#ohayoxfictoberohayogozaimasx
Day 1 : Box
  • #ohayoxfictober
    D-1 : Box
    Pairing : Joo Changwook x Hwang Yunseong





    "เขาบอกว่าวันนี้คนเกิดเดือนกรกฎาจะเจอเรื่องดี ๆ ถ้าไปที่ดาดฟ้านะ"


    "อะไรกันล่ะนั่น ฟังดูไม่น่าเชื่อถือเป็นบ้า"


    จูชางอุคหัวเราะออกมากับเด็กผู้หญิงในห้องที่อ่านดวงจากนิตยสารรายเดือนให้เขาฟัง แน่นอนว่าเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก แต่ถ้าแค่ฟังขำ ๆ ก็ฟังได้ไม่เสียหายอะไรนี่นา 


    ถึงจะบอกว่าไม่สนใจก็เถอะแต่พอเป็นคาบว่างแล้วไม่มีอะไรทำก็ดันเดินเล่นขึ้นมาถึงชั้นบนสุดจนได้ มีคนเปิดประตูทิ้งไว้ด้วย คงเป็นพวกอาจารย์ลืมล่ะมั้ง ปิดให้ซะหน่อยแล้วกัน หรือว่าเรื่องดี ๆ ที่ว่านั่นคือการเดินมาปิดประตูที่เปิดทิ้งไว้กันนะ


    ตอนเลิกเรียนหลังจากเตะบอลกับเพื่อนสักพักก็ขอตัวกลับก่อนเพราะไม่อยากอยู่จนฟ้ามืด ถึงจะอยู่มัธยมปลายแล้วแต่ที่บ้านก็ยังไม่ชอบให้กลับบ้านตอนมืดอยู่ดี


    "นี่ นายคนตรงนั้น!"


    หันไปยังอาคารเรียนที่เพิ่งเดินออกมาตามเสียงเรียกแต่กลับไม่เห็นใคร หูแว่วล่ะมั้ง


    "นายนั่นแหละ นายที่กำลังจะเดินกลับบ้านคนนั้นน่ะ"


    เสียงนั่นดังขึ้นมาอีกครั้งเลยลองหันไปรอบ ๆ ก็ยังไม่เจอต้นตอของเสียงอยู่ดี จะว่าไปตอนนี้ก็จะหกโมงเย็นแล้ว ฟ้าก็เริ่มมืดลงหรือว่าเราจะเจอ...ไม่หรอก นั่นมันงมงายกว่าดูดวงอีก


    "ข้างบน ๆ เงยหน้าขึ้นมาสิ"


    เอาวะ ไหน ๆ ก็มาขนาดนี้แล้ว ถ้าเงยหน้าขึ้นไปเจออะไรแปลก ๆ ก็ถือว่าโชคร้ายไปก็แล้วกัน พอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นเงาคนกำลังโบกมืออยู่ตรงลูกกรงบนชั้นดาดฟ้า ถ้าจำไม่ผิดเหมือนประตูดาดฟ้ามันจะเปิดจากด้านในไม่ได้


    หรือว่าคนที่ขังเขาเอาไว้จะเป็น....


    พอคิดได้แบบนั้นก็รีบวิ่งไปบอกยามหน้าประตูเพื่อขอกุญแจจากเขาทันที 


    หลังจากได้กุญแจมาก็รีบวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าทันทีแต่พอเปิดไปก็ดันเจอแต่ความว่างเปล่าบนนั้น นี่สรุปสิ่งที่ผมเห็นนั่นไม่ใช่คนจริง ๆ เหรอ


    "มองไปทางไหนกัน?"


    คนที่แอบอยู่หลังประตูโผล่หน้าออกมาทำเอาผมสะดุ้งโหยงจนเผลอถอยหนีไป เขาแอบหัวเราะออกมากับท่าทีนั้นราวกับดีใจที่แผนที่วางเอาไว้สำเร็จ


    รู้สึกไม่คุ้นหน้าเลยอาจจะเป็นรุ่นพี่ล่ะมั้ง 


    "ขอบคุณนะที่ขึ้นมาเปิดประตูให้"


    เขาตบลงบนไหล่ของผมเบา ๆ สองสามทีก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าที่กองเอาไว้แถว ๆ นั้น มองจากด้านหลังเสื้อผ้าก็ยับยู่ยี่ไปหมด ผมก็กระเซอะกระเซิง สภาพดูยังไงก็เพิ่งตื่น ไหนจะดวงตากลมโตที่ดูง่วง ๆ นั่น ผิวขาว ๆ ที่เห็นจากแขนเพราะแขนเสื้อที่ถูกพับขึ้นไป ถึงจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิแต่การมานอนบนดาดฟ้ามันก็หนาวอยู่ดีไม่ใช่หรือไงนะ


    และที่ประหลาดอีกอย่างคือกล่องที่อยู่ในมือขวาของเขา ที่เขาไม่เอาเก็บลงไปในกระเป๋านักเรียน


    "เริ่มมืดแล้ว นายเองก็รีบกลับบ้านได้แล้วนะ"


    เขาเดินออกไปโดยไม่ได้แนะนำตัวแต่ก็คงไม่มีโอกาสได้เจอกันแล้วล่ะมั้ง อย่างน้อยวันนี้เรื่องดี ๆ ที่เจอบนดาดฟ้าก็คงเป็นช่วยคนที่ตัวผมเองขังเอาไว้บนดาดฟ้า


    วันถัดมาเพื่อคลายความคาใจก็เลยไปถามรุ่นพี่ในชมรมแล้วอธิบายลักษณะของคนที่เจอบนดาดฟ้าเมื่อวานให้ฟัง รุ่นพี่ตอบกลับมาแค่ว่าเขาเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาไม่นาน ถึงจะหน้าตาน่ารักแต่ดันเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยคุยกับใครแถมชอบหายไปจากห้องเรียนอีก เห็นหน้าแค่คาบแรกเท่านั้นแหละ


    ตอนพักเที่ยงพอลองเดินไปที่ห้องของเขาก็ไม่เห็นจริง ๆ เสียด้วย หรือว่าเขาจะแอบไปอยู่บนดาดฟ้าอีกแล้ว หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จยังพอเหลือเวลาพักอยู่บ้างเลยลองเดินขึ้นไปดูสักหน่อยก็เห็นว่าประตูถูกเปิดแง้มเอาไว้เหมือนวันนั้น พอผมตัดสินใจเปิดประตูเดินเข้าไปก็เห็นว่าเขานอนหลับหนุนกระเป๋าตัวเองอยู่


    ในมือของเขานอนกอดกล่องใบเดิมเอาไว้ราวกับเป็นของล้ำค่า มันคือกล่องอะไรกันนะ ผมค่อย ๆ เดินเข้าไปนั่งตรงหน้าเขาแล้วเอื้อมมือไปเพื่อจะจับกล่องใบนั้นแต่เขาดันลืมตาขึ้นมาเสียดื้อ ๆ


    "อ้าว คนเมื่อวานนี้นี่นา"


    "ครับ พอดีว่าตอนนี้พักเที่ยงแล้ว..."


    เป็นข้ออ้างที่โง่ที่สุดในโลกแต่เขาก็รีบลุกขึ้นแล้วพยักหน้าเออออไปตามคำแก้ตัวของผม เขาพึมพำออกมาเบา ๆ กับตนเองว่าพักเที่ยงแล้วเหรอก่อนจะหยิบขนมปังที่อยู่ในกระเป๋าออกมากินโดยวางกล่องที่เขานอนกอดเอาไว้ข้าง ๆ


    เขานั่งฮัมเพลงที่ผมไม่รู้จักออกมาระหว่างกินข้าวกลางวัน ส่วนผมที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าตนเองควรลุกออกไปดีไหมทำเพียงนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาแล้วนั่งโดยไม่พูดอะไรออกมา 


    "ถึงเวลาเรียนแล้วนะ นายไม่ไปเรียนเหรอ?"


    "คนที่โดดเรียนอยู่บนดาดฟ้าแบบพี่พูดอะไรแบบนั้นได้ด้วยเหรอ?"


    คนที่โดนถามย้อนกลับไปหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแล้วกอดกล่องขนาดพอดีมือใบนั้นไว้เหมือนตอนที่เดินขึ้นมาเจอ 


    "ว่าแต่นายชื่ออะไร เป็นรุ่นน้องใช่ไหม?"


    "จูชางอุคครับ เป็นรุ่นน้อง แล้วพี่ชื่ออะไร..."


    ยังพูดไม่ทันจบประโยคเขาก็ลุกขึ้นมาเอานิ้วชี้แตะบนริมฝีปากของผมเบา ๆ ราวกับจะบอกให้หยุดพูด ดวงตากลมโตคู่นั้นที่จ้องตรงมาจนผมต้องหลบตาไปเองก็เช่นกัน


    มือของเขาเย็นเฉียบแต่ก็ไม่แปลกใจเพราะเขาเล่นนอนอยู่บนนี้ทั้งวัน


    "ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก เดี๋ยวฉันก็ไม่อยู่แล้ว"


    เขาทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งพร้อมกับฮัมเพลงที่ผมไม่รู้จักออกมาอีกครั้ง พิลึกคนเป็นบ้า ให้คนอื่นบอกชื่อแต่ตัวเองไม่ยอมบอก แถมยังนอนฮัมเพลงสบายใจเฉิบอีก ว่าแต่กล่องนั่นมันอะไรกัน


    "พี่ กล่องนั่นน่ะ..."


    "กล่องแพนโดร่าน่ะ เปิดแล้วจะโดนสาปให้โชคร้ายนะรู้ไหม"


    คำโกหกหลอกเด็กแบบนั้นใครจะไปเชื่อกันแต่ถ้าเขาไม่อยากเล่าผมก็จะไม่เซ้าซี้ถามหรอก ที่สำคัญกว่านั้นตอนนี้เลยเวลาเรียนมา 10 นาทีแล้ว ผมตัดสินใจลุกกลับห้องเรียนไปโดยไม่บอกลาเขา


    พอโดนเพื่อนในห้องถามว่าหายไปไหนมาแล้วเล่าไปตามตรงก็มีแต่คนบอกว่าผมอาจจะเจอผีที่สิงอยู่บนดาดฟ้าเข้าให้แล้ว ถ้าเป็นผีจริงเขาก็ต้องเดินทะลุประตูออกมาได้แล้วสิ ถึงผิวขาวจนเกือบซีด มือที่เย็นเฉียบนั่นจะดูเข้าข่ายก็เถอะ แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจมากว่าเขาเป็นคน


    "ผมทำนี่มาเผื่อ"


    รุ่นพี่ที่เคี้ยวขนมปังพร้อมกับกล่องนมในมือเงยหน้าขึ้นมามองผมที่ยื่นกล่องข้าวไปตรงหน้าเขาด้วยสีหน้างุนงง วันนี้สภาพเขาก็ยังเหมือนเดิม เสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ ผมที่กระเซอะกระเซิง และก็กล่องแพนโดร่าที่วางไว้ข้าง ๆ นั่นด้วย 


    "อะไรน่ะ แพนโดร่าของนายเหรอ จะแช่งกันหรือไงจูชางอุค"


    เขาแค่นหัวเราะก่อนจะรับไปแล้วเปิดดูแล้วพูด 'ว้าว' ออกมาอย่างไม่มีเสียงเมื่อเห็นอาหารในกล่อง


    "นายทำเองเหรอ"


    "น้องสาวผมทำน่ะ วันนี้บอกให้เขาทำเผื่อให้"


    "เพื่อ​?"


    "ก็เห็นพี่กินแค่ขนมปังแล้วรู้สึกไม่ดี"


    "เป็นคนดีจังเลยนะแต่ก็ขอบคุณสำหรับข้าวกลางวัน"


    เขาฮัมเพลงเดิมออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะลงมือกินข้าวในกล่องด้วยสีหน้าที่ดูมีความสุขกว่าตอนกินขนมปังจากร้านสะดวกซื้อนั่น 


    หลังจากนั้นผมก็แวะขึ้นไปหาเขาในทุกช่วงพักราวกับเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว จนเข้าช่วงฤดูร้อนที่มีการเรียนเสริม แต่พวกเราก็ยังคงกินข้าวกันบนดาดฟ้าเหมือนเดิม เขาที่ดูเหมือนเดิมในทุก ๆ วัน ฮัมเพลงแปลก ๆ นั่นออกมาจนตัวผมเองก็เริ่มจำทำนองของมันได้แล้ว


    "จูชางอุค นั่นนายกำลังฮัมเพลงตามฉันเหรอ?"


    "อ้าว ผมเผลอทำแบบนั้นไปเหรอ?"


    เขาที่นั่งกินข้าวกลางวันฝีมือน้องสาวผมอยู่ หันขวับมามองทันที แน่นอนว่าผมไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเผลอฮัมเพลงนั้นออกมา เป็นเพราะมานั่งกินข้าวกับเขาทุกวันนั่นแหละ


    "เพลงเพราะล่ะสิ"


    เป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดที่เคยได้รับจากคนข้าง ๆ มาเลย ทำไมเขาถึงมีความสุขขนาดนั้นกับแค่การที่ผมฮัมเพลงโปรดของเขาออกมากันนะ


    "ก็เพราะพี่ฮัมเพลงออกมาทุกวันจนผมหลอนนั่นแหละ"


    พอพูดไปแบบนั้นอีกฝ่ายก็สีหน้าเปลี่ยนไปเป็นหน้าบึ้งไม่พอใจแต่การที่เขาทำแก้มพอง ๆ แบบนั้นก็น่ารักดีไปอีกแบบเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าไม่ได้พูดออกไป


    "ปีพี่เรียนเสริมเหนื่อยไหม?"


    เขาดูชะงักไปครู่หนึ่งกับคำถามของผมก่อนจะตอบกลับมาเบา ๆ 


    "ก็นิดหน่อยล่ะมั้ง..."


    พนันได้เลยว่าเขาต้องเรียนไม่เก่งแหง ๆ 


    พอกินข้าวเสร็จเขาก็หยิบกล่องที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาวางบนตักแทน ผ่านมาสักพักแล้วก็ยังไม่รู้ว่ากล่องใบนั้นคืออะไร ถึงจะถามไปหลายต่อหลายครั้งก็ยังไม่ได้คำตอบกลับมา รวมไปถึงชื่อของเขาก็ไม่รู้และก็ไม่ได้ตามหาด้วย


    "เมื่อไหร่พี่จะบอกผมว่ากล่องนั่นคืออะไร?"


    เขาหยุดคิดไปสักพักแล้วกอดกล่องนั้นเอาไว้แน่นกว่าเดิม ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าผมโดยที่ดวงตากลมโตนั่นไม่กะพริบเลยสักนิด ทำเอาต้องเป็นฝ่ายหลบตาไปเอง


    "นั่นสินะ มาที่บ้านฉันตอนวันสุดท้ายของการเรียนเสริมสิ"


    ผมละสายตาจากข้าวกล่องฝีมือน้องสาวในมือแล้วเงยหน้ากลับขึ้นไปมองเขาที่ยังคงจ้องตรงมาทางผมอยู่เหมือนเดิม


    "แล้วนายจะได้รู้ว่าในกล่องนี้มีอะไร"


    หลังจากพูดจบเขาก็ยิ้มให้ผมครู่หนึ่งก่อนจะยื่นกล่องข้าวคืนกลับมาแล้วทิ้งตัวลงนอนในจุดที่ไม่มีแสงแดดส่องมาเหมือนเดิม


    ตั้งแต่วันนั้นที่เขาพูดแบบนั้นออกมาก็ไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับกล่องใบนั้นอีกเลย เราสองคนยังกินข้าวกลางวันฝีมือน้องสาวผม แลกเปลี่ยนบทสนทนาเรื่อยเปื่อย นั่งฮัมเพลงแปลก ๆ นั่นออกมาเหมือนเคย เสียงเล็ก ๆ นั่นที่คอยเรียกชื่อผมเต็ม ๆ อยู่ตลอดก็ยังฟังดูน่ารักดีอย่างเช่นทุกวัน


    ก็อย่างที่เขาบอกกัน ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปไว


    ในวันสุดท้ายของการเรียนเสริมผมไม่เจอเขาบนดาดฟ้า แต่เราก็สัญญากันไว้ว่าในวันนี้ผมจะไปที่บ้านของเขา บางทีอาจจะไม่สบายหรือติดธุระอะไรบางอย่างก็ได้ เป็นวันแรกนับตั้งแต่เจอเขาแล้วผมนั่งกินข้าวบนดาดฟ้าแห่งนี้เพียงลำพังและก็เผลอนั่งฮัมเพลงโปรดของเขาออกมา


    เหงาเป็นบ้า


    นั่นคือความรู้สึกในตอนนี้


    หลังเลิกเรียนผมรีบไปตามที่อยู่ที่เขาให้ไว้เมื่อวานทันที บ้านของเขาใหญ่เป็นบ้า ทำเอารู้สึกประหม่าขึ้นมาเลย ใช้เวลาทำใจอยู่นานกว่าจะกล้ากดกริ่งหน้าประตูบ้าน เสียงกริ่งดังขึ้นสักพักก่อนจะมีผู้หญิงที่ดูมีอายุคนนึงวิ่งออกมา


    ตอนที่เธอเห็นผมสีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นดูประหลาดใจไปครู่หนึ่ง ผมรีบโค้งให้เธอทันทีตามมารยาท ก่อนที่เธอจะเชิญให้ผมเข้าไปนั่งรอในบ้าน


    "ขอบคุณที่ทำดีกับยุนซองนะ เด็กคนนั้นน่ะย้ายโรงเรียนบ่อยจนแทบจะหาเพื่อนไม่ได้เลยน่าเป็นห่วงนิดหน่อย แต่พอเห็นเธอมาที่บ้านแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย"


    เธอวางแก้วน้ำชาแล้วนั่งลงตรงข้ามผมก่อนจะพูดพลางยิ้มออกมา ยุนซองคือชื่อของเขาสินะ


    "แล้วพี่ยุนซองไปไหนเหรอครับ?"


    "ไม่อยู่แล้วล่ะ"


    ไม่อยู่แล้ว? หมายความว่ายังไง เขาเป็นผีบนดาดฟ้าโรงเรียนจริง ๆ เหรอ ไม่นะ ถ้าเป็นผีจริง ๆ คงจะไม่กินจะนอนเยอะแบบนั้นหรอก


    เท่าที่อยู่ด้วยกันมาก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเป็นคนอย่างแน่นอน


    คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมไม่พูดอะไรต่อก่อนจะลุกไปแล้วเดินกลับมาพร้อมกับกล่องใบนั้น กล่องที่เขาพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา 


    "ลองเปิดดูสิ ยุนซองเขาฝากฉันเอาไว้ให้เธอน่ะ"


    ถ้าเปิดกล่องนี้จะโดนสาปไหมนะ พอจะได้เปิดมันแล้วก็รู้สึกกลัวขึ้นมานิดหน่อย ผมรับกล่องใบนั้นมาก่อนจะค่อย ๆ แง้มเปิดมัน 


    เสียงนี่มัน เป็นเสียงที่ผมได้ยินทุกวันจากเขา


    "มันเป็นกล่องเพลงที่คุณแม่ของเขาทิ้งไว้ให้ก่อนจะไปรักษาตัวที่เมืองอื่น เขาพกมันไปที่โรงเรียนตลอดเลยใช่ไหม?"


    ดนตรีในกล่องยังคงเล่นต่อไป ทำเอาคิดถึงเสียงเล็ก ๆ นั่นที่ฮัมเพลงนี้ออกมาเบา ๆ อยู่ตลอดเวลา ในกล่องเพลงมีการ์ดเล็ก ๆ แนบเอาไว้ด้วย ผมหยิบมันขึ้นมาอ่านก็เห็นลายมือหวัด ๆ ของเขาเขียนเอาไว้


    'นายโดนสาปให้โชคร้ายแล้วล่ะ จูชางอุค'


    พร้อมกับลงชื่อตัวเองไว้ท้ายข้อความด้วย ผมอาจจะโชคร้ายจริง ๆ ก็ได้ที่คงต้องกินข้าวคนเดียวบนดาดฟ้าพร้อมกับเสียงเพลงนี่ในหัวโดยที่ไม่มีเขาคอยนั่งฮัมเพลงอยู่ข้าง ๆ


    คนที่ผมเจอวันนี้เหมือนจะเป็นคุณป้าของฮวังยุนซอง เขาย้ายไปอีกเมืองที่แม่ที่ป่วยหนักรักษาตัวอยู่แต่มีปัญหากับเรื่องที่อยู่เลยมาเรียนที่นี่เทอมนึงแล้วอาศัยอยู่ที่บ้านป้าเอา กล่องเพลงนั่นเป็นของขวัญที่แม่เขาให้เอาไว้ตอนเด็ก พอเธอป่วยหนักก็เลยไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกันบ่อย ๆ เขาเลยพกสิ่งนี้ไปไหนมาไหนตลอดเวลา


    และอีกอย่างเขาเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก คะแนนของเขาไม่ต้องเรียนเสริมตอนปิดเทอมฤดูร้อนเลยแต่เขาก็แค่ไปโรงเรียนเฉย ๆ เห็นบอกว่าไปกินข้าวกลางวัน คุณป้าของเขาบอกมาว่าแบบนั้น


    นั่นคือเรื่องราวทั้งหมด


    แม้ว่าหลังจากวันนั้นผมจะแวะเวียนไปยังบ้านหลังนี้ทุกครั้งที่มีโอกาสแต่ผมก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย 



    เวลาผ่านไปจนเรียนจบ ผมค่อย ๆ ลืมเรื่องราวเหล่านี้ไป สอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองได้ตามที่หวังไว้ แต่ชีวิตในเมืองวุ่นวายกว่าที่คิด อย่างเช่นในวันนี้ผมก็ขึ้นรถไฟผิดจนเข้าเรียนสายแล้ว โชคดีที่เพื่อนบอกว่ายังไม่มีงานอะไรแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังรีบวิ่งไปอยู่ดี


    แต่ผมก็ต้องหยุดชะงักไปเพราะเสียงที่ลอยมาจากคนที่เพิ่งเดินสวนไปเมื่อครู่ ถึงจะได้ยินไม่ชัดแต่ทำนองแบบนั้นมันไม่ผิดแน่ ๆ ถึงจะผ่านมานานแล้วแต่ผมยังจำทำนองนั่นได้อย่างชัดเจน


    ผมเอามือจับกล่องใบนั้นที่พกติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลา ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายจากห้องเรียนเป็นคนที่เดินหันหลังสวนทางไปเมื่อครู่ 



    ในวันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้เรียกชื่อของเขาออกไปอย่างสุดเสียง


    //


    เขียนแบบกลัวยาว วันแรกก็มาสั้นๆแบบไม่มีอะไรพอเนอะ ไม่อยากดราม่ากันตั้งแต่วันแรก มีใครเดาว่าวันแรกจะเขียนชางฮวังไว้บ้างไหมนะ ไปซื้อหวยเลย เร็ว! เราลงสองที่นะคะ minimore กับ readawrite สามารถไปหวีดกันได้ในแท็ก #ohayoxfictober













Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in