สารานุกรมรัสเซียฉบับย่อDamansky
รัสเซีย-ญี่ปุ่น เดอะ ซีรี่ส์ (1)
  • หนุ่มอกหักกับสาวเก็บตัว

    -------------

    คริสตศตวรรษที่ 17 ณ ทุ่งหญ้าอันหนาวเหน็บในไซบีเรีย

    สถานที่ที่มีแต่ความว่างเปล่า และอากาศเย็นจัดเช่นนี้ ไม่ควรจะมีสิ่งใดชีวิตในบริเวณนั้นอาศัยอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังปรากฎคณะมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่ค่อยๆ เดินฝ่าฟันความทรมานไปทีละก้าวสองก้าว พวกเขาควรจะอยู่บ้านแถบริมแม่น้ำเนวาที่เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อผิงไฟอุ่นๆ คลายความหนาว แต่พวกเขาแบกเกียรติและศักดิ์ศรีของออลรัสเซียมาด้วยทั้งกระบิ ศักดิ์ศรีที่มาจากปากของพระจ้าซาร์ ที่คาดหวังจะให้รัสเซียมีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ และจะได้ถูกยอมรับในเวทียุโรปเสียที ขณะเดียวกัน การที่ชาวรัสเซียได้เห็นพ่อค้าชนเผ่าจากไซบีเรีย แบกขนสัตว์มาค้าขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ยิ่งกระตุ้นให้พวกเขาสนใจว่า ดินแดนที่ดูไกลสุดลูกหูลูกตาทางตะวันออกนั้น มีอะไรที่มากกว่าขนเฟอร์ให้เอามาค้าขายได้บ้าง

    โดยเฉพาะสิ่งที่อาจจะล้ำค่ากว่าสินค้าใดๆ นั่นคือ ท่าเรือน้ำลึก

    จวบจนปัจจุบัน พี่หมีขาวผู้บึกบึนมีปมด้อยสำคัญที่ติดตัวมาแต่อดีต คือการเป้นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลที่ดีพอ ที่จะใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ได้ แม้รัสเซียจะกว้างใหญ่เพียงใด แต่ทางตะวันตก พวกเขาโดนพวกโปแลนด์ รัฐเยอรมัน และสวีเดน บล็อกทางออกสู่ทะเลเหนือ มองลงไปด้านบน พวกเขาปะทะกับมหาสมุทรอาร์คติก ซึ่งก่อเกิดน้ำแข็งที่แข็งตลอดปีตลอดชาติ ท่าเรือที่อาคานเกลส์ที่ไปสร้างไว้ ก็ใช้ได้เพียง 1-2 เดือนต่อปี ขณะที่ทางทิศใต้ พวกเขาถูกบล็อคโดยเปอร์เซีย และรัฐอินเดีย ซ้ำร้าย ทางออกสุดท้ายที่พอจะออกได้ นั่นคือ ช่องแคบดาร์ดาแนลส์ ซึ่งผ่ากรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล หรืออิสตันบูลในเวอร์ชั่นของออตโตมันเติร์ก ก็ถูกพวกเติร์กบล็อคไว้ รัสเซียเฝ้าพร่ำเพอถึงดาร์ดาแนลส์มาตลอดสมัยพระเจ้าซาร์ทุกยุค รัสเซียเพียรหาเรื่องเติร์กแล้วหาเรื่องเติร์กอีก แต่ก็ไม่เคยได้ดาร์ดาแนลส์มาครอบครอง ซ้ำร้าย พอใกล้จะชนะเติร์กทีไร ก็มีมารคอหอยจากอังกฤษและฝรั่งเศสมาขวาง สองชาตินี้แม้จะเหม็นขี้หน้าทุกชาติไปเพียงใด แต่สิ่งที่ทั้งสองต่างคิดเหมือนกันคือ อย่าปล่อยให้รัสเซียออกมาจากทะเลดำสู่เมดิเตอร์เรเนียนได้เด็ดขาด มิฉะนั้น การค้า การลงทุน และยุทธศาสตร์ทางทะเลของยุโรป (โดยเฉพาะองักฤษกับฝรั่งเศส) จะเอนไปตะวันออกเสียกระเท่เร่ รัสเซียจึงเหมือนชายหนุ่มที่อกหักจากรักแท้ในท่าเรือน้ำลึกตลอดมา

    และนี่แหล่ะคือเหตุผลที่หนุ่มนักเดินทางของรัสเซียต้องจากบ้านไกลเพื่อออกมาตะลุยความเหน็บหนาวไม่รู้จักจบจักสิ้นเช่นนี้

    แต่ด้วยความสามารถ รัสเซียสามารถแผ่ขยายดินแดนไปตลอดทางในไซบีเรียอันกว้างใหญ่ได้ โดยไม่ถูกใครขัดขวางเลย ในเวลาไม่ถึง 50 ปี พวกเขาไปถึงคาบสมุทรคัมชัตก้า ซึ่งเป็นดินแดนตะวันออกสุด และเป็นชายฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก รัสเซียกำลังจะกลายเป็นมหาอำนาจใหม่ในไม่ช้า จากการค้าสุดขอบทวีป ทรัพยากรที่พบเจอรายทาง หากแต่ที่คัมชัตก้า พวกเขาก็ยังไม่เจอท่าเรือน้ำลึกที่ดีพอ

    ค.ศ.1847 ในสมัยพระเจ้าซาร์นิโคไล ที่ 1 พระองค์ได้แต่งตั้งนิคาไล นิคาลาเยวิช มูราเวียฟ เป็นผู้ว่าราชการแห่งไซบีเรียตะวันออก เพื่อสานงานต่อสำคัญ คือการหาท่าเรือน้ำลึกที่ค้าขายกับแปซิฟิก ด้วยความที่รัสเซียมีงานการทูตเอนไปฝั่งตะวันออกมากกว่า ทำให้พวกเขาทราบว่า ที่ตะวันออกไกลตอนนั้น อาณาจักรจีนซึ่งเคยเป้นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและอำนาจ เริ่มถูกสั่นคลอนอย่างหนักจากชาติตะวันตก ทั้งสงครามฝิ่น และการถูกบังคับให้เศ็นสัญญาไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ชาติรอบๆ จีน เริ่มไม่เชื่อถือจีนอีกต่อไป จึงเป็นโอกาสอันดีที่รัสเซียจะเข้าไปมีบทบาทในตะวันออกไกลบ้าง หลังปล่อยให้พวกอังกฤษ ฮอลันดา เป็นอาทิ เล่นสนุกมามากพอแล้ว มูราเวียฟเดินทางไปที่เมืองเปโตรพาฟลอฟ ในคาบสมุทรคัมชัตก้า และพบว่าแม้ที่นี่จะสามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกได้ดี แต่ก็เจอปัญหาเรื่องน้ำแข็งอีกตามเคย! เพื่อหนทางที่ดีกว่า มูราเวียฟพบว่าใต้คัมชัตก้าลงไป ยังมีดินแดนที่ไม่มีใครอ้างสิทธิอย่างเป็นทางการ และมีพื้นที่ใกล้กับจีน ซึ่งเป็นตลาดรองรับขนสัตว์อย่างดี อีกทั้งที่จีนยังมีข้าว ซึ่งจำเป็นอย่างมากในการสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานในไซบีเรีย ที่ไม่มีสิ่งใดปลูกขึ้นได้เลย

    เมื่อคณะสำรวจได้ลงพื้นที่ทางตอนใต้ พวกเขาพบเกาะซาคาริน ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ในบริเวณนั้น มีชัยภูมิดีพอที่จะสร้างนิคมท่าเรือ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาพบว่า ที่แห่งนั้นมีชนชาวผิวเหลืองอาศัยอยู่แล้ว!

    มูราเวียฟได้อ่านรายงานเช่นนั้น จึงสั่งให้ ร้อยโทโคฟสทอฟ โจมตีชุมชนเหล่านั้นทันที และได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย ที่นั่นพวกเขาได้พบแหล่งจับปลาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีมนุษย์มาตั้งรกรากในซาคาริน และต่อมาพวกเขาได้รู้ว่า กลุ่มคนเหล่านั้นคือชาวญี่ปุ่น

    ในสมัยนั้นรัสเซียจะเรียกชาวญี่ปุ่นว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ตามที่ได้รับรู้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศหมู่เกาะ ที่อยู่ทางใต้ของซาคารินลงไป ลักษณะเหมือนสาวน้อยเก็บตัว ที่พูดน้อย อยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยติดต่อกับใคร มีเพียงพวกดัตช์เท่านั้นที่ได้ไปเคาะประตูค้าขายอยู่นานๆ ที แถมยังหวาดกลัวพวกผิวขาว เพราะเห็นตัวอย่างจากชาติรอบข้าง ที่ถูกตะวันตกอ้างเรื่องศาสนา แล้วเข้าไปยึดครองดินแดน เลยยิ่งหลบซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปอีก เมื่อรายงานเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นไปถึงพระเจ้าซาร์ พระองค์ดูจะไม่ค่อยสนใจญี่ปุ่นมากนัก เพราะตอนนั้นรัสเซียมีจีนที่น่าหาประโยชน์จากความอ่อนแอเสียมากกว่า อีกทั้งเมื่อรัสเซียขยายพรมแดนไปยังแม่น้ำอามูร์ ซึ่งทำใหรัสเซียติดกับจีนแล้ว เป้าหมายต่อไปของรัสเซียคือการยึดครองแมนจูเรียและเกาหลี อันจะนำไปสู่แนวชายฝั่งทะเลที่กว้างใหญ่

    แต่ดวงมันจะต้องผูกพันต่อกันก็เกิดขึ้นจนได้

    ค.ศ.1853 ขณะที่รัสเซียกำลังง่วนอยู่กับการอพยพประชากรจากตะวันตกมาที่ไซบีเรีย ที่น่านน้ำญี่ปุ่น ปรากฎเรือเหล็กสีดำ ค่อยๆ ล่องเข้าไปยังอ่าวเอโดะ (โตเกียว) ชาวญี่ปุ่นไม่เคยเจอเรือขนาดยักษ์ดำทะมึนที่น่ากลัว และปล่อยขวันฉะโมงแบบนี้มาก่อน เมื่อเรือเทียบท่า กล่มคนที่เดินออกมาจากเรือ เพื่อขอเข้าเฝ้าโชกุน ชายผู้เดินนำขบวนด้านหน้าสุด ที่ถูกรู้จักกันว่า นาวาเอก (พิเศษ) แมทธิว เพอร์รี่ แสดงความจำนงว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาสนใจจะทำการค้ากับญี่ปุ่น และทราบดีว่าสาวน้อยญี่ปุ่นยังไม่อยากเปิดใจคุยกับใครมากนัก ถึงอย่างไร พวกเขามาในครั้งนี้เพื่อแวะมาทำความรู้จัก และโปรดรู้ไว้ว่า ปีหน้า พวกเขาจะกลับมาอีกครั้งเพื่อขอคำตอบจากเธอ

    การมาของเพอร์รี่ กลายเป็นประเด็นที่ญี่ปุ่นอึดอัดใจมาก เพราะจะดำเนินนโยบายแบบเดิมไม่ได้แล้ว เรือสีดำลำนั้นอาจทำให้ญี่ปุ่นต้องโค้งคำนับพวกหัวทองจากแดนไกล ไม่ช้าเร็ว ไม่เฉพาะแค่ที่ญี่ปุ่น แต่พวกฝรั่งแต่ละชาติก็ได้รับทราบข่าวนี้ด้วย พระเจ้าซาร์เห็นว่าควรให้สหรัฐฯ กรุยทางเข้าไปทำสัญญากับญี่ปุ่นให้ได้ก่อน แล้วรัสเซียจะตามไป

    ฉะนั้นในปี ค.ศ. 1854 เมื่อเพอรี่กลับมาพร้อมร่างสนธิสัญญาคะนะงะวะ ซึ่งได้ถูกเซ็นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1854 จึงเป็นเหมือนการยิงปืนขึ้นฟ้า ให้นักวิ่งจากตะวันตกในแต่ละลู่วิ่งออกจากจุดสตาร์ทพุ่งไปหาญี่ปุ่นได้แล้ว พระเจ้าซาร์ได้แต่งตั้งให้ เยฟฟิมมี่ วาซิเลียฟเยวิช ปูเทียติน ทหารเรือผู้ซึ่งเคยไปรบที่ช่องแคบดาร์ดาแนลส์ ในสงครามรัสเซีย-ตุรกี นั่นทำให้ ปูเทียตินทราบดีว่า การเจรจากับญี่ปุ่นครั้งนี้ สำคัญหลายๆ ประการ โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางการเรือในแปซิฟิกและมีคู่ค้าไปด้วยในเวลาเดียวกัน

    ปูเทียติน เป็นทหารก็จริง แต่มีบุคลิกที่ประณีประนอมเหมือนนักการทูต ชาวญี่ปุ่นได้พบปูเทียตินครั้งแรกบนขบวนเรือรบ ที่มีภาษาญี่ปุ่นเขียนคำว่ารัสเซียแปะอยู่ข้างเรือทุกลำ ซึ่งปูเทียตินได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียแล้วว่า คนเอเชียมีอัตลักษณืเข้มแข็ง ควรสร้างความประทับใจด้วยการยอมรับวัฒนธรรมของเขา

    ปูเทียตินได้เจรจากับโชกุนโทกุกาว่า และสามารถบรรลุสนธิสัญญาชิโมดะ ได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1855 สาระสำคัญคือการอนุญาตให้รัสเซียเข้าถึงท่าเรือเมืองนางาซากิ ชิโมดะ และฮาโกดะเตะ ได้เสรี ซึ่งปูเทียตินให้การรับรองว่า ในเบื้องต้น รัสเซียต้องการเพียงเมล็ดข้าวเพื่อไปจุนเจือผู้ตั้งถิ่นฐานในไซบีเรีย จากนั้นหากญี่ปุ่นจะเปิดใจรับชายหนุ่มอกหักคนนี้ ก็คงได้สานสัมพันธ์กันต่อไปเรื่อยๆ

    ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดนางาซากิได้จดบันทึกความประพฤติของคระปูเทียตินไว้ทำนองว่า "แตกต่างจากเพอร์รี่ ผู้ซึ่งละเมิดกฎหมายญี่ปุ่น และเมื่อเข้ามาแล้วยังจะเสียงแข็งว่า ยังไงก็ต้องใช้การทูตเรือปืนกับญี่ปุ่น เห็นได้ว่าการมาของรัสเซียจะช่วยให้ญี่ปุ่นรอดพ้นจากภัยคุกคามของสหรัฐฯ เพราะการเอาเรือดำเข้าอ่าวเอโดะ นั่นคือการสุ่มเสี่ยงต่อภาวะสงคราม ขณะเดียวกันชาวรัสเซียมีลักษณะของผู้ร่ำรวย แต่ต้องการเพียงเมล็ดพืช หากญี่ปุ่นสามารถขายเมล็ดพืชให้รัสเซียได้ตลอดไป ญี่ปุ่นจะได้รับการประกันเสรีภาพ และหมดห่วงเรื่องความมั่นคงของชาติ"

    ขณะที่ ซาโน ฮะชิโมโตะ อีกหนึ่งนักวิชาการได้เขียนวิจารณ์ว่า "รัสเซียพยายามแข่งกับอังกฤษมาโดยตลอด เพื่อขยายอิทธิพลไปทั่ว โลกอาจถูกแบ่งโดยสองประเทศนี้ และญี่ปุ่นจะถูกคุกคามด้วยเช่นกัน อังกฤษดูน่ากลัวเพราะทำตัวดุดัน ส่วนรัสเซียจะสงบเสงี่ยมมากกว่า และจะไม่หุนหันพลันแล่น หากจะต้องเลือกข้าง ญี่ปุ่นควรเลือกเข้าข้างรัสเซีย"

    การเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น นำไปสู่การสร้างเมืองท่า วลาดิวอสต็อก ในปี ค.ศ.1860 และทำให้พระเจ้าซาร์เริ่มมองความเป็นไปได้ที่จะสร้างทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย เพื่อขนคนมาตั้งถิ่นฐานในไซบีเรียเพิ่มมากขึ้น

    จะเห็นได้ว่า รัสเซียอาศัยจังหวะที่สหรัฐฯ ทำการบังคับเอาสัญญาจากญี่ปุ่น เพื่อทำตัวให้สุภาพและเข้าไปคุยกับญี่ปุ่นดีๆ ทำให้ได้ผลบวกตามมา แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากไม่มีเพอร์รี่ รัสเซียก็คงได้แต่ค้างเติ่งอยู่ที่ฝั่งทวีป และพยายามบวกยับกับพวกจีนมากกว่า

    เพราะแม้ผู้ว่าฯนางาซากิ จะชื่นชมรัสเซียอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แต่ในสมัยนั้น ก็มีนักวิชาการหลายคนที่คิดว่ารัสเซียน่าจะมาล่าอาณานิคมแบบพวกตะวันตกอื่นๆ อาทิ คาซาน วาทานะเบะ บอกว่า รัสเซียกับอังกฤษอยากจะกลืนกินญี่ปุ่น แต่ทั้งสองประเทศรอให้อีกฝ่ายสร้างปัญหาในญี่ปุ่นก่อน ปัญหาของญี่ปุ่นกับรัสเซียจะกลายเป็นปัญหาของอังกฤษ หรือปัญหาระหว่างญี่ปุ่นกับอังกฤษ จะกลายเป็นปัญหาของรัสเซีย

    ในท้ายที่สุด จนถึงขณะนี้ รัสเซียก็ดูจะเริ่มต้นคุยกับญี่ปุ่นด้วยดี ญี่ปุ่นได้กำไรจากการขายข้าวให้รัสเซีย รัสเซียได้โอกาสเสริมความเข้มแข็งในตะวันออกไกล ดูเหมือนทั้งสองน่าจะคบหาดูใจกันไปได้ แต่ในไม่ช้า ทั้งสองจะเริ่มระหองระแหงกันในปัญหาที่ไม่อาจประณีประนอมได้ และจะก่อให้เกิดสงคราม ที่จะทำลายฝ่ายหนึ่งให้ล่มจม แต่จะสร้างอีกฝ่ายหนึ่งให้ขึ้นมายิ่งใหญ่แทน

    (ติดตามต่อตอนหน้า)

    -------------

    แหล่งอ้างอิงในตอนนี้
    เว็บไซต์

    en.wikipedia.org/wiki/History_of_Japan
    en.wikipedia.org/wiki/History_of_Siberia
    en.wikipedia.org/wiki/Expansion_of_Russia_1500%E2%80%931800

    หนังสือ
    มหายุทธศาสตร์สำหรับการป้องกันประเทศของญี่ปุ่น โดย ฮิซาฮิโกะ โอกาซากิ (อดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประเทศไทย)
    กุญแจ 77 ดอก สู่อารยธรรมญี่ปุ่น โดย มูลนิธิดะอิโดไลฟ์

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in