เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
สารานุกรมรัสเซียฉบับย่อDamansky
เป็นเพื่อนกับรัสเซียนั้นไม่ง่าย
  • ทัศนะที่ไม่ต่างกันของคนต่างชาติ หากให้นิยามจำกัดความถึงชาวรัสเซีย มักหนีไม่พ้น ความน่ากลัว ความเข้าถึงยาก และความไม่พอดีที่บางครั้งก็เงียบขรึมจนอ่านใจไม่ออก แต่ไม่ช้าก็โวยวายเสียงดังเมื่อว๊อดก้าเข้าปาก


    แม้จะดูเหมือนเป็นแนวคิดเหมารวม (stereotype) เกี่ยวกับรัสเซีย ซึ่งเป็นชนชาติที่ผ่านประวัติศาสตร์โหดสัสและป่าเถื่อนมาแล้วหลายยุคสมัย ตั้งแต่การถูกมองโกลปกครองร่วม 200 ปี ไล่มาจนถึงยุคก่อร่างสร้างม่านเหล็กในสมัยโซเวียต ชาวรัสเซียคือความลึกลับของผู้คนที่เฝ้ามองจากโลกภายนอก ทว่าจริงๆ แล้ว เราก็ต้องยอมรับเรื่องราวที่ผ่านมาแต่ละยุคสมัย ทำให้คนรัสเซียเป็นแบบที่คนภายนอกเข้าใจจริงๆ และไม่เฉพาะกับรัสเซียเท่านั้น ผู้คนในยุโรปตะวันออกไม่ว่าจะเป็น โปแลนด์ บัลแกเรีย ฮังการี หรือสาธารณรัฐเช็ก ก็กลายเป็นประชากรที่มีความเงียบขรึม ไม่ค่อยยิ้ม และยังมีความรู้สึกหวาดระแวงเวลาพบปะกับคนต่างถิ่น (ในกรณีของชาวแอลเบเนีย ซึ่งเคยอยู่กับฝ่ายโซเวียตและจีน ประชากรส่วนใหญ่มีบุคลิกกลัวชาวต่างชาติ (xenophobia) อย่างชัดเจน เพราะความที่เป็นประเทศมุสลิม และเคยถูกพี่ใหญ่ทั้งสองใช้เป็นลิ่วล้อในการสร้างอำนาจสัมยสงครามเย็นมาแล้ว) เพราะผู้คนเหล่านี้ล้วนมีชีวิตในยุคสมัยสงครามเย็น ซึ่งถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกหลายประการ คงต้องรอให้เจเนเรชั่นรุ่นต่อไป ให้เติบโตเสียก่อน ภาพรวมของประชากรในประเทศเหล่านี้คงจะมีบุคลิกที่เปิดรับชาวต่างชาติมากกว่านี้

    ขณะที่ชาวรัสเซียนั้น พวกเขาผ่านอะไรมายาวไกลกว่าสงครามเย็นมาก ทั้งระบบปกครองแบบพระเจ้าซาร์ ซึ่งเป็นประเทศท้ายๆ ที่ยกเลิกระบบทาสติดที่ดิน ความโหดร้ายของสภาพอากาศ การไม่ถูกยอมรับจากชาวยุโรปฝั่งตะวันตกให้เข้าวงศ์ไพบูลย์แห่งประชาคมยุโรป (ถ้าไม่ทำผลประโยชน์ให้ ซึ่งก็ยอมรับแบบกล้อมแกล้ม) จนในสมัยที่รัสเซียพบจุดเปลี่ยนสำคัญผ่านการปฏิวัติรัสเซีย และการสถาปนาสหภาพโซเวียต จนนำไปสู่โอกาสที่จะยิ่งใหญ่ในสงครามเย็น พวกเขาก็พ่ายให้กับสหรัฐอเมริกา 

    และความพ่ายแพ้นั้นจนนำไปสู่ยุคสมัยแร้นแค้น ที่เวลานั้นใครจอดรถไว้ที่บ้าน จะต้องถอดล้อรถเก็บเข้าบ้าน เพื่อกันการถูกขโมยไปขายที่ชายแดน แม้นประชาธิปไตยจะเข้ามาแทนที่ พร้อมด้วยการบริหารของบอริส เยลต์ซิน แต่ก็ไม่ได้ทำประชาชนกินดีอยู่ดีขึ้น จะมีลืมตาอ้าปากได้ก็สิบกว่าปีนี้เองในยุคของ วลาดิมีร์ ปูติน (ซึ่งเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เอนเอียงไปทางการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางอย่างเข้มข้น)


    ความโหดสัสในประวัติศาสตร์เหล่านี้เองที่ทำให้ บุคลิกของชาวรัสเซียไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรงกับชาวต่างชาติ (และหลายครั้งก็นำไปสู่การเหยียดผิวอีกด้วย) ขณะเดียวกัน คนรัสเซียด้วยกันเองก็มีการถือตัวพอสมควร และไม่ค่อยเรีกใครว่าเพื่อนง่ายๆ ต่างจากสังคมไทย ที่ทำงานที่ทำงานเดียวกันก็เรียกว่าเพื่อนได้แล้ว แต่ในกรณีเดียวกัน คนรัสเซียจะเรียกคนที่ทำงานณ ที่เดียวกันว่า ผู้ทำงานด้วยกัน แต่ไม่เรียกว่าเพื่อนร่วมงาน

    ต้องสนิทขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเพื่อน? คนรัสเซียถือว่าการเป็นเพื่อน (ภาษารัสเซียเรียกว่า ดรู๊ค друг druk) จะต้องช่วยเหลือกันในหลายๆ เรื่อง มีปัญหาปรึกษากันได้ ทั้งในเรื่องธุรกิจและเรื่องส่วนตัว ถ้าเริ่มคบกันไปแล้วรู้สึกว่า ไอ้นี่มาหลอกแดกฟรีแน่นอน ก็จะไม่ติดต่อกันอีกเลย และการแสดงความจริงใจให้รู้ว่า ฉันอยากติดต่อกับคุณนั่นคือ การชวนกินว็อดก้าด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณปฏิเสธ มันจะเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรง (ตรงนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า สำหรบคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอลล์ จะมีวิธีการปฏิเสธอย่างไร)

    นอกจากการดื่มว็อดก้าด้วยกันแล้ว อาจมีการชวนกันไปดาชา ซึ่งเป็นบ้านแถบชานเมือง ซึ่งมีความเป็นมาแต่สมัยคอมมิวนิสต์ ที่กำหนดให้ประชาชนต้องอาศัยในแฟลตที่รัฐบาลจัดสรรให้ แต่ก็ยังอนุโลมให้สร้างบ้านชานเมือง สำหรับเดินทางไปพักผ่อนในวันเสาร์-อาทิตย์ได้ เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย วัฒนธรรมดาชาก็ยังคงอยู่ เพราะชาวรัสเซียผูกพันกับการเดินป่า และทำอาหารกินกันเป็นหมู่คณะ ในบรรยากาศชานเมือง ซึ่งถ้าคุณถูกรับเชิญให้ไปดาชา ก็พอจะสรุปได้ว่า เขาไว้ใจคุณเพิ่มขึ้น.

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in