สารานุกรมรัสเซียฉบับย่อDamansky
รัสเซีย-ญี่ปุ่น เดอะ ซีรี่ส์ (4) จบซีรี่ส์
  • คู่เวรคู่กรรม

    สัญลักษณ์ประจำชาติของรัสเซียคือ นกอินทรีสองหัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันเก่าแก่มาตั้งแต่ครั้นสมัยจักรวรดิไบแซนไทน์ ความหมายของนกอินทรีสองหัวมีในรูปแบบของนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ผ่านการแลซ้ายและขวา คือสนใจทั้งตะวันตกและตะวันออก 
    ซึ่งหากเราไปดูภูมิศาสตร์ของไบแซนไทน์แล้ว พวกเขาจะต้องสนใจการเมืองทางตะวันตก ซึ่งเป็นสังคมของพวกคาทอลิก ขณะที่ตะวันออกก็เป็นสังคมของมุสลิม ซึ่งไบแซนไทน์ ในฐานะที่เป็นพวกออร์โธดอกซ์ ก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยการสอดส่อง
    ความเคลื่อนไหว และพยายามสร้างอิทธิพลเมื่อสบโอกาสต่อทั้งตะวันตกและตะวันออก 

    เมื่อรัสเซียได้ซึมซับเอาอารยธรรมจากไบแซนไทน์เข้ามาปรับใช้ ก็ได้เอาสัญลักษณ์นกอินทรีสองหัว พร้อมกับนัยยะทางการเมืองในการแลตะวันตกและสอดส่องตะวันออกมาด้วย กล่าวคือ รัสเซียป้องกันและหาทางเข้าไปมีอิทธิพลในยุโรปตะวันตกอันอบอุ่น ขณะ
    เดียวกันก็รับมือกับทิศตะวันออก ซึ่งเคยนำพาพวกมองโกลเข้ามาพิชิตชนชาติรัสเซียอยู่นับร้อยปีมาแล้ว เมื่อรัสเซียเริ่มขยายอาณาจักรออกไปไกลแสนไกล พวกเขาก็ยังมองตะวันตก แลตะวันออกอยู่เช่นเดิม โดยเฉพาะในภาคตะวันออกนั้น รัสเซียสนใจจีนและ
    ญี่ปุ่นมาโดยตลอด แต่สุดท้ายความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญก็ทำให้รัสเซียไม่สามารถเป็นมิตรกับสองชาตินี้ได้อย่างสนิทใจมากนัก

    ตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น เป็นต้นมา รัสเซียลดความสนใจในตัวญี่ปุ่นไปมาก เนื่องจากยังเข็ดขยาดกองทัพเรืออาทิตย์อุทัยเหล่านั้น ในการรบที่ซึชิม่าอยู่ไม่หาย ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็เริ่มยกพลขึ้นยึดครองแผ่นดินใหญ่ของเอเชียทีละเล็กละน้อย รัสเซียเองก็โดนมรสุมการเมืองภายในทำร้าย

    ตอนที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 รัสเซียกับญี่ปุ่นอยู่ฝั่งสัมพันธมิตรเหมือนกัน แต่ทังคู่ไม่ได้ช่วยเหลือกันแต่อย่างใด เพราะรัสเซียวุ่นอยู่กับแนวรบยุโรปตะวันออก ส่วนญี่ปุ่นตอบแทนอังกฤษด้วยการถล่มเยอรมันในเอเชีย จนได้ส่วนแบ่งสำคัญในแปซิฟิกมาอย่างพอสมน้ำสมเนื้อ ขณะที่รัสเซียเจอพิษปฏิวัติประเทศ ระบอบซาร์ถูกโค่นล้มโดยพวกบอลเชวิค และนำไปสู่การยอมสงบศึกกับเยอรมัน แต่การอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้ชนะตั้งแต่แรก ทำให้รัสเซียในหีบห่อใหม่คือ สหภาพโซเวียต ไม่เสียหายมากนัก

    อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติไม่ทันจางลา ความไม่สงบของฝ่ายรัสเซียขาวผู้นิยมซาร์ ที่ยังหลงเหลือ ประกอบกับแรงหนุนจากต่างชาติที่ยังตั้งท่ารังเกียจคอมมิวนิสต์ ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองรัสเซียขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสงครามที่มีตัวแสดงอีรุงตุงนังวุ่นวายไปหมด หาใช่ฝ่ายแดงสู้กับฝ่ายขาวไม่ หากมีขุนศึกคอสแซคในส่วนต่างๆ ที่ก่อการกบฎเพื่อประกาศเอกราช รวมทั้งกองกำลังจากต่างชาติที่เข้ามาช่วยฝ่ายขาว และในบรรดาสิบกว่าชาติที่รุกรานสหภาพโซเวียตนั้น ปรากฎนามของญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย

    กองกำลังญี่ปุ่นจำนวน 70,000 นาย ร่วมกับทัพผสมอีกกว่า 60,000 นาย บุกภาคตะวันออกของโซเวียตอย่างเมามัน ญีปุ่นยึดเขตชายฝั่งทะเลแปซิฟิกทั้งหมด และเปิดช่องให้กองทัพอเมริกันบุกเข้าไซบีเรียตอนเหนือ ญี่ปุ่นยึดวลาดิวอสต็อก และคัมชัตก้าอยู่ร่วมปี จนกระทั่งฝ่ายแดงเริ่มตีโต้พวกขาวแตกพ่ายไปเรื่อยๆ กองกำลังพันธมิตรต่างชาติที่เริ่มแรกก็แสดงเจตจำนงว่าจะเข้ามาช่วยฝ่ายขาว มีท่าทีถอนกำลังออก สุดท้ายแล้วญี่ปุ่นก็ถอนกำลังออกในปี ค.ศ.1922 เป็นต่างชาติลำดับท้ายๆ ที่ถอนกำลังออกจากโซเวียต

    จากนั้นโซเวียตกับญี่ปุ่นก็มีทีท่าที่ไม่ไว้ใจกันมากขึ้น และเมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งโซเวียตกับญี่ปุ่นอยู่คนละฝั่ง ญี่ปุ่นมีแผนบุกโซเวียตพร้อมๆ กับเยอรมัน ซึ่งก่อนหน้านนั้นในปี 1938 ญี่ปุ่นได้พยายามส่งกองทัพแมนจูเรียรุกรานมองโกเลียแล้วรอบหนึ่ง เพื่อล่อให้โซเวียตออกมาช่วย ในสงครามที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ถูกกองกำลังโซเวียตนำโดย จอมพลกอร์กี้ ซูคอฟ ผู้พิชิตกองทัพเยอรมันด้วยมือเปล่าในอนาคต โจมตีกลับอย่างหนัก และทำให้ญี่ปุ่นต้องถอนตัวกลับไป แต่ทว่าญี่ปุ่นดันต้องไปทิ้งระเบิดใส่เพิร์ล ฮาร์เบอร์เสียก่อน ทำให้ศัตรูของญี่ปุ่นเปลี่ยนจากโซเวียตกลายเป็นสหรัฐฯ และโซเวียตไม่ถูกโจมตีสองด้านในสงครามโลกครั้งที่ 2

    โซเวียตมาได้โอกาสโจมตีญี่ปุ่นบ้าง หลังจากพิชิตกรุงเบอร์ลินได้แล้ว พวกเขารอโอกาสให้สหรัฐฯ โจมตีญี่ปุ่นจนน่วม จึงค่อยประกาศสงครามและส่งกำลังของตัวเองเข้าไปยังแมนจูเรีย จนเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้ต่อสัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข โซเวียตจึงได้ส่วนแบ่งของผู้ชนะในแนวรบเอเชียไปด้วย ซึ่งนำสู่ข้อพิพาทของทั้งสองประเทศในปัจจุบัน

    แม้กายจะเป็นคอมมี่ส์ไปแล้ว แต่โซเวียตยังจำได้ว่าสมัยสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ตนสูญเสียอะไรไป ทำให้พวกเขายึดเอาซาคารินอีกครึ่งหนึ่งกลับมาเป็นของตน พร้อมทั้งหมู่เกาะคูริลทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เกาะคูนาชีร์ในคูริลที่อยู่ใกล้ญี่ปุ่นที่สุด ห่างจากเกาะฮอกไกโดไม่กี่กิโลเมตร

    ปัญหาคูริล เป็นปัญหาที่โซเวียตกับญี่ปุ่น และในสมัยรัสเซียกับญี่ปุ่นในปัจจุบันมีปัญหากันเรื่อยมา เพราะถ้าชาติใดชาติหนึ่งได้คูริลไป ที่ตั้งของหมู่เกาะนี้จะเป็นอันตรายต่อภูมิรัฐศาสตร์ของอีกชาติทันที เพราะหมู่เกาะทอดยาวเข้าไปยังแผ่นดินใหญ่ของทั้งสองประเทศ ญี่ปุ่นพยายามเรียกร้องให้มีการตกลงเหมือนเมื่อก่อนที่ให้แบ่งหมู่เกาะออกเป้นสองส่วน พร้อมทั้งกล่าวว่า โซเวียตจงใจบีบบังคับเอาคูริลทั้งหมดมาจากญี่ปุ่น ทั้งที่ก่อนสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นนั้น ญี่ปุ่นได้ถือสิทธิต่อเกาะบางเกาะในคูริลไปแล้ว แต่โซเวียตไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยมือง่ายๆ นอกจากนี้แล้ว ปัญหาาพิพาทดินแดนยังลามไปถึงเกาะซาคาริน ที่ทั้งสองชาติอ้างกันว่าได้สิทธิปกครองก่อน

    ยังพอจะจำเหตุการ์ในซีรี่ส์ ตอนที่ 1 ได้มั้ยครับ ที่ผมเขียนว่า นักสำรวจรัสเซียเดินทางไปพบหมู่บ้านของชาวผิวเหลืองที่เกาะซาคาริน และขับไล่ออกไปเพื่อยึดครองซาคาริน ในข้อความนี้ยังมีความคลุมเคลืออยู่ว่าชาวผิวเหลืองที่ว่านั้นเป้นชาวญี่ปุ่นหรือไม่ เพราะในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ในหมู่เกาะญี่ปุ่นไม่ได้มีเฉพาะชาวญี่ปุ่นเท่านั้น ยังมีชาวไอนุซึ่งเป็นชนเผ่าท้องถิ่นที่เกาะฮอกไกโด ก่อนที่ชาวญี่ปุ่นจะมาถึงเสียอีก ขณะที่หลักฐานจากหนังสือญี่ปุ่นระบุชัดเจนว่าชาวผิวเหลืองที่ว่าคือชาวประมงญี่ปุ่น ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงต่อไปไม่สิ้นสุด

    รัสเซียเองก็ใช่ย่อย ในสมัยที่โซเวียตล่มสลาย ผู้นำรัสเซียทุกรายไม่ว่าจะเป้น เยลต์ซิน เมียดแวเดียฟ หรือ ปูติน ต่างเดินทางไปตรวจราชการที่เกาะซาคารินมาแล้วทั้งนั้น พร้อมทั้งพบปะพูดคุยกับทหารที่ประจำการอยู่เหมือนแสดงอำนาจว่าซาคารินเป็นของรัสเซียโดยเด็ดขาด และเมื่อไหร่ที่ญี่ปุ่นตั้งคำถามถึงสิทธิอันชอบธรรมในคูริลแล้ว ผู้นำรัสเซียจะมีคาถาข้อหนึ่งที่ใช้ตอบคำถามเสมอ นั่นคือ "ประเด็นนี้ต้องให้ประชาชนรัสเซียเป็นผู้แสดงความเห็น"

    ประโยชคนี้มองเผินๆ แล้ว คือการให้ประชาชนมีส่วนตัดสินใจชะตากรรมของชาตินะครับ แต่ถ้าคิดดีๆ แล้ว คำตอบนี้มีความเดียวกับคำว่า "ไม่เจรจาใดๆ ทั้งนั้น" เพราะถ้าไปถามความเห็นประชาชน โดยส่วนใหญ่คงไม่ต้องการให้ประเทศตัวเองเสียดินแดนให้เพื่อนบ้านเอาไปใช้ประโยชน์หรอกครับ ทุกครงั้ที่ญี่ปุ่นพยายามเรียกร้องให้มีการพูดคุยเรื่องคูริล จึงมักจะได้รับคำตอบเช่นนี้ และการเจรจาก็ไม่เกิดขึ้นสมใจของรัสเซียเขาล่ะ

    จริงๆ แล้วรัสเซียกับญี่ปุ่นก็มีความสัมพันธ์ทางการทูตแบบทั่วๆ ไป มีการแลกเปลี่ยนข้อตกลงการค้า วัฒนธรรม สังคม ตามปกติ แต่ไม่ได้มีความพิเศษอะไรมาก จึงขอจบซีรี่ส์รัสเซีย-ญี่ปุ่น ไว้เพียงเท่านี้ครับ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in