Janie Is Not So Welljanieishappy
In The Middle
  • เจอหมอจิตคราวนี้ รู้สึกว่าพูดเยอะเป็นพิเศษ

    จริงๆ ก็ไม่ได้เยอะมากนะ หมอไม่ได้บอกให้หยุดพูด หมอก็ดูตั้งใจฟังทุกเรื่อง ตอบทุกคำถาม แม้ว่าคำถามมันจะซ้ำๆ บ้าง ... นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่หมอคิดค่าหมอไปหนึ่งพัน ไม่ใช่แปดร้อย ... หมอคะ หนูจนนะ

    หมอถามคำถามเดิมๆ เราก็อัพเดทชีวิต ความรู้สึก อารมณ์โดยทั่วไป ดังนี้
    หนึ่ง ยังหงุดหงิดอยู่ หงุดหงิดกับทุกอย่าง ไม่ใช่หัวหน้าแบบที่เคยนะ แต่หงุดหงิดคนทั่วๆ ไปอ่ะ เดินช้าไป เดินเร็วไป เดินขวางทาง เดินชน เดินเฉี่ยว คนทุกคนที่โชคร้ายต้องมาพบมาเจอเรา เราหงุดหงิดคนพวกนั้นไปหมด แต่เราไม่ได้ทำอะไรพวกเขานะ แค่หงุดหงิดในใจ ออกสีหน้าบ้าง แต่ก็ไม่เคยพูดไรไป
    สอง ทุกวันที่ตื่นมาตอนเช้าจะไม่อยากลุกจากเตียงมาเจอโลก ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานหรือวันหยุด อยากแค่จะนอนไปเรื่อยๆ ไม่อยากมาทำสิ่งเดิมๆ มาเจอสิ่งเดิมๆ คนเดิมๆ แต่แม้จะสิ่งใหม่ก็ไม่อยากทำ ขนาดไปเที่ยวที่อื่นก็ยังรู้สึกอยากนอนอยู่แต่ในโรงแรม แล้วก็ทำจริงๆ นอนอุดอู้ไม่ยอมลุกไปไหน สงสารแฟนมาก อดเที่ยว
    สาม มันยังรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ จะสุขก็ไม่สุข จะทุกข์ก็ไม่เชิง มันแปลกๆ หมอถามว่าอยู่กับแฟนมีความสุขไหม เราตอบไม่รู้ เพราะเราไม่รู้จริงๆ เราบอกหมอว่า เรารู้สึกปลอดภัยเพราะหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่แฟนเราทำให้เรา มันรู้สึกสบายใจ รู้สึกเหมือนได้พัก มันดีนะ แต่ถามว่าสุขไหม ไม่รู้ เพราะมันยังคงมีความรู้สึกงงๆ กับอะไรก็ไม่รู้อยู่

    หมอบอกจะให้ลองยา depakine แก้ความหงุดหงิดงุ่นง่านของเรา เราบอกเราก็ไม่ได้ร้อนอกร้อนใจอะไรขนาดนั้น มันแค่รำคาญ แต่หมอก็บอก อีอาการหงุดหงิดลึกๆ ในใจนี่ก็นับจ้า

    เราบอกอีกว่า ตั้งแต่รักษามา ตอนที่เรารู้สึกโอเคกับตัวมากที่สุดคือตอนที่หมอเพิ่มโดส fluoxetine จาก 20 เป็น 40 mg ตอนนั้นรู้สึกโอเคกับตัวเองมาก ความไม่มั่นใจในตัวเองหายไป ความช่างแม่งมีสูงมาก ทำงานได้สบาย พบเจอผู้คนได้มากหน้าหลายตาต่อวัน ไม่ได้รู้สึกว่ามันทำให้เราหมดพลังมากเท่าตอนนี้ มันก็เหนื่อยแหละ ต้องเจอคนมากมายในขณะที่นิสัยเราคือชอบอยู่คนเดียว คิดคนเดียว ทำอะไรคนเดียว มันเหมือนเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเอง แต่ตอนนั้นคือมันไม่เหนื่อยเหมือนตอนนี้ที่ขนาดไม่ต้องไปพบปะพูดคุยกับใครต่อหน้านะ ออกจากบ้านไปเจอมนุษย์อื่นก็เบื่อแล้ว ตอบอีเมลลูกความก็เบื่อ เบื่อออออ รำคาญญญญญญ

    หมอเลยเห็นว่างั้นกลับมาลอง fluoxetine 40 mg เหมือนตอนนั้นดีกว่า ยาใหม่เอาไว้ก่อน ส่วนยานอนหลับ ยากันฝันก็ตัวเดิม นัดเดือนครึ่ง


    หมอบอกว่าเราดูดีขึ้นนะ หัวเราะมากขึ้น แล้วดูไม่ใช่หัวเราะแบบฝืนๆ เราก็บอก อือ ทุกคนก็บอกว่าหนูดูสดใสขึ้น ดูมีความสุขขึ้น 
    “คุณโชคดีมากนะ” หมอบอก “แฟนคุณทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น มันเป็นเรื่องที่ดี”
    นี่ได้แต่คิดในใจว่า ก็จริง ตั้งแต่มีแฟน สภาพจิตเราดีขึ้นจริงๆ แม้จะเหนื่อยกายบ้างกับการต้องตะลอนไปนั่นนี่ตามใจนาง แต่นางก็ตามใจเราสุดๆ เหมือนกัน มันก็โอเค ถูกมะ

    “บางทีหนูก็ซึมนะเวลาคิดถึงอดีต”
    “มันก็ต้องมีบ้าง” หมอตอบ
    “บางทีหนูก็ไม่รู้ว่าอะไรมันเป็นตัวกระตุ้น หลายๆ ครั้งที่อยู่ๆ ก็คิดโดยที่ไม่รู้ตัวว่าอะไรทำให้คิดเรื่องพวกนี้ ... อะไรที่หนูรู้ว่ามันเป็นตัวกระตุ้นความคิดพวกนี้ หนูก็จะเลี่ยงมัน แต่ความรู้สึกเดิมๆ มันก็ยังมาเรื่อยๆ แบบที่หนูหนีมันไม่พ้นสักที”
    “คุณไม่มีวันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นได้หรอก คุณต้องยอมรับมัน ยอมรับว่ามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา” ... “ถ้ารู้ตัวว่าคิดก็พยายามหาอย่างอื่นทำ มาเบนความสนใจ อย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง อย่าเหงาอยู่คนเดียว อยู่กับแฟนซะ อย่างน้อยก็ได้ว่าได้บ่นแฟน มีอะไรอย่างอื่นให้คิดให้ทำ” ... “เราลบมันออกไปไม่ได้ เราลืมมันไม่ได้ เราต้องยอมรับมัน”

    มันยากเด้อคะหมอ ฮ่วย!
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
callmejay (@thnnwu)
เหมือนตอบคำถามในหัวเราเลยค่ะเรื่องแฟน เราก็รู้สึกว่าเค้าเป็นเซฟโซนของเรา ไม่รู้เรามีความสุขไหม เพราะมันนึกไม่ออกว่าอะไรทำให้มีความสุข มันงงๆบอกไม่ได้ แต่ก็ปลอดภัยเหมือนเวลาที่ไม่โอเคแล้วเค้าเป็นบ้านให้เรากลับไปหลบอะไรแบบนั้นเลย