สารานุกรมรัสเซียฉบับย่อDamansky
รัสเซีย-ญี่ปุ่น เดอะ ซีรี่ส์ (2)
  • เมื่อผลประโยชน์ไม่ตรงกัน การรบราฆ่าฟันจึงเกิด

    ความเดิมจากตอนที่แล้ว การไปเยือนญี่ปุ่นของ ปูเทียติน ทหารเรือที่พระเจ้าซาร์แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะทูตประสบความสำเร็จด้วยดี ชาวญี่ปุ่นเริ่มมีความไว้อกไว้ใจเพื่อนบ้านผู้มาใหม่นี้มากขึ้น พร้อมๆ กับ การค้าขายที่ช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตรับการเปิดประเทศ ดูเหมือนรัสเซียกับญี่ปุ่น จะไปด้วยกันได้ดี แต่ทว่า...

    1
    ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหาใช่เหมือนชายหนุ่มกับหญิงสาวไม่ หากการที่คนสองคนจะอยู่ด้วยกัน ย่อมต้องใช้ความเข้าใจและการเสียสละ หากอต่ในการเมืองระหว่างประเทศ การที่สองประเทศดีกัน ไม่ได้แปลว่านั่นคือมิตรภาพนิรันดร หากเมื่อเริ่มมีประเด็นด้านผลประโยชน์ที่ทั้งคู่ไม่ต้องการจะสละให้ใคร เมื่อนั้นการแสวงหาประโยชน์ของชาติ จะทำให้เกิดความขัดแย้งกันเป็นเรื่องปกติของการเมืองโลก ในกรณีของรัสเซียกับญี่ปุ่นก็คล้ายคลึงกัน

    หากจะสรุปย่อปัจจัยความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น ก็มีหลักๆ ด้วยกัน 3 ประการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านการเมืองระหว่างประเทศทั้งสิ้น

    1) การที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ทำให้พวกเขามองเห็นภัยที่อยู่นอกหน้าต่างออกไป และเปลี่ยนตัวเองจากประเทศปิดตายและก้มหน้าทำการเกษตร มาเป็นประเทศที่เน้นอุตสาหกรรม ในช่วงเวลาไม่ถึง 12 ปีนับแต่เปิดประเทศ ญี่ปุ่นต่อเรือรบเหล็กได้ 11 ลำ แซงหน้าจีนที่มีความพร้อมมากกว่า แต่ตระหนักถึงภัยคุกคามน้อยกว่า ขณะที่รัสเซียนั้น ยังวุ่นวายอยู่กับการวางแปลนสร้างทางรถไฟทรานส์-ไซบีเรีย จึงยังไม่มีกองเรือแปซิฟิกที่มากพอ
    2) การเสื่อมสลายทีละน้อยของอิทธิพลจีนในตะวันออกไกล ทำให้ทั้งรัสเซียและญี่ปุ่นมองเห็นผลประโยชน์จากจีนที่จะมาบรรเทาปมด้อยของทั้งสองได้ดี กล่าวคือ ภายหลังจากรัสเซียสร้างท่าเรือวลาดิวอสต็อกแล้ว ก็ยังพบว่า ในช่วงเวลาคับขัน ตำแหน่งของเมืองไม่เหมาะกับการส่งเสบียง เพราะโดนญี่ปุ่นบล็อคไว้ทางใต้ ซึ่งรัสเซียต้องพึ่งพาการขนส่งจากฟากตะวันตกของประเทศ โดยออกท่าเรือที่ฝั่งบอลติกในยุโรปอ้อมยุโรป เข้าเมดิเตอร์เรเนียน ทะลุแอฟริกา ออกมหาสมุทรอินเดีย และเสยขึ้นมาที่ทะเลจีนใต้ และผ่านทะเลญี่ปุ่นสู่วลาดิวอสต็อกต่อไป...

    เดี๋ยวนะถ้าจะลำบากขนาดนี้ ปีไหนจะถึงล่ะครับ แต่อย่างว่า รัสเซียไม่มีทางเลือกที่จะต้องปักธงตัวเองให้จรดฝั่งแปซิฟิกก่อนที่ชาติอื่นจะมาเอาไป ฉะนั้นหากรัสเซียทะเลาะกับญี่ปุ่นในอนาคต เสบียงจะไม่สามารถส่งผ่านทะเลญี่ปุ่นได้ พวกเขาจึงต้องการดินแดนชายฝั่งทะเลที่อยู่ใต้ญี่ปุ่นลงไปอีก ท่าเรือแห่งหนึ่งที่รัสเซียมองว่าใช้การได้คือ ท่าพอร์ท อาร์เธอร์ ซึ่งอยู่ทางคาบสุมทรเหลียวตง ทางตอนใต้ของแคว้นแมนจูเรีย ซึ่งสามารถหลบหลีกน่านญี่ปุ่นได้สำเร็จ รัสเซียจึงวางยุทธศาสตร์ว่า พวกเขาต้องการแมนจูเรียจากจีน

    ขณะเดียวกัน แคว้นแมนจูเรียนั้น ก็ดันอยู่ในแผนของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน! หากปมด้อยของรัสเซียคือทะเล ปมด้อยของญี่ปุ่นคือแผ่นดินใหญ่ พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่เากะของตนมานานนับพันปี ปิดประเทศมาโดยตลอด เมื่อการเปิดประเทศทำให้เห็นลู่ทางที่ดีขึ้น รวมทั้งการผลิตที่มากขึ้น นำมาสู่ความต้องการวัตถุดิบที่มากขึ้นตามตัว ญี่ปุ่นซึ่งมองว่าตนเองเริ่มมีศักยภาพจะออกไปข้างนอกแล้ว จะทำอย่างไรระหว่าง ซื้อวัตถุดิบเพิ่มหรือทำให้ตัวเองเป้นเจ้าของวัตถุดิบเพิ่มล่ะ? แน่นอน ถ้าพวกเขายึดดินแดนเพิ่มได้ พวกเขาก็ใช้ทรัพยากรจากดินแดนนั้นมาพัฒนาประเทศตัวเอง โดยไม่ต้องเสียดุลการค้า อีกทั้งญี่ปุ่นต้องการขยายอิทธิพลแทนที่จีน ที่เป็นคนป่วยเรื้อรังเข้าทุกวัน ฉะนั้นแมนจูเรียจะเป็นก้าวแรกในการทำให้ยี่ปุ่นยิ่งใหญ่

    3) ปัญหาเกาหลี ถ้าตะวันออกไกลคือห้องเรียนซักห้อง เกาหลีนี่ก็ไม่ต่างจากเด็กเนิร์ดที่ถูกเด็กเกเรรอบทิศทั้งสาม ไถตังค์ กลั่นแกล้งตลอดเวลา จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย มีสถิติการบุกรัสเซียรวมกันกว่า 2,000 ครั้ง ตลอดเวลาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในอดีตเกาหลีก็มีอาณาจักรเป็นของตัวเอง ที่มีขนาดใหญ่พอใช้ แต่ไม่เคยมีนโยบายขยายอำนาจ และไม่อาจต้านทานกองกำลังจีนไว้ได้ พวกเขามีสถานะเป็นประเทศราชมากกว่าจะเป็นประเทศเอกราช ครั้นพวกเขามีเอกราชจากสมัยที่ชาวแมนจูยึดครองจีน ก็ดันมามีภัยจากญี่ปุ่นและรัสเซียอีก เกาหลีนี่มันโปแลนด์แห่งเอเชียชัดๆ

    -------------

    2

    ปัญหาเกาหลี อันจะกลายเป็นชนวนไปสู่การรบระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นนั้น เกิดจากการที่รัสเซียและญี่ปุ่นต่างมองเกาหลีเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในการจะเดินทางเข้าสู่แมนจูเรีย แม้ทั้งสองจะไม่เคยยึดครองเกาหลีมาก่อน ญี่ปุ่นเคยแต่ใช้กองเรือโจรสลัดปล้นสดมภ์เรือสินค้าเกาหลี ส่วนรัสเซียเข้าใจเพียงว่าเกาหลีอยู่ภายใตอิทธิพลของจีนมาโดยตลอด แม้กระทั่งการมาของรัสเซีย จีนเองก็ยังอ้างสิทธิในเกาหลีอยู่ แต่ก็อ่อนแอมากแล้ว อย่างไรก็ตามรัสเซียไม่อยากใช้กำลังเข้าโจมตี เพราะไม่มีข้ออ้างเพียงพอที่จะทำสงคราม

    ญี่ปุ่นเองก็พยายามหาข้ออ้างในการคุ้มครองเกาหลี พวกเขาส่งทูตไปหาจีนเพื่อพูดคุยเรื่องเกาหลี โดยอ้างภัยคุกคามจากตะวันตก ญี่ปุ่นอ้างว่า "ในเอเชียตอนนี้ จีนเป็นพี่ใหญ่ ญี่ปุ่นเป้นน้องรอง หากพวกเรากับประเทศเล็กๆ ร่วมมือกัน จะสามารถรับมือแรงกดดันจากตะวันตกได้" ซึ่งไอ้ประเทศเล็กๆ ที่ว่านั้น ก็คงหนีไม่พ้นเกาหลี

    รัสเซียไม่ทราบหรอกว่าญี่ปุ่นไปคุยกับจีน แต่พวกเขาเห็นว่า การจะหลีกเลี่ยงสงครามได้นั้น ต้องคุยกับประเทศที่เสี่ยงจะมีสงครามด้วยมากที่สุดเสียก่อน ฉะนั้นในปี ค.ศ.1875 ซาร์รัสเซียได้เชิญญี่ปุ่นเพื่อเซ็นสนธิสัญญาแห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในการกำหนดเขตแดนระหว่างกัน ในเนื้อหาสัญญา พวกเขาเลี่ยงที่จะพูดถึงประเด็นเกาหลี แต่ไปแบ่งดินแดนส่วนที่เป็นเกาะแทนคือรัสเซียจะได้สิทธิในเกาะซาคารินทั้งหมด ส่วนญี่ปุ่นจะได้หมู่เกาะคูริล ซึ่งอยู่ทางเหนือขอญี่ปุ่นขึ้นไปไม่กี่ร้อยไมล์ ขณะที่เรื่องการรักษาสันติระบุเพียงว่า ให้ยึดถือดินแดนนี้ร่วมกัน และเคารพในอธิปไตยที่มีอยู่ของทั้งสองประเทศ... ซึ่งในทางปฏิบัติมันทำได้ไม่นานหรอก

    -------------

    3

    ภายหลังการเซ็นสัญญาแห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซียกับญี่ปุ่นยังมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ตัวเร่งที่ทำให้ภูมิภาคร้อนระอุขึ้นมาคือ ความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นในยุคสมัยจักรพรรดิเมจิ ซึ่งเร่งให้ญี่ปุ่นไปสู่ความทันสมัยในแบบชาติอุตสาหกรรมตะวันตก เริ่มมีความพร้อมมากขึ้นทุกวัน และมองเกาหลีตาไม่กระพริบ พวกเขาเฝ้ารอโอกาส จนกระทั่งเกิดการปะทะกันระหว่างพวกชาตินิยมเกาหลีกับกองกำลังญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1876 ทำให้ญี่ปุ่นสบโอกาสเข้าโจมตีเกาหลีและสามารถได้รับชัยชนะ จนบีบให้เกาหลีต้องลงนามใน สนธิสัญญากังฮวา เพื่อเปิดตลาดการค้ากับญี่ปุ่น อันเป็นสัญลักษณ์ให้ประชาคมโลกเห็นว่า เกาหลีไม่ได้อยู่ในอิทธิพลของจีนอีกต่อไปแล้ว ทำให้จีนต้องกู้ศักดิ์ศรีของตน โดยการทำสงคามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 และผลก็ออกมาคือจีนพ่ายยับ ต้องเสียไต้หวัน เผิงหู และคาบสมุทรเหลียวตง แก่ญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นได้ฐานที่มั่นที่จะโอบล้อมจีนในอนาคต ส่วนเกาหลีนั้น ญี่ปุ่นยังทำได้แค่ครอบงำอำนาจไว้ ยังประกาศการผนวก (annex) ไม่ได้

    แล้วรัสเซียคิดอย่างไรกับความวุ่นวายเหล่านี้? แม้จะเพิ่งเซ็นสัญญาทำความเข้าใจกันไป แต่ชัยชนะของญี่ปุ่นทำให้รัสเซียกำลังเสียโอกาสในแมนจูเรียและเกาหลีไปตลอดกาล รัสเซียจึงร่วมกับฝรั่งเศส และเยอรมัน กดดันให้ญี่ปุ่นคืนดินแดนที่ได้จากจีนมา โดยเฉพาะคาบสมุทรเหลียวตง ซึ่งโอบล้อมเมืองท่าพอร์ท อาร์เธอร์ ซึ่งยังเป็นเมืองของจีน แล้วรัสเซียอยากได้ เสียดีๆ

    ขณะเดียวกัน รัสเซียก็พยายามเจรจากับจีนเพื่อขอเช่าพอร์ท อาร์เธอร์ โดยส่งเรือรบไปประจำการ นั่นทำให้ ญี่ปุ่นเริ่มรู้สึกว่ารัสเซียจะทะเยอทะยานมากไป อีกทั้งรัสเซียได้รุกคืบเข้าไปในเกาหลีผ่านการค้า ซึ่งเกาหลีเลือกที่จะเข้ากับรัสเซียมากกว่าญี่ปุ่น ความพยายามรักษาผลประโยชน์ของชาติ นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดสงคราม ทำให้ญี่ปุ่นกับรัสเซีย ซึ่งไม่อยากทำสงคราม ต้องเจรจากัน

    ญี่ปุ่นเชื่อว่ารัสเซียต้องการแค่แมนจูเรีย จึงเสนอให้รัสเซียเอาแมนจูเรียไป ญี่ปุ่นขอเกาหลีไว้ละกัน แต่รัสเซียเห็นว่าข้อเสนอของญี่ปุ่นนั้นดูจะเหมือนการปกครองเกาหลีโดยตรงมากเกินไป จึงเจรจาให้ญี่ปุ่นเป็นเหมือนผู้ให้คำปรึกษาต่อรัฐบาลเกาหลี โดยไม่ผนวกดินแดนเข้ากับญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นไม่ยินยอม ขณะเดียวกันญี่ปุ่นได้ไปตกลงกับอังกฤษ คู่รักคู่แค้นของรัสเซีย เพื่อเจรจาเป็นพันธมิตรร่วมกัน เพราะญี่ปุ่นสังเกตว่า รัสเซียพยายามจะไม่ให้การเจรจา ซึ่งดำเนินไปร่วมครึ่งปี จบลงง่ายๆ มักจะส่งคำตอบที่รู้กันอยู่ว่ญี่ปุ่นไม่ยินยอมมาเสียทุกครั้ง เหมือนรัสเซียกำลังเตรียมจะทำอะไรอยู่

    ในความเป็นจริง รัสเซียกำลังเตรียมกำลังทหารจากตะวันตกเข้ามายังตะวันออก เพื่อใช้ในยามสงคราม บรรดาขุนนางของรัสเซียเองต่างมองว่า สงครามอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งการยอมรับข้อเสนอของญี่ปุ่นดังกล่าว ไม่ใช่การรับประกันว่าญี่ปุ่นจะไม่บุกแมนจูเรียต่อ ในเมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียได้รับข้อมูลจากจีนมาว่า ญี่ปุ่นมีพฤติกรรมที่ไว้ใจไม่ได้ในการเมืองระหว่างประเทศมาโดยตลอด

    ในการส่งโทรเลขครั้งสุดท้ายของญี่ปุ่น ซึ่งรับประกันกับรัฐบาลรัสเซียว่า รัสเซียเอาแมนจูเรียไป ญี่ปุ่นเอาเกาหลีไป จบนะ อย่าต่อรองเพิ่ม ไม่มีการตอบกลับจากทางรัสเซีย ขณะที่หน่วยข่างกรองของอังกฤษท่ทำงานรว่มกับญี่ปุ่นพบว่า รัสเซียกำลังขนย้ายกองทัพมายังภาคตะวันออกจริง ทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัสเซียในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904

    และอีก 2 วันต่อมา ญี่ปุ่นได้ประกาศสงคราม รัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo-Japanese war) อย่างเป็นทางการ...

    -------------

    (ติดตามต่อตอนหน้า)

    ปล. ตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะซีรี่ส์ชุดนี้จะมีมากกว่า 4 ตอนแล้วล่ะครับ เพราะยิ่งอ่านยิ่งเจอรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น อย่างไรถ้ามีตอนที่ 5 ตอนที่ 6 อย่าว่ากันเลยครับ ข้อมูลแต่ละอย่างตัดทิ้งไม่ลงจริงๆ ครับ เพื่อความสมบูรณ์ในการเขียนอธิบายปรากฎการณ์ทั้งหมด ที่มีต่อปัจจัยการเพิ่ม-ลดความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นแก่นหลักของเรื่อง...

    -------------

    แหล่งอ้างอิงในตอนที่ 2
    เว็บไซต์

    1) en.wikipedia.org/wiki/Japan–Russia_relations
    2) en.wikipedia.org/wiki/Empire_of_Japan–Russian_Empire_relations
    3) en.wikipedia.org/wiki/Japan–Korea_Treaty_of_1876
    4) en.wikipedia.org/wiki/Treaty_of_Saint_Petersburg_(1875)
    5) en.wikipedia.org/wiki/First_Sino-Japanese_War

    หนังสือ
    1) มหายุทธศาสตร์สำหรับการป้องกันประเทศของญี่ปุ่น โดย ฮิซาฮิโกะ โอกาซากิ (อดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประเทศไทย)
    2) รัสเซียสมัยซาร์และสังคมนิยม โดย ศาสตรจารย์ อนันต์ชัย เลาหะพันธุ และ ศาสตราจารย์ สัญชัย สุวังบุตร

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in