#แปลแล้วแต่อารมณ์Sprühregen
#3 [แปลสัมภาษณ์] "Torches" ซิงเกิลที่ 17 ของ Aimer



  • “Torches” ซิงเกิลที่ 17 ของสาว Aimer วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2019 โดยเพลงหลักของซิงเกิลในครั้งนี้ก็คือเพลงปิดอนิเมะเรื่อง Vinland Saga นั่นเอง ถือว่าเป็นซิงเกิลที่เพลงหลักเป็นแนวบัลลาดนับตั้งแต่ Ref:rain ที่ปล่อยเมื่อปี 2018 เลยล่ะค่ะ อีกทั้งยังเป็นซิงเกิลที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของ Aimer ในเรื่องแนวเพลงด้วย

    คำว่า "แสงสว่าง" หรือ "พระอาทิตย์" ที่เห็นบ่อย ๆ ในสัมภาษณ์หมายถึงอัลบั้ม SUN DANCE (ที่เน้นเพลงป๊อปสดใส ๆ) นั่นเอง ซึ่งเมื่อก่อน Aimer จะร้องแนวบัลลาดเป็นหลัก แล้วก็ไม่เปิดเผยหน้าตาของตัวเอง ซึ่งเธอจะเรียกเพลงในยุคนั้นว่า "กลางคืน" (ช่วงอัลบั้ม Sleepless Nights - DAWN) บางคนอาจจะทราบแล้วว่า Aimer เป็นคนค่อนข้างขี้อาย และเธอก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้บ่อย ๆ ว่าไม่ชอบที่ต้องอยู่ในแสงสว่าง (ซึ่งหมายถึงเพลงสดใส ๆ หรือการต้องเรียกเสียงเชียร์จากแฟนคลับ เป็นต้น) แต่ที่เธอพยายามจะสื่อในตอนนี้ก็คือ เธอสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นมาได้แล้ว และประกาศว่าจะกลับไปร้องเพลงตอนกลางคืนอีกครั้ง (ในช่วงซิงเกิล STAND-ALONE) ซึ่งเธอเรียกมันว่า "ค่ำคืนใหม่ ๆ" แต่จะไม่ใช่ค่ำคืนที่เป็นแนวบัลลาดเดิม ๆ อีกต่อไป อันนี้จะเป็นแนวแบบไหนกันแน่ก็ต้องมารอติดตามกันค่ะ

    Tracklists
    M1 Torches
    M2 Blind to you
    M3 Daisy
    M4 Black Bird (Aimer "soleilet pluie" Asia Tour in Shanghai)
    M5 I beg you (Aimer "soleilet pluie" Asia Tour in Shanghai)
  • เพราะเป็นตอนนี้จึงสามารถวาดค่ำคืนใหม่ ๆ ได้


    ---เพลงใหม่มีชื่อว่า Torches แต่การที่คุณ Aimer ร้องเพลงแนวกลางคืนอย่างตรงไปตรงมามาจนถึงตอนนี้เนี่ย รู้สึกว่าเว้นระยะไปนานทีเดียวเลยนะครับ

    Aimer: จริงอย่างที่บอกเลยค่ะ ครั้งนี้ฉันก็ประกาศลงทวิตเตอร์ไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนทุกคนคงไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ แต่หลังจากได้รับความเข้าใจจากทุกคนเรื่องที่ว่าหลังจากนี้ฉันจะมุ่งไปที่ค่ำคืนใหม่ ๆ แล้ว ฉันก็อยากให้ทุกคนยอมรับซิงเกิลนี้ด้วยน่ะค่ะ เลยให้ “ค่ำคืนใหม่ ๆ” เป็น theme อย่างตรงไปตรงมา

    ---ในสัมภาษณ์เมื่อก่อน คุณ Aimer ก็เคยพูดไว้ด้วยสินะครับว่า “สิ่งที่ฉันต้อนรับด้วยอัลบั้ม DAWN ก็คือรุ่งอรุณเพียงหนึ่งเดียว แต่ก็ยังสามารถร้องเพลงตอนกลางคืนอื่น ๆ ได้อีก”

    Aimer: ใช่แล้วค่ะ ตอนนั้นที่ทำอัลบั้ม DAWN ฉันก็คิดไว้นะว่า “หลังจากนี้อาจจะมีค่ำคืนอื่น ๆ มาเยือนอีกก็ได้” ซึ่งในตอนนี้ที่เรื่องนั้นเป็นจริงแล้ว มันให้อารมณ์ที่ลึกซึ้งมากเลยค่ะ

    ---แน่นอนว่าในอัลบั้ม daydream หรือ Sun Dance กับ Penny Rain คุณ Aimer ก็ร้อง “เพลงตอนกลางคืน” ด้วย

    Aimer: ค่ะ ก็มีเสียงบอกมาว่า “เมื่อก่อนอยู่แต่ในมุมมืด ตอนนี้จะกลับไปอีกแล้วเหรอ?” เหมือนกันนะ แต่ฉันคิดว่าอยากจะรักษาเรื่องที่ว่า จุดเริ่มต้น = กลางคืน เอาไว้ตลอดไป แล้วก็ก้าวมาข้างหน้าจนถึงตอนนี้ทั้งแบบนั้นเลย กล่าวคือ มันเป็นสิ่งที่ฉันสัมผัสได้ว่า พอขอบเขตการกระทำของฉันกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ฉันก็สามารถไปในจุดที่มีแสงสว่างได้ และด้วยขอบเขตที่ขยายนั้นเอง ฉันจึงได้ก้าวมาถึงค่ำคืนที่ต่างออกไปอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ได้มาพบทุกคนในแสงสว่าง และได้เข้าใจว่าฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ ซึ่งค่ำคืนที่ฉันจะแสดงให้เห็นเนี่ย… บอกตามตรง แม้แต่ฉันเองก็เคยรู้สึกว่า “จะเป็นค่ำคืนแบบไหนกันนะ” เหมือนกัน แต่เพราะแบบนั้นแหละ ฉันจึงไม่ได้ตัดสินใจเลือกว่าจะนิยามค่ำคืนนี้ว่ายังไง ฉันคิดเพียงแต่ว่า “ตอนนี้แหละ จะเขียนค่ำคืนที่ฉันสามารถวาดได้ขึ้นมา”

    ---ในสัมภาษณ์อัลบั้ม Penny Rain คุณ Aimer ก็เคยบอกไว้ว่า “ตอนนี้รู้สึกพอใจที่ได้ทำอัลบั้มนี้จริง ๆ ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะทำต่อจากนี้อีกครั้งแล้ว” แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่รู้ว่า “ต่อจากนี้จะก้าวไปยังไงดี” สินะครับ

    Aimer: ค่ะ

    ---ชื่อเพลง Torches ในครั้งนี้ก็ดูเป็นเชิงสัญลักษณ์มากเลยนะครับ

    Aimer: จะว่าไปก็จริงด้วยค่ะ “Torches” หมายถึงคบเพลิงใช่ไหมคะ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ฉันเลือกใช้คำนี้ก็คือ “Vinland Saga” อนิเมะที่ได้ร่วมงานด้วยนั่นเองค่ะ พออ่านต้นฉบับแล้ว “แสงของเปลวเพลิงที่สะท้อนบนทะเลยามค่ำคืน” หรือ “เปลวไฟบนคบเพลิง” สิ่งเหล่านั้นทำให้ฉันประทับใจมากเลยค่ะ เหมือนมัน sync กับตัวฉันในตอนนี้อยู่ก็ว่าได้ เนื่องในโอกาสที่ฉันจะมุ่งไปยังค่ำคืนใหม่ ๆ แล้ว การที่ฉันยก Torches ขึ้นเป็นชื่อเพลงในฐานะสัญลักษณ์แบบหนึ่งเนี่ย มันก็เข้ากันพอดิบพอดีเลยล่ะค่ะ
  • เป็นซาวด์ที่มองเห็นวิวของยุโรปเหนือ


    ---การที่ Vinland Saga มีไอซ์แลนด์เป็นฉากหนึ่งในเรื่องด้วยเนี่ย สำหรับคุณ Aimer แล้ว มีจุดที่ทำให้รู้สึกถึงความคุ้นเคยอะไรบ้างไหมครับ?

    Aimer: ฉันดีใจมากเลยล่ะค่ะ คืออินตั้งแต่จุดที่บ้านเกิดของตัวเอกคือไอซ์แลนด์แล้ว ตัวฉันเองก็เคยไปไอซ์แลนด์อยู่หลายครั้ง เป็นสถานที่ที่ฉันชอบที่สุดเลย อีกทั้งยังเป็นที่ที่ทำให้ฉันรู้สึกผูกพันอยู่ลึก ๆ การได้เกี่ยวข้องกับไอซ์แลนด์ที่เป็นแบบนั้นอีกครั้งผ่านอนิเมะเรื่องนี้ ช่างเป็นพรหมลิขิตที่น่าพิศวงทีเดียว

    ---ขณะเดียวกัน ก็เป็นอนิเมะที่เล่าเรื่องได้อย่างหนักหน่วงอยู่หลายจุดเลยนะครับ

    Aimer: เป็นเรื่องที่นำชาวไวกิ้งในยุโรปยุคกลางมาเป็นแก่นหลักด้วยค่ะ อย่าง Hana no Uta หรือ I beg you เป็นเพลงที่ฉันต้องดึงความเป็นผู้หญิงออกมา แต่ Torches เนี่ย ถ้าถามว่าเป็นแบบไหน ก็คงจะมีความเป็นผู้ชายมั้งคะ ถ้ายกตัวอย่างเป็นทะเล ก็ไม่ใช่ทะเลที่เหมือนมารดาผู้สงบเยือกเย็น หากแต่เป็นทะเลที่ห้าวหาญกว่า หรือมีความหนักหน่วงแบบที่ถ้าจ้องมองแล้วก็อาจจะถูกดูดกลืนเข้าไปได้เลยทีเดียว ฉันคำนึงถึงจุดนั้นแล้วแต่งเพลงนี้ออกมาค่ะ

    ---ซาวด์ที่มีความเป็นชาติพันธุ์ (ethnic) ของเพลง Torches ก็มีความเป็นเอกลักษณ์มากเลยนะครับ เป็นแนวเพลงที่ต่างจาก I beg you ที่คุณ Aimer ยกตัวอย่างไปเมื่อสักครู่เลย

    Aimer: สิ่งที่ฉันคุยกับคุณทามาอิ (เคนจิ) ที่เป็นโปรดิวเซอร์ไว้ในทีแรกคือ อยากจะให้เป็นซาวด์ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์อันกว้างไกลของยุโรปเหนือ รวมถึงไอซ์แลนด์ด้วย นอกจากนี้ ฉันยังคิดว่าถ้าสามารถสื่อความเป็นชนเผ่าของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วยเสียงได้ก็คงดี ก่อนอื่นฉันก็เลยใส่ chorus ไปเยอะ ๆ เลย ซึ่ง chorus ที่ว่านั้น ทำให้ฉันรู้สึกถึงตอนที่ไปไอซ์แลนด์จริง ๆ แล้วก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลักษณะของเสียง หรือความรู้สึกอันลื่นไหลของตัวภาษาที่คนในท้องถิ่นนั้นพูดกันด้วยค่ะ

    ---เป็น chorus ที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศแบบพิธีอะไรสักอย่างเลยนะครับ

    Aimer: ใช่ เหมือนมันวิ่งเล่นอยู่ในปากอะไรทำนองนั้น เมโลดี้ไลน์ก็เฉพาะตัวด้วย ซึ่ง chorus แบบนั้นน่ะ ฉันไม่เคยได้ท้าทายกับมันมาก่อนเลยจนถึงตอนนี้ ก็เลยทำให้มันออกมาเป็นเพลงที่ลึกลับและมีซาวด์ที่แปลกใหม่ค่ะ
  • ก้าวมาข้างหน้าโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแท้ ๆ


    ---อย่างที่คุณ Aimer บอกไปเมื่อสักครู่ว่าเราจะสัมผัสถึงความห้าวหาญและดุดันได้ในเนื้อเพลงของ Torches ด้วย

    Aimer: ฉันจัดทัวร์ทั่วประเทศ (Aimer Hall Tour 18/19 "soleil et pluie") ไปเมื่อเดือนตุลาคม (2018) จนถึงเดือนมกราคม (2019) ใช่มั้ยคะ โดยในช่วงเริ่มทัวร์ก็มีการพูดคุยจาก Vinland Saga เข้ามาพอดี และฉันก็บันทึกเสียงในช่วงปลาย ๆ ทัวร์ ซึ่งในทัวร์นี้น่ะ มีเรื่องที่ฉันดันเสียงหายเอากลางเวทีในวันแรกของทัวร์ด้วย แต่ฉันก็ได้รับแรงสนับสนุนมากมายจากทุกคนตลอดกำหนดการนั้น ทำให้ฉันสามารถหันมาเผชิญหน้ากับความอ่อนแอและความเข้มแข็งของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นในตอนนี้ หากฉันจะวาดภาพค่ำคืนใหม่ ๆ ขึ้นมาละก็ อาจจะฟังดูยกตัวเองไปสักหน่อย แต่ฉันน่ะคิดว่า ถ้ามันเป็นค่ำคืนที่ฉันได้นำทางทุกคนไปก็ดีเหมือนกันนะ ต่างจากค่ำคืนในเมื่อก่อนที่ฉันเคยร้องเพลงอยู่เงียบ ๆ คนเดียว ตอนนี้ฉันได้ใส่ความตั้งใจที่ว่า “จะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับทุกคนล่ะ” ลงไปด้วยค่ะ

    ---เพราะอย่างนั้นก็เลยจะถือคบเพลิงแล้วนำทางไปสินะครับ

    Aimer: อื้ม ๆ จริง ๆ ก็ตั้งภาพในใจไว้แบบนั้นค่ะ นอกจากนี้ ฉันก็รู้สึกว่าอยากจะสร้างขวัญกำลังใจให้ตัวเองด้วย เพราะฉะนั้น ตั้งแต่อัลบั้ม “daydream” ไปจนถึง “พระอาทิตย์กับฝน” ฉันจึงมุ่งเน้นไปที่แสงสว่างอย่างสุดโต่ง… เพราะเมื่อก่อน ฉันค่อนข้างจะเกลียดที่ที่มีแสงสว่างมาตลอดเลยน่ะ (หัวเราะ)

    ---อย่างกับแวมไพร์เลยนะครับ (หัวเราะ)

    Aimer: เนอะ (หัวเราะ) บางทีมันอาจจะเป็นอีกด้านของความรู้สึกอิจฉาก็ได้ แต่ปัจจุบันน่ะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เพราะเป็นตอนนี้ที่ฉันสามารถหันหน้าเข้าสู่แสงอาทิตย์ได้แล้วนี่ล่ะ ฉันจึงชูคบเพลิงขึ้น ถึงจะยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นค่ำคืนแบบไหน แต่ฉันก็คิดว่าต้องไปยืนอยู่ตรงหน้าทุกคนและเดินนำแล้วล่ะ

    ---ส่วนตัวผมรู้สึกว่า คำว่า “again” ในเนื้อเพลง “Cleave your way again” เนี่ย มันโดนใจยังไงไม่รู้ ผมมองเห็นร่องรอยของความท้าทายหลายต่อหลายครั้งในคำนั้นเลย

    Aimer: ตรงนั้นฉันจงใจสื่อถึง Vinland Saga ด้วยน่ะค่ะ แต่ตัวฉันเองก็เคยเจอเรื่องอย่างการเสียงหายกลางคอนเสิร์ตอยู่หลายครั้ง แล้วก็เคยท้อแท้มามากมายในเรื่องอื่น ๆ อีกหลายหน และหลังจากนี้ ความทุกข์เช่นนั้นอาจจะมาเยือนอีกก็ได้ ฉันจึงต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ทีละเรื่อง ถ้าพูดถึงเนื้อเพลงในครั้งนี้แล้ว หลังจากต้อนรับรุ่งอรุณด้วยอัลบั้ม “DAWN” ฉันก็สามารถแสดงโลกแห่งแนวป๊อปอันเป็นความหมายของการอยู่ในแสงสว่างออกมาอย่างเข้าใจและยอมรับในตนเอง ด้วยเหตุนี้แหละ ฉันจึงสามารถก้าวไปยังค่ำคืนใหม่ ๆ ได้อีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน ตอนที่ฉันทำเพลงสว่าง ๆ อยู่นั้นเอง ก็มีคนเยอะเหมือนกันที่บอกว่า “เปลี่ยนไปเลยนะ” บ้าง “ลืมตัวเองเมื่อก่อนไปแล้วนี่” บ้าง ซึ่งตรงข้ามกันเลย ฉันแบกความรู้สึกที่ว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย” มาตลอดเลยค่ะ

    ---ครับ

    Aimer: แบบว่า “ไม่ใช่ว่าทิ้งตัวเองเมื่อก่อนไปเลยสักหน่อย ฉันแค่ก้าวมาข้างหน้าโดยที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแท้ ๆ” หลังจากนั้นน่ะ อันนี้เป็นการตีความในแง่ดีของฉันนะคะ ท่ามกลางความรู้สึกของผู้ที่เคยเป็นแฟนคลับของฉันมาจนถึงตอนนี้ที่ว่า “ตาม Aimer คนที่เปลี่ยนไปแล้วไม่ได้หรอก” น่ะ ฉันคิดว่านั่นคงจะเป็นความเหงาในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน เพราะงั้นในครั้งนี้ฉันจึงยกความรู้สึกว่า “บ่อเกิดของคุณคนนั้นกับฉันยังคงฝักรากลึก ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสักหน่อย” ขึ้นมาอย่างแน่วแน่ และอยากจะสื่อความตั้งใจว่า “ตั้งแต่เริ่มแรก ฉันเพียงตั้งใจสร้างสรรค์ดนตรีมาโดยตลอด จากนี้ไปก็เช่นกัน” คำพูดแบบนั้นอาจจะฟังไม่เข้าหูสักหน่อย แต่ Torches ก็เป็นเพลงที่ฉันได้ร้องความตั้งใจที่เก็บงำสิ่งที่ใกล้เคียงกับความโกรธออกมาค่ะ
  • เรียกร้องให้ยีนของคนฟัง


    ---สำหรับ “Torches” ผมสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวในเสียงร้องเช่นเดียวกับในเนื้อเพลงเลยครับ

    Aimer: ขอบคุณค่ะ ฉันถูกซาวด์กับถ้อยคำชักพาไปโดยอัตโนมัติ จึงสามารถร้องออกมาได้อย่างดุดันและทรงพลัง อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าถ้ามันให้ความรู้สึกถึงความเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงก็ดีเหมือนกันนะ อย่างตรงท่อน D ที่ร้องว่า “傷つかずに進むだけの道などなく” (ไม่ใช่เส้นทางที่เพียงก้าวไปโดยไม่ต้องพบเจอความทุกข์) น่ะ ฉันเผลอใส่อารมณ์ไปมากทีเดียว จนลังเลว่า “แบบนี้ดีแล้วหรือเปล่านะ?” ก็มีค่ะ แต่ฉันคิดว่านั่นคงเป็นเพลงที่ฉันร้องได้เพราะเป็นตัวเองในตอนนี้ล่ะ

    ---ด้านการเรียบเรียงก็ไม่ใช่ว่าต้องให้เสียงกีตาร์ไฟฟ้าโดดเด่นเสมอไป แต่แสดงพลังออกมาโดยใช้ซาวด์อะคูสติกเป็นหลักสินะครับ

    Aimer: เมื่อก่อน(เพลงแนว)กลางคืนของฉัน จะเป็นกลางคืนที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องคนเดียว แต่เพลงนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เหมือนว่ามันส่งเสียงอยู่ตลอดเวลาเลยน่ะ อย่างที่ฉันพูดไปในตอนต้นว่า “เป็นซาวด์แบบที่ทิวทัศน์ปรากฏออกมา” แม้ว่าฉันกับกีตาร์จะเริ่มประพันธ์เพลงขึ้นมากันแค่สองคน แต่ก็ยังมองเห็นขอบเขตที่แผ่ขยายออกไปหลังจากนี้ แม้จะเป็นท่อนคอรัสแต่ก็ยังรู้สึกถึงความว่างเปล่าได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น ฉันคิดว่าถึงจะไม่ได้มีทำนองที่หนักหน่วงอย่างเห็นได้ชัด แต่ด้วยการที่เราวาดภาพทิวทัศน์ที่งดงามเอาไว้ในใจ ก็ช่วยให้บทเพลงมีพลังมากขึ้นได้ค่ะ

    ---ลีลาของเสียงกีตาร์ก็น่าสนใจทีเดียวครับ

    Aimer: จริง ๆ แค่เป็นการซ้อนเสียงกีตาร์เข้าไปเฉย ๆ ค่ะ แต่ถึงจะทำแบบนั้นก็ตาม ฉันก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย แต่เพียงแค่นั้นเราก็สามารถเข้าใกล้ซาวด์แบบพื้นเมืองได้แล้ว กลายเป็นเพลงที่ชวนให้รู้สึกถึงสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณอะไรสักอย่างเลย อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ลอง(ทำเพลงด้วย)วิธีแบบนั้นด้วย พูดแบบคร่าว ๆ ก็คือครั้งนี้ฉันสามารถทำเพลงแบบตะวันตกได้แล้วค่ะ การปล่อยเพลงแนวนั้นในฐานะเพลงแรกของซิงเกิลเนี่ย เป็นสิ่งที่ตัวฉันเมื่อตอนเดบิวต์คงไม่มีทางทำได้ และการที่ฉันสามารถทำมันสำเร็จแล้วในตอนนี้ ก็เป็นเพราะระยะเวลาราว ๆ 8 ปีที่สั่งสมมาตั้งแต่เดบิวต์ ฉันภาคภูมิใจมากเลยค่ะ

    ---ในซาวด์แบบพื้นเมืองที่คุณ Aimer พูดถึงไปเมื่อสักครู่ เครื่องดนตรีประเภท Percussion (เครื่องกระทบหรือกลอง เป็นต้น) ที่มีรากฐานมาอย่างยาวนานก็มีบทบาทในเพลงนี้ด้วยใช่ไหมครับ

    Aimer: มันให้ความเป็นพื้นเมืองจริง ๆ ถึงตอนนี้เราจะอยู่ใน Concrete Jungle (สถานที่ที่เจริญ) นี้ก็เถอะ…

    ---คำว่า “Concrete Jungle” เนี่ยเป็นคำพื้น ๆ ไม่สมกับเป็นคุณ Aimer เลยนะครับ (หัวเราะ)

    Aimer: นั่นสินะคะ (หัวเราะ) ความต้องการในชีวิตประจำวันของฉันที่ว่า “อา อยากเห็นทะเลจังเลยน้า” หรือ “อยากไปเที่ยวป่าจังเลย” น่ะ มันเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ในตลอด 8 ปีมานี้ ขณะเดียวกัน ฉันก็คิดว่าการร้องเพลงอาจจะใกล้เคียงกับความรู้สึกว่าเราได้กลับคืนสู่ธรรมชาติก็เป็นได้ สิ่งที่เรียกว่าดนตรีนั้นแต่เดิมแล้ว ก็มาจากประวัติศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับการประกอบพิธีอย่างการสื่อถึงวิญญาณและแผ่นดินนี่นา แม้คุณสมบัติหรือแบบแผนของดนตรีเช่นนั้นจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่หากเราใช้ทั้งร่างกายร้องเพลงออกมา ก็จะรู้สึกว่าได้ไปถึงสถานที่สักแห่งที่ลึกลับ เรียกว่าในยีนของพวกเรามีสิ่งเหล่านั้นแทรกซอนอยู่ตั้งแต่แรกแล้วดีกว่าค่ะ

    ---เหมือนกับความต้องการอยากกลับสู่ธรรมชาติด้วยเสียงดนตรี?

    Aimer: ใช่ ๆ เพราะฉะนั้น ก่อนที่บทสนทนาจะออกทะเลไปมากกว่านี้ ฉันคิดว่าถ้าทุกคนสัมผัสได้ถึงส่วนนั้นของตัวเองแม้เพียงสักเล็กน้อยในเพลงที่ชื่อว่า “Torches” นี้ก็คงดีค่ะ
  • ต้นกำเนิดของฉันคือ “กลางคืน”



    ---มาต่อกันที่ ‘Blind to you’ ด้วยความที่เป็นเพลงจังหวะกลาง ๆ ที่มีเสียง acoustic guitar โดดเด่นออกมา จึงมีรูปแบบใกล้เคียงกับ ‘Torches’ แต่สไตล์การร้องกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ

    Aimer: ขอบคุณค่ะ ตามนั้นเลย จริง ๆ แล้วซิงเกิลนี้มี theme หลักอยู่นะคะ ซึ่งก็คือ “การเดินทาง” นั่นเอง มันเหมาะกับความหมายของประโยคที่ว่าจะออกเดินทางไปยังค่ำคืนใหม่ ๆ พอดีด้วย แต่ปัญหาตอนนั้นก็อย่างที่บอกไปว่าการทำอัลบั้มนี้เป็นช่วงที่ฉันมีทัวร์พอดี ก็เลยค่อนข้างวุ่นทีเดียวค่ะ… มันแบบว่า อยากหนีไปให้ไกล ๆ จัง (หัวเราะ)

    ---(หัวเราะ)

    Aimer: แต่ก็ไปไหนไม่ได้แหละค่ะ ฉันเลยคิดว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไปท่องเที่ยวในเพลงที่กำลังทำอยู่เลยแล้วกัน สมมติว่าฉันพาทุกคนออกเดินทางไปด้วยกันในเพลง Torches แล้ว หลังจากนั้นก็นั่นแหละ… ถ้าฉันได้ออกเดินทางแล้วจะรู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น เป็นมาตั้งนานแล้วล่ะ มันรู้สึกหดหู่อยู่ลึก ๆ ว่า “ฉันอยู่ตัวคนเดียวจริง ๆ ด้วย” ฉันเลยคิดว่าถ้าในซิงเกิลจะมีเพลงที่สื่อถึงความเหงาแบบนั้นบ้างก็คงดีเหมือนกัน ด้านซาวด์ของ Blind to you ก็มีเสียงกีตาร์ซ้อนกันอยู่ แถมยังใส่คอรัสสุดท้ายไปเยอะเลย นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากดนตรีตะวันตกอยู่ด้วย ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวเหมือนกับเพลง Torches เลยล่ะค่ะ เพียงแต่ Blind to you จะให้ความรู้สึกที่ชุ่มชื้นกว่า

    ---ถ้าอ่านแค่เนื้อเพลง ก็เป็นเพลงที่จบลงอย่างสิ้นหวังทีเดียวเลยนะครับ

    Aimer: นั่นสินะคะ อย่าง Omoide wa Kirei de กับ Hanabiratachi no March ฉันจินตนาการให้เพลงทั้งสองอยู่ในอัลบั้ม “พระอาทิตย์” มันเลยออกมาเป็นเนื้อเพลงที่ฉันพยายามไม่ให้มันจบลงในทางลบ แต่ตอนนี้ฉันเข้ามาอยู่ใน(เพลงแนว)กลางคืน และโฟกัสไปที่ภายในของตัวเองอีกครั้ง เนื้อหาเพลงจึงอาจจะมีอะไรใกล้เคียงกับกลางคืนเมื่อก่อนก็ได้

    ---แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีทำนองที่มืดมน

    Aimer: สำหรับฉันนะคะ ถ้าเปิด Blind to you ฟัง ก็ไม่ได้ยินว่าเป็นเพลงที่เจ็บปวดขนาดนั้น คือฉันตั้งใจให้มันบาลานซ์กันอย่างดีน่ะค่ะ อย่างเพลง “Kyoukara no Omoide” ที่มีคีย์ไมเนอร์ชัดเจน ทำให้ความรู้สึกเศร้ามันไม่ได้ตู้มเข้ามา ส่วนจังหวะก็กลาง ๆ แต่ถ้าตั้งใจฟังจะเห็นว่าเนื้อเพลงค่อนข้างเหงาเลยล่ะ ตัวฉันเองก็สามารถร้องเพลงแบบนั้นได้อย่างสบาย ๆ แล้ว ครั้งนี้ก็เลยอยากถ่ายทอดเพลงแบบนั้นออกมาด้วยค่ะ

    ---คุณ Aimer บอกว่าได้ใส่การตัดสินใจที่คล้ายคลึงกับความโกรธลงไปในเพลง Torches ด้วยใช่ไหมครับ แล้วในเพลง Blind to you ล่ะ มีส่วนที่พูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวอะไรของคุณ Aimer บ้างไหม?

    Aimer: ยังไงต้นกำเนิดของฉันก็คือ “กลางคืน” จริง ๆ ด้วยค่ะ (หัวเราะ) ฉันรู้สึกเช่นนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจมาตลอดเลย… ไม่สิ แทนที่จะเรียกว่าเป็นแบบนั้นมาตลอด เรียกว่าฉันเพิ่งมารู้ตัวในช่วงหลัง ๆ มานี้ดีกว่า ด้วยเหตุนั้น ในระหว่างการเดินทาง ทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจอะไร แต่อยู่ ๆ ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาอะไรทำนองนั้น คุณสมบัติดังกล่าวในตัวของฉันมีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

    ---ไม่ใช่อารมณ์เดียวกับ “อา พรุ่งนี้ต้องกลับไปทำงานที่โตเกียวแล้วสินะ...” อะไรอย่างนี้ใช่ไหมครับ?

    Aimer: ไม่ใช่เลยค่ะ มันรู้สึกว่า “เศร้าจังเลย” โดยไม่ทราบสาเหตุน่ะ เป็นเพลงที่ฉันเผลอแสดงส่วนนั้นของตัวเองออกมา หรือไม่ก็เป็นเพลงที่ฉันได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาน่ะค่ะ ซิงเกิลนี้ไม่ใช่ขั้วตรงข้ามของเพลงตั้งแต่อัลบั้ม daydream ที่ฉันอยู่ในแสงสว่างตลอดเวลาหรอกนะคะ แต่เป็นการมุ่งเข้าไปที่ไหนสักแห่งมากกว่า โดยเฉพาะ Blind to you ที่อาจจะมีสีสันดังกล่าวอยู่อย่างเข้มข้น
  • เป็นกลางคืนที่มีหลากหลายอารมณ์



    ---แทร็กที่ 3 “Daisy” ยังอยู่ที่แนวตะวันตก เป็นเพลงกีตาร์ป๊อปสบาย ๆ ต่างจากสองเพลงแรกเลยนะครับ

    Aimer: ถ้า Torches เป็นเพลงที่เราแบกอะคูสติกกีตาร์ตัวนึงออกเดินทางไปละก็ Daisy ก็เป็นเพลงที่ทำให้เรารวมเป็นหนึ่งเดียวกับใครสักคนก่อนจะเพิ่มกีตาร์ไฟฟ้าเข้ามาอีกที… ประมาณนี้ค่ะ ถ้าเป็นตัวฉันเมื่อก่อนคงคิดประมาณว่า “ในเมื่อเป็นเพลงกลางคืนงั้นก็ร้องบัลลาดให้หมดเลยดีกว่า” ไม่ก็ “ให้เป็นเพลงเหงา ๆ แล้วกัน” แต่ตอนนี้ฉันได้พบและอยู่กับทุกคนแล้ว แถมยังได้รู้จักความวิเศษของพระอาทิตย์แล้วด้วย นอกจากนี้เพราะเป็นกลางคืน ฉันจึงคิดว่าถ้ามีสักเพลงที่ส่องแสงให้ความมืดมิดของกลางคืนอย่างตรงไปตรงมาด้วยก็ดีเหมือนกัน และการที่ฉันทำเพลงแบบนั้นออกมาได้ก็เป็นเพราะความไว้วางใจที่มีต่อทุกคน ไม่ว่าฉันจะร้องเพลงแบบไหน ฉันก็คิดว่าทุกคนคงจะรับไปตีความในแบบของตัวเองกันค่ะ

    ---เนื้อเพลงก็พูดถึงชีวิตประจำวันทั่ว ๆ ไปต่างจากสองเพลงแรกเลยนะครับ

    Aimer: ซิงเกิลของฉันเนี่ย มี Double A-side กับ Triple A-side เยอะเลยใช่มั้ยคะ แต่ A-side ครั้งนี้มีเพลงหลักแค่เพลงเดียวนะ

    ---ดูจากข้อมูลแล้ว นับตั้งแต่ซิงเกิลที่ 11 “Chouchou Musubi” ที่ปล่อยในเดือนสิงหาคม 2016 เลยสินะครับ

    Aimer: โอ้ นานขนาดนั้นเลยเหรอ เพราะงั้นในทางตรงกันข้าม เพลงที่ 2 และ 3 ของซิงเกิลนี้น่ะ ฉันอยากจะท้าทายอะไรหลาย ๆ อย่างเลย รวมถึงด้านเนื้อเพลงด้วย อย่าง Daisy ก็คือดอกเดซี่ใช่ไหมคะ มันมีความหมายว่า “สิ่งอันเป็นที่รัก” หรือ “สิ่งที่แสนวิเศษ” กล่าวคือ ถ้าพิจารณาจาก(คอนเซ็ปต์)กลางคืนแล้ว ไม่ใช่ว่าจะต้องซีเรียสเสมอไป แต่ฉันคิดว่าถ้าได้แชร์อารมณ์ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างกับทุกคนได้ก็คงดีน่ะ

    ---ดูจากแทร็กที่เรียงกันแล้ว เพลงที่ 3 นี่ให้อารมณ์ที่เบาสบายไปเลยนะครับ

    Aimer: ดีใจจังค่ะ อย่างที่คิดไว้เลยว่าตอนที่อยู่ท่ามกลางแสงสว่าง ฉันก็ทำเพลงโดยจินตนาการถึงตอนอยู่ในไลฟ์บ่อยขึ้น และไม่อยากจะลืมความรู้สึกนั้นไปในซิงเกิลนี้เลย ไม่ใช่แค่นั้น โดยเฉพาะในไลฟ์ “พระอาทิตย์กับสายฝน” มีหลายพริบตาที่ฉันรู้สึกว่ากำลังติดต่อสื่อสารกับทุกคนในแบบที่ตัวฉันเมื่อก่อนนึกไม่ถึงเลยล่ะ ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงคิดโดยอัตโนมัติขณะเขียนเพลงนี้ขึ้นมาว่า “จะเป็นยังไงนะถ้าทุกคนร้องเพลงไปพร้อมกันในไลฟ์?” และ Daisy ก็ให้ความรู้สึกแบบเพลงกอสเปล (Gospel) ที่ทุกคนสามารถร้องไปพร้อมกันได้ด้วย

    ---อ้อ จะว่าไปก็จริงด้วยครับ ให้อารมณ์แบบกอสเปล

    Aimer: ในซิงเกิลนี้ฉันได้สนุกกับการค้นหาดนตรีหลาย ๆ แนว ไปพร้อมกับการใส่สิ่งที่ฉันสามารถถ่ายทอดออกมาได้ลงไปเต็มที่เนื่องจากเป็นช่วงที่ฉันได้โฟกัสอยู่กับตัวเอง แล้วก็ขอพูดซ้ำนะคะ ความรู้สึกที่ฉันอยากจะสื่อถึงความตั้งใจว่า “ฉันรักดนตรี และมันจะไม่มีวันเปลี่ยนไป” นั้นน่ะ อาจจะเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ฉันทำอย่างนั้นโดยอัตโนมัติก็เป็นได้

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in