ลูค ไวท์ ผจญภัยห้วงนิทราKGUNTION
ฝันร้าย (1)
  •           สัปดาห์เรียนผ่านไปอย่างเชื่องช้า อาจเป็นเพราะว่าลูคใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการคิดกังวลเรื่องจดหมายตอบกลับของแอน จนทำให้เขาแทบจะไม่สามารถเพ่งสมาธิต่อสิ่งที่อาจารย์สอนในชั้นเรียนได้เลย


              ในชั้นเรียนวิชาอัญมณีพยากรณ์ อเลเซีย พาร์สกิน อาจารย์สาววัยกลางคนหน้าตาคมเข้มกล่าวทักทายเด็กทั้งชั้นด้วยสีหน้าชื่นบาน ขัดแย้งกับสภาพอากาศขมุกขมัวนอกหน้าต่างอย่างสิ้นเชิง


              “วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับอัญมณีที่มีคุณสมบัติขึ้นชื่อว่าสามารถใช้มันทำนายสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้อย่างแม่นยำ” เธอเกริ่น ก่อนจะเริ่มออกคำสั่งให้เด็ก ๆ พลิกหน้ากระดาษไปยังบทมรกตที่หน้าห้าสิบ


              “มรกต อัญมณีโบราณที่ช่วยส่งเสริมการมองเห็นภาพในอนาคต มรกตชิ้นแรกนั้นเกิดขึ้นโดยจอร์จินัส เอเมอรัลด์ นักแปรธาตุมากความสามารถแห่งยุคสำริด มันกลายเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในปลายยุคสำริด ส่วนมากใช้เพื่อพยากรณ์อนาคตอันใกล้ มีการบันทึกโดยนักทำนายท่านหนึ่งว่ามรกตนั้นสามารถใช้พยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้ยาวนานถึงกว่า 10 ปี เลยทีเดียว...” อาจารย์อเลเซียวางตำราเรียนลงและเริ่มลงชอล์กใส่กระดานดำเสียงดังครืด ๆ


              สายฝนเริ่มกระหน่ำลงเม็ดหนากระทบหลังคาเหล็กเสียงดังเหมือนกระสุนปืนยาง ความเย็นชื้นของฝนเริ่มที่เริ่มจับตามโต๊ะและเก้าอี้โลหะ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายเนื้อตัวเหมือนกำลังจะป่วย หนังตาเริ่มหนักอึ้งจากการอดนอนตอนกลางคืนมานานหลายวันอย่างช่วยไม่ได้ ในที่สุดลูคก็ยอมสยบต่อความง่วงงุน และฟุบโต๊ะหลับไปทั้งอย่างนั้น


              ลูคได้สติอีกครั้งจากแรงเขย่าของเบ็นจามิน ศีรษะของเขาวิงเวียนและปวดเกร็งจากการนอนหลับอย่างไร้คุณภาพ เขารีบโกยหนังสือเรียนที่แทบจะไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่น้อย ใส่ลงในกระเป๋าเป้เก่า ๆ ของตัวเอง และลุกเดินตามกลุ่มเพื่อนไปยังชั้นเรียนวิชาต่อไป เด็กหนุ่มหยิบแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ขึ้นมาเปิดดูตารางเรียนอย่างขอไปที


              “วันนี้เหลืออีกแค่ 2 วิชา ธรรมชาติวิทยา กับโลหะและอรรถประโยชน์” เขาอ่านออกเสียงขณะเดินลงจากบันไดระเบียง ลัดออกสู่สวนข้างอาคารเรียนที่มีกอหญ้าและวัชพืชขึ้นรกเรื้อ เพื่อไปยังชั้นเรียนวิชาธรรมชาติวิทยา


              “ปกติแล้วพวกนายทำตัวแบบนี้กันทุกวิชาเลยเหรอ” คลีโอที่เดินอยู่ข้างเบ็นจามินและฌอง เหลียวตามองมายังลูคและซิดจ์ที่เดินอยู่รั้งท้ายกลุ่ม


              “พวกมันก็เป็นกันอย่างงี้แหล่ะ” เบ็นจามินตอบ


              “อากาศแบบนี้ใครเขาจะมีกะจิตกะใจตั้งใจเรียนกัน” ซิดจ์ว่า พยักพเยิดหน้าไปบนฟ้าที่ยังมืดครึ้มด้วยเมฆฝน ปรอยเม็ดมาไม่ขาดสาย


              “แต่ผมก็เกือบจะเผลอหลับไปเหมือนกันครับ” ฌองกลั้นหาวจนหน้าเบี้ยว


              “ที่เป็นอย่างงี้ก็เพราะไม่ยอมหลับยอมนอนไง เอาแต่ดูการ์ตูน” คลีโอหันไปดุฌอง


              “ก็ช่วยไม่ได้นี่ครับ รายการ อสูรกายต่างมิติ กำลังรีรันอยู่นะ” ฌองรีบแย้งขึ้นทันที ส่วนคลีโอเพียงแค่หัวเราะเบา ๆ ต่อท่าทีเด็กน้อยของเพื่อน


              สุดสนามหญ้ารกเรี้ยวคือสะพานเหล็กทอดยาวข้ามทะเลสาบ ไม่ใกล้ไม่ไกลนักที่อีกฟากของผืนน้ำ ลูคเห็นอาคารทรงโดมตั้งเด่นอยู่กึ่งกลางสะพาน หลังคากระจกใสสะท้อนแสงอาทิตย์ริบหรี่ที่ลอดกลีบเมฆฝน เหมือนมวนบุหรี่ที่ใกล้มอดดับ อากาศชื้นแฉะและหนาวเย็นใต้ท้องฟ้ามืด ๆ กลิ่นพิมเสนจากบุหรี่สมุนไพรของชินที่เจ้าตัวกำลังสูบอยู่ โชยแตะจมูกทำให้เขาเริ่มรู้สึกคลื่นไส้อย่างบอกไม่ถูก


              ฝนตกแรงขึ้นเมื่อเดินได้ครึ่งทางของสะพานเขาจึงเร่งฝีเท้าขึ้นพลัน ทันทีที่ถึงหน้าอาคารโดมกระจก ลูคและเพื่อน ๆ ต่างก็รีบถอดรองเท้าที่เปรอะเปื้อนขี้โคลนจากสนามหญ้าวางทิ้งไว้ข้างนอก และกรูกันเข้าอาคารทรงโดมครึ่งวงกลมไปอย่างรวดเร็ว


              ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมาถึงเป็นกลุ่มสุดท้ายอีกเช่นเคย ทั่วทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยเด็กปีหนึ่งและเด็กที่โตกว่า เสียงพูดคุยดังกระหึ่มแข่งกับเสียงดังเปาะแปะของเม็ดฝนที่ดังกระทบหลังคากระจกใส


              “เห็นว่าวิชานี้เราต้องเรียนรวมกับเด็กอีกปีด้วย” เบ็นจามินกระซิบบอก


              ลูคเหลียวมองไปรอบ ๆ ห้องเรียนสุดแปลกตาล้อมรอบไปด้วยชั้นวางของและตู้เหล็ก หลอดแก้วและบีกเกอร์ตั้งวางอยู่บนบรรดาตู้เหล็กแน่นขนัด โต๊ะเก้าอี้วางอยู่อย่างกระจัดกระจายทั่วห้อง บ้างกระจุกกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ บางตำแหน่งของห้องก็วางเปล่าจนแลดูน่าขัน ที่กลางห้องมีแท่นโพเดียมสำหรับยืนบรรยาย และจอฉายโปรเจคเตอร์เก่า ๆ ตั้งเด่นอยู่เพียงหนึ่งเครื่องเท่านั้น


              เสียงกระดิ่งดังขึ้นกว่าสามครั้งจากเด็กสาวผิวเผือกรูปร่างบอบบางผู้หนึ่งบนโพเดียม ลูคเดาไม่ถูกว่าเด็กสาวคนนั้นเป็นนักเรียนชั้นโตหรืออย่างไร เพราะดูผ่าน ๆ แล้วเหมือนพวกเขาจะอายุห่างกันเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นเอง


              “ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ชั้นเรียนวิชาธรรมชาติวิทยา เทอมนี้น้องปี 1 จะต้องเรียนร่วมกันกับพี่ปี 4 ยังไงก็ฝากดูแลกันและกันด้วยนะจ๊ะ --” เธอกวาดนัยน์ตาโตดุจผลเชอร์รี่สีฟ้าอ่อนไปทั่วห้อง “-- เออลืมไป ลืมแนะนำตัวได้เสียนี่ ฉันเอมิเลีย มอธ รับหน้าที่สอนในชั้นเรียนนี้จ้ะ พวกเธอจะเรียกว่าพี่ก็ได้ เพราะเราคงอายุต่างกันไม่ถึง 5 ปีแหล่ะ ทำตัวตามสบาย วิชานี้ไม่มีอะไรยากแน่นอน” เธอกล่าวเสริมด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม ก่อนจะสางผมบ๊อบสั้นสีบลอนด์อ่อนเช่นเดียวกับสีคิ้วอันขาวซีด และกดปุ่มบางอย่างบนโพเดียม


              เสียงดังครืดคราดดังขึ้น ผ้าม่านทอสีดำสนิทถูกปล่อยลงจากกึ่งกลางเพดานโดมไปตามรางเหล็กที่ขอบเพดาน ป้องหลังคากระจกใสจากแสงสว่างภาพนอกอาคารเรียนไว้อย่างมิดชิด


              “มีใครรู้บ้างว่าการที่เผ่าพันธุ์ของพวกเราสามารถก้าวมาอยู่ ณ จุด ๆ นี้ได้นั้น อะไรคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ถือได้ว่าเป็นกุญแจหลักของการวิวัฒนาการที่ทำให้เราไม่สูญพันธุ์ และยังคงดำรงอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้” อาจารย์เอมิเลียเอ่ยถามเด็กทั้งห้องผ่านความมืด


              จอภาพโปรเจคเตอร์จะส่องความว่างเปล่าไปบนผืนผ้ากลางห้องที่ถูกชักลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้


              ชินรีบยกมือหวังตอบคำถามแข่งกับเด็กปีสี่อีกประมาณห้าถึงหกคน


              ลูคนึกขำในใจว่าห้องมืดขนาดนี้อาจารย์เอมิเลียจะมองเห็นได้อย่างไรว่ามีใครยกมืออยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าการมองฝ่าความมืดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เกินขีดความสามารถของอาจารย์สาวผู้นี้เสียแต่อย่างใด


              “พ่อหนุ่มผมแดงที่อยู่หลังห้องว่าไงคะ” เธอเรียกชิน

              

              “ความสามารถในการปรับตัวครับ” ชินตอบเสียงดังฟังชัด

              

              “เยี่ยม --” อาจารย์เอมิเลียตอบห้วน “-- อย่างที่เพื่อนตอบค่ะ วันนี้เราจะได้ทำความรู้จักกับกระบวนการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต โดยพี่เลือกสิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์กลางคืน มาเป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะสามารถมองข้อเปรียบเทียบกับความเป็นสัตว์กลางวันอย่างเรา ๆ ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น”


              “การปรับตัวต่ออุปสรรคในสภาพแวดล้อมนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ใด ๆ ทั้งพืชและสัตว์ ไม่ว่าจะต่อสภาพอากาศ อุณหภูมิ สิ่งแวดล้อม” อาจารย์สาวบรรยาย ควบคู่กับจอฉายภาพเทคนิคไทม์แลปส์ของดอกไม้หน้าตาแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง กลีบและเกสรของมันเปลี่ยนไปตามวันเวลาและสภาพอากาศ เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่เบ่งบานชูช่อ จนเหี่ยวเฉาตามเวลา


              “สำหรับสัตว์กลางคืน พวกมันมีการปรับตัวที่น่าสนใจและเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือด้านประสาทสัมผัส การมองเห็นในความมืด โสตประสาทที่ไวต่อเสียงและคลื่นความถี่ ความสามารถในการรับกลิ่นที่หลากหลายกว่าสัตว์กลางวัน ทั้งหมดเพื่อใช้ในการป้องกันตัว และออกล่าเหยื่อ”


              เธอเร่งภาพอย่างรวดเร็วเสียจนลูคเริ่มรู้สึกเวียนหัว กระทั่งภาพหยุดอยู่ที่รูปฝูงแมวป่าในป่าทึบแห่งหนึ่ง แสงสะท้อนจากดวงตาของพวกมันวาวโรจน์ดูน่าขนพองสยองเกล้า ลูคคิดภาพว่าหากตัวเองเข้าไปอยู่ในภาพนั้น ป่านนี้เขาคงจะถูกสัตว์ดุร้ายพวกนั้นฉีกร่างออกเป็นชิ้น ๆ แต่แล้วจินตนาการกลับพาเขาผล็อยหลับไปในที่สุด


              เหมือนเช่นสัปดาห์ก่อนหน้าที่เขามักจะพยายามตักตวงเวลานอนในชั้นเรียนวันพุธให้ได้มากที่สุด ความคิดตลก ๆ เกิดผุดขึ้นในหัว ว่าตารางชีวิตของเขาจะไม่ต่างไปจากสัตว์กลางคืนที่อาจารย์เอมิเลียเพิ่งจะสอนไปเมื่อครู่นี้เท่าไหร่นัก และเขาก็คงเป็นสัตว์กลางคืนชนิดที่ไม่เอาถ่านเท่าไหร่เสียด้วย เพราะเขาไม่มีความสามารถทางประสาทสัมผัสเท่าสัตว์พวกนั้นเลยแม้แต่น้อย


              ค่ำคืนวันพุธผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย ลูคตัดสินใจลงมือเขียนเรียงความเรื่องตำนานม้าบินเพกาซัส การบ้านวิชาวรรณกรรมฟอร์ทอีสต์ของอาจารย์มาธาร์ที่ตัวเองหมักเอาไว้จากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาได้ขอความช่วยเหลือจากหนอนหนังสืออย่างชินให้ช่วยค้นหาตำราเรียนกว่าหกเล่มเพื่อนำมาใช้อ้างอิง เท่าที่อ่านดูแล้ว เขาคิดว่าตำนานเรื่องนี้ค่อนข้างแปลกประหลาด แต่ก็ฟังดูน่าอัศจรรย์ใจในเวลาเดียวกัน


              “ขนมันวาวขาวผ่องประดุจผิวดวงจันทร์ ปีกใหญ่สยายยาวเหมือนหงส์แห่งรัตติกาล” เด็กหนุ่มตั้งหน้าตั้งตาเขียนเรียงความใจ ในหัวก็นึกจินตนาการรูปร่างหน้าตาของม้าวิเศษ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in