หนังชีวิตI-love-thee
Birds of Passage เพราะเจ้าป่าเจ้าเขาหรืออาจเป็นเพราะเราทำตัวเอง
  • เรื่องราวร้ายๆที่เราต้องเจอในชีวิตมันเกิดมาจากอะไร เป็นเพราะชะตาฟ้าลิขิต เป็นเพราะความโชคร้าย เป็นเพราะว่าเราบังเอิญไปลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นไม่พอใจ แล้วถ้าเราดันโดนทัก อาจจะจากหมอดูผู้มีญาณทิพย์หรือใครก็ตามว่าจะเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้น เราควรจะเชื่อเขาหรือว่าปล่อยผ่านไปแล้วใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเราเป็นผู้ลิขิตชะตาตัวเอง

    "Birds of Passage" หรือในชื่อภาษาไทยว่า "คนป่า มาเฟีย" เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งทางตอนเหนือของประเทศโคลัมเบีย เป็นผลงานการกำกับของ Cristina Gallego และ Ciro Guerra มีการเล่าเรื่องราวผ่านลำนำทั้ง 5 บท ได้แก่ Wild Grass, The Graves, Prosperity, The War และ Limbo เหตุการณ์เริ่มขึ้นในช่วงปลายยุค 60 และสิ้นสุดลงในช่วงปลายยุค 70

    เรื่องราวเกิดขึ้นในประเทศโคลัมเบียตอนเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชนพื้นเมืองชาววายู(Wayuu)อาศัยอยู่ จึงใช้ภาษาพื้นเมืองวายูในการสื่อสารเป็นหลักรองลงมาคือภาษาสเปน และชาววายูจะเรียกคนที่ไม่ใช่ชนพื้นเมืองในเผ่าของตนว่า 'คนนอก' ในโปสเตอร์โปรโมทเราจะเห็นรูปหญิงสาวใส่ชุดสีแดงโดดเด่นอย่างชัดเจน ซึ่งพอได้ดูแล้วเราจะพบว่าเธอไม่ใช่ตัวเอกของเรื่องนี้แต่เธอคือตัวละครแรกที่ปรากฎ และก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

  • ไซดา(Natalia Reyes) ได้เก็บตัวเพื่อเข้าพิธีกรรมของชาววายูที่ใช้ประกาศว่าเธอเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้ว หลังสิ้นสุดพิธีราปาเย็ต (Jose Acosta) หรือ ราฟา ได้มาขอเต้นรำกับเธอและแสดงเจตจำนงว่าเขาต้องการเป็นเจ้าบ่าวของเธอ เขาจึงให้ผู้ใหญ่มาช่วยเจรจาเพื่อสู่ขอไซดาแต่เนื่องด้วยอูร์ซูลา (Carmina Martinez) แม่ของไซดาสามารถทำนายฝันได้และกึ่งๆคล้ายจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่นับคือของคนในเผ่า เธอจึงเรียกสินสอดเขาด้วยฝูงสัตว์หลายสิบตัวรวมไปถึงสร้อยหินมีค่าอีกห้าเส้นซึ่งถือว่ามีมูลค่าสูงมาก

    สำหรับราฟาแล้วเขาไม่สามารถหาเงินเพื่อซื้อฝูงสัตว์ได้ในเร็ววันนี้แน่ แต่ก็ไม่ได้โชคร้ายจนเกินไปในขณะที่เขากำลังนำของไปส่งให้ร้านค้าพร้อมกับ โมอิเซส (Jhon Narvaez)เพื่อนสนิทที่เป็นคนนอกก็ได้เจอกับกลุ่มชาวอเมริกันผิวขาว ซึ่งเจ้าของร้านเล่าว่าพวกนั้นเข้ามาเผยแพร่ลัทธิต่อต้านคอมมิวนิสต์แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือต้องการมาเพื่อหาซื้อกัญชา ทำให้ราฟามองเห็นช่องทางทำเงินในช่วงเวลาสั้นๆด้วยการรับจ้างหากัญชาให้พวกคนขาวกลุ่มนี้

    ราฟาได้ติดต่อกับญาติของเขาที่เป็นเจ้าของไร่กาแฟแต่มีธุรกิจกัญชาอยู่เบื้องหลัง โดยทั้งราฟาและโมอิเซสจะเป็นผู้ส่งสินค้าเอง หลังจากส่งสินค้าให้พวกคนขาวเสร็จหนึ่งในนั้นก็ได้ชักชวนให้ทั้งสองเป็นผู้จัดหากัญชาให้เขาเพื่อส่งไปยังต่างประเทศและทั้งคู่ก็ตอบตกลง เงินที่หามาได้มากพอที่จะเนรมิตสินสอดให้กับแม่ยายของเขา แล้วทั้งคู่ก็ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในที่สุด ธุรกิจซื้อขายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีการส่งของจำนวนมากไปยังต่างประเทศ แต่ก็เกิดเหตุขึ้นเมื่อพวกเขาจับได้ว่าดีลเลอร์กำลังเล่นตุกติก ด้วยความใจร้อนโมอิเซสจึงฆ่าพวกนั้นเป็นการลงโทษ ซึ่งราฟาไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวเพราะยึดถือในวิถีแบบวายูที่ไม่ฆ่าใครก่อน

  • ราฟานำความมาเล่าให้ครอบครัวฟัง อูร์ซูลาทำนายว่าโมอิเซสที่เป็นคนนอกจะนำความวุ่นวายมาให้เขา วิธีเดียวที่ช่วยได้คือฆ่าโมอิเซสทิ้งเสีย และบีบเขาว่าจะเลือกคนนอกหรือเลือกครอบครัว แต่ราฟายังไม่ปักใจเชื่อเพราะยังไงก็เป็นเพื่อนกันจึงไปเตือนโมอิเซสว่าหากไม่เลิกยุ่งกับธุรกิจนี้เขาก็จำเป็นจะต้องฆ่า

    อูร์ซูลาดูจะเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อชาววายูมาก วาจาศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าจะเอื้อนเอ่ยคำใดทุกคนพร้อมจะทำตามได้โดยไม่มีข้อแม้ และในทุกครั้งราฟาจะทำตามโดยไม่ได้คิดอะไร แต่พอนานเข้าเวลาก็กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งที่เธอเตือนนั้นเริ่มอยู่เหนือเหตุผล และสุดโต่งเกินรับได้ เพราะการกระทำจะสนับสนุนคำพูดที่เมื่อเธอพูดแล้วมีคนทำตาม ผลก็จะเป็นไปในทิศทางนั้น แต่เมื่อไม่ทำตามผลก็จะออกมาในอีกรูปแบบหนึ่งที่จะกลายเป็นข้ออ้างที่บอกว่าเป็นเพราะทำไม่ถูกใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือทำผิดประเพณีทั้งที่มันเป็นเรื่องของเหตุและผลที่เกิดจากการกระทำซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องธรรมดาโลก

  • พอดูไปเรื่อยๆก็เกิดความรู้สึกคล้ายๆกับว่าราปาเย็ตกำลังเล่นเกมทางเลือก ซึ่งในแต่ละสถาณการ์ก็จะมักจะมีตัวเลือกสองทางคือตัวเลือกจากแม่ยายผู้ซึ่งคนทั้งเผ่าเคารพที่แสนจะสุดโต่งประเภทพร้อมบวกเสมอโดยไม่สนว่าอาจทำให้เกิดสงครามตามมาขอเพียงรักษาเกียรติของชาววายูไว้ก็พอ และตัวเลือกของอีกฝั่งที่มักจะเรียกร้องให้มีการเสียทรัพย์ อาจเป็นเงินทองข้าวของ กัญชา หรืออาวุธ ด้วยความรักสันติของราฟาเขาจึงพยายามหาทางเลือกที่จะประนีประนอมทั้งสองฝ่ายไว้ให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่ามันจะไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผลก็ตาม

    ชาววายูยึดถือขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด และประเพณีของพวกเขานั้นน่าตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ ตั้งแต่เริ่มเปิดฉากด้วยพิธีกรรมแสดงความเป็นสาวที่จัดให้มีการเต้นเพื่อเกี้ยวพาราสีกัน พิธีศพที่มีจะมีผู้หญิงในเผ่าหลายๆคนมายืนล้อมโลงศพไว้พร้อมเอาผ้าคลุมหน้าและร้องไห้อย่างเป็นวรรคเป็นเวร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าร้องจริงหรือร้องเพื่อทำพิธีแบบนางร้องไห้ของไทยในยุคก่อน ระหว่างนั้นพวกผู้ชายก็ยืนกินดื่มและมีการเล่นดนตรี มีพิธีฝังศพถึงสองครั้งและบริเวณหลุมศพมีสัญลักษณ์คล้ายไม้กางเขน ทั้งๆที่ชาววายูดูเหมือนจะนับถือในสิ่งเหนือธรรมชาติและบรรพบุรุษผู้ล่วงลับเสียมากกว่า

    การค้าขายสิ่งผิดกฎหมายก็ดูเหมือนจะเป็นอาชีพปกติในดินแดนแห่งนี้ ทุกคนสามารถพกปืนได้เหมือนพกสมาร์ทโฟน มีตำรวจรับส่วยเป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นอุปสรรคหลักๆของอาชีพนี้จึงไม่ใช่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความโลภและการขัดผลประโยชน์กันเองเสียมากกว่า หนังได้พลิกโลกตามขนมที่บอกว่าทุนนิยมหรือความเจริญนั้นทำลายชนพื้นเมืองอีกทั้งยังตีแผ่ให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่ามันก็มีความเป็นไปได้ที่การล่มสลายของชนพื้นเมืองนั้นอาจจะเกิดจากการกระทำของตัวพวกเขาเอง




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in