สารานุกรมรัสเซียฉบับย่อDamansky
ยุทธการเบอร์ลินในทัศนะของสตาลิน
  • เผยแพร่ครั้งแรกในเพจ สารานุกรมรัสเซียฉบับย่อ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559

    ----------------------------------------------

    การยึดครองเบอร์ลินเพื่อจบสงครามโลก ครั้งที่ 2 สำคัญกับโจเซฟ สตาลินแค่ไหน? สำคัญมากๆ สำคัญสุดๆ เลยล่ะ เหมือนกับที่ฮิตเลอร์อยากจะตอกหน้าจักรวรรดิคอมมิวนิสต์ด้วยการยึด 3 เมืองสำคัญของรัสเซีย คือ เลนินกราด กับสตาลินกราด ในฐานะเมืองที่มีชื่อบุคคลสำคัญขงประเทศอยู่ในนั้น และมอสโคว์ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของ ออล-รัสเซีย อย่างที่คุณพอจะเดาได้ เผด็จการก็มักเป็นเช่นนี้ ต่างอยากสร้างเกียรติภูมิของตัวเองผ่านรูปปั้นหรือเอาชื่อตัวเองไปใส่ชื่อของอะไรซักอย่าง และขณะเดียวกันก็อยากทำลายเกียรติภูมิจากฝ่ายตรงข้ามมาเพื่อเสริมบารมีตนเอง ฮิตเลอร์คิด สตาลินก็คิดเช่นกัน

    ภายหลังการเอาชนะศึกสตาลินกราด และตีฝ่าวงล้อมการล้อมเลนินกราดมาได้ โซเวียตเริ่มทำการรุกกลับ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับช่วง ดีเดย์ เมื่อพันธมิตรทางตะวันตกเริ่มที่ฝ่าวงล้อมจากนอร์มังดี ขยายวงการโจมตีในฝรั่งเศสได้เรื่อยๆ ความกังวลของสตาลินที่เกิดขึ้นก็คือ พวกตะวันตกจะไปถึงเบอร์ลินก่อนหรือไม่

    ประเด็นที่ว่า สตาลินต้องการให้โซเวียตเป็นผู้จบสงครามโลกภาคพื้นยุโรป ด้วยการยึดศูนย์กลางของพวกนาซีก็เป็นประการหนึ่ง แต่อีกเรื่องที่สำคัญคือ การยึดครองเบอร์ลิน จะทำให้โซเวียตมีข้อต่อรองในการปกครองเยอรมันและพื้นที่รายทางในยุโรปตะวันออก ที่ตนเดินทัพผ่านมา เพื่อเป็นเขตอิทธิพลสำคัญในการแผ่ขยายแนวคิดคอมมิวนิสต์ หากพันธมิตรตะวันตกยึดเบอร์ลินได้ อำนาจต่อรองเรื่องเยอรมันของโซเวียตจะไม่เหลือเลย

    จะบอกว่าจังหวะของสตาลินเหมาะเจาะเลยก็ว่าได้ เมื่อฝ่ายพันธมิตรนัดหารือกันในการประชุมที่ยัลต้า เพื่อตกลงอนาคตหลังสงครามว่าฝ่ายพันธมิตรจะบริหารจัดการดินแดนต่างๆ อย่างไร ในการประชุมครั้งนั้น สตาลินพยายามพูดกับ เชอร์ชิลล์ และรูสต์เวลท์ ว่า ตนไม่สนใจเบอร์ลินเลยแม้แต่น้อย ซึ่งรูสต์เวลท์ก็คิดไปในทิศทางเดียวกัน และตกลงกันแบบไม่เป็นทางการว่า ให้โซเวียตเหมาการบุกเยอรมันฝั่งตะวันออกไปเลย สตาลินจึงมั่นใจว่าพวกตะวันตกไม่มายุ่งกับเบอร์ลินแน่นอนแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลการหารือที่ยัลต้าครั้งนั้น ได้ตกลงให้แบ่งเบอร์ลินออกเป็นสี่ส่วน ซึ่งโซเวียตจะได้ส่วนที่ใหญ่ที่สุดไป ขณะที่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส แบ่งส่วนที่เหลือเท่าๆ กัน

    แต่ถ้าถามใจชาวเยอรมันแล้วล่ะก็ ถ้าจะต้องยอมแพ้ต่อฝ่ายพันธมิตร พวกเขาขอยอมแพ้พวกสัมพันธมิตรตะวันตกดีกว่า เพราะทหารโซเวียตมีระเบียบวินัยที่หย่อนยานกว่า สหรัฐฯ หรือสหราชอาณาจักร (กับฝรั่งเศสนี่สูสีกัน) ซึ่งอาจนำอันตรายมาสู่พลเรือนเยอรมันได้ อีกทั้งการที่ฮิตเลอร์หักหลังสตาลินดังเป๊าะด้วยปฏิบัติการบาบารอสซ่า ทั้งที่สตาลินเชื่อใจฮิตเลอร์ว่าจะไม่เปิดแนวรบขนาดใหญ่พร้อมกันสองด้านหรอก ขนาดหน่วยข่าวกรองโซเวียตเตือนแล้วเตือนอีกว่า พวกเยอรมันเตรียมส่งทหารช่างมากรุยทางเข้าสู่โซเวียตแล้วนะ สตาลินก็ยังไม่ยอมเชื่อ พอโดนเข้ากับตัวนี่ อาการเหมือนอกหักครั้งแรก ในเมื่อเธอทำฉันเจ็บ เธอก็ต้องเจ็บเหมือนกัน!

    อีกทั้งโซเวียตเสียหายหนักทั้งประชากรกว่าสิบล้านคน ทรัพยากรที่จำต้องทำลายทิ้งในช่วงต้นสงคราม เพื่อไม่ให้เยอรมันที่เข้ามายึดใช้ประโยชน์จากมันได้ 

    (ตอนเยอรมันรบกับโซเวียตใหม่ๆ นโปเลียน โบนาปาร์ต 
    คงอยากฟื้นจากหลุมมาเตือนฮิตเลอร์ว่า don't go, it's a trap 
    นัยว่าเมื่อร้อยปีที่แล้ว ตูเคยโดนมาก่อนแบบนี้เลย 
    แต่คิดไปคิดมานโปเลียนคงอยากนอนสงบๆ เหมือนเดิม 
    ปล่อยให้ผู้ที่รุกรานฝรั่งเศสจนง่อยเปลี้ย 
    สนุกสนานกับอาการหนาวตายในนรกยะเยือกของรัสเซียไปเหอะ)

    เมื่อโซเวียตได้โอกาสรุกกลับ พวกเขาจึงมีกำลังใจที่ล้นปรี่เต็มเพดาน หมายจะให้สงครามจบเร็วๆ และเป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของแผ่นดินแม่ ราวกับใกล้ตายแต่ฟื้นกลับคืนมาตบกระโลหกฮิตเลอร์จนหนวดกระจายได้ในที่สุด

    ฉะนั้นมันไม่น่าแปลกใจเลย ที่ภาพของทหารโซเวียตซึ่งเอาธงฉลองชัยที่ชื่อว่า Victory Banner #5 ไปผูกเด่นเป็นสง่าเหนือรัฐสภาไรช์สต๊าก จะเกิดขึ้นโดยตั้งใจ พวกเขาเอามันออกมาจากแผ่นดินโซเวียต โดยตั้งใจว่าจะต้องเอาไปผูกเหนือกรุงเบอร์ลินให้ได้ก่อนวันแรงงานสากล ซึ่งเป็นวันสำคัญของพวกคอมมิวนิสต์ มันสำคัญมากสำหรับประเทศที่ยิ่งใหญ่ แต่ประวัติศาสตร์ของดาวแดงเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่กี่สิบปี พวกเขาต้องการจารึกตัวเองว่าคอมมิวนิสต์คือผู้พิชิตศัตรู ผ่านสัญญะของธงสีประจำลัทธิที่โบกอยู่เหนือนครของศัตรูที่ล่มสลาย


    ธง Victory Banner #5 รุ่นที่ถูกชักบนอาคารรัฐสภาไรช์สต๊าก 
    ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ทหารกลาง ณ กรุงมอสโคว์
    (รูปโดย semenovpolk.ru)


    ที่สำคัญคือภาพธงแดงเหนือไรช์สต๊ากที่คุณเห็นทุกวันนี้เป็นภาพถ่ายที่เกิดจากการเซ็ตฉากขึ้นใหม่ ไอ้ตอนไปผูกครั้งแรกนั้น อาจจะมีการบันทึกภาพไว้ก็จริง แต่ด้วยบรรยากาศการรบที่ยังคุกรุ่น ก่อนจะลั่นช็อตได้นิ่งๆ ก็คงโดนเฮดช็อตไปแนนิ่งเสียก่อน ในวันที่ 2 พฤษภาคม 1945 จึงมีการบันทึกภาพใหม่อีกรอบ และใช้ธงชาติเป็นพร๊อพแทน กลายเป็นภาพจำของปุถุชนรุ่นหลังมาจนบัดนี้

    เรื่องสนุกๆ ของโซเวียตรบกับเยอรมันยังมีอีกมาก ไว้จะมาเรียบเรียงให้อ่านเรื่อยๆ นะครับ.

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in