บทความอันหาสาระไม่ได้robinismind
รีวิวหนัง Wheels : ในก้นเหวแห่งความมืดมิดนั้นมีความหวังรออยู่

  • ในก้นหุบเหวแห่งความมืดมิดนั้นมีความหวังรออยู่





           เรื่องย่อ : เล่าเกี่ยวกับชีวิตของ มิกกี้ เขาพิการต้องนั่งรถเข็น ชีวิตเต็มไปด้วยความลำบากน่าเวทนา มิกกี้ท้อแท้สิ้นหวังในชีวิต เขาจึงอยากฆ่าตัวตายให้มันจบๆไป ตั้งแต่กรีดแขน  เข็นรถไปกลางมอเตอร์เวย์ให้รถชน พลักตัวเองให้ตกบันได เขาลองมาหมดแล้วแต่ไม่มีวิธีไหนที่ทำให้มิกกี้ตายจริงๆเสียที เขาจึงตัดสินใจจ้าง ชายพิการไร้บ้าน เดรก ให้ฆาตกรรมเขาแทน เรื่องราวการเดินทางของชายพิการสองคนจึงเริ่มขึ้นและท้ายที่สุด มิกกี้ ต้องตัดสินใจว่าเขายังอยากตายอยู่ไหม ....





           ความรู้สึกหลังดูจบนี้แบบ อิหยังวะ ขยี้หัวแรงๆไปสามที ตอนจบมันเซอร์ไพร์มากกกกก (คันปากอยากสปอย) หนังเรื่องนี้อุดมณ์ไปด้วยความสิ้นหวังนานานับประการ ตั้งแต่ติดยา ปล้นชาวบ้าน ติดแกงกะหรี่ ถ้าคิดว่า ชีวิต มิกกี้ และ เดรก เนี่ยระยำหมาแล้วนะ มันยังระยำได้กว่านี้อีกเยอะ New low ได้เรื่อยๆอ่ะ เหมือนรัฐบาลน้องตุ๊ดตู่เลย 





           หนังพาเราไปดำดิ่งตามตัวละครมิกกี้ ฟิลจะเหมือนกำลังจมลงในโคลนดูดแล้วไม่มีแรงดิ้นได้แต่ปล่อยให้มันดูดเรื่อยๆจนเกือบมิดหัว ระหว่างดูก็พึมพำในใจ 

    (ตายไปเถอะ...มิกกี้ ถ้าชีวิตมึงจะรันทดขนาดนี้ สงสาร) 





    ช่วงแรกๆของหนังไม่แนะนำอย่างแรง ถ้าสภาพจิตใจไม่โอเคข้ามไปดูเรื่องอื่นได้เลย แต่ถ้าใครชอบเสพดราม่าอยู่แล้วดูหนังหนักๆได้ ถ้าดู Manchester by the sea ได้ อีซี่เลยเรื่องงนี้ แถมคะแนนยังสุดยอดอีกด้วย 





    จะวิเคราะห์หนังแล้วนะมีสปอยเยอะเลย !!

     ถ้าใครคิดจะดู หยุดอ่านเดี้ยวนี้แล้วรีบไปดูซะ ดูเสร็จค่อยมาอ่านจะอินกว่านี้เยอะ แต่ถ้าใครอยากอ่านก็ตามสบายเลย 

    (ใครอยากดูอินบ๊อกมาถามในทวิตเราได้นะ เดี้ยวเราบอกแหล่งให้)




           ซิมโบลิกของ อิฐบล็อก นั้นเอง ตั้งแต่ต้นเรื่องเลย เราจะเห็น มิกกี้ ถือไอ้อิฐก้อนนี้ไปไหนมาไหน ตั้งแต่ เอาไปวางไว้เป็นเพื่อนกินเหล้า เอามาวางบนตักก่อนกรีดข้อมือ เอาไปทุบประตูบ้าน เอาไปวางขัดล้อรถยนต์  นี้มันอิฐสาระพัดประโยชน์ชัดๆ แต่ถ้าลองพิจารณาดูลึกๆแล้ว อิฐบล็อก มีอะไรที่ลึกซึ้งมาก 


           ไอ้ อิฐบล็อก เนี่ย มันคือของขวัญของแม่ที่ให้มิกกี้ (แม่ต้องเป็นคนยังไงว่ะให้ก้อนอิฐลูกเป็นของขวัญ)  สำหรับมิกกี้เนี่ย แม่ เป็นคนที่แสนวิเศษสำหรับเขา ในความทรงจำวัยเด็ก เวลานึกถึงแม่ ก็จะมีแต่มุมมองของความสุข ครอบครับที่เพอร์เฟ็ค 



    ฉะนั้นชีวิตช่วงวัยผู้ใหญ่ของมิกกี้ที่เต็มไปด้วยความทุกข์นั้น สิ่งที่จะพอทำให้เขามีความสุขได้นั้นคือการระลึกถึงช่วงเวลาที่มีกับแม่ และสิ่งเดียวที่แทนแม่ได้ในตอนนี้นั้นคือ อิฐ นั้นเอง 



           จะลงไปลึกขึ้นอีกขั้น ก้อนอิฐ มันคือความรู้สึกที่มิกกี้เก็บมันเอาไว้ ถ้าลองสังเกตหลายๆฉาก อิฐ ก้อนเนี่ย ตอนต้นเรื่อง มันไม่เคยกลายเป็นอาวุธทำร้ายใครเลย มันจะเป็นแค่ก้อนอิฐโง่ๆที่ติดตัวเท่านั้น เปรียบได้ดั่งอารมณ์ช่วงนั้นของมิกกี้ที่ดำดิ่งไม่มีความสุขไม่มีความหวังอะไร อิฐ ก้อนนี้เป็นเพียง ของที่อยู่ในกระเป๋าอย่างเปล่าประโยชน์และไม่มีค่าอะไรนอกจากตัวถ่วงเท่านั้น 



    แต่พอมิกกี้ได้พบกับ เดรก และได้พบกับความแปลกใหม่ในชีวิต (ในทางที่ไม่ดีอะนะ ชวนไปติดยา) ความรู้สึกสิ้นหวังอยากตายในที่แรกก็แปรเปลี่ยนไป มันกลายเป็นความโกรธเกรี้ยวที่มีต่อโลก ประชดประชันชีวิตด้วยการทำตามใจตัวเองอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งที่ทำว่าถูกหรือผิด แค่ใช้ชีวิตเสพยาไปวันๆเพื่อหลีกหนีความจริงในชีวิตที่เขาไม่อยากรู้สึก 



    ก้อนอิฐ ในทีแรกที่เป็นแค่ตัวถ่วงในกระเป๋าก็กลายเป็น อาวุธ ในการใช้ออกปล้นและเกือบใช้เป็นอาวุธฆ่าพ่อตัวเองเสียด้วยซ้ำ 



           ความหมายที่แท้จริงของก้อนอิฐคืออะไรกันแน่ ? 


           มันอาจไม่ตรงตัวเป๊ะๆแต่ที่ผู้เขียนดูทั้งเรื่องจนจบ นอนคิด ตีลังกาคิด หลายตะลบ ก็อาจกล่าวได้ว่ามันคือ อดีตของมิกกี้ นั้นเอง เพราะอะไรนั้นเหรอ ตอนท้ายของหนัง มิกกี้ได้กลับไปหาพ่อ ตอนแรก เดรก คิดว่ามิกกี้จะกลับไปฆ่าพ่อตัวเอง

     (ที่คิดยังงั้นเพราะว่ามิกกี้เคยบอกเดรกว่าพ่อผลักเขาตกจากหลังคา นั้นคือสาเหตุที่เขาพิการ)



           แต่ป่าวเลย มิกกี้ แค่กลับไปเล่นเปียโนตัวโปรดตอนเด็กของเขา ห้วนคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆที่เขามีต่อแม่ และก็ได้คุยกับพ่อถึงสาเหตุที่เขาพิการ ก้อนอิฐ ก้อนนั้นที่อยู่บนตัก มิกกี้กำลังจะเก็บลงกระเป๋า แต่พ่อของมิกกี้ก็ได้พูดขึ้นมาว่า ยังเก็บมันไว้อีกเหรอ แล้วมิกกี้ก็ตอบไปว่าเพราะมันคือของที่แม่ให้เขามา และพ่อก็เล่าความจริงให้ฟังทั้งหมด 





           แท้จริงแล้วมิกกี้ไม่ได้พิการ พ่อไม่ได้เป็นคนผลักมิกกี้ตกหลังคา แต่เป็นเพราะความจริงของเรื่องราวตระหาก มันทำให้มิกกี้หัวใจสลายและเกิดอาการทางจิตใจอย่างรุนแรง เขาสลบในทันที พอตื่นขึ้นมาขาไม่สามารถขยับได้และลืมความจริงที่พ่อบอกเขาอีกด้วย ตั้งแต่นั้นเขาคิดว่า เขาพิการมาตลอด จนกระทั่งสิ่งที่พ่อพูดออกมาว่า ก้อนอิฐ นั้น มันไม่ใช่ของขวัญของแม่ 


    แต่มันคือสิ่งที่พ่อเขาอุปโลกขึ้นมาเองว่าแม่เป็นคนให้ เพราะตอนนั้น มิกกี้ ยังเด็กและบ่นคิดถึงแต่แม่ 




    ความจริงที่โหดร้ายคือแม่ ฆ่าพี่ชายของเขาตั้งแต่เด็กและเกือบขามิกกี้ตายด้วยการจับกดน้ำและหลอกให้กินน้ำยาเช็ดกระจก แต่ตอนนั้นมิกกี้ยังเด็กจึงไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร   พอเริ่มโตมิกกี้ก็เอาแต่โทษทุกอย่างให้พ่อ ว่าแม่และพี่ชาย ต้องตายไปก็เพราะพ่อ จนกระทั่งตอนนี้ที่เขาได้คุยกับพ่อและความจริงทุกอย่างถูกเฉลย 




           และในที่สุดขาของเขาก็กลับมาใช้ได้อีกครั้ง อดีตที่เคยกัดกินจิตใจก็สลายไป จะเห็นได้ถึงตอนช่วงสุดท้ายของหนัง มิกกี้นั่งอยู่ในรถ และหันไปเปิดกระเป๋า ตลอดเวลาในกระเป๋านั้นมีแต่หิน แต่ตอนนี้มันกลายเป็นกระต่าย (กระต่ายของเดรก) และกระต่ายตัวนั้นไม่ได้ถูกกรงขังมันอีกต่อไปแล้ว ฉากก็ตัดไปด้วยการขับรถของมิกกี้และวิวพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า   



           เป็นอันจบการตีความ ก้อนอิฐ  แต่ในหนังก็ยังมีความน่าสนใจอื่นๆอยู่มากทีเดียว โดยเฉพาะตัวละคร เดรก ถ้าไม่มีตัวละครตัวนี้ ผู้เขียนคงปิดไปตั้งแต่ สิบนาที แรกแล้ว 


    เดรก เป็นตัวละครที่สอนสิ่งต่างๆให้แก่มิกกี้ (ด้านดีๆทั้งนั้น เสียงสูง) เขาคือที่สุดแห่งตัวละครที่ชีวิตเหลวแหลกแต่กลับมีพลังที่ยิ่งใหญ่ในการมอบความหวังให้ผู้ชม 

           ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นว่าเดรกเป็นตัวละครที่ดูจะแฮปปี้ที่สุดในเรื่องนี้ แต่แท้จริงแล้วเขาคือคนที่ชีวิตเศร้าและรันทดยิ่งกว่ามิกกี้เสียอีก  ในเรื่อง มิกกี้ และ เดรก เคยถามสาเหตุของความพิการของแต่ละคน มิกกี้ นั้นพูดความจริง แต่ส่วน เดรก นั้น เขาเลือกจะโกหก แถมยังเล่าให้มันเป็นเรื่องตลกแทนความจริงที่เจ็บปวด ตอนท้ายเรื่องที่เดรกเล่าความจริง มันสะเทือนใจจนเราจะรู้สึกว่า เดรก ทนทุกข์ทรมานมาขนาดนี้ได้ยังไง

           ผู้เขียนรู้สึกว่าความเศร้าของแต่ละคนนั้นแสดงออกมาได้หลายรูปแบบ มันไม่จำเป็นที่ต้องมีน้ำตาหรือคร่ำครวญแบบมิกกี้ บางครั้งความเศร้านั้นอาจมาในรูปแบบของรอยยิ้มและท่าทีอันยียวนแบบเดรกก็ได้ (มีเสน่ห์ไปอีกแบบ)

      
    โดยเฉพาะฉากที่เขาถูกยิงใกล้ตายเพียงเพื่อกลับไปเอาแหวนของเมียที่อยู่กับคนค้ายา มันแสดงให้เห็นแล้วว่าตลอดเวลานั้น เขาไม่เคยลืมในความผิดบาปของตัวเองและยอมรับในสิ่งที่เขาทำลงไป (ทำนองเหมือนชดใช้บาปอ่ะนะ)


    และฉากสำคัญที่ทำให้มิกกี้ตัดสินใจมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้นก็เพราะเดรกอีกนั้นละ  ตอนที่เขาโดนยิงและกำลังจะตายเขาได้ขอลองมิกกี้ให้เอาเขาไปโยนทิ้งลงทะเล มิกกี้ยอมทำตามคำขอสุดท้ายของเดรก 


    เดรก ค่อยๆจมลงไปสู่ก้นทะเล เมื่อห้วนคิดถึงฉากแรกมันช่างย้อนแย้งเสียเหลือเกิน คนที่อยากตายต้นเรื่องดันกลายเป็นคนที่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ และคนที่เราคิดมาตลอด (เดรก) ว่าชีวิตเขานั้นช่างมีสีสันและตื่นเต้น กลับกลายเป็นคนที่อมทุกข์และยอมจำนนต่อโชคชะตา มันคือ เดรก ตะหากที่พร้อมจะตายจริงๆ
    ทำให้นึกถึงคำพูดของเดรกในร้านอาหาร เขาพูดกับมิกกี้ว่า  

    ‘’ บางคนเกิดมาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ บางคนเกิดมาเพื่อเดินบนดวงจันทร์ 
    แต่บางคนอาจเกิดมาเพื่อตายก็ได้ “

      
                                                              จบการวิเคราะห์แล้วจ้า



              แม้หนังเรื่องนี้จะเศร้าและสลดเพียงใดแต่มันคือศิลปะชั้นดีที่สอนให้เรามองเห็นคุณค่าของชีวิตและการก้าวต่อไปไม่ว่าปัญหาจะหนักหนาเพียงใดก็ตาม “

    รักผู้อ่านทุกคน ม๊วฟๆ



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in