ทาสหนัง...Sleeping Slave
Event Horizon (1997) - นรกแบบรูปธรรม...ในอวกาศ
  • ได้ข่าวว่า Event Horizon (1997) หนัง Sci-Fi Horror ปลายยุค 90 ของผู้กำกับ พอล WS. แอนเดอร์สัน กำลังจะกลายเป็นซีรีส์ทาง Amazon Prime กำกับโดย อดัม วิงการ์ด (ผู้กำกับ You're Next, The Guest, Blair Witch, Death Note รีเมค)

    เป็นโปรเจคต์ที่น่าสนใจคร้บ แม้หนังจะไม่ได้เป็นหนังที่ฮิตระดับตำนานอะไรปานนั้น แต่ในหมู่มวลของชาวเนิร์ด คนรักหนังไซไฟแล้ว Event Horizon คือหนึ่งในหนังที่สร้างแรงบัลดาลใจที่ตราตรึงในความทรงจำมากๆเลยทีเดียว จนอดตื่นเต้นไม่ได้ที่มันจะคืนชีพอีกครั้ง และไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ที่หนังจะถูกเอามาทำใหม่ซักวัน ไอเดียมันแข็งแรงจนน่าจะต่อยอดได้มากมายอยู่แล้ว 

    ทำให้ผมเกิดรู้สึกอยากจะหยิบเอา Event Horizon มาดูอีกทีนึง (ดูซ้ำครั้งสุดท้ายน่าจะ 5-6 ปีมาแล้ว) และก็พูดได้เต็มปากเลยว่า มันคือหนังที่เราสามารถยกให้มันเป็นหนึ่งในหนังคัลท์คลาสสิคได้ และน่าจะเป็นหนังที่ดีที่สุดของ พอล WS แอนเดอร์สัน แล้ว...


    Event Horizon เป็นเรื่องของเหล่าลูกเรือของยาน Lewis & Clark ที่มีภารกิจเดินทางไปช่วยเหลือยาน Event Horizon ยานที่ขาดการติดต่อไปถึง 7 ปี และจู่ๆวันหนึ่ง มันก็กลับมาอีกครั้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ จึงเป็นหน้าที่ของเหล่าลูกเรือยาน Lewis & Clark ที่ต้องไปถึงตัวยาน Event Horizon เพื่อค้นหาความจริงว่าที่ผ่านมา ยานลำนี้หายไปไหน.. โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีสิ่งที่ดำมืด และน่าสยดสยอง รอพวกเขาอยู่บนยานลำนั้น...

    ถ้าว่ากันตรงๆ เรื่องสยองขวัญบนยานอวกาศ ไม่ใช่พล็อตที่แปลกใหม่อะไรเลยในยุคนั้น หนังเองก็ถือเป็นหนึ่งในหนังรุ่นหลานที่เล่าเรื่องตามสูตรเดียวกับ Alien (1979) ของ ริดลีย์ สก็อต เป๊ะ (คิดไปคิดมาก็ตลกดี ที่ในปีเดียวกันกับที่ Event Horizon ฉาย ก็มี Alien: Resurrection หนังเอเลียนภาคที่ 4 ที่โดนแฟนๆสวดยับเยินตอนออกฉาย) การจับเอา อวกาศ กับ สยองขวัญ มาใส่รวมกัน เป็นไอเดียที่หลายคนสนใจ เพราะอวกาศ คือดินแดนที่มืดมิด ไร้ผืนดินให้ยืน ท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต ตัวละครถูกทิ้งเอาไว้ให้ลอยคว้างอยู่กลางอวกาศ เป็นสถานการณ์ที่เหมาะมากที่จะเล่าเรื่องระทึกขวัญ

    แต่ Event Horizon ก็มาพร้อมกับไอเดียที่แหวกแนว แตกต่างจากหนังสยองขวัญในอวกาศเรื่องอื่นที่เคยทำ จนมันมีจุดเด่นในด้านความสยองของตัวเอง ที่ไม่มีใครเหมือน... หนังไม่มีเอเลียน สัตว์ประหลาด หรืออะไรที่คนคิดว่าจะมีในอวกาศอยู่เลย..

    เพราะสิ่งที่ยาน Event Horizon ไปเผชิญมา คือ.. "นรก"


    ยานอวกาศ ที่ไปถึงยังสุดขอบจักรวาล มนุษย์ยังไม่เลยรู้ว่า จริงๆแล้ว อวกาศมีขอบเขตหรือไม่ และถ้ามี มันมีอะไรอยู่ที่นั่น? ..ซึ่งถ้าพูดถึงประเด็นนี้ มันก็สามารถมีความได้หลายอย่างเท่าที่จินตนาการจะไปถึง มันอาจจะมี สวรรค์ ไม่ก็ นรก รออยู่ก็ได้ แต่หนัง Event Horizon เลือกจะพาคนดูไปนรก

    ทำให้ Event Horizon เป็นหนังที่พูดถึงทั้ง ความสยองขวัญในแง่ของ เหนือธรรมชาติ (ผี นรก วิญญาณ ความชั่วร้ายในทางนามธรรม อะไรพวกนี้) กับ ไซไฟ (ฉากหลังเป็นอวกาศ การจับเอาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ มาใช้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง) จากที่เราเคยนิยาม Alien ภาคแรกว่าเป็น บ้านผีสิงบนอวกาศ Event Horizon ก็กลายเป็นหนังผีในอวกาศจริงๆเลย และหนังก็นำเสนอความสยดสยองของนรก ได้แบบไม่มีกั๊ก (เป็น Alien ในแบบที่ ทำทุกอย่างตรงกันข้าม ขณะที่ Alien จะเล่นกับความน้อยได้มาก ไม่ค่อยเห็นตัวเอเลียนหรือเลือดอะไรเยอะ แต่ Event Horizon จัดเต็มเลือด ฉากแอ็คชัน วินาศสันตะโร แบบเต็มที่)

    แต่ Event Horizon ไม่ใช่หนังที่ดูยากซับซ้อนอะไร ว่ากันตรงๆ มันก็คือหนังผีเรื่องนึงนี่แหละ แค่ย้ายฉากหลัง จากโลกไปอยู่ในอวกาศ นั่นเอง ..ก็ตามสไตล์หนังของ พอล WS. แอนเดอร์สัน นี่แหละครับ ที่เป็นหนังที่สนุกดูเอามันได้เรื่องหนึ่ง ที่มีไอเดียและแนวคิดอะไรดีๆอยู่ เพียงแต่ไม่ต้องไปหาความลึก หรือสาระสำคัญอะไรกับมันมาก ดูในฐานะหนังสยองขวัญเรื่องนึงได้เลย แต่สิ่งที่ผมมองว่า แอนเดอร์สันแก ทำได้ดี กว่าหนังเรื่องอื่นๆ ของแกมาก คือ "การบิลด์บรรยากาศ ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนัง"


    ในหนังเรื่องอื่นๆของแอนเดอร์สัน เราจะไม่แคร์อะไรกับการสร้างบรรยากาศในหนังเท่าไหร่ เพราะมันค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่เริ่มหนังแล้วว่า เราจะได้เจออะไร แต่ Event Horizon ถ้าเทียบกับมาตรฐานการบิลด์เรื่องราวในหนังเรื่องอื่นๆของแก ถือว่ามีชั้นเชิงและน่าสนใจกว่ามาก หนังเริ่มต้นด้วยการใส่เพลงประกอบร็อคๆมันๆลงไป ในเครดิตตอนต้นหนัง เหมือนตั้งใจหลอกให้เราเข้าใจว่า นี่คือหนังแอ็คชันไซไฟผจญภัยเท่ห์ๆ อีกเรื่อง (ซึ่งก็หลอกได้หลายคนเหมือนกันนะ XD) ...จนกระทั่งหนังเริ่มค่อยๆ ใส่ความผิดปกติเข้ามาทีละเล็กละน้อย ที่ค่อยๆไต่ระดับความน่ากลัว จากมืดๆสลัวๆ ก็เริ่มจะชัดขึ้น และวิปริตมากขึ้น

    เอาตั้งแต่ ดีไซน์ภายในตัวยาน Event Horizon เลย.. เป็นดีไซน์ภายในยานในแบบที่ดูเพลินมาก (เพลินในความสยองอ่ะนะ) ดีไซน์ที่น่ากลัวอย่างงดงาม เราสามารถเปรียบเทียบงานดีไซน์ที่ต่างกัน ของยาน Event Horizon กับ Lewis & Clark ได้อย่างชัดเจนเลยว่า ต่างกันขนาดไหน Lewis & Clark จะดูเป็นรถบรรทุกอวกาศ รกๆมันๆ ให้ความรู้สึกคล้ายๆยาน นอสโตรโม ใน Alien (ซึ่งหนังก็น่าจะได้แรงบัลดาลใจมาจากนอสโตรโมนั่นแหละ) ..พอมาเทียบกับดีไซน์ของ Event Horizon ที่เต็มไปด้วยดีไซน์แปลกประหลาด ลวดลายแปลกๆเต็มผนังยาน รายละเอียดที่ดูผิดที่ทางไปหมด เอาซะความรกของ Lewis & Clark ดูเป็นมิตรขึ้นมามากเลย ดูไปก็สงสัยว่า ดร.เวียร์ (แซม นีล) นี่น่าจะเป็นคนประหลาดๆ มาแต่เดิมอยู่แล้ว ถึงได้ดีไซน์ยานออกมาเป็นแบบนี้

    ซึ่งในความจริงแล้ว ตัวหนังเองก็ถูกตัดต่อใหม่ให้สั้นลงจากจากเวอร์ชันดั้งเดิมไปเยอะ ในการตัดต่อเวอร์ชันแรก หนังมีความยาวถึง 130 นาทีเลย ซึ่งหนังจะอุดมไปด้วยฉากรุนแรงโรคจิต มากกว่าที่เห็นในหนังเวอร์ชันฉายโรงมาก ฉากชะตากรรมของลูกเรือบน Event Horizon จะยาวกว่านี้ ฉากภาพสยองในหัวของ กัปตันมิลเลอร์ (ลอวเรนซ์ ฟิชเบิร์น) ในช่วงท้าย ก็จะได้เห็นแบบเต็มๆตา เพราะความโหดระดับนั้น เลยทำให้สตูดิโอต้องสั่งให้ตัดต่อหนังใหม่ โดยลดความภาพน่ากลัวเหล่านี้ลงไป จนหนังเหลือแค่ 90 นาที อย่างที่เราได้ดูกัน (น่าเสียดาย แต่ผมว่าโอเคแล้วแหละ เพราะขนาดแค่เห็นแว้บๆ ยังแทบอ้วกเลย XD)

    แต่ส่วนตัวผมชอบ Event Horizon แค่ถึงช่วงกลางๆของหนังนะครับ.. พอเข้าสู่องค์สุดท้าย ไปจนถึงไคลแม็กส์ ผมรู้สึกว่า หนังมันเริ่มเตลิดเปิดเปิงแล้ว จากความสยองในแบบน่าค้นหา กลายเป็นบันเทิงตูมตามเลย มันอาจจะปกติสำหรับหนังฟอร์มยักษ์จากปลายๆยุค 90 ที่ไคลแม็กส์มันจะตูมตาม เน้นภาพสโลว์โมชัน (จนไม่รู้จะสโลว์อะไรนักหนาเหมือนกัน 555) แต่ผมรู้สึกว่ามันขัดกับสิ่งที่หนังบิลด์มาตลอดเรื่องไปหน่อย ถ้าหนังจบด้วยความสุขุมกว่านี้ มันจะเพอเฟ็คเลย 


    ประโยคคลาสสิคของหนังเรื่องนี้คือ "Hell is just a word (นรกเป็นแค่คำนาม)"

    ถ้ามองแบบชั้นเดียว มันคือแนวคิดที่ เปิดโอกาสให้หนังสร้างฉากโหดวิปริตได้อย่างเต็มที่ เป็นเหตุผลในการละเลงเลือดนั่นแหละ.. แต่ถ้าตีความลึกลงไปอีกนิด ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจสำหรับหนังไม่น้อยเลย หนังเอาคำว่า นรก มาใช้อธิบายสิ่งที่เลวร้าย สถานที่รวมความชั่วร้ายทั้งปวง ซึ่งในฐานะสามัญสำนึกของมนุษย์ ก็คือคำว่านรก แต่ไม่ใช่นรกในแบบที่เราเข้าใจกัน ไม่ได้มีต้นงิ้ว กระทะทองแดง อะไรแบบนั้น XD แต่เป็น "สื่งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เราจะจินตนาการถึง"

    และ สื่งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เราจะจินตนาการได้ นี่แหละคือไอเดียที่กว้างมาก เหมือนจักรวาลที่ไม่มีที่สิ้นสุด เราสามารถค้นพบทุกความน่ากลัวที่เราไม่รู้จัก ได้ทุกรูปแบบ ..Event Horizon คือหนึ่งในตัวอย่างของหนังสยองขวัญแนว 'Cosmic Horror' แนวทางสยองขวัญที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับ การเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่รู้ และเมื่อเราไม่สามารถทำความเข้าใจต่อมันได้ มันก็จะป่วนประสาทของเรา ทำให้เราเสียสติ แยกความจริงกับความลวงไม่ออก จนในที่สุด เราก็จะตกอยู่ในความมืดมิดที่ลึกที่สุด.. ตลอดกาล

    วิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ เส้นแบ่งเหล่านี้จะหายไป เพราะเราไม่รู้ว่า จริงๆแล้ว มันคืออะไร?

    แต่ Event Horizon ไม่ได้ลงลึกไปในทาง Cosmic Horror มากขนาดนั้น ยังคงอยู่บนพื้นฐานของการเป็นหนัง Horror ธรรมดาอยู่ ซึ่งก็เป็นข้อดี เพราะมันทำให้คนดูหนังทั่วๆไป สามารถบันเทิงไปกับหนังได้ ...ผมก็อยากเห็นเหมือนกันนะว่า ถ้าหนังไปในทาง Cosmic Horror แบบจริงจังเลย มันจะไปสุดตรงไหน (ไม่แน่ เราอาจจะได้เห็นกันในเวอร์ชันซีรีส์ของ Amazon Prime นี่แหละ)

    พูดถึงเรื่อง แรงบัลดาลใจ ที่ Event Horizon ทิ้งไว้ให้งานในยุคหลังๆ ...งานที่ดูได้แรงบัลดาลใจมาจาก Event Horizon อย่างชัดเจนมากที่สุด ไม่ใช่หนัง แต่เป็นเกมครับ เกมที่ว่าก็คือ Dead Space


    Dead Space ภาคแรก มีส่วนที่ทำให้คิดถึง หรือดูออกได้เลยว่า ผู้สร้างได้แรงบัลดาลใจหลักๆมาจาก Event Horizon แบบเต็มๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่คนเล่นคิดไปเองนะครับ ตัว เกลน สกอร์ฟิลด์ ไดเรคเตอร์ของเกม เขายืนยันแล้วว่า หลายๆองค์ประกอบที่เห็นในเกมภาคแรก มาจาก Event Horizon จริงๆ (ยานร้างที่ถูกทิ้ง บรรยากาศภายในยานที่คับแคบ มีเลือดเนื้อเปรอะไปทั่วผนังยาน พล็อตแนวมนุษย์ที่ต้องเผชิญหน้ากับพลังบางอย่างที่เหนือขอบเขตของเหตุและผล จนบ้าคลั่งเสียสติ ....นี่แหละใช่เลย) Dead Space เป็นหนึ่งในเกมที่ คนชอบ Event Horizon สมควรเล่น หรือคนชอบ Dead Space ก็ต้องไปหา Event Horizon มาดูเช่นกัน

    (ใครอยากเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสยองของ Dead Space ภาคแรก แนะนำคลิปนี้เลยครับ
    https://youtu.be/BQ3iqq49Ew8)

    Event Horizon เป็นหนังสยองขวัญในอวกาศที่มาพร้อมไอเดียที่เจ๋งและสุดโต่งในแบบที่หลายๆคนคาดไม่ถึง ทำให้มันยังคงเป็นหนังที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ หากคิดถึงหนังไซไฟสยองขวัญซักเรื่องนึง

     
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
geegybean (@geegybean)
เป็นหนังอวกาศที่น่ากลัวมากจริง ๆ ครับ เคยเปิดเจอตอนช่วงเด็ก ๆ คือสั่นประสาทมาก ไม่คิดว่าหนังจะพาเราไปไกลขนาดนี้ น่าเสียดายจริง ๆ ที่มันมาไวไปนิด ถ้ามาช้ากว่านี้น่าจะฮิตได้ไม่ยากเลย
Sleeping Slave (@fb1726378568727)
@geegybean ถือเป็นหนึ่งในหนังที่มาผิดจังหวะอีกเรื่องครับ ช่วงนั้น หนังไซไฟแบบ hi-concept แนวคิดล้ำๆ มันยังไม่บูม ประกอบกับ ตอนนั้นหนังน่าจะโปรโมทว่าเป็น "หนังจากผู้กำกับ Mortal Kombat" ด้วย (ฮาา) คนดูเลยคาดหวังว่ามันจะแอ็คชัน บู๊ยับ แบบเดียวกัน คงไมไ่ด้เตรียมใจจะเจอความสยองขวัญเบอร์นี้ 555 มันเลยแป๊กตอนฉายโรง