคนใจร้าย กับลูกตัวเองก็ไม่เว้น
Cat's box (@Aimer)
ปิงเหอทำอะไรลงไปลูกก ฮืออ เด็กๆน่ารักมากค่ะ เราคงต้องอ่านย้อนอีกรอบเพื่อจับความใหม่ แต่ชอบการหักมุมตอนจบจริงๆ
moneymonday (@monmon)
@Aimer ดีใจที่ชอบนะคะ☺️ หักมุมสองต่อเลย หักว่าเป็นลูกปิงกับจิ่ว แล้วก็หักอีกว่าแต่ถึงเป็นงั้นเด็กๆก็ยังไม่รอดอยู่ดี555