what I talk about when I talk about lovemcke3z
ทำไม Tinder ถึงไม่เวิร์คสำหรับผม
  • "กูได้แฟนจาก Tinder แล้วว่ะ" คือจุดประสงค์ที่เพื่อนอยากนัดมาเจอผมในวันหนึ่งเพื่อขอบคุณ หลังจากก่อนหน้านี้ผมแนะนำให้มันเขียน info ดีๆ ติดตลกลงไปด้วย อย่าปล่อยว่างไว้ เปลี่ยนรูปโปรไฟล์หน้าตัวเองที่ซ้อนธงชาติฝรั่งเศสกับธง LGBTQIA Pride ออกไปซะที ในเวลาไม่ถึงอาทิตย์เพื่อนผมก็บรรลุจุดประสงค์ของแอพได้อย่างง่ายดาย หลังจากที่ฟังมันร่ายยาวเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้เกือบครึ่งชั่วโมง มันก็กระดกเบียร์แก้วแรกซักทีแล้วถามผมกลับว่า "แล้วมึงล่ะ ทำไมยังไม่มีแฟน" ผมได้แต่ขำแห้งๆ แล้วก็พูดว่า "กูก็อยากรู้เหมือนกัน"

    คงไม่มีใครไม่รู้จัก Tinder เนอะ ตอนนี้ มันกลายเป็นแอพหาคู่อันเดียวที่ผมยอมเล่นเพราะความปลอดภัยค่อนข้างสูง มีความเป็นส่วนตัว คือถ้าเราไม่ได้ถูก suggestion ไปให้ใคร swipe คนก็จะไม่มีทางรู้ว่าเราอยู่ไหน หรือเล่นแอพนี้มั้ย นานๆ จะมี match บ้างเป็นครั้งคราว แต่ความสัมพันธ์ทั้งหลายมันก็จบลงอย่างง่ายดายเหมือนเวลาได้มันมานั่นแหละ หลังจากลบแล้วโหลดใหม่ ลบแล้วโหลดใหม่ ลบแล้วโหลดใหม่อยู่นับไม่ถ้วน เมื่อเร็วๆ นี้ผมก็เพิ่งทำใจได้ว่าแอพนี้คงไม่เหมาะสำหรับผมจริงๆ

    ไม่ใช่การกีดกันเพศทางเลือกของแอพนี้ หรือเจอคนที่ looking for friend มากมาย หรือเจอคนที่ match แล้วไม่ได้คุยกันเลยหลายครั้งเกินไป

    ผมแค่รู้สึกว่าแอพนี้ไม่ได้ช่วยให้คนเรารู้จักกันมากขึ้น ใช่ มันทำให้เราได้พบคนมากมายที่ในชีวิตนี้อาจไม่น่าจะได้เจอกัน แต่นั่นแหละ แอพมันก็ไม่ได้การันตีว่าทุกคนจะอยากรู้จักเรา การ match ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีเสมอไป แล้วถ้าต้องเจอแบบนี้ซ้ำซ้ำซ้ำซ้ำวันหนึ่งหลายๆ รอบผมก็รับไม่ไหวเหมือนกัน ต่อให้ใครบอกว่านี่แหละคือนวัตกรรมใหม่ของการหาแฟน ผมก็ขอไม่เป็นส่วนหนึ่งของมันดีกว่า และนี่คือเหตุผลที่ผมลบ Tinder ไปเมื่อ 3 เดือนก่อน

    • ทุกคนเหมือนไม่ได้อยากรู้จักกันและกันอย่างจริงจัง

    ผมค่อนข้างซีเรียสกับการสนทนาในความสัมพันธ์ เพราะคนเราร้อยพ่อพันแม่ วิธีเลี้ยงลูกพันแปดร้อยล้าน มันไม่มีทางที่ทุกคนจะเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว มันจะต้องทำความรู้จักกันตลอดเวลา หรือตลอดทั้งชีวิต แต่บางคนก็อยากรู้แค่ว่าเรา "ทำอะไรอยู่หรอ" ทุกๆ ชั่วโมงเท่านั้น โดยไม่ได้อยากรู้เลยว่า "ทำไม" ยังไม่นับเรื่องสีหน้าหรือภาษากายที่เราจะได้สังเกตด้วยว่า first impression คงไม่พลาดไปใช่มั้ย หรือแนวความคิดและประเด็นต่างๆ มากมายที่เราต้องอาศัยการพูดคุยเพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น

    ผมตระหนักถึงความจริงข้างต้นดี และพยายามหาเรื่องชวนอีกฝ่ายคุยให้ได้มากที่สุดเท่าที่เขาจะตอบกลับ หลายครั้งผมก็ชวนคุยถึงหนังที่เพิ่งไปดูตามความถนัด บางครั้งพิเรนหน่อยก็คุยกันถึงเรื่องการทำแท้ง แต่ครั้งหนึ่งผมเคยได้รับคำถามหมัดฮุคกลับมาจนจุกไปทั้งวัน ว่า "ทำไมพูดมากจัง"

    การสื่อสารกันเป็นวิธีหลักที่จะทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น เข้าใจสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น แต่บางคนก็อยากรู้แค่ว่าเราบ้านใกล้เขารึเปล่า ถ้าบ้านไม่อยู่ใกล้เขาก็ไม่อยากเริ่มความสัมพันธ์แล้ว ทั้งๆ ที่บ้านห่างกันเป็นปัญหาเล็กๆ อย่างหนึ่งในความสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ได้อยู่กันคนละประเทศซะหน่อย ผมว่าการอยากคบคนที่บ้านใกล้กันก็ค่อนข้างฉลาดดี แต่มันใช้ตัดสินความสัมพันธ์ครั้งนั้นไม่ได้หรอกมั้ง

    กับอีกพวกหนึ่งที่ match แล้วไม่คุยกับเรา เป็นปัญหาที่ผมค่อนข้างหัวเสียมาก เข้าใจแหละว่ามันเป็นปัญหาปัจเจก เพราะผมค่อนข้างตื่นเต้นเวลา match ซักที แต่พอมาเจออะไรแบบนี้แล้วก็ท้อเหมือนกัน ผมไม่ค่อยอินกับคำว่า "ยิ่งเจอคนเยอะ เราจะยิ่งมีโอกาสเยอะ" พอมีคนบอกว่า มึงก็กลับไป swipe ต่อสิ มันทำให้ผมรู้สึกหดหู่ขึ้นมาว่าเราใช้อารมณ์เปลืองจัง เราอยากคุยกับคนที่อยากรู้จักเรามากกว่าจะต้องเริ่มคุยกับทุกคนใหม่ไปเรื่อยๆ

    • ชอบอะไรเหมือนกันไม่ได้แปลว่าจะต้องมีความสัมพันธ์กัน

    ผมว่าอันนี้ค่อนข้างเป็นจุดอ่อนของแอพนี้ที่เปิดเผยให้เราเห็นว่าทุกคนกดไลค์อะไรใน facebook กันบ้าง และเรากับคนที่เราสนใจกดไลค์เพจอะไรเหมือนกันบ้าง

    ในตอนแรกมันอาจจะน่าดีใจ ที่เรากับเขากดไลค์อะไรเหมือนๆ กันหลายอัน แต่เมื่อมาคิดดูดีๆ แล้ว สิ่งที่เขากับเรากดไลค์ไม่ได้แสดงถึงอุปนิสัยหรือความสนใจของทุกคนจริงๆ ออกมา เช่น คนที่เราสนใจกดไลค์เพจ "กาตูนร์ ระทม" เหมือนกัน คุณคิดว่าคนๆ นี้เป็นคนยังไง ในตอนแรกอาจจะใช้เป็นหัวข้อสนทนาได้ซักสิบนาที แต่แล้วมันก็จะเป็นแค่อีกเพจ fb อีกอันหนึ่งเท่านั้น รวมไปถึงเพจวงดนตรีหรือเพจทำอาหารด้วยที่ไม่ได้การันตีอะไรเลยว่าเขาจะชอบวงนั้น หรือทำอาหารเป็น

    รวมถึงบริษัทที่ทำงาน หรือมหาลัยที่จบมาด้วย การอยู่บริษัทดีๆ หรือจบมหาลัยดังๆ หรือจบมหาลัยเดียวกันมาก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นแฟนที่ดีซักหน่อย แถมไม่ใช่สาระสำคัญในการคบกันด้วย (ยกเว้นบริษัทดีๆ ที่เงินเดือนเยอะๆ) มันกลายเป็นมายาคติที่ทำให้อีกฝ่ายน่าสนใจเกินความเป็นจริงไป

    • Tinder บังคับให้เราตัดสินคนๆ หนึ่งเร็วเกินไป

    เมื่อเราเปิดแอพมาถึง มันจะมีฟังชั่นให้แค่กดเข้าไปดู info ดู instagram ที่เราผูกไว้ ดูว่าเขากับเรามีเพื่อนร่วมกันเป็นใคร ดูว่าเรากดไลค์อะไรเหมือนกันบ้าง แล้วก็ปัดซ้ายทิ้งไป หรือปัดขวาเพื่อลุ้นว่าเราจะได้คุยกันมั้ย

    ผมจะนึกถึงประโยคนี้เสมอว่า "คุณไม่มีทางได้ First Impression ครั้งที่สอง" กับในแอพนี้มันยิ่งเร็วเกินไป เพราะต้องเข้าใจความหลากหลายว่าบางคนอธิบายตัวเองไม่เก่ง หรือไม่มีรูปตัวเองที่ดีพอ ซ้ำร้ายบางคนไม่ใส่ใจจะใส่ info เลยด้วยซ้ำ สำหรับเราที่เรื่องหน้าตาไม่สำคัญขนาดนั้น ทำให้พลาดโอกาสได้รู้จักคนบ้างคนไปเพียงเพราะ info ว่างไว้เท่านั้น ต่อให้เรารู้สึกเสียดายแค่ไหน แต่เราไม่มีทางรู้จักเขาไปมากกว่านี้เลย ทั้งที่ความจริง มนุษย์คนหนึ่งมีมิติมากกว่าที่เห็นบนรูปโปรไฟล์เยอะ บางคนเห็นเนิร์ดๆ แต่เล่นกีต้าเป็นอะไรงี้

    การทำตัวให้น่าสนใจในครั้งแรกที่เห็นจึงเป็นเรื่องที่ยากมากบนแอพนี้ กับบางคนที่ชอบลงรูปแปลกๆ อย่างถ่ายในฟิตเนส รูปตัวเองกำลังเล่นกู่เจิง ที่รู้สึกแปลกที่สุดคือลงรูปตัวเองแก้ผ้า ยิ่งบางคนลงรูปที่ถ่ายกับเพศตรงข้ามคนเดิมหลายๆ รูป มันก็สั่นคลอนอะไรเราได้หลายครั้งมาก ยิ่งบางคนลงรูปคู่กับเด็กนี้ ยิ่งเตลิ่ดไปไกลนี่ลูกหรือหลานหรือเด็กข้างบ้านหรือเป็น pedophilia น่าเสียดายที่คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้อธิบายตัวเอง (หรือไม่ใส่ใจ?) ทำให้เราอาจพลาดการรู้จักคนดีๆ ไปอีกหลายคนเลย

    • มันคงดีกว่าถ้าได้เจอกันจริงๆ นอกแอพ

    แอพหาคู่อาจมีข้อดีตรงที่บางครั้งเราได้ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าได้สบายใจกว่าเจอหน้ากัน และการเจอตัวกันมันค่อนข้างน่ากลัวมากและยากมากที่จะทำความรู้จักกัน ซึ่งผมก็เป็น แต่อย่างน้อยคนที่เจอหน้ากันจริงๆ ก็จะอยู่กับเรานานกว่าคนที่คุยกันแค่ในแอพแน่นอน เพราะเราจะโดนเขา unmatch เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

    อาจเพราะการเจอกันมันทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าเราควรจะคบกันต่อมั้ย มันก้าวผ่านภาพโปรไฟล์ที่ผ่านสิบแอพ รวมถึงจินตนาการต่างๆ ที่เราคิดไปเองแล้ว แถมบทสนทนาก็ดูจะเป็นธรรมชาติขึ้นอีกด้วย

    เดี๋ยวนี้เรามองว่าการทักกันในที่สาธารณะหรือร้านเหล้ามันกลายเป็นเรื่องเร็วเกินไป ทั้งที่จริงมันเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เรารู้จักกันเร็วขึ้นมากกว่า ผมไม่ได้บอกว่ามันดีกว่านะ บอกว่าเป็นอีกทางเลือกนึงมากกว่า ใครถนัดแบบไหนก็ว่ากันไป แต่ยังไงเจอหน้ากันก็คงจะดีต่อความสัมพันธ์ที่สุด

    ------------------------------------------------

    ตั้งแต่เล่น Tinder มา ผมค่อนข้างเหนื่อยกับคนไทยเป็นพิเศษ ปัญหาอย่างแรกเลยคือ info ไม่ใส่ ตามมาด้วยข้อความแบบ stereotype ว่า ชอบเที่ยว (ผมค่อนข้างจะปัดคนพวกนี้ไปทางซ้ายเพราะปรกติไม่ใช่คนชอบเที่ยว) ชอบออกกำลังกาย หนักหน่อยก็พวกกลอนเสี่ยวๆ หรือคำพูดจีบๆ ที่ตลกสุดคือหาเพื่อน แกมาหาเพื่อนอะไรในแอพนี้ โอเค เข้าใจแหละว่าคนเขาจะใช้แอพนี้ทำอะไรก็เรื่องของเขา แต่เรามีเพื่อนเยอะแล้วโว้ย

    แถมคนไทยส่วนใหญ่ที่เจอจะไม่ค่อยชอบเล่าเรื่องของตัวเองเท่าไหร่ ทำให้เกิดปัญหาถามคำตอบคำตลอด ตั้งแต่เล่น Tinder มายังไม่เคยเจอคนที่คุยกันได้เกินสามวันเลยเพราะเขาจะหายไปก่อนตลอด เราก็คิดในแง่ดีว่า อ่อ เขาคงมีคนที่ถูกใจไปแล้วมั้ง หรือเรากากเอง ฮ่าๆ

    จากการเล่น Tinder มานาน ผมก็มีคำแนะนำบางข้อให้คนที่ยังเล่นอยู่ เผื่อเอาไปปรับใช้บ้างดังนี้

    • ย้ำว่า "คุณไม่มีทางได้ First Impression ครั้งที่สอง"
    • ใส่ info แนะนำตัวเองให้ดีที่สุด เพราะเป็นทางเดียวที่เขาจะรู้จักคุณ
    • ใส่ใจพิมพ์ประโยคฉลาดๆ ซักอันก็สามารถประคองบทสนทนาไปได้ทั้งวัน
    • อย่าใช้รูปที่ตัวเองถ่ายกับคนอื่นเป็นโปรไฟล์เด็ดขาด เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย
    • อย่าไว้ใจคนที่ถ่าย selfie ได้ดูดีกว่าคุณ
    • คุณปัดซ้ายคนที่มี common friend ได้นะ รู้ยัง
    • ปล่อยคนที่รูปโปรไฟล์ไม่ใส่เสื้อผ้าให้อยู่ของเขาเงียบๆ คนเดียวไปเถอะ
    • คนที่ได้แฟนจาก Tinder มีอยู่จริง ขอให้จำข้อนี้ไว้

    เหตุผลหนึ่งที่ผมเขียนบทความนี้ไม่ได้มาชวนเลิกเล่นนะ แค่อยากจะบอกเฉยๆ ว่าทำไมมันถึงไม่โอเคสำหรับผม เพราะจริงๆ ความรักมันไม่ตายตัวหรอก Tinder อาจไม่เหมาะสำหรับผม แต่อาจเหมาะสำหรับคุณก็ได้ ผมก็มาเล่าสู่กันฟังเฉยๆ ว่าผมเจออะไรมาใน Tinder บ้าง ถ้าคิดว่าพฤติกรรมบางอย่างบน Tinder มันไม่โอเคก็เลิกทำซะ อย่ามัวแต่รอคนที่ดีสำหรับเรา เราเป็นคนที่ดีสำหรับทุกคนดีกว่า โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยที่เราไม่ต้องให้ก่อนหรอก

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Sutthi Kanakorn (@fb8306515670952)
เราก็เคยงอนทินเดอร์แบบนี่เหมือนกันประโยคที่ว่า " ใช้อารมเปลืองจัง" นี่โค่ดเข้าใจ จนเราลบมันไป แต่สุดท้ายก็ต้องโหลดมาอีก เพราะชีวิตประจำวันเราไม่ค่อยเจอใครเลย 555

อย่างน้อยแม้แอพนี้จะมีโอกาสแค่ 1% แต่อย่างน้อย ถ้าซักวันเราเจอ 1% นั้น มันก็จะดีมากๆเลยไม่ใช่หรอคะ 555

สุดท้ายสิ่งที่เราได้ตกผลึกจากการเล่นๆเลิกๆแอพนี้มาหลายๆครั้ง คือ "อย่าคาดหวังค่ะ" ถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่ต้อง active ตัวเองไปซักพัก เบื่อๆก็เล่นไม่คาดหวังอะไรมาก คิดว่าเป็นการเปิดโอกาสตัวเองให้ได้เจอโลกข้างนอกในหลายๆมุมก็พอแล้ว

อ่านบทความคุณแล้ว อธิบายความรู้สึกต่างๆของเราเมื่อก่อนได้ดีมากเลยค่ะ
mosirion (@mosirion)
คล้ายๆกันค่ะ แมตซ์แต่ไม่คุย ทักไปก็ไม่ตอบ แต่ก็ยังปัดต่อไป
kukuninikikinun (@kukuninikikinun)
ขอบคุณที่บรรยายความรู้สึกมาให้อ่านนะคะ เขียนบทความซะยาวเลย แต่อ่านเพลินดีค่ะ ที่เขียนมาทั้งหมดสรุปว่า งอลทินเดอใช่ป่าว5555
นี่ก็เพิ่งเล่นเมื่อวาน ยังงงๆ มาเริ่มเข้าใจก็ตอนอ่านบทความของคุณนี่แหละ🙃🙃