ลูค ไวท์ ผจญภัยห้วงนิทราKGUNTION
ความลับไม่มีในโลก (2)
  •           ลูคตกตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งจะเห็นอยู่ครู่หนึ่ง คำถามต่างผุดขึ้นในหัวราวกับดอกเห็ด เขาพยายามคิดประติดประต่อเรื่องราวอย่างยากเย็น ในใจก็นึกอยากจะบอกเล่าเรื่องราวแปลก ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นกับตัวเองกว่าหนึ่งสัปดาห์ให้เพื่อน ๆ ฟังเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ผลสุดท้ายก็ต้องล้มเลิกความพยายามนั้นไปโดยดี เพราะไม่อยากถูกมองว่าเป็นพวกเพ้อฝัน


              “เหมืองผลิบานของเด็กปี 1 อยู่ที่ต้นลำธารสายนั้น” ชินเอ่ยเรียกเขาจากห้วงคิดขณะชี้มือที่ยังคีบมวนบุหรี่สมุนไพรคาไว้ ไปยังหนึ่งในป้ายเหล็กสนิมเขรอะที่ปักรวมกันอยู่เป็นกระจุก ป้ายแต่ละอันเต็มไปด้วยลูกศรชี้บอกทางที่ดูคดเคี้ยวเหมือนเขาวงกตชวนให้หลงทางยิ่งกว่าเดิม


    ปีหนึ่ง: เหมืองผลิบาน

    ปีสอง: เหมืองเร่าร้อน

    ปีสาม: เหมืองร่วงโรย

    ปีสี่: เหมืองหนาวเหน็บ


              “พวกนายหายหัวไปไหนมา ฉันไม่อยากเดินไปเดินมาหลายรอบ ขาจะหลุดอยู่แล้ว!” เสียงแหบห้าวดังจากเด็กหนุ่มผมแดงรูปร่างกำยำหน้าตากวนประสาท เรดนั่นเอง


              “เมื่อเช้าโดดเรียนไม่ชวนพวกฉันเลยสักคำนะ คราวหน้าชวนฉันบ้างสิ” ซิดจ์ร้องแซว


              “ไอ้มันบอกอะไรเข้าหูนายมาล่ะ” เรดพูดถึงอลาสแตร์ ซิดจ์รีบปรี่ไปกอดคอเพื่อนด้วยความอ้อร้อ


              “หึ! ก็ไอ้พวกนี้มันชวนฉันเข้าแต่ห้องสมุด โคตรเซ็งเลย! ไว้วันไหนนายไปเฟลอเดลีสก็เรียกฉันด้วยนะ” ซิดจ์เอ่ยเหมือนคนเมาทำเอาเรดหัวเราะก๊าก


              “แล้วนายมีอะไรหรือเปล่า” เบ็นจามินถามเรด โดยไม่แยแสสิ่งที่ซิดจ์พูดเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย


              “อาจารย์ส่งพวกฉันมารับพวกนายทุกคนน่ะสิ นายอ่านป้ายไปให้ตายก็ไปไม่ถึงหรอก ทางในเหมืองโคตรวนไปวนมาจนฉันกับบลูจะเป็นบ้าตาย อาจารย์แกบอกคาบแรกแทบไม่มีมาเรียนเลยเพราะหลงในเหมืองกันหมด” เรดเล่า ส่วนบลูได้แต่พยักหน้าเออออห่อหมกด้วย “แต่มันดันมีทางลัดอยู่ อาจารย์บอกมาน่ะ”


              ฝาแฝดเดินนำพวกเขาไปยังสะพานเหล็กที่อยู่ใกล้ ๆ แต่แทนที่จะเดินข้าม ทั้งคู่กลับไถลตัวลงใต้สะพานสู่ริมตลิ่งซึ่งมีนักเรียนยืนออกันอยู่เต็มจนตลิ่งแทบพัง ลูคเห็นเด็กบางคนต้องลงไปยืนในลำธารจนเปียกโชกถึงหน้าแข้ง กลางลำธารนั้นมีชายฉกรรจ์ตัวใหญ่หน้าตาโหดเหี้ยมเอาเรื่องยืนอยู่ด้วย เมื่อเห็นดังนั้นซิดจ์ถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก


              “เอาล่ะ มากันครบแล้วนะ ฉันจะได้เริ่มสอนสักที” อาจารย์ตัวใหญ่เหมือนยักษ์ปักหลั่นพูดเสียงขุ่นก่อนกระแอมกระไอเสียงดังลั่น “สวัสดีเด็ก ๆ ยินดีต้อนรับสู่ชั้นเรียนวิชาเทคนิคเหมืองโลหะ ฉันแม็คโนเลียเป็นอาจารย์ของพวกเธอในภาคเรียนนี้ เชื่อฟังฉันแล้วพวกเธอจะปลอดภัย เข้าใจไหม ตอบ” อาจารย์แม็คโนเลียเหล่ตามองไปทางกลุ่มนักเรียนฝั่งขวาจนแถวนั้นหน้าเจื่อนไปเป็นแถบ


              ลูคได้ยินเสียงเรดกระซิบบอกซิดจ์ว่าอาจารย์แม็คโนเลียนั้นความจริงแล้วใจดีอย่างกับเทวดา ถึงหน้าตาจะเหมือนหินในเหมืองก็เถอะ


              “วิชาของครูไม่มีอะไรยุ่งยาก ไม่เน้นทฤษฎีเหมือนวิชาของอาจารย์คนอื่น ๆ พวกเธอเห็นเลียงเหล็กตรงนั้นไหม” อาจารย์แม็คโนเลียบุ้ยใบ้ไปยังอุปกรณ์ร่อนแร่รูปร่างคล้ายกระทะสีเงินหมองที่วางสุมกันอยู่บนก้อนหินใหญ่


              “ใช้มันร่อนแร่จากลำธารสายนี้ ก่อนจบชั้นเรียนเราจะมาชั่งน้ำหนักแร่ที่พวกเธอแต่ละคนหาได้ ใครหาได้มากที่สุดครูมีรางวัลให้ หมดเวลาเมื่อไหร่ครูจะเป่านกหวีด เข้าใจไหม ตอบ” เสียงฮือฮาของเด็กนักเรียนดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงคุยจ้อกแจ้กด้วยความตื่นเต้น อาจารย์แม็คโนเลียยิ้มกว้างใต้หนวดเคราหนาตึ้บ ซิดจ์ดูเหมือนจะละทิ้งความหวาดกลัวไปหมดแล้ว ลูคคิดว่าในหัวของเพื่อนรักตอนนี้คงมีแต่เรื่องรางวัลที่อาจารย์แม็คโนเลียเอามาล่ออยู่เป็นแน่


              หลังจากการสาธิตวิธีร่อนแร่ที่ถูกต้องจบสิ้นลง อาจารย์แม็คโนเลียก็ปล่อยให้นักเรียนเริ่มร่อนแร่กันตามอัธยาศัยโดยมีข้อกำหนดว่าห้ามเข้าไปในเขตต้องห้ามที่ต้นลำธาร พวกลูคเลือกทำเลบริเวณใกล้กับเขตต้องห้ามที่หมอกดูจะลงหนากว่าบริเวณอื่น หากไม่ใช่เพราะคำแนะนำของชินว่าอาจพบแร่มากที่สุดที่ต้นน้ำ พวกเขาก็คงจะไปรวมกลุ่มกับเด็กนักเรียนคนอื่นที่ปลายน้ำแล้ว


              “ปวดหลังจะแย่อยู่แล้ว เฮ้ย! ฉันเจอแล้ว 2 ก้อน” ซิดจ์ร้องดีใจเสียงดังพลางทำท่าเหมือนตัวเองเพิ่งถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง


              “นั่นมันก้อนหินโง่ ๆ” เบ็นจามินสวนทันควัน ซิดจ์ร้องโห่ก่อนโยนก้อนหินที่หามาได้ยากลำบากลงลำธารอย่างไม่ไยดี


              “ฉันไม่คิดว่าเราจะชนะไอ้รางวัลบ้านั่นหรอก อาจารย์แม็คโนเลียต้องอำเราแน่ ๆ คือไม่มีทางที่ลำธารพวกนี้จะมีแร่ไปได้ นี่ก็ปาเข้าไปชั่วโมงกว่าแล้วนะ ดูสิฉันเจอแต่อะไร ขยะทั้งนั้น!” ซิดจ์พูดด้วยความหงุดหงิดพลางชูก้อนแร่ดำ ๆ สามสี่ก้อนขึ้นเหนือหัวก่อนจะเขวี้ยงมันกลับลงไปในลำธารอีกรอบจนน้ำกระเซ็นไปโดนเบ็นจามินจนเปียกปอน


              “ระวังหน่อยสิเว้ย” เบ็นจามินอุทานเสียงหลง น้ำไหลนองจากหน้าผากลงมาถึงปลายคาง


              “พนันได้เลยว่าป่านนี้อาจารย์คงจะไปนอนผึ่งกระดิกเท้าสบายใจอยู่ที่ไหนสักแห่งแถว ๆ นี้ รอคาบเรียนจบ ฉันรู้ทันหรอกน่า” เจ้าตัวแสบไม่วายนินทาอาจารย์ต่อ


              “นายไม่รู้อะไรก็อย่าพูดเลยดีกว่า” เบ็นจามินยักคิ้วหลิ่วตาอย่างวางภูมิ “ลำธารสายนี้คือแหล่งแร่แน่นอน ฉันอ่านเจอในวีคลีย์ฟอร์เธ่ฉบับที่แล้ว น้ำในลำธารของเหมืองผลิบานไหลจากใต้ดินมาจากแหล่งน้ำที่เคยเป็นเหมืองเก่า ไม่มีใครรู้พิกัดของเหมืองเก่านั่น แต่ฉันคิดว่ามันคงอยู่ไม่ไกลจากมหาลัยนี้สักเท่าไหร่หรอก” เบ็นจามินเกาคางอย่างเคยชินทุกครั้งที่กำลังใช้ความคิด “แต่ก็จริงอย่างที่นายพูดนั่นแหล่ะ ไม่เห็นเจออะไรเลยนอกจากขยะ” เขาพูดต่อพลางขว้างก้อนหินที่ตนเองหาเจอลงบ่อตักน้ำที่แปะป้ายหราว่า ชำรุด จนเกิดเสียงดังจ๋อม


              “เอาเวลาที่เหลือก่อนหมดคาบไปนอนเล่นยังคุ้มค่าเสียกว่าร่อนหาแร่ล่องหนพวกนี้ จริงไหมลูค” ซิดจ์บ่นก่อนเหวี่ยงตัวลงนั่งบนโขดหินอย่างสบายอารมณ์ ตามด้วยคนอื่น ๆ ที่เหนื่อยล้าพอกัน


              ลูคไม่นึกปฏิเสธความคิดของซิดจ์ในตอนนี้เลยว่าเอาเวลาที่เหลือในชั้นเรียนไปทำอย่างอื่นคงจะคุ้มค่ากว่า


              เขาตัดสินใจร่อนเลียงเป็นครั้งสุดท้ายจนเศษดินโคลนแทบจะไม่เหลือ ลูคก้มลงมองเลียงที่กำลังค่อย ๆ ตกลงสู่ผิวลำธารด้านล่างในภาพสโลว์โมชั่น สายตาเริ่มพร่าเลือนขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะที่เสียงนกหวีดแหลมสูงดังขึ้นคลาดกับสติสัมปชัญญะที่ดับมืดลง


    ...


              ลูคลืมตาขึ้นพบว่าเขาอยู่บนเตียงในห้องพัก เขารีบยันตัวลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจจนตัวแทบจะเป็นเกลียว เขาไม่ได้รู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาจากการนอนเต็มอิ่มมานานเกือบสัปดาห์เต็มแล้ว และน่าแปลกมากที่เขาหลับได้โดยไม่ฝันร้าย


              ห้องพักคับแคบลงทันตาเห็นเพราะเพื่อนทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า


              “เฮ้ย ลูคตื่นแล้ว” ซิดจ์พูดด้วยท่าทีดีอกดีใจอย่างออกหน้าออกตา “นายเป็นอะไรจู่ ๆ ก็หลับหัวทิ่มลำธาร พวกฉันหิ้วปีกนายออกมากันแทบไม่ทัน”


              “นั่นสิ พวกฉันตกใจแทบแย่ นึกว่านายเป็นอะไรไป...” เบ็นจามินเอ่ย


              “แต่สุดท้ายนายก็แค่หลับ” ชินต่อประโยคจบให้แบบเงียบๆ ลูคมองหน้าเพื่อนแบบงง ๆ

              

              “นั่งบื้อทำอะไรอยู่ รีบเก็บของสิวะ จะได้กลับบ้านแล้ว” ซิดจ์เอ่ยด้วยความกระตือรือร้น ถ้าซิดจ์มีหางป่านนี้คงกำลังกระดิกอยู่จนก้นแทบหลุด ลูคคิดในใจ


              “วันนี้วันพฤหัสเองไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงจะได้กลับบ้านแล้วล่ะ” ลูคถามแบบงง ๆ เหมือนเดิม แต่มุมปากยังแอบมีรอยยิ้มเล็ก ๆ จากการเปรียบเทียบเพื่อนกับหมาในใจเมื่อครู่


              “ก็พรุ่งนี้อาจารย์ซินธ์ที่สอนคาบสมุนไพรป่านนี้ยังเดินทางมาไม่ถึงฟอร์ทอีสต์เลย ได้ยินมาว่าแกเดินทางมาจากฟอร์ทฟลอร่า ส่วนอาจารย์คาบการถอดความโลหะไม่มาสอนอีก น่าเสียดายชะมัดเลย ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์เป็นนักถอดความโลหะที่โด่งดังที่สุดในยุคเหล็กเสียด้วย” เบ็นจามินตอบหน้าตาผิดหวัง แต่ลูคแอบรู้สึกโล่งใจแบบบอกไม่ถูก “แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันว่าวันหยุดนี้ฉันจะอ่านหนังสือล่วงหน้าให้จบทั้งเทอมเลย” เขาพูดต่อด้วยแววตามุ่งมั่นจนน่ากลัว ชินหันมามองด้วยสายตาเห็นด้วย


              หลังจากจัดการเก็บกวาดสัมภาระไม่กี่ชิ้นลงกระเป๋า เด็ก ๆ ก็พร้อมเดินทางกลับบ้าน คลีโอกับฌองล่วงหน้าไปก่อนแล้วเพราะทั้งสองอยู่บ้านใกล้กัน


              กว่ารถบัสจะพาพวกเขามาถึงสถานีโกลเด็นคาสเซิลก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็นแล้ว บนชานชาลาร้างผู้คนแตกต่างจากวันเปิดเรียนถนัดตา


              “ตรงนี้ว่าง ฉันขอนั่งริมหน้าต่างนะ” ซิดจ์กระโดดโลดเต้นขึ้นไปบนตู้รถรางที่เงียบเชียบ ปากก็ตะโกนเรียกเพื่อน ๆ ให้มานั่งในขบวนรถอย่างสดใสอย่างมีความสุข เป็นปกติที่ซิดจ์จะอารมณ์ดีทุกเย็นสุดสัปดาห์เพราะเห็นว่าเป็นวันแห่งอิสรภาพจากการเรียนหนังสือ


              “แล้วนายจะไปที่ไหนต่อหรือเปล่า” เบ็นจามินถามลูคพลางใช้มือผสมเท้าเขี่ยซิดจ์ไปห่าง ๆ ตัวเอง


              “คงไม่ วันนี้แม่ฉันไม่อยู่บ้าน” ลูคตอบ “เห็นบอกไว้ว่าไปช่วยคุณยายโยลันดาเจ้าของร้านเก็บเกี่ยวผลไม้ที่นอกเมือง กว่าจะกลับก็วันศุกร์มั้ง”


              “แต่ฉันว่างมากแล้วก็ไม่อยากกลับบ้านด้วยสิ ป้าแมริแอนมาที่บ้านอีกแล้วน่ะ” เบ็นจามินอ้อนวอนหน้าเศร้า “ฉันขอไปอยู่ที่บ้านนายก่อนได้ไหม จนกว่าป้าแมริแอนจะกลับไปน่ะ”


              ป้าแมริแอนเป็นหญิงวัยกลางคนอารมณ์ร้ายที่ชอบหวีดร้องเสียงแหลมตลอดเวลา เธอมาหาเบ็นจามินทุกเย็นวันศุกร์เพื่อร่วมโต๊ะกินข้าวกับครอบครัวของเขา ทุกครั้งที่เธอมาก็มักจะทำให้เบ็นจามินหงุดหงิดและทำลายค่ำคืนอันแสนสุขของครอบครัวเสมอ


              “ความจริงนายนอนค้างเลยก็ได้นะ” คำตอบของลูคทำให้เบ็นจามินยิ้มแฉ่งฟันขาวสะท้อนแสง


              “งั้นฉันขอไปด้วยสิ ฉันอยากเปลี่ยนบรรยากาศนั่งอ่านหนังสือบ้าง ริมบึงลิตเติลดิวน่าจะเหมาะ” ชินกระแอมกระไอด้วยเสียงแหบ ๆ


              “แล้วฉันล่ะ ไม่มีใครอยากชวนฉันไปนอนค้างบ้างเลยเหรอ” ซิดจ์พูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจอย่างน่าถีบ


              ความจริงแล้วเพื่อน ๆ ไม่ได้มานอนค้างที่บ้านลูคอีกเลยนับตั้งแต่สมัยเด็ก ทั้งกลุ่มเดินไปรอรถรางด้วยกันและไม่มีใครกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านมาเปลี่ยนเลยแม้แต่คนเดียวเพราะทุกคนใส่เสื้อไซส์เดียวกันหมด


    ...


              ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า สายลมอ่อนพัดเอาเศษใบไม้ใบเล็กปลิวเกลื่อนหน้าประตูบ้านชานเมือง อักษร W ในซอยกลูมมี่


              แม่ของลูคกำลังยืนอยู่หน้าเตาแก๊ส บนเตามีหม้อต้มคาราเมลส่งกลิ่นหอมหวานฟุ้งไปทั่วห้อง


              เดซี่ ไวท์ คุณแม่วัยสี่สิบห้าที่ยังดูสาวและสวย แม้แต่ตอนที่กำลังยืนกวนน้ำตาลไม่ให้ไหม้ติดหม้อในชุดผ้ากันเปื้อนสีเทา เธอมีผิวขาวผ่อง นัยน์ตาสีเทา และเส้นผมดำขลับเหมือนกับลูกชายของเธอไม่ผิดเพี้ยน ไม่มีใครในซอยกลูมมี่นี้ทำแอปเปิลคาราเมลได้อร่อยไปกว่าเธออีกแล้ว


              “เป็นไงบ้างจ๊ะเด็ก ๆ ไม่ได้เจอนานเลย” เธอทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่ดูอิดโรย “เอาแอปเปิลคาราเมลหน่อยไหมจ๊ะ”


              “ไหนแม่บอกว่าจะไม่อยู่ไงล่ะครับ” ลูคถาม


              “ยกเลิกนัดกระทันหันจ้ะ” เธอตอบพลางเอื้อมมือปิดเตาแก๊ส ลูคเห็นซิดจ์กำลังจะเอานิ้วจุ่มลงไปในคาราเมล จึงรีบดึงเพื่อนออกมาจากเตาแก้สก่อนน้ำลายมันจะหยดลงไปจนทุกคนกินไม่ลง


              “ผมไปห้องก่อนนะ เดี๋ยวลงมาช่วย” ลูคพูดและลากคอเพื่อน ๆ ทั้งสามขึ้นบันไดไป ห้องดูคับแคบลงถนัดตาเพราะมีแขกมาอาศัยอีกสามคน ลูคโยนเสื้อยืดให้กับชินและเบ็นจามิน ในขณะที่เขากำลังยืนเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมลงไปช่วยแม่ในครัว


              ในห้องครัวเดซี่กำลังยืนชิมซุป วันนี้เธอทำซุปครีมเห็ด กราแตงมันฝรั่งอบชีสหอมกรุ่น แฮมอบราดน้ำเกรวี่สูตรพิเศษ และของหวานแอปเปิลคาราเมลแช่เย็นลูกโต ลูคกับซิดจ์อาสาเป็นคนปอกเปลือกมันฝรั่ง ส่วนเบ็นจามินกับชินหั่นและบดเหมือนเครื่องจักรในโรงงานนรกไม่มีผิด


              หลังจากที่เดซี่เอาแฮมกลิ่นหอมฟุ้งออกจากเตาอบได้ไม่นาน เธอก็เรียกเด็ก ๆ ให้มานั่งพร้อมหน้าที่โต๊ะอาหาร บนโต๊ะไม่มีที่ว่างเหลืออยู่เลยจากจานอาหารที่อัดแน่น มื้ออาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นของครอบครัวและเพื่อนฝูง เขาไม่เคยรู้สึกอิ่มเอมใจเช่นนี้มาก่อน นับตั้งแต่ที่พ่อจากไป


              หลังจากที่กำจัดมันฝรั่งบดคำสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยจนแทบไม่เหลือเศษเพราะซิดจ์เก็บกินหมด เด็ก ๆ ก็พากันขึ้นห้องนอน เบ็นจามินรีบขึ้นไปนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ส่วนชินสูบบุหรี่สมุนไพรกลิ่นหอมอยู่ริมหน้าต่าง


              ลูคนั่งยอง ๆ เก็บกวาดข้าวของที่ตัวเองทำตกจากชั้นหนังสือไว้เมื่อต้นอาทิตย์ ซึ่งส่วนมากถูกโกยลงถังขยะจนเกือบหมด เขาพบเศษกระดาษยับยู่ยี่วางอยู่ใต้เศษขวดแก้วที่เคยงมได้จากบึง เด็กหนุ่มคลี่กระดาษนั้นออกอ่าน ตัวอักษรทั้งเล็กทั้งหวัดจนต้องเพ่งจนตาหยี


    มุ่งสู่นัยน์ตาแห่งจันทรา 27213


              ในระหว่างที่เขากำลังอ่านในใจซิดจ์ก็พูดโพล่งขึ้นเสียงดังท่ามกลางความเงียบ จนลูคสะดุ้งเฮือกและรีบขยำกระดาษเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงไป


              “รู้ไหม” ซิดจ์พูดเสียงเข้มแบบผิดวิสัย “ฉันพยายามคิดว่าทุกอย่างปกติ พยายามมองข้ามเรื่องที่นายทำตัวแปลก ๆ มาทั้งสัปดาห์ แต่มาวันนี้ที่อยู่ ๆ นายก็เป็นลมในคาบอาจารย์แม็คโนเลีย ฉันก็รู้แล้วว่าฉันคิดผิด” เบ็นจามินกับชินจ้องลูคเขม็ง


              “นายปิดบังอะไรพวกเราอยู่หรือเปล่า ลูค” ซิดจ์เอ่ยเสียงเข้ม


              “ไม่นะ” ลูคพูดพลางปัดมือไปมาเหมือนกำลังไล่แมลงวัน “ฉันคงแค่นอนไม่พอเลยสลบไป”


              “นายรู้ไหมว่าตัวเองโกหกห่วยมาก นายจะแถวันหลังก็เอาให้เนียน ๆ หน่อย นักดำน้ำอย่างนายร่างกายไม่อ่อนแอขนาดร่อแร่เป็นลมหรอกจริงไหม” เบ็นจามินเอามือกอดอก


              “บอกมาเถอะลูค” ชินเสริม


              ลูคถอนหายใจคอตก พยายามคิดว่าจะอธิบายอย่างไรให้ดูเหมือนตัวเองไม่ได้บ้า


              “ก็ได้ แต่พวกนายต้องเชื่อในสิ่งที่ฉันเล่านะ” เขาพูดเสียงเหนื่อย “ฉันฝันร้ายติดกันมาจะเป็นอาทิตย์แล้ว ตั้งแต่ตอนที่นอนดูรุ้งแสงจันทร์ มันเหมือนจริงมากจนฉันเหมือนว่าฉันไม่ได้นอนจริง ๆ เลยสักคืนเดียว เหมือนกับว่าในวันหนึ่งฉันตื่นอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งในชีวิตจริง ทั้งในฝัน”


              ทุกคนขึ้นมานั่งรวมกันบนเตียงและตั้งใจฟังเรื่องความฝันสุดประหลาด ซิดจ์อยากรู้ว่าสิ่งที่เพื่อนเล่าจริงหรือเปล่าจึงลองเอานิ้วจิ้มที่แผลที่หัวเข่าเพื่อนดู


              “ทำบ้าอะไรเนี่ย” ลูคร้องเสียงหลง ก่อนสะบัดขาหนีพร้อมคว้าหมอนข้างเตรียมตบใส่หัวเพื่อนรัก


              “ได้ไปหาหมอหรือยัง” เบ็นจามินถาม


              ลูคส่ายหน้า


              “ฉันไม่อยากบอกใครเพราะมันฟังดูเป็นไปไม่ได้ ขนาดพวกนายยังไม่เชื่อเลย แล้วใครมันจะไปเชื่อฉัน” เขาพูดพลางกวาดสายตาไปทางซิดจ์ ยังคงกำหมอนข้างไว้ในมือ


              “ลองแวะไปหาพ่อฉันที่คลินิกพรุ่งนี้ไหมล่ะ ไม่ต้องเล่าทุกอย่างให้พ่อฟัง แค่เรื่องแผลก็พอ บอกว่านายหลับไปแล้วตื่นมาก็เป็นแผลที่หัวเข่าเฉย บางทีพ่อฉันอาจมีคำอธิบายก็ได้นะ” เบ็นจามินเสนอ


              “เราควรลองหาเหตุผลจากหลาย ๆ แหล่งดู” ชินเอ่ยขึ้นสมทบ


              ลูคไม่พูดอะไรเพียงแค่พยักหน้าตอบ


              ทั้งสี่คนนั่งคุยกันอยู่บนเตียงอีกพักใหญ่ พยายามตั้งข้อสันนิษฐานว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่แต่ยิ่งพูดยิ่งออกทะเลไปไกล แม้ว่าปากยังไม่หยุดพูดเรื่องลูคโดนวิทยาการของมนุษย์ต่างดาวมาเข้าฝันและฝังไข่ไว้ให้ฟักในหัวเข่า ซิดจ์ก็เริ่มหนังตาหนัก นั่งทำตาปรืออยู่ข้าง ๆ ชินที่สัปหงกไปพิงหัวเตียงโลหะเย็นชืดด้านหลัง


              ตลอดทั้งคืนลูคแกล้งทำเป็นนอนหลับแต่เขาไม่ได้งีบเลยแม้แต่น้อย ตอนประมาณตีสามเขาเห็นซิดจ์แอบย่องกลับบ้านไปไม่บอกกล่าวในห้องตอนนี้จึงเหลือเพื่อนที่นอนหลับอุตุอยู่เพียงสองคนเท่านั้น


              นกสีฟ้าสดใสตัดกับบรรยากาศอึมครึมของเมืองบินผ่านหน้าต่างห้องนอนบานเล็ก เด็กหนุ่มหันไปปลุกเพื่อนอีกสองคนที่เหลือที่นอนกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น


              “ฉันต้องรีบไปให้ทันมื้อเที่ยงกับแม่” ชินที่ผมสีแดงส้มฟูกระจายจากการนอนหลับแบบไม่เป็นระเบียบพูดอย่างรีบร้อน กล่าวขอโทษคุณนายไวท์ที่ไม่ได้ทานอาหารที่เธอเตรียมไว้ให้และเร่งไปให้ทันนัดในเมือง


              ส่วนลูคและเบ็นจามินยังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารจัดการกับข้าวโอ๊ตต้มใส่ผลไม้หลากชนิด หลังจากที่จัดการกับมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางไปยังคลินิกของคุณยัง บนถนนเซนต์อเล็กซานเดอร์

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in