สารานุกรมรัสเซียฉบับย่อDamansky
รัสเซีย-ญี่ปุ่น เดอะ ซีรี่ส์ (3)
  • 1
    จนถึงทุกวันนี้ นักประวัติศาสตร์หลายคน มองว่า สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น คือ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของทั้งสองประเทศประเทศสวนทางกันไป ชัยชนะของญี่ปุ่น ทำให้พวกเขาก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศมหาอำนาจแทนที่รัสเซีย ซึ่งความพ่ายแพ้นำมาสู่ปัญหาการเมืองภายในอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา ไม่มีใครในยุคนั้นจะคิดมาก่อนว่า ชาวยุโรปจะจับอาวุธแพ้คนเอเชีย และรัสเซียก็เป็นชาติแรกๆ ที่ประสบเหตุนั้น 

    แต่เอาเข้าจริงแล้ว ญี่ปุ่นไม่เคยเชื่อว่าตนจะชนะสงครามครั้งนี้ เพราะถึงจะมีความทะเยอทะยานในเอเชียแผนดินใหญ่ แต่พวกเขาก็ตระหนักดี ถึงสภาพเศรษฐกิจที่ยังโตไม่พอที่จะรองรับภาวะสงครามได้ ขณะที่รัสเซียมีความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่าตนจะรับมือกับศึกครั้งนี้ได้ไหว พวกเขามีกองกำลังส่วนหนึ่งในตะวันออกที่ยังไม่มีประสบการณ์รบมากนัก แต่ในไม่ช้า พวกเขาจะเอากองกำลังภาคยุโรปมาเติมได้ แต่ปัญหาที่รัสเซียต้องเผชิญกลับเป็นกองทัพเรือ ที่ยังไงก็แก้ไม่หาย พวกเขาเพิ่งปักหมุดในน่านน้ำแปซิฟิกได้ไม่นาน และสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือ ต้องใช้กองเรือที่อยู่ทะเลบอลติก เพื่ออ้อมโลกมายังแปซิฟิก แต่ไม่ทันจะได้ดำเนินการ ญี่ปุ่นก็โจมตีระลอกแรกใส่รัสเซียที่พอร์ท อาเธอร์ไปแล้ว

    การโจมตีที่พอร์ท อาเธอร์นั้นเกิดขึ้น โดยไม่มีการประกาศสงครามจากญี่ปุ่น ทำเอาพระเจ้าซาร์ไม่พอใจมาก แต่ทางญี่ปุ่นรีบสวนทันควัน โดยอ้างจากการทำสงครามรัสเซีย-สวีเดน เมื่อ ค.ศ.1809 ว่า รัสเซียเองก็ไม่ประกาศสงครามกับสวีเดนก่อน แต่รีบชิงโจมตีอย่างรวดเร็ว รัสเซียจึงทำได้เพียงประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และรีบนำกองเรือบอลติกมาสู้กับญี่ปุ่น

    การไม่ประกาศสงครามก่อนโจมตีในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ทำให้ประชาคมโลกนำประเด็นดังกล่าวมาหารือกันในภายหลัง และทำให้เกิดข้อตกลงเมื่อ ค.ศ.1907 ระบุให้ชาติที่จะทำสงคราม ต้องประกาศสงครามต่อคู่สงครามก่อนการโจมตีใดๆ

    สงครามเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1904 หากแต่การรบส่วนใหญ่ในช่วงแรกเกิดขึ้นบนฝั่งแผ่นดินใหญ่ รัสเซียใช้ยุทธวิถีที่คุ้นเคยคือ ถอยพลางแล้วโต้กลับเร็ว ทำทีเป็นแพ้ญี่ปุ่นแล้วถอหนี เพื่อไปรวมกำลังใหญ่เข้าโจมตีญี่ปุ่นอีกระลอก ขณะที่กองเรือจากบอลติกเริ่มออกเดินทาง ในเดือนตุลาคม 1904 โดยการจะไปถึงญี่ปุ่นให้เร็วขึ้นนั้น จะต้องลัดผ่านคลองสุเอซ ซึ่งให้ตายซิว่า คลองดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ควบคุมของอังกฤษ ศัตรูตัวฉกาจที่เพิ่งสนับสนุนญี่ปุ่นไปไม่นานก่อนสงครามบังเกิด แต่ขณะเดียวกันอังกฤษเองก็ต้องหาข้ออ้างที่จะไม่ให้รัสเซียผ่าน เพราะมิฉะนั้นจะถูกครหาจากนานาประเทศในเรื่องการใช้ประโยชน์ของคลอง

    แต่แล้วอังกฤษก็ไม่ต้องหาข้ออ้างใดอีก เนื่องจากกองเรือรัสเซียพลาดไปยิงเรือประมงอังกฤษ ณ น่านน้ำทะเลเหนือเข้า จากความเข้าใจผิด ทำให้อังกฤษไม่อณุญาตให้รัสเซียผ่านคลองสุเอซ จากเดิมที่ใช้เวลา 4 เดือนไปถึงญี่ปุ่น รัสเซียไปต้องอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มเวลาเดินทางเป็น 7 เดือน การเดินทางของกองเรือรัสเซียครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกว่า รัสเซียจะบริหารจัดการกองเรือที่ต้องเดินทางไกลขนาดนี้ได้อย่างไร

    ซึ่งผลก็คือ กองเรือรัสเซียอิดโรยมาก่อนที่จะเข้าสู่สมรภูมิ และเป้นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัสเซียมีโอกาสพลาดพลั้งต่อญี่ปุ่น

    -------------

    2

    เข้าสู่ปี ค.ศ.1905 เป็นการรบที่รุนแรงขึ้นอย่างแท้จริง รัสเซียรุกหนักเข้าไปในมุกเดน (เซิ่นหยาง ในปัจจุบัน) ทำให้ญี่ปุ่นต้องถอยกลับออกไปไกลพอสมควร อย่างไรก็ตาม การส่งกำลังจากยุโรปยังมาไม่ถึง ทำให้รัสเซียไม่สามารถกำชัยชนะได้เด็ดขาด ญี่ปุ่นจึงสามารถตีโต้กลับได้ 

    ส่วนกองทัพบอลติกที่อิดโรยอย่างหนัก ขาดยุทธปัจจัยจำนวนมาก เพราะไม่สามารถซื้อจากรายทางได้ ซึ่งดินแดนรายทางเหล่านั้นขึ้นตรงกับอังกฤษ! กองเรือ 38 ลำ ประกอบกับการทราบข่าวว่า พอร์ท อาเธอร์ ถูกญี่ปุ่นโจมตีราบคาบไปแล้ว นั่นทำให้พวกเขาต้องเดินทางไปยังวลาดิวอสต็อกให้เร็วที่สุด เพื่อปรังปรุงซ่อมแซมกำลังพล หากแต่กาจะไปถึงเมืองท่าของรัสเซียที่ใหญ่ที่สุดในแปซิฟิกนั้น จะต้องผ่านช่องซึชิม่า ซึ่งเป็นน่านน้้ำที่อยู่ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น และมีกองเรือญี่ปุ่นรออยู่แล้ว

    นี่มันไม่ต่างจากการว่ายน้ำฝ่าดงฉลามเพื่อไปยังฝั่งเลยนะเนี่ย

    ผู้บัญชาการกองเรือของรัสเซีย ซีโนวีร์ โรซเดสท์เวนสกี นิคาไล เนโบกาตอฟ และออสการ์ เอ็นกวิสท์ ทราบเงื่อนไขนี้ดี ว่าถ้าพวกเขาฝ่ากองเรือญี่ปุ่นไปไม่ได้ ก็เท่ากับพ่ายแพ้ในการรบทางทะเลอย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกัน จอมพลเรือ โคชะกุ โทโง เฮฮะชิโร ของญี่ปุ่นก็ทราบดีว่า รัสเซียไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการใช้เส้นทางซึชิม่า เพื่อขึ้นเหนือไปยังท่าเรืออื่นๆ ที่เหลืออยู่ ญี่ปุ่นจึงตั้งกองเรือรออย่างตั้งมั่น

    และในวันที่ 27 พฤษภาคม 1905 การปะทะกันก็เริ่มต้นขึ้น และจบลงในวันต่อมา เมื่อญี่ปุ่นชนะรัสเซียอย่างง่ายดาย มีเรือรัสเซียเพียง 4 ลำที่หลุดรอดออกไปได้ มาถึงตอนนี้การรบทางเรือได้เสร็จสิ้นแล้ว โอกาสที่รัสเซียจะโจมตีญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่ มีค่าเเท่ากับศูนย์ ส่วนแนวรบที่แมนจูเรีย ญี่ปุ่นได้ยันกองกำลังรัสเซียที่เสริมเข้ามาจากยุโรปได้อย่างดี อีกทั้งยังใช้ยุทธวิธีด้านข่าวกรองที่พัฒนาร่วมกับอังกฤษในการก่อกวนเส้นทางส่งกำลังบำรุงของรัสเซีย พยายามติดต่อกับฝ่ายต่อต้านการปกครองแบบซาร์ เพื่อให้กลับเข้าไปก่อความไม่สงบในรัสเซีย อีกทั้งยังให้การดูแลเชลยศึกรัสเซียอย่างดี เพื่อให้พวกเขายอมอ่อนตามคำสั่งของญี่ปุ่นได้ง่าย

    เมื่อความพ่ายแพ้ที่ซึชิม่าแพร่ไปยังยุโรป นั่นทำให้ชาวยุโรปตกตะลึงเลยทีเดียว แม้จะเข้าใจว่ารัสเซียต้องเสียเปรียบจากการเดินทาง แต่ยังไม่นึกว่าจะพ่ายแพ้แบบไร้ทางสู่เช่นนี้ ขณะที่ชาวรัสเซียมีความรู้สึกว่า ความพ่ายแพ้ที่ซึชิม่า คือบทพิสูจน์ว่าพระเจ้าซาร์ด้อยศักยภาพในการบริหารประเทศ และจากความไม่พอใจที่มีอยู่เดิม ทำให้ประชาชนออกมาประท้วงครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา

    ซึ่งการประท้วงนี้เองที่ทำให้พระเจ้าซาร์นิโคลัส เหนื่อยอ่อนใจ และยอมเจรจาสันติภาพกับญี่ปุ่น ทั้งที่กองกำลังทางบกของรัสเซียยังใช้วิธีถอยพลางแล้วโต้กลับใส่ญี่ปุ่นได้ดี ขณะที่ทรัพยากรรองรับการทำสงครามของญี่ปุ่นเริ่มร่อยหรอลงมากขึ้น ถึงขนาดที่นายพลลิเนวิช รายงานต่อพระเจ้าซาร์ว่า สถานการณ์ของญี่ปุ่นตอนนี้อ่อนแอลงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้รัสเซียเอาชนะในทางบกได้ แต่พระเจ้าซาร์ส่ายมือไม่ไหวแล้ว และขอเจรจาสงบศึก

    -------------

    3

    รัสเซียได้ส่ง ซีร์เกย์ วิตต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป้นหัวหน้าคณะ เพื่อตกลงสันติภาพกับ โคะมุระ จุตะโร นักการเมืองหัวตะวันตก เมื่อวันที่ 5 กันยายน 1905 ณ เมืองพอร์ทสมัธ มลรัฐนิวแฮมเชอร์ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีธีโอดอร์ โรสเวลต์ เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ การเจรจาดังกล่าวทำให้เกิด สนธิสัญญาพอร์ตสมัท ขึ้น

    ซึ่งสาระสำคัญได้ระบุให้รัสเซียต้องยกเลิกสิทธิในการเช่า พอร์ท อาเธอร์ ซึ่งเท่ากับโอกาสออกสู่ทะเลจีนใต้ของรัสเซียได้จบลง พร้อมกับการแบ่งครึ่งหนึ่งของซาคารินให้ญี่ปุ่น โดยตอนแรกญี่ปุ่นต้องการซาคารินทั้งหมด แต่รัสเซียได้ขอสงวนพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งไว้ และหมู่เกาะคูริลทั้งหมดตกเป็นของญี่ปุ่น สุดท้ายคือรัสเซียต้องยอมรับว่าเกาหลีคือดินแดนในอิทธิพลญี่ปุ่น นั่นเท่ากับอิทธิพลน่านน้ำของรัสเซียจบลงที่วลาดิวอสต็อก ส่วนทางบกก็ไปไม่ได้ไกลกว่าแม่น้ำอามูร์ อันเป็นเขตแดนของรัสเซียในปัจจุบัน

    ส่วนเรื่องของค่าปฏิกรรมสงคราม ธีโอดอร์ โรสเวลต์ ได้ขอให้ญี่ปุ่น อย่าเก็บจากรัสเซีย โดยจะเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้ประโยชน์จากดินแดนที่ได้มา รวมทั้งดินแดนในอิทธิพลอย่างเต็มที่

    สงครามครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยรัสเซียและญี่ปุ่นมีสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเลย แม้ญี่ปุ่นจะชนะสงคราม แต่ก็ต้องกู้เงินจากอังกฤษและสหรัฐฯ มาพยุงเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่พวกเขาก็ยังร่วมมือกับทั้งสองปะเทศในสงครามโ,กครั้งที่ 1 จนทำให้ได้ดินแดนในแปซิฟิกจากเยอรมันจำวนมาก ส่วนรัสเซีย ซึ่งเดิมมีเงินสำรองกว่า 106.3 ล้านปอนด์ (ทุกวันนี้น่าจะคูณ 100 เพิ่มเข้าไปอีก) แต่การแพ้สงคราม โดยที่ใช้จ่ายเงินไปมาก กลายเป็นชนวนลูกใหญ่ที่ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านระบบซาร์ครั้งใหญ่ และไปประสบความสำเร็จในปี ค.ศ.1917 

    ขณะที่เรื่องเกียรติภูมิ รัสเซียได้หมดเกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ไปพร้อมกับกองเรือบอลติก ขณะที่ญี่ปุ่นถูกยอมรับมากขึ้น ทุกฝ่ายยอมรับว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนแล้วที่แท้จริง ก็จากสงครามในครั้งนี้

    อย่างไรก็ตาม แม้รัสเซียกับญี่ปุ่นจะรบรากันไปในสงครามที่พลิกชะตาของทั้งสองฝ่ายไปแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังปะทะกันมาเรื่อยๆ จนทำให้ทุกวันนี้พวกเขาก็ยังมีความหวาดระแวงต่อกันอย่างต่อเนื่อง......

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in