ณ กาแล็คซีอันไกลโพ้นนนนนquarlet
Star Wars / Soundtrack ที่อยากให้ฟัง Part I
  • เมื่อพูดถึง Star Wars ในความทรงจำแล้วหลาย ๆ คนคงนึกถึงแสงวูบวาบของไลท์เซเบอร์ ไม่ก็เสียงลมหายใจของดาร์ธ เวเดอร์ หรือจนกระทั่งสงครามกลางเวหา

    แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในความทรงจำในรูปแบบของ ภาพ แต่เป็น เสียง

    ถึงคุณจะไม่เคยดู Star Wars มาก่อน แต่เรามั่นใจได้เลยว่าในชีวิตนี้ครั้งหนึ่งคุณต้องเคยได้ยิน Soundtrack ของภาพยนต์เรื่องนี้แน่นอน

    เราเลยจะมาแนะนำลิสท์ Soundtrack ของ Star Wars ที่เราฟังแล้วเรารู้สึกชอบ เพราะส่วนตัวชอบฟัง Score (Soundtrack ที่ไม่มีเนื้อเพลง เปิดคลอไปกับตัวหนัง) เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเพิ่งได้มาเริ่มติ่ง Star Wars เมื่อเดือนธันวาปีที่แล้ว เลยฟังไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่าชอบจริง ๆ จนอยากให้คนอื่นฟังด้วยเหมือนกัน แต่จะบรรยายตามอารมณ์นะเพราะไม่ได้มีความรู้เรื่องดนตรี 555

    จะแนะนำเรียงจาก 1-2-3-R1 ตามไทม์ไลน์หนังที่มีตอนนี้ ส่วน 4-5-6-7 เอาไว้ไปต่อพาร์ท 2
    (บทความนี้สปอยล์ตัวหนังนะจ๊ะ)




    Star Wars: Episode I – The Phantom Menace (1999)

    ภาคนี้ไม่ค่อยมีแทร็คที่ถูกใจเรานัก เอาจริง ๆ เราไม่ค่อยชอบภาคนี้เท่าไหร่ด้วย (โดยเฉพาะจาร์จาร์ 555) และก็ไม่ค่อยมีซีนน่าจดจำหรือเพลงที่เปิดปุ๊บมันจำได้เลยว่า "เฮ้ยย เคยฟัง"

    ถึงจะพูดอย่างนี้ก็เถอะ แต่มีอยู่แทร็คนึงที่เป็นตำนาน

    1 /
    Duel Of The Fates

    เป็นแทร็คที่ช่วงนี้เราติดมาก ไม่รู้ทำไม เวลานั่งเงียบ ๆ จะดังขึ้นมาในหัวตลอด ฟังแล้วให้อารมณ์แบบ "ข้าถูกโชคชะตากำหนดมาให้สู้กับเจ้า! ฮึ่ยย จะแพ้ไม่ได้โว้ยยย" เพลงมันอลังการมาก ไอ้ตรงตึ้ดตื่อ ๆ นี่ก็เร้าอารมณ์ให้ลุ้นดี

    ตอนดาร์ธ มอลเปิดไลท์เซเบอร์ออกมานี่เข้ากับเพลงสุด (//_//)


    Star Wars: Episode II - Attack of the Clones (2002)

    เป็นอีกภาคที่คนเกลียดกันมากพอ ๆ กับภาค 1 เพราะบทจีบสาวเสี่ยว ๆ ลิเก ๆ ของอนาคิน (...) ในภาคนี้เราชอบอยู่ 2 แทร็ค (ทำไมเหมือนจำนวนแทร็คที่ชอบจะตามเลข Episode 555)

    1 /
    Across The Star
    เพลงธีมของอนาคินกับแพดเม่ น่าจะใช้ครั้งแรกตอนซีนที่วิ่งเล่นกันกลางทุ่งหญ้า (So หนังอินเดีย) ถึงคนจะชอบบ่น ๆ กันว่าอนาคินกับแพดเม่แม่งจีบกันได้ห่วยแตก แต่อย่างน้อยแทร็คนี้ก็ช่วยเพิ่มความรักความซึ้งให้อยู่นะ ให้ฟีลข้ามดวงดาวจริง ๆ ฟังแล้วมันดูแบบเราต้องแอบรักกันลับ ๆ รักต้องห้าม เรารักกันไม่ได้จริง ๆ หรอ เรารักกันมากเลยนะ ประมาณนี้

    ซีนวิ่งเล่นประมาณท้ายคลิป ตัวเพลงช่วยเพิ่มความอลังให้วิวด้วย (นาตาลี พอร์ทแมนแบบว่าสวย)
    2 /
    Love Pledge And The Arena
    จะว่าชอบแทร็คนี่ก็ไม่เชิงเพราะว่าไม่ได้ชอบทั้งแทร็ค มีบางช่วงที่เอา Across The Star มาผสมด้วย แต่ที่ชอบคือช่วง 2:42 เป็นต้นไป โดยเรารู้จักจากฉากเดินเข้าวิหารเจไดใน EP3  ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นแทร็คจาก EP นี้ ซึ่งฟังแล้วได้อารมณ์ฝ่ายสายดาร์คกำลังหึกเหิม เข้มแข็ง พร้อมจะรบ ดาหน้าเข้ามาเลย




    Star Wars: Episode III - Revenge of the Sith (2005)

    ใครที่หาว่า Prequel กาก เราแอบจุกนะ เพราะว่าเราชอบ EP3 มากที่สุดในหนังทุกภาค อะไรดี ๆ บางทีมันก็ไม่ควรโดนเหมาไปว่าแย่นะ TT มันดาร์คมาก ๆ ในที่สุดสาธารณรัฐก็ล่มสลาย เจไดโดนกวาดล้าง ให้ความรู้สึกที่ดีสำหรับเรา เพราะเราชอบจักรวรรดิมาก และนี่คือจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิ

    1 /
    Anakin's Betrayal

    ใช้ในซีนแห่งตำนานอย่าง Execute Order 66 การล้างบางเจได มันดูสิ้นหวังมาก ๆ ดูเศร้าอ่ะ เจไดกับทหารโคลนก็ร่วมต่อสู้ด้วยกันมา แต่สุดท้ายโดนเค้าฆ่าซะงั้น มันให้ความงง สับสน ถามว่า ทำไม? กับความรู้สึกสิ้นหวังที่ว่าไม่มีเจได ไม่มีสาธารณรัฐอีกแล้ว

    นาทีที่ 1:50 จะเริ่มเพลง (ตอนต้นคลิปเป็นแทร็ค Love Pledge And The Arena ช่วงที่เราชอบด้วย)

    2 & 3 / 

    Anakin Vs Obi Wan

    Battle Of The Heroes

    ขอรวบยอด 2 แทร็คเลยละกัน เพราะใช้ในซีนเดียวกันและให้อารมณ์เดียวกัน ถ้าฟังไม่ผิดอันแรกจะใช้ในการต่อสู้ช่วงแรก อันที่ 2 เป็นช่วงหลังจนถึงตอนตัดขา เหมือนเดิมคือเพลงที่ให้ฟีลแนวสู้กัน แบบนี้ก็จะอลังการดี ชวนให้นึกถึง Duel Of The Fates อยู่เหมือนกัน (มีบางช่วงใส่มาด้วย) แต่นี่จะให้ฟีลเหมือนมีความร่วงหล่นของอนาคิน และมีความผิดหวังของโอบิวันไว้ด้วย

    "จากมุมมองของข้า พวกเจไดนั้นชั่วร้าย!"

    4 /

    The Immolation Scene

    ใช้ในฉากแห่งตำนานที่ทั้งซึ้ง ทั้งล้อกันยันลูกบวช เอาไปทำมีมจนขำไปหมดแล้ว เอาจริง ๆ เพลงดีมากเลยนะ มันทรมานดี มันเป็นการบอกลาอันแสนเศร้าอ่ะ แบบอนาคินกลายเป็นคนอื่นไปแล้ว มันเป็นความผิดหวัง ความเสียใจของโอบิวันมาก ๆ เป็นการแตกหักระหว่างอาจารย์กับศิษย์ที่แบบ ฮือ เจ็บปวด แต่เราดูฉากนี้แล้วเราไม่ขำไม่ได้เลย เพราะว่าล้อกันทั่วโลกจริง ๆ T_T

    "ข้าเกลียดท่าน!!!" "เจ้าเคยเป็นน้องข้า อนาคิน ข้ารักเจ้า!!"


    Rogue One: A Star Wars Story (2016)

    หนังที่ทำให้เรากลายเป็นติ่ง Star Wars (รู้สึกติ่งมานานมาก แต่จริง ๆ ก็ธันวาปีที่แล้ว) ถึงคนทำเพลงจะเป็น Michael Giacchino ไม่ใช่ลุง John Williams ขาประจำก็ตามที ส่วนตัวคิดว่าเอาแทร็คเก่า ๆ แบบ The Imperial March หรือแทร็คของตัวหนังภาคนี้เองมาเปลี่ยนโน้ต ปรับความเร็วนู่นนี่นั่นเยอะไปบ้าง เลยทำให้ดูไม่มีอะไรที่ตราตรึงและแทร็คดูไม่เป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่ (แหม่ใช้คำซะ) แต่เราชอบแทร็คภาคนี้เยอะอยู่และก็ค่อนข้างชอบมากด้วย ไม่รู้เพราะมันเป็นเรื่องที่ทำให้เราได้รู้จักจักรวาลนี้รึเปล่า แต่ชอบก็คือชอบแหละเนอะ

    (อันนี้จะไม่ใส่คลิปว่าฉากนี้ใช้แทร็คไหนนะ ช่วงนี้ดิสนีย์น่าจะยังไม่ปล่อยให้อัพคลิปเท่าไหร่ แปะไปเดี๋ยวพอมาดูอีกทีคลิปอาจจะหายไปแล้ว 555)

    1 /
    He's Here For Us

    แทร็คเปิดเรื่องเลยเพราะภาคนี้ไม่มี Title Craw สำหรับเรามันเป็น First Impression ที่ดีสำหรับเรามาก ๆ มันแสดงให้ถึงความยิ่งใหญ่ น่ากลัวของจักรวรรดิ แถมพอเริ่มหนังด้วยการให้เห็นยาน Shuttle อยู่ในอวกาศกำลังเข้ามาในดาวแล้วก็โชว์วิวของดาว คือ Landscape สวยมากกก อาจจะเป็นเพราะเราชอบเรื่องอวกาศ ดาราศาสตร์ด้วยแหละ พอตัวเพลงได้สนับสนุนความ Cinematic Photography ที่โชว์ความยิ่งใหญ่ เวิ้งว้างของอวกาศ มันทำให้เราชอบมากกก

    2 /

    When Has Become Now
    When Has Become Now

    แทร็คตอนใช้เปิดตัว Death Star เอาตรง ๆ สำหรับทั้งตัวเพลงและ Death Star มันคือรักแรกพบของคนเขียนเลย (...) อาจจะดูเวิ่นเว้อสักหน่อย แต่เราชอบตรงที่เห็น TIE fighter บิน ๆ อยู่ แสงก็ค่อย ๆ ไล่ให้เห็นตัว Star Destroyer แล้วแสงก็ปาดข้างหลังฟื้บบให้เห็นว่าเฮ้ยย Death Star นี่หว่า มันอลังการมากเลยอ่ะ มันโชว์สเกลไล่จากเล็กไปใหญ่ ให้เข้าใจตอนแรกว่าไอ้ยานนี่ก็ใหญ่อยู่แล้ว แต่มันมีใหญ่กว่า! แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของจักรวรรดิได้ดีมาก ๆ เราชอบกิมมิคของแทร็คนี้ตอน 0:16 ด้วย เป็นเสียงตอนที่เปิดตัว Death Star ครั้งแรกใน EP4

    3 /

    Krennic's Aspirations
    ใช้ตอนที่เครนนิคไปหาเวเดอร์ที่ Mustafar เพลงนี้ให้ความรู้สึกเหมือนที่แทร็ค He's Here For Us ให้กับคนเขียน คือไปดาวสักดาว โชว์ Landscape สวย ๆ แต่ He's Here For Us มันจะให้ฟีลแบบไปคุกคามเค้าไง แต่อันนี้ไปหาสิ่งที่น่ากลัวกว่า 555 แถมสภาพดาวก็มืด ๆ ร้อน ๆ น่ากลัวด้วย เพลงมันดูมีความชิบหายกำลังจะเกิดขึ้นอ่ะ เราชอบเพลงช่วงแรก ๆ นะที่กำลังนั่งยานอยู่ แต่ตอนที่คุยกับเวเดอร์ใส่ The Imperial March มาก็ดีเลย ดูกดดันดี แบบเครนนิคชิบหายแน่ ๆ

    4 /
    Rebellions Are Built on Hope
    ช่วงแรก ๆ เราเฉย ๆ นะแต่พอเข้านาทีที่ 1:08 เหมือนจะเป็นเพลงธีมของภาคนี้เลย ให้ฟีลมันมีความหวังดี เราต้องสู้ ฝ่ายกบฎเกิดขึ้นจากความหวัง ตามชื่อเพลง

    5 /
    Rogue One "โร้ควัน? โร้ควันมันมีซะที่ไหนเล่า" "ก็ตอนนี้มีแล้วไง"

    ปกติเราไม่ค่อยชอบ Score แนวแบบวุ่นวาย ๆ เตรียมจะไปสู้สักเท่าไหร่ แต่ชอบแทร็คนี้ ก็งงตัวเองเหมือนกัน โดยเฉพาะ 20 วิแรกนี้ชอบมาก แถมอันนี้แอบใส่ The Force Theme เป็นกิมมิคเล็ก ๆ มาด้วย

    6/
    Your Father Would Be Proud

    ถ้าอันนี้ไม่มีในลิสท์นี่เราไม่สมควรจะเป็นคนที่ชอบฟัง Score หนังอีกต่อไป ใช้ในฉากบรึ้ม Scarif คือแบบโอ้โห เพลงมันดีมากกก ดึงอารมณ์ได้สุดมาก เงียบเหงา เสียสละ ความหวัง งานที่ต้องทำได้จบลงแล้วได้แต่หวังให้คนอื่นช่วยสานความฝันต่อไป ตอนดูในโรงนี่เราน้ำตาไหลเลย โดยเฉพาะตอนที่ 3:07 ขึ้นไป มันแบบ..โอ้ยยดีมาก

    7 /

    Hope

    น่าจะเป็นแทร็คที่ใครหลาย ๆ คนชอบ (มั้ง) ประกอบซีนที่กลายเป็นตำนานไปแล้ว เราชอบนะมันแสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของเวเดอร์จริง ๆ แอบย้อนแย้งนิดหน่อยเพราะว่าตัวแทร็คส่วนที่ใช้ในฉากฆ่าไม่เลี้ยงของเวเดอร์ กบฎที่อยู่ในยานดูไร้ซึ่งความหวัง 555 แต่ส่วนท้ายของแทร็คที่เอาดิสก์ไปให้เลอาก็ค่อยสมชื่อเพลงหน่อย แทร็คนี้มีกิมมิคที่ว้าวที่สุดในทุกแทร็ค คือ ช่วงที่เป็นฉากเวเดอร์ ถ้าเอาไปเร่งความเร็วx2 จะได้ทำนอง The Imperial March

    (อย่างคูล)

    8 /

    The Imperial Suite

    สุดท้ายเป็นแทร็คที่เราชอบที่สุดของ R1 ถ้าเราจำไม่ผิดแทร็คนี้ไม่ได้ใช้ในหนัง แต่เป็นการรวม He's Here For Us กับ When Has Become Now เข้าด้วยกัน (ไม่รู้มีอย่างอื่นอีกมั้ย) นั่นแหละเราชอบ 2 แทร็คนี้มาก พอเอามารวมกันกลายเป็นชอบสุด ๆ แสดงความเกรียงไกรของจักรวรรดิได้ดีมาก ถึงจะไม่ตำนานเท่า The Imperial March แต่ส่วนตัวเราชอบอันนี้มากพอ ๆ กับ The Imperial March เลยด้วย



    เย้ จบแล้วสำหรับ Soundtrack ที่อยากให้คุณฟัง ถึงจะเหมือนมาบ่นว่าคนเขียนชอบแทร็คไหนบ้างก็เถอะ แต่ก็เพราะชอบไง เลยอยากให้มีคนมาชอบด้วย 555 ส่วนบทความพาร์ท 2 ที่จะเขียนของ EP4-5-6-7 ก็น่าจะเร็ว ๆ นี้ (ถึงมันจะไม่มีคนรออ่านก็เถอะ 555 อยากเขียนไง) เจอกันบทความหน้าค่ะ



    ขอจบบทความเพียงเท่านี้

    May the force be with you

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in