ไม่มีชื่อเรื่องMickey Fern
เหตุผลของความรู้สึก
  •    หลังจากที่ขาดการติดกับโลกภายนอกไปสิบวัน ผมเพิ่งได้มีโอากาสเปิดอินเทอร์เน็ตเช็คข่าวสารบ้านเมืองและเรื่องราวของคนที่รู้จักหรือคนที่ไม่รู้จักผ่านเฟซบุ๊ค

    ' เชี่ยย นี่กูต้องกลับมาเจอโลกแห่งความเป็นจริงอีกแล้วเหรอวะ... ' ผมคิดในใจพลางใช้นิ้วหัวแม่มือสไลด์บนหน้าจอโทรศัพท์
    สิบวันที่ผ่านมาในค่ายแม่งเหมือนฝันเลยว่ะ รอบตัวมีแต่ธรรมชาติ ภูเขาโอบล้อมหมู่บ้านที่เราไปทำค่ายอาสาไว้เหมือนเป็นเกาะที่คอยป้องกันเราจากความเป็นจริงที่โหดร้ายของโลกภายนอก การไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ที่ทำให้เราตัดขาดจากโลกภายนอกไปโดยปริยายจึงทำให้ผมแทบไม่มีเรื่องมารบกวนใจเหมือนช่วงที่ผ่านมา
    แทบจะทุกวันที่ผมมีความสุขอยู่กับการทำงาน อู้บ้างบางเวลา เล่นกันเด็กๆในโรงเรียน เดินขึ้นเขาหาที่ดูวิวสวยๆ นั่งดูดบุหรี่มองสีเขียวของต้นไม้บนเขา เล่นน้ำฝนกับเด็กๆ ในวันที่ฝนตกหลังเลิกเรียน ออกไปตกปลา เก็บสายบัวมาทำอาหารให้คนในค่าย อะไรมันจะมีความสุขขนาดนั้นวะ
    กิจกรรมพวกนั้นทำให้เรื่องราวของใครคนหนึ่งถูกพับเก็บไว้ไม่ให้คิดถึงได้ชั่วคราว เป็นเวลาหนึ่งเดือนได้ล่ะมั้งที่ผมไม่เห็นการอัพเดทเรื่องราวของเธอบนหน้าเฟซบุ๊ค
    สามอาทิตย์ก่อนหน้าผมไปค่าย ตัวเธอเองก็ไปค่ายอาสาในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เช่นกัน นั่นจึงทำให้ผมได้พักหัวจิตหัวใจได้บ้าง พอไม่ได้เห็นการอัพเดทผ่านตามันก็ช่วยให้ไม่คิดถึงได้เหมือนกันนี่หว่า


    ผมกวาดสายตาอ่านเรื่องราวต่างๆบนหน้า new feed ไปเรื่อยเปื่อย มันมีทั้งข่าวการเสียชีวิตของนักร้องที่ผมชอบ นักเขียนที่ผมติดตามมานานอัพสเตตัสบ่นเรื่องชีวิตประจำวันของเขาเหมือนทุกที Taylor Swift คบกับ Tom Hiddleston พระและสาวกวัดพระธรรมกายนั่งชุมนุมตากฝน และอะไรต่ออะไรอีกมากมายที่แทบจะไม่มีผลกับชีวิตของผม
    แต่สุดท้ายผมก็พบกับเรื่องราวที่พอจะส่งผลกับหัวใจของผมบนหน้า new feed

    ภาพผู้หญิงคนหนึ่งยืนยิ้มอยู่บนดาดฟ้าของตึกที่ไหนสักแห่ง ข้างกายเธอมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเธอหลายต่อหลายรูป รอยยิ้มสดใสแววตาที่เขามีให้กันของคนทั้งสอง ที่แม้หากเป็นคนไม่รู้จักได้เห็น มันก็คงเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขานั้นคงกำลัง รัก.. กันอยู่
    ผมนั่งสไลด์รูปเหล่านั้นวนไปวนมาหลายต่อหลายรอบ กดดูทุกรูปอยู่ซ้ำๆอย่างไม่มีเหตุผล ซูมดูรอยยิ้มของเธอ แววตาสดใสที่เอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกของเธอแบบนั้น ผมว่ามันดูน่าหลงไหลเหลือเกิน น่าเสียดาย ที่ผมไม่เคยได้รับมันจากเธอเลยสักครั้งเดียว...

    เหมือนเกิดรอยร้าวในหัวใจ เรื่องราวและความรู้สึกต่างๆที่ผมคิดว่าผมเก็บมันทิ้งลงขยะไปได้นานแล้ว ไหลปะทุกกลับออกมาอีกครั้งราวกับภูเขาไฟระเบิด ความรู้สึกบางอย่างประเดประดังเข้ามาในใจจนทำให้ผมรู้สึกมวนอยู่ตรงหน้าอก
    มันไม่ได้เจ็บจนหายใจไม่ไหว เหมือนผมจะเข้าใจ เหมือนผมจะยินดี แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดของความรู้สึก ผมอธิบายไม่ถูก ว่าสิ่งที่มวนอยู่ในอกคือความรู้สึกอะไร คำนิยามของความรู้สึกนี้มันถูกเรียกว่าอย่างไรกัน...

    ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาผมกับเธอเป็นแค่คนรู้จัก เรามีโอกาสได้คุยกันบ้างไม่มากก็น้อยตามแต่ช่วงเวลาและโอกาส เราแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆผ่านการแชท เม้นท์กันบ้างอย่างที่คนคุ้นเคยเขาทำกัน ทุกอย่างที่เราทำมันเป็นเรื่องปกติที่แทบจะทุกคนเขาทำกัน ไม่มีความพิเศษใดๆ
    สำหรับเธอแล้ว ผมก็เป็นแค่คนคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ เรารู้จักกันผ่านแอพพลิเคชั่นบ้าบออะไรสักอย่าง ทุกเรื่องราวที่เราคุยกันมันก็เหมือนที่คนปกติทั่วไปเขาคุยกัน เราพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง

    ผมไม่เคยทำให้เธอหัวใจสั่นไหวได้เลย คงเป็นเพราะผมไม่ใช่คนที่เธอกำลังตามหา ผมไม่ใช่คนแบบที่เธอต้องการ
    ต่างจากผม ทุกครั้งที่เราพบกัน หัวใจของผมมันเต้นเป็นจังหวะที่ผมไม่คุ้นเคย มันคือจังหวะที่ผมเองไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้มานาน ราวกับใจของผมมันถูกชุบให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ผมเลิกกับแฟนคนเก่า ซึ่งนั่นมันก็หลายปีมาแล้ว
    ทั้งที่เราก็ไม่ได้มีกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันมากมาย ทำไมผมถึงยังรู้สึกกับเธอมากขนาดนี้ ผมพยายามคิดหาเหตุผลให้ตัวเอง

    เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่น่ารักจนสะดุดตาใครต่อใคร พูดง่ายๆก็ออกจะธรรมดานั่นแหละ ความคิดความอ่านของเธอก็ดูไม่เหมือนผู้หญิงที่ผมเคยพบเคยเจอมาก่อน ถ้าให้เดาจากเพลงที่เธอฟังผมก็คงเดาว่าเธอเป็นผู้ชาย หรือไม่ ก็คงเป็นผู้หญิงไม่ชอบผู้ชายหรืออะไรเทือกนั้น ความติสต์แตกของเธอทำให้ผมเดาอารมณ์ของเธอไม่ค่อยออก แถมเธอยังมีความฝันที่พร้อมจะออกตามล่าเสมอเมื่อเธอพร้อม

    แล้วอะไรที่ทำให้ผมยังคิดถึงเธออยู่วะ?

    ลองมาคิดๆดู ผมก็ชอบเพลงที่เธอฟัง ผมชอบความธรรมดาของเธอ มันธรรมดา แต่ว่าพิเศษยังไงชอบกล อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังลืมเธอไม่ได้ล่ะมั้ง

    " เรายังอยากอยู่คนเดียวไปก่อน ยังไม่อยากผูกมัดกับใคร เรายังอยากใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ "

    ' แล้วนี่มันอะไรกันวะ ' ผมสบถอีกครั้งในใจแล้วหัวเราะกับตัวเองเบาๆ การวิ่งตามเธอเหมือนเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอไกลออกไป แม้ว่าเธอจะไม่เคยวิ่งหนีไปไหน แต่ทำไมผมตามเธอไม่ทันสักที

    ' ก็มึงไม่ใช่ไงไอสัด ' ความคิดหนึ่งพุ่งเข้ามาประทะในหัวผมจนชาไปทั้งตัว เหลือแค่เพียงความรู้สึกร้อนๆบนขอบตาทั้งสองข้าง...
    ผมหลับตาแล้วเบือนหน้าหนีจากจอโทรศัพท์ ก่อนที่น้ำตาของผมจะไหลออกมาให้คนรอบข้างที่นั่งอยู่บนหลังรถหกล้อได้ทันเห็น

    ตลอดสองข้างทางยังเป็นสวนไร่และแมกไม้สีเขียว ทิวเขาที่เคยโอบล้อมพวกเราไว้ตอนนี้ทอดกายเหยียดยาวอยู่เบื้องหลังของรถ ผมยืนขึ้นมองวิวทิวเขาให้เต็มตาอีกครั้ง โบกมือลาให้กับช่วงเวลาแห่งความฝันในใจ สิบวันที่ผ่านมา มันคือช่วงเวลาที่ผมใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่คิดถึงเธอ
    หลังจากนี้ไป ผมต้องกลับมาอยู่กับความเป็นจริง กับความรู้สึกที่ผมจะต้องรู้สึกเจ็บปวดอยู่เสมอ " ว่าผมไม่ใช่คนที่เธอต้องการ... "

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in