I<Ethiopia>U : มี<เอธิโอเปีย>ระหว่างเราArmmie Born TobeBrave
บทที่ 17 < Ababa เมืองเด็กรุม >
  • ระหว่างทางจาก Danakil Depression และภูเขาไฟ Erta  Ale (จุดหมายต่อไป)


    พวกเราจำเป็นต้องแวะพักเมืองเมืองนึงก่อน เพื่อให้พวกไกด์ ตระเตรียมสิ่งของจำเป็น สำหรับปีนภูเขาไฟ

    พวกเรามีเวลา พักที่นี่หนึ่งคืนค่ะ

    และที่นี่ มีห้องน้ำ


    แค่ฟังว่ามีห้องน้ำ ตูดดิฉันก็สั่นดิ๊กๆ แสดงความดีใจ ที่มันไม่ต้องสัมผัสอากาศที่โล่งแจ้ง ทำธุรกรรมทางลำไส้อีกต่อไป

    ไม่เพียงแต่แค่นั้น

    Mr.T บอกว่า ห้องน้ำนี่  เราจะได้อาบน้ำด้วยนะ

    ดิฉันอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ

    แต่เกรงใจทากะซัง 

    คงไม่มีชนชาติไหนดีใจกับคำว่า “อาบน้ำ” มากเท่าชนชาติที่อาบน้ำถี่ทุกเช้า-เย็น แบบชาวสยาม


    รถไต่จาก Danakil Depression ซึงเป็นจุดที่ภูมิประเทศต่ำสุดของเอธิโอเปีย

    ขึ้นไปบนทางหลวงสองเลน คุณภาพดี ซึ่งไม่ค่อยมีรถวิ่ง

    เหมือนถนนเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ มีป้าย มีแถบสี และสัญญาณจราจร ครบครัน

    ถ้าไม่ได้คิดว่ากำลังอยู่ในประเทศอะไร 

    ถ้ามองแค่ถนน คงอาจจะคิดว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชียตะวันออกเป็นแน่

    ดิฉันคิดว่า ประเทศที่มีถนนดีแบบนี้ อีกไม่กี่ปี คงพัฒนารุดหน้าไปมากทีเดียว


    จากดินแดน แห้ง ร้อน นรก และความตาย

    ค่อยๆไต่ขึ้นไปสู่อะไรที่มีชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ

    สีน้ำตาลดำ ของทะเลทราย เริ่มประดับแซมด้วย สีเขียวๆของพงหญ้า และไม้พุ่มเล็กๆ

    สักพักฝูงแพะภูเขา ก็โผล่มาเล็มใบไม้ข้างทาง เหมือนตอนที่เราเห็นตอนออกจาก  Mekele 

    แม้แต่อุณหภูมิ เอง ก็กลับมาแตะ เลขสองปลายๆ 

    Mr.T ปรับกระจกหน้าต่างลง ให้ลมเย็นข้างนอก มาปะทะใบหน้าเราให้สดชื่น

    ดิฉันค่อนข้างชอบเพลงฮิปฮอปที่ Mr.T เปิด มันปลุกจังหวะชีวิตให้คึกคัก

    ทากะซัง กับเจ๊เจน โดนลมเย็นเป่าสลบไปตั้งแต่โป้งแรก

    ดิฉันแทบจะออกสเตป เต้นตามเพลง อยู่บนเบาะหลังคนเดียว 

    Mr.T มองผ่านกระจกมองหลัง ส่งยิ้มรู้ทันมาให้ 

    เหมือนเค้าจะรู้ว่าดิฉัน เก็บกดความสาวส่วนตัวไว้นานแค่ไหน และดีใจที่มาปลดปล่อยกับเพลงของเขา

    ดิฉัน ขยิบตาข้างเดียวให้เขาหนึ่งที 

    เริ่มออกจาก Danakil จุดต่ำสุดของทวีป เลยต้องไต่ขึ้นเขาอีกรอบ


    ——————————



    ดิฉันโดนลมเย็นๆสอยร่วงลงไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

    รู้สึกตัวอีกที มาโผล่ที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง

    ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาสูง 

    มีถนนใหญ่เส้นเดียวตัดผ่านริมเมือง

    แล้วมีซอยเล็กๆ ซอกซอน ตัดเข้าไบหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านปูนง่ายๆชั้นเดียว

    ให้อารมณ์เหมือนหมู่บ้านในตำบลเล็กๆ ในต่างจังหวัด

    เมืองที่ว่านี้คือ Abaala

    เมืองเล็กในแคว้น Afar ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเอธิโอเปีย

    ข้อมูลทางออนไลน์ของเมืองนี้มีไม่มากนัก 

    นอกจากเป็นเมืองทางผ่านในการสร้างทางหลวงสายใหม่ ที่รัฐบาลเอธิโอเปียลงทุนไป 700 กว่าล้าน ในปี 2010

    และมีประชากร 4820 คน เป็นชาย ครึ่งนึง หญิงครึ่งนึง 

    เรียกได้ว่าเมืองทางผ่านที่ไม่มีอะไรน่าสนใจนักสำหรับนักท่องเที่ยวบางคน

    เมือง Ababa ค่ะ เมืองเล็กๆทางผ่าน


    ———————————————————————


    รถจอดให้เราพักที่ homestay   แห่งหนึ่ง

    เมืองนี้ไม่มีโรงแรม

    พวกเราถูกให้เข้าไปพักในบ้านชาวบ้านหลังหนึ่ง ลักษณะเหมือน Home stay

    สภาพ ไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่

    แต่ดิฉันก็รู้สึกขอบคุณแล้ว ที่คืนนี้มีหลังคาคุ้มกะลาหัว 

    ไม่ต้องนอนกลางแจ้งดูดาวเหมือนคืนที่ผ่านมา

    และที่สำคัญมีห้องน้ำ และห้องส้วม พร้อมสรรพ 

    แม้จะจะเป็นส้วมซึมง่ายๆ กับถังน้ำเล็กๆตักอาบ ก็ถือว่า สวรรค์มากแล้วเมื่อเทียบกับทิชชู่เปียกคืนที่ผ่านมา


    ก็จริงนะคะ 

    ถ้าสมมติว่าเราผ่านอะไรที่ลำบาก และชีวิตที่ยากๆ 

    เราจะรู้สึกเห็นคุณค่าและความพิเศษของสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น

    ดิฉันแทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งไว้ไม่อยู่ ที่ได้เห็นส้วมซึม ในวันนั้น (ก็เว่อร์ไป) 


    มีความวุ่นวายเล็กๆน้อยๆ 

    ในการเลือกห้องนอน 

    เมื่อคู่รัก อเมริกันชายหญิง ทั้งสี่คน ยืนยันที่จะนอนห้องเดียวกัน 

    ทั้งที่ตอนแรก เขาแบ่งห้องนอนแยกเพศให้ ตามขนบ

    แต่อเมริกันทั้งสี่ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม 

    โกยกระเป๋าตัวเอง เข้าไปยึดห้องที่มิดชิดที่สุด 

    เข้าห้องไปและปิดประตู  ไม่ออกมาสุงสิงอะไรใดๆกับเพื่อนร่วมทริป


    ยังไม่พอ เจ๊เจน เกิดลำใยว่า 

    ตัวเจ๊ไม่สะดวกใจที่จะนอนร่วมห้องกับคนอื่น 

    เกิดเจ๊เปลี่ยนเสื้อพ้งเสื้อผ้าหรืออะไรต่อมิอะไร 

    เจ๊ยืนกรานที่จะขอห้องเดี่ยว 

    ซึ่งห้องเดี่ยวที่มีประตู มิดชิดมีอยู่ห้องเดียว

    คือห้องที่ใหญ่ ที่สุด  

    เจ๊โกยกระเป๋าตัวเอง เข้าไปจองนอนตรงกลางห้อง 

    ก็ไม่เข้าใจว่า เจ๊จะโอบล้อมด้วย space  ทำไมมากมายขนาดนั้น (ทำไม่ไม่นอนชิดริม)


    ซึ่งนั่นเท่ากับว่า ดิฉันและทากะซัง

    ถูกบังคับ ให้นอนด้วยกันในห้องแคบๆ สองต่อสอง

    จะว่าเขินก็เขิน

    แต่จะไปขอนอนกับเจ๊เจน เจ๊ก็ออกตัวชัดว่า จะขอนอนคนเดียว(แล้วทำไมเจ๊ไม่เลือกห้องเล็ก)

    ห้องอเมริกันก็ปิดตาย

    มันช่วยไม่ได้นะคะ ทากะซัง ที่เราต้องนอนด้วยกัน


    ทันทีที่เข้าไปในห้อง

    ความสุภาพของแรกของเขาทำให้ดิฉันใจสั่น

    ด้วยประโยคสั้นๆ

    “ผมขออนุญาติถอดเสื้อเปลี่ยนนะครับ”

    ดิฉันพยักหน้ารับเบาๆและอิ่มเอมไปกับมัดกล้ามเนื้อ


    ————————————————-


    ดิฉันอาบน้ำ ชำระร่าง ที่หมักหมมมาสองวันเต็ม อย่างสะอาด

    ปะแป้งหอมเย็นที่ขนมาจากไทย 

    นอนอยู่ในห้องแคบๆนั้นกันสองต่อสอง 

    มันก็กระอักกระอ่วนพิกล เพราะเรายังไม่รู้จักกันมากพอที่จะมีเรื่องคุยกันได้ตลอด

    และความเงียบก็พิพากษาเราทั้งคู่ ความนิ่งเฉยคือความผิดบาป 

    จะไม่ชวนอีกฝ่ายคุยอะไรสักหน่อยเหรอ

    เป็นทากะซังเองที่ขอตัวออกไปเดินดูเมืองข้างนอกก่อน 

    มีสักแวปทีเดียวที่ดิฉันคิดว่า แววตาเขา และน้ำเสียงสื่อว่า “ออกไปเดินเล่นชมเมืองด้วยกันไหม”

    แต่ก็เป็นเพราะความไร้เดียงสา ของดิฉันเองนั่นแหละ 

    ที่กล้าทำได้แค่ ส่งยิ้มเบาๆ พยักหน้าตอบกลับ

    ตัดสินใจเลือกนั่งทับตดตัวเองต่อ ไม่ลุกออกไปกับเขา

    จนทากะซังออกไปหลายนาทีแล้ว

    ดิฉันก็ยังนั่งทับตดอยู่


    สักสิบนาทีต่อมา 

    การนั่งจับเจ่าในห้องก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้น 

    ผู้ชายก็ไม่ได้แล้ว แต่ความคิดที่ว่า เสียเงินตั้งมากมายมาที่นี่

    ก็ต้องออกไปเห็นอะไรให้คุ้มสิ


    ดิฉันจึงเดินออกมาจากโฮมเสตย์

    ถนนข้างนอกเป็นฝุ่นดิน

    เป็นเมืองที่เงียบพอดู

    ดิฉันเดินไปเรื่อยๆ

    ผ่านบ้านคน

    มีบางบ้านตะโกนออกมาว่า “Hey you!!!!!” ดิฉันไม่แน่ใจว่าน้ำเสียงนั้นเป็นการทักทาย หรือการตะโกนไล่

    แต่ดิฉันเลือกที่จะไม่สนใจอะไร

    ทางเดินในเมือง Abaala จะเรียกว่าหมู่บ้านเล็กๆ น่าจะเหมาะสมกว่า


    ดิฉันเดินต่อไปที่ร้านค้า

    พยายามมองหาของที่มียี่ห้อที่เรารู้จัก

    แต่คนขายก็จ้องตาขวางใส่ดิฉัน ดิฉันเข้าใจว่าเค้าคงไม่ใช่ไม่ชอบ แต่ไม่รู้จะจัดการยังไงถ้าดิฉันซื้อมากกว่า

    ดิฉันจึงชี้มือ ซื้อ น้ส้ม มาสองขวด

    ราคามันไม่แพงเลย

    ถูกกว่าน้ำส้มบ้านเราด้วยซ้ำ

    น้ำส้มขวดนั้นผลิตที่ซาอุดิอาระเบีย

    แต่เป้าหมายการซื้อของดิฉัน 

    ไม่ใช่อยากได้สินค้า

    แต่อยากรู้ว่าคนเมืองนี้จะขึ้นราคาของเวลามีนักท่องเที่ยวซื้อรึเปล่า

    ซึ่งก็คือไม่

    ซึ่งดิฉันทำการทดสอบอย่างนี้กับทุกร้านทุกเมือง ของเอธิโอเปีย เท่าที่มีโอกาส

    สินค้าราคาทุกอย่าง ในทุกเมืองดูสมเหตุสมผล และราคาเท่ากับคนเอธิโอเปียซื้อ

    เคยดูรายการทีวีมา บอกว่าคนที่นี่เกลียดการโกง และการคอรัปชั่น 

    ดิฉันขอยืนยันอีกเสียงค่ะว่ามันเป็นความจริง

    อย่างน้อยร้านค้าในประเทศนี้ ก็ไม่มีการโกงนักท่องเที่ยว


    ดิฉันพยายามมองหาทากะซัง

    แต่โชคชะตากลับทำให้เจอกับฝูงเด็กแทน

    เสียง “หนีห่าว” ดังมาจากทั่วทุกทิศทาง

    เด็กๆเริ่มเข้ามาใกล้ๆ

     แล้วพูดว่า  “Give me Chocolate”

    ดิฉันก็ตอบอย่างสุภาพว่าไม่มี

    เด็กก็ชี้มาที่กล้องของดิฉัน

    “Photo me!!! Photo me!!!”

    ดิฉันเริ่มถ่ายรูป และพวกเด็กๆพยายามเข้ามาขอดูรูป

    ดิฉันก็โชว์รูปในกล้องให้ดู

    เด็กโตบางคนจะขอเงินจากการถ่าย

    แต่ดิฉันก็ตอบกลับไปว่า งั้นก็ไม่ต้องถ่าย จะถ่ายเด็กคนอื่น

    เด็กคนนั้นก็รีบบอกว่า ไม่เอาๆ เพราะอยากให้ถ่ายตัวเองต่อ

    ดูเหมือนเด็กที่นี่ไม่ได้ชอบถูกถ่ายรูป แต่ชอบที่จะเห็นตัวเองในกล้องมากกว่า

    ดิฉันสัมผัสความสุข ที่เด็กๆหัวเราะหน้าเพื่อน และหน้าตลกๆของตัวเองที่เห็นในหน้าจอกล้องได้

    โชคดีที่เด็กส่วนใหญ่ไม่เรียกร้องอะไรมากนัก

    ไม่นาน เด็กๆก็มาเกาะแข้งเกาะขาของดิฉัน จนเต็ม ทุกทิศทาง

    กอดรัดฟัดเหวี่ยงประหนึ่งว่าเรารักและสนิทกันมานานแล้ว


    มันกำลังจะดีเหมือนตอนจบในหนังครอบครัวสักเรื่อง

    แต่การถ่ายรูปของดิฉันดึงดูดเด็กมากกว่าที่คิด

    เด็กคนใหม่ๆเริ่มเข้ามา

    เด็กโตคนนึง เข้ามาแย่งกล้องดิฉันจากมือ 

    เค้าคงตั้งใจที่จะอยากเอาไปลองถ่ายรูปดูบ้าง

    แต่ยอมรับว่าดิฉันค่อนข้างตกใจมาก ดีที่กล้องคล้องคออยู่


    ดิฉันทำหน้าโกรธและดุเด็กคนนั้นเป็นภาษาอังกฤษ 

    วงแตกเล็กน้อย แต่เด็กเล็กๆก็ยังรุมอยู่

    ดิฉันผล่ะตัวออกจากแรงดึงทึ้งของเด็กๆ


    เด็กๆยังตามดิฉันติด แม้ว่าจะเดินผ่านมาสามแยกแล้ว

    หลายคนยังตื้อให้ดิฉันถ่ายรูป

    เด็กเข้ามาใหม่เอ่ยขอชอคโกแลต จำนวนเด็กเริ่มมากจนเกินระดับที่จะควบคุม



    แต่สักพัก จู่ๆ เหมือนมีเด็กคนนึงวิ่งมาบอกอะไรกับเด็กคนอื่น

    แล้วเด็กทั้งหมดก็เลิกสนใจดิฉัน แล้ววิ่งกรูกันออกไปในทิศทางเดียว

    ทิศทางตรงสู่ร้านค้า

    ที่นั่นมีเด็กจำนวนมากยืนมุงรออะไรสักอย่าง

    ไม่กี่วิ ร่างผู้หญิงที่ดิฉันคุ้นเคยดีก็เผยออกมา


    เจ๊เจนนิเฟอร์หอบขนมถุงใหญ่

    ออกมาจากร้านค้า 

    แม้มันจะใหญ่แค่ไหน แต่จำนวนนั้นไม่น่าจะพอสำหรับเด็กทุกคนที่มุงอยู่นั่นแน่

    เด็กๆรอคอยขนมถุงแรกอย่างใจจดใจจ่อ

    ไม่มีเด็กคนไหนแย่งไปจากมือ รอคอยอย่างมีวินัย

    ฟังดูเหมือนจะดี

    แต่หายนะกำลังจะเกิดขึ้นหลังจากขนมถุงแรกนั่นแหละ


    ทันทีที่ขนมถุงแรกหลุดจากมือเจ๊เจน

    เด็กทุกคนรุมแย่งถุงขนมอย่างบ้าคลั่ง

    เกิดจลาจลเล็กๆจนเจ๊เจน ตกใจปล่อยถุงขนมทั้งหมดที่หอบออกมาหลุดจากอ้อมอก

    ถุงขนมทั้งหมดร่วงลงที่พื้น เด็กๆจากที่เคยรุมเจ๊เจน กลับไปแย่งขนมที่พื้นแทน

    หายนะขยายขนาดจนดูน่ากลัว

    ถุงขนมบางถึงลอยกระเด็นไปไกลด้วยแรงดึง

    เด็กวงนอกๆ ต่างกรูวิ่งไปแย่งถุงขนมที่กระเด็นให้ทัน

    ถุงที่เหลือแตกขนมกระจายเกลื่อนพื้น

    คนที่ได้ถุงไป ส่วนใหญ่ได้เพียงชัยชนะชั่วคราว กับขนมก้นถุงสองสามชิ้น

    ที่น่าสลดคือเด็กเล็กๆที่ถูกผลักกระเด็น ให้พ้นทางแห่งการแย่งชิง

    หลายคนล้มไปกองกับพื้น  เด็กบางคนร้องไห้

    เด็กบางคนหยิบเอาชิ้นขนมที่เลอะเศษดินขึ้นมากิน

    มันเป็นภาพที่ไม่น่าดูเลย






    เจ๊เจนผู้เป็นจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ทั้งหมด

    ยืนมองด้วยสีหน้าเผือดสี

    ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนั่งหน้าบันไดร้านค้า 

    ตอนเด็กๆกระจายตัวออกไปหมดแล้ว

    เอามือปิดหน้า และดิฉันรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้ออกมาอีกครั้ง


    ดิฉันรีบเดินเข้าไปหา

    ถามว่าเจ๊เจนเป็นอะไรไหม

    เจ๊ผล่ะหน้าออกจากฝ่ามือ ด้วยน้ำตาที่อาบแก้ม

    “ฉันไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ฉันแค่อยากจะให้ขนมพวกเขา.....,มันเป็นความผิดฉันเอง”


    ดิฉันยืนอยู่ข้างเจ๊

    สักพักเจ๊ก็เข้มแข็งและลุกขึ้นมาเอง 

    ปาดน้ำตา

    และเราก็เดินกลับ Home Stay ด้วยกัน


    มันไม่ใช่ความผิดของเจ๊เลย

    และไม่ใช่ความผิดของเด็กๆดัวย


    วันนั้นเจ๊เจนก็คงได้เรียนรู้ะไรบางอย่างเหมือนที่ดิฉันเรียนรู้จากที่นิวเดลี

    ว่าการให้ของเด็กๆตามสถานที่ท่องเที่ยว 

    มันอาจจะทำร้ายเขามากกว่าที่จะช่วยเขา


    ............................



    อ่านบทก่อนหน้า บทที่ 16 <เรื่องของ เจ๊ เจนนิเฟอร์ >


    อ่านบทต่อไป บทที่ 18 < เดินทางสู่ปากนรก>


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in